‘ถ้าแกยังไม่ยอมเลิกมีแฟนเป็นผู้หญิง ไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก !’ เธอยังจำเสียงนี้ได้ดีและไม่มีวันลืม ไม่ว่ากี่ครั้งที่ปิดเทอมจากมหา’ลัย กลับบ้านมาก็มักจะโดนว่าแบบนี้ทุกครั้ง จนตอนนี้เรียนจบมาสองปีกว่าทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้ว ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนใจมารดาได้เลย ทุกวันหยุดปีใหม่ปีที่แล้วต้องคิดนานว่าควรจะกลับไปดีไหม ? สุดท้ายก็กลับไปและ... ‘ฉันเลี้ยงให้แกโตมาชอบผู้ชาย ไม่ใช่มาคบกับผู้หญิงด้วยกันแบบนี้!’ เป็นมาตลอดจนเมื่อหลายเดือนก่อนแม่เกิดป่วยกะทันหันและด่วนจากไป ทั้งครอบครัวตอนนี้จากสามคนเหลือเพียงคนเดียว คำสั่งเสียของแม่คือการให้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ มีครอบครัว ซึ่งมันแทบไม่มีวันเป็นไปได้เลย เธอไม่ได้รังเกียจผู้ชายแต่ทว่าการคบกับผู้หญิงด้วยกันมันก็ไม่ได้แย่อะไรมากมาย...อีกอย่าง ในทางตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกว่าสบายใจกว่ากันเยอะทีเดียว “น้องต๋อมอยากสั่งอะไรมาทานไหมครับ” จรีภรณ์หรือ ‘ต๋อม’ ส่ายหน้าแทนคำตอบ เธอนั่งตรงข้ามฝั่ง รุ่นพี่หนุ่มที่ทำงานในแผนกเดียวกัน แม้สายตาจะไม่ได้แสดงออกมาว่าเกลียดผู้ชาย แต่ท่าทางที่ดูเหินห่างก็พอบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่สนใจ ต่อให้ตัดผมสั้นแล้วใบหน้าก็ยังคงหวานและทำให้มีผู้ชายเข้ามาจีบเพราะคิดว่าเป็น สาวเปรี้ยว! “พี่ได้ข่าวว่าต๋อมชอบกิน...” “กินได้ทุกอย่าง” เป็นการขานรับไม่มีหางเสียงเพราะคนอย่าง จรีภรณ์ไม่ใช่สาวเรียบร้อยและเป็นกุลสตรีที่ต้องง้อผู้ชายหรือทำตัวออดอ้อน อีกอย่างด้วยความที่ใจไม่ชอบเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วคงไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของอีกคนได้ จึงไม่อยากจะพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนร่วมงานหรือรุ่นพี่ไปเป็นอย่างอื่น หญิงสาวลืมตัวไปว่าพูดจาไม่สุภาพจึงรีบตอบกลับไปใหม่ในทันที “อะไรก็ได้...ค่ะ” ชายหนุ่มได้แต่มองใบหน้าสวยหวานไม่วางตา ทำให้จรีภรณ์รู้สึก อึดอัดที่ต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ความจริงแล้วคนที่ชวนคือเพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่บอกว่าสุดสัปดาห์มื้อกลางวันนัดกันไปกินเลี้ยงซึ่งมีแต่ผู้หญิงแล้วทำไมตอนนี้มีเพียงแค่เธอและคุณรุ่นพี่หน้าจืดเท่านั้นเล่า ! “งั้นพี่สั่งให้นะครับ” หญิงสาวยิ้มเจื่อนๆ พลางพยักหน้ารับโดยไม่ปริปากพูดอะไร ระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟได้แต่นั่งหันมองไปทางอื่น เมื่อบรรยากาศเริ่ม อึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากขอชายหนุ่ม “ขอไปเข้าห้องน้ำก่อน...นะคะ” พูดเสร็จก็ลุกเดินจากไปทันที เมื่อเดินห่างออกมามากพอแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมา จรีภรณ์เดินเข้ามาล้างมือและส่องมองตัวเองที่หน้ากระจก ไม่มีใครดูออกว่าภายในของหญิงสาวนั้นไม่ได้ชอบเพศตรงข้ามเลยสักนิด จรีภรณ์มีใบหน้าหวานกับดวงตากลมโตและจมูกที่รับริมฝีปากพอดี ผมสั้นที่ตัดเท่าใบหูดูให้เหมือนผู้ชายแต่ใบหน้าหน้าหวานก็ยังคงอิ่มไม่เปลี่ยน...ทว่าการแต่งตัวนั้นดูตรงข้ามกับหน้าตาอย่างชัดเจน หญิงสาวจงใจให้เป็นแบบนั้นเพื่อหลีกผู้ชายที่เข้ามาจีบ แต่มันก็ไม่ได้ดูน้อยลงเลย เมื่อระบายความรู้สึกอึดอัดเสร็จแล้วจึงเดินกลับมานั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม อาหารถูกเสิร์ฟจนเต็มแต่จะให้นั่งกินกับผู้ชายเหมือนมาเดทกันคงจะยากหน่อย “สรุปแล้วคนอื่นจะไม่มาใช่ไหม ?” จรีภรณ์เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์มากนัก รุ่นพี่ระบายยิ้มก่อนพูดขึ้น “พี่ขอโทษที่ไม่ได้โทรบอกเลย ต๋อมคงจะไม่ว่าอะไรพี่ใช่ไหม ?” “ไม่เลย พี่ฮิปโป” จรีภรณ์พูดลากเสียงยาวพร้อมชื่อของอีกฝ่าย เมื่อเรียกทีก็จะกลั้นขำกับชื่อเล่นนั้นไม่ได้ ปกติแล้วทุกคนในแผนกจะเรียกว่า ‘พี่โป’ คงจะมีแต่เธอที่เรียกเต็มๆ ว่าฮิปโป “ครับ งั้นเรากินกัน” หญิงสาวเพียงยิ้มรับและหยิบช้อนตักอาหารเข้าไปพลางเหลือบสายตามองชายหนุ่มตรงหน้าไป... ทำไมสีหน้าดูมีความสุข ต่างจากเราที่อมทุกข์อยู่ในใจเนี่ย ! “น้องต๋อมชอบอะไรเป็นพิเศษไหมครับ” จรีภรณ์คาช้อนในปากไว้ เงยหน้าขึ้นมองพี่ฮิปโปแล้วส่ายหน้าตอบ “ไม่มีเลยหรือครับ อย่างเช่น ชอบสีอะไร ชอบดอกไม้อะไร หรือว่าชอบดูหนังแนวไหน ?” ถามมาเป็นชุดนี่กะจะรุกจีบใช่ไหม ! จรีภรณ์เคี้ยวอาหารในปากให้หมด เอื้อมมือหยิบน้ำดื่มตามแล้วพูดขึ้น “ไม่มีค่ะ” “ไม่มีเลยเหรอครับ” ฮิปโปยังคงถามซ้ำและรอคำตอบ “ไม่มีค่ะ” “จริงๆ หรือครับ” ชายหนุ่มเริ่มส่งสายตาอ้อนวอน “สีที่ชอบสีดำ ดอกไม้ไม่มี หนังที่ชอบดูก็แนวสืบสวนฆาตกรรม” จรีภรณ์ตอบอย่างไม่ใส่ใจมากนักและหวังว่าอีกฝ่ายคงไม่สนใจด้วย... “จริงหรือครับ งั้นถ้ามีภาพยนตร์แนวสืบสวนฆาตกรรมออกมาพี่จะชวนน้องต๋อมไปดูด้วยกันนะ” ฮ้า !! จรีภรณ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ไม่ต้องๆ เกรงใจเปล่าๆ ค่ะ” รีบบอกปฏิเสธทันทีเพราะแค่วันนี้ไม่ถึงชั่วโมงทำเอาอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว หากไปดูหนังด้วยกัน ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเป็นยังไงต่อ “น้องต๋อมครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้จรีภรณ์ต้องเงยหน้าขึ้นมอง “พี่ชอบน้องนะครับ” จรีภรณ์นั่งอึ้ง อาหารที่อยู่ในปากแทบจะสำลักติดคอ “น้องต๋อมครับ...” จรีภรณ์รีบมองหน้าและฉีกยิ้มให้อีกฝ่าย “พี่ฮิปโปอย่ามโนไปเอง ! ให้ต๋อมเป็นรุ่นน้องพี่ดีแล้ว !” จรีภรณ์ตอบปฏิเสธไปทันที ครั้นมองสีหน้าอีกฝ่ายที่แสดงความผิดหวังออกมาก็รู้สึกผิดนิดๆ แต่จะให้ชอบคุณพี่ฮิปโปตรงหน้าเห็นทีคงจะไม่ได้ คงตัดใจแล้วมั้ง... “ไม่เป็นไรครับ พี่จะจีบน้องเชื่อว่าสักวันน้องต้องชอบพี่แน่ๆ” ไม่ตัดใจง่ายๆ หนำซ้ำยังจะจีบต่อ...เอาไงดี รับรองวันนี้ได้ตกนรกเป็นๆ ทั้งวันแน่ๆ “ใช่ ! ต๋อมนึกได้ว่ามีธุระ งั้นขอตัวกลับก่อนนะ” เมื่อพูดจบก็ลุกขึ้นวิ่งหายไปในทันทีทิ้งให้อีกฝ่ายตั้งรับไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวก็นั่งอยู่คนเดียวเสียแล้ว จรีภรณ์เดินออกมาห่างมากพอสมควรที่จะหยุดพักหายใจ กะแล้วว่า ต้องเป็นแบบนี้ ไม่คิดว่าคนในแผนกจะช่วยกันเพื่อให้พี่ฮิปโปได้มีโอกาสอยู่กับเธอ มันจะเลวร้ายมากแค่ไหนถ้าเกิดเดินจูงมือกับเขา อี๋ ! ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ หญิงสาวเดินออกจากห้างสรรพสินค้าขึ้นรถเมล์เพื่อกลับไปยังอพาร์ตเมนต์ นั่งรถไม่ถึงสี่สิบหน้าทีก็ถึงที่หมาย สายตามองไปรอบๆ พลาง ถอนหายใจออกมา พลันมองเห็นลูกสุนัขที่วิ่งผ่านตัดหน้าไปก็อดที่จะมองนานๆ ไม่ได้ เจ้าสุนัขตัวน้อยวิ่งผ่านออกไปที่ถนนใหญ่สามเลน จรีภรณ์เห็นว่ารถบรรทุกที่วิ่งมาด้วยความเร็วนั้นได้เบรกหักเลี้ยวลงข้างทางเพื่อหลบเจ้าสุนัข รถสิบล้อพุ่งเข้าชนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากหญิงสาวไม่ถึงห้าเมตร จรีภรณ์ยืนนิ่งตัวแข็งก่อนตั้งสติได้ โชคดีที่รถไม่พุ่งเข้าใส่เธอ แกร๊ก...แอ๊ด ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ขยับเอียงค่อยๆ ล้มลงมา จรีภรณ์รีบที่จะเดินถอยออกห่างแต่ทว่า.... “เฮ้ย...!!!”
เสียงพูดคุยดังเข้าผ่านหูของหญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียง กลิ่นยาและน้ำหอมจากคนผสมกัน ทำให้ดมจนแทบอยากจะอ้วก ไม่นานนักเสียงที่น่ารำคาญก็ค่อยๆ หายไป จรีภรณ์พยายามปรือตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างช้าๆ มองไปยังเพดานสีขาวสะอาด ตอนนี้ก็พอจะเดาได้ว่าอยู่โรงพยาบาล เธอขยับปรับเปลือกตาเพื่อรับแสงก่อนจะมองเห็นพยาบาลที่กำลังเก็บของอยู่ “ฟื้นแล้วหรือคะ ? ฉันจะไปตามคุณหมอมานะคะ” จรีภรณ์เพียงแค่พยักหน้าตอบเพราะยังคงมึนงงกับร่างกายอยู่ หญิงสาวหลับตาลงในขณะที่พยาบาลเดินออกจากห้องไป กำลังพยายามนึกภาพก่อนเกิดอุบัติเหตุและก็จำได้ว่าดวงซวยที่ดันไปยืนอยู่ตรงนั้น จนถูกป้ายโฆษณาหล่นใส่เอาได้ ดีที่ยังไม่ตาย ไอ้ต๋อมเอ๊ย...เพิ่งเข้าโรงพยาบาลหนักๆ แบบนี้เป็นครั้งแรกเลย ประตูห้องเปิดเข้ามา เสียงมากมายก็ดังตามมาด้วย จรีภรณ์หันหน้าไปมองผู้มาเยือนที่ไม่รู้จัก “พริมฟื้นแล้วหรือลูก” หญิงสาวยิ่งคิ้วขมวดใหญ่มากกว่าเดิมเมื่อถูกหญิงวัยกลางคนทัก... ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ?? “คุณหมอคะ เธอเป็นอะไรทำไมไม่ยอมพูดคะ” จรีภรณ์ยังคงมองด้วยความงุนงงทั้งที่อยากจะเปิดปากพูดว่ากำลังทักคนผิดแต่ทว่าไม่มีแรงมากพอได้แค่นอนนิ่งๆ มองดูคนแปลกหน้าต่อไป สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะหลับตาลงหนีความวุ่นวายนี้เสีย “คงเพราะสมองสับสนจากอุบัติเหตุน่ะครับ อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้นก็จะหายเป็นปกติครับ” “คุณแม่คะ ให้ยัยพริมพักผ่อนก่อนดีกว่าไหมคะ ? ยัยพริมคงยังไม่หายดี” มารวีเอ่ยขึ้นเมื่อมองเห็นว่าคนป่วยได้นอนหลับไปแล้ว บวรลักษณ์พยักหน้าเห็นด้วย เพราะลูกสะใภ้อาจจะต้องใช้เวลา พักฟื้นและทำใจกับเรื่องเลวร้ายบ้าง พลันมองคนป่วยที่หลับตาลงแล้วก็อดสงสารไม่ได้ว่าเจ้าลูกชายไม่ยอมมาเยี่ยมบ้าง “พริมแม่ไปก่อนนะ แล้วจะมาเยี่ยมใหม่” เสียงประตูห้องปิดลง ทุกอย่างกลับมาเงียบสงบ จรีภรณ์หรี่ตาขึ้นมาและมองไปรอบๆ พลางถอนหายใจออกมา หญิงสาวไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้กำลังเข้าใจอะไรผิดกันแน่ที่อยู่ๆ มาทักคนผิด แต่เอาเถอะมันก็แค่เรื่องที่ไม่เข้าใจและไม่ต้องใส่ใจ จรีภรณ์ขยับตัวลุกขึ้นนั่งพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะจับผ้าพันแผลแต่ก็ตกใจเมื่อเส้นผมที่ซอยสั้นนั้นดันยาวและดัดลอน เดี๋ยวนะ...ผมเธอไม่ใช่แบบนี้นี่ ! ยังตกใจกับผมที่เปลี่ยนไปไม่พอนิ้วมือจากที่ป้อมๆ สั้นๆ ก็ดูเหมือนจะเรียวขึ้น หญิงสาวจับไปทุกส่วนของร่างกายและรู้สึกว่ามันแปลก และเมื่อ มือทั้งสองข้างจับที่หน้าอกก็ต้องตกใจมากกว่าเดิม หน้าอกเธอไม่เคยโตแบบนี้มาก่อน แล้วนี่ทำไมถึงใหญ่กว่าเดิมคูณสองเท่า ! จรีภรณ์กำลังมึนงงและเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พลางหันมองดูนาฬิกาหรือปฏิทินเพื่อนับวันเวลา หญิงสาวหันมองไปทางประตูและเห็นพยาบาลเดินเข้ามาจึงรีบพูดขึ้นทันที “วันนี้วันอะไรคะ ?” “วันเสาร์จ้ะ” “อ้อ ค่ะ ” จรีภรณ์กำลังไม่เข้าใจตัวเองแต่ก็ไม่ลืมที่จะขอกระจกจากพยาบาล “เออ...มีกระจกไหมคะ ?...” พยาบาลวัยกลางคนมองหน้าก่อนจะเดินไปหยิบกระจกมาให้แล้วเดินออกจากห้องไป “ขอบคุณค่ะ” จรีภรณ์ยิ้มและกล่าวของคุณ ไม่รอช้าที่จะรีบพลิกกระจกส่องมองตัวเองทันที ผู้หญิงตรงหน้าของเธอคือใครกัน จรีภรณ์ยกมือขึ้นลูบใบหน้าและตบแรงๆ ให้ตื่นจากฝัน เพียะ ! เจ็บระบมไปทั่วใบหน้าซีกขวา แต่เมื่อส่องกระจกอีกครั้งก็ยังเห็นใบหน้าสวยหวานผมสีน้ำตาลดำดัดลอนอยู่ “เฮ้ย !...” จรีภรณ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ มือก็โยนกระจกทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี คุณพระ ! นี่มันต้องเป็นความฝันแน่ๆ ความฝันที่ยังไม่ตื่น เสียงเปิดประตูเข้ามาอีกครั้งจรีภรณ์ไม่ได้สนใจมากไปกว่าการตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง...ไม่มีใครทักผิดตั้งแต่แรก แต่เป็นเพราะเธออยู่ในร่างของใครไม่เคยรู้จักพบเจอด้วยซ้ำ แล้วร่างของเธอล่ะไปไหนแล้ว ! “คุณแม่บอกผมว่าคุณประสบอุบัติเหตุ” จรีภรณ์สะดุ้งและค่อยๆ หันไปมองชายหนุ่มผู้มาเยือนใหม่ ใบหน้าหล่อขาวคมเข้มดวงตาสีน้ำตาลดำ จมูกโด่งในแบบชายไทย... “คุณเป็นใคร ?” จรีภรณ์เอ่ยถามขึ้นพลางส่งสายตามองคนตรงหน้า ชายหนุ่มมองหญิงสาวร่างเล็กพลางครุ่นคิดในใจโดยไม่ปริปากพูดอะไร “คุณเป็นใคร เพื่อนงั้นเหรอ” จรีภรณ์พูดด้วยน้ำเสียงห้วน พินิจมองชายหนุ่มตรงหน้าที่แต่งตัวดูภูมิฐานดี “คุณจำผมไม่ได้ ?” หญิงสาวมองด้วยความหมั่นไส้นิดๆ เมื่อเขาท่าทางนิ่งขรึมเก็กหล่อ ถ้ารู้จักจะถามไหมล่ะ !! “ถ้ารู้จักคงถามหรอก” จรีภรณ์พูดก่อนขยับตัวพยายามเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียง หยิบไม่ถึง…!! ทำไมผู้หญิงร่างนี้ถึงแขนสั้นนัก กตตน์มองคนป่วยบนเตียงก่อนจะก้าวไปหยิบแก้วและเทน้ำส่งให้ จรีภรณ์รับแก้วมาพลางมองโดยไม่กล่าวขอบคุณ เธอดื่มน้ำโดยไม่สนใจคนที่ยืนรอข้างเตียง “งั้นผมจะบอกคุณเผื่อบางทีคุณอาจจะลืม” กตตน์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมองหญิงสาวที่ไม่สนใจอะไรนอกจากตั้งหน้าดื่มน้ำในแก้ว “ผมเป็นสามีของคุณ...” พรวด!! เมื่อได้ยินจรีภรณ์ก็สำลักน้ำออกมาทันที ยกมือขึ้นลูบหน้าอกเบาๆ ก่อนหันมองชายหนุ่มพลางเช็ดปาก “คุณพูดอีกทีสิ บางทีฉันอาจหูฝาดไป” หญิงสาวบอกให้เขาพูด อีกครั้งเพื่อความมั่นใจ “สามี...แค่ในนามเท่านั้น” กตตน์มองคนป่วยที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ จรีภรณ์แทบจะเป็นลมทำอะไรไม่ถูก มือที่ถือแก้วอยู่ได้ร่วงลงไป ถ้าจะเป็นแบบนี้ให้ตายแล้วกลับมาอยู่ในร่าง หญิงคนนี้ยอมตายเสียดีกว่า ถึงเป็นแค่สามีในนามหรือสามีจริงๆ ก็เถอะ แบบนี้มันนรกชัดๆ ! “นี่คุณ...” หญิงสาวเอ่ยปากเรียกด้วยเสียงแผ่ว ดวงตากลอกไปมาแสดงถึงความไม่เชื่อ “ตบหน้าฉันทีสิ” กตตน์มองคนป่วยที่กระวนกระวายราวกับรับความจริงไม่ได้ “คุณจำอะไรไม่ได้เลยอย่างงั้นเหรอ ?” ชายหนุ่มถามอีกครั้ง เธออยากจะเอาหัวชนฝาจริงๆ ทำไมโชคชะตาเล่นตลกกันแบบนี้ ! “คุณคงสับสน พักเถอะ” กตตน์เอ่ยขึ้นก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปเงียบๆ “มันไม่ตลกนะ ไม่ตลกเลยสักนิด ม่ายยยยยยย...” เมื่อประตูปิดลงแล้วจรีภรณ์ถึงกับต้องร้องออกมาเสียงดัง
กตตน์เดินเข้ามาในบ้าน หลังจากที่ไม่ได้กลับมานอนหลายคืน ด้วยเหตุที่อ้างว่าติดงานเยอะจึงอยู่พักที่คอนโดฯ ส่วนตัว สองเท้าก้าวยาวตรงผ่านห้องรับแขกไปทว่าเสียงของมารดาก็ดักขึ้นเสียก่อน “กว่าจะกลับมาได้ วันๆ ซุกตัวอยู่กับนังผู้หญิงแพศยานั่น” บวรลักษณ์กล่าวว่าลูกชายด้วยความโมโห ทั้งที่หาคนเหมาะสมให้แต่งงานด้วยแล้วยังจะไปหาผู้หญิงคนนั้นอีก กตตน์หันมาด้วยสีหน้านิ่งๆ แม้จะรู้สึกไม่พอใจที่กล่าวว่าแบบนี้ “ผมกับแพรว เรารักกัน” คำพูดนี้พูดออกมาจากใจจริง ทว่า บวรลักษณ์ได้ยินแล้วไม่รู้สึกเห็นใจในความรักของลูกชายสักนิด “รักแกจริงใจ ! น้ำเน่า…ผู้หญิงแบบนั้นจะรักแก มันรักเงินของแกมากกว่าน่ะสิ !” บวรลักษณ์แทบเลือดขึ้นหน้า ทั้งที่บอกแล้วว่าผู้หญิงอย่างแพรวรุ้งไม่มีทางจริงใจได้ แต่ลูกชายก็ไม่ฟัง หนำซ้ำยังคิดจะแต่งเป็นเมียอีก กตตน์ไม่ฟังที่มารดาพูด เขาหมุนตัวเดินจากไปในทันที “กลับมาก่อนนะ ตาไม้” พูดไปก็เหมือนลมผ่านหูเมื่อลูกชายสุดที่รักเดินลับสายตาไปแล้ว บวรลักษณ์คิดแค่ว่าหากกตตน์แต่งงานเเล้วจะเลิกสนใจแพรวรุ้ง แต่ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะวุ่นวายมากกว่าเดิม หนำซ้ำพริมมาต้องมาทนทุกข์จากการกระทำของลูกชายตัวดีอีก “พูดไปก็ไม่ฟังหรอกค่ะคุณแม่” มารวี สะใภ้ของลูกชายคนโตเดินเข้ามาหา “สงสารก็แต่ยัยพริมนั่นเเหละค่ะ” บวรลักษณ์ถอนหายใจด้วยสีหน้าอ่อนล้า ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้กตตน์เลิกสนใจตัวแพรวรุ้งได้เสียที “ตอนนี้เรามาหาวิธีจัดการกับไม้ก่อนดีไหมคะ?” มารวียิ้มที่มุมปากก่อนพูดต่อไปว่า “ถ้าผู้ชายไม่เอาสักอย่าง ยัยแพรวก็ทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ” “นั่นสิ…” พยักหน้าเห็นด้วยกับลูกสะใภ้ ทั้งสองคนเดินกลับมานั่งที่โซฟาในห้องรับแขกเช่นเดิม ระหว่างคุยกันบวรลักษณ์ก็เหลือบมองทางดูว่าลูกชายจะเดินลงมาหรือยัง เเต่ก็ไม่มีวี่แวว ทั้งที่หาคู่ชีวิตดีๆ ให้เเล้วเเต่ไม่สนใจ…โชคดีที่พริมมาเป็นหญิงเรียบร้อย ไม่โวยวาย เเต่มันก็ไม่ได้ดีมากเพราะไม่ยอมสู้คน “คุยอะไรกันครับ ทำไมหน้าเครียดกันแบบนั้น ?” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยทัก ทำให้ทั้งคู่หันไปมอง บวรลักษณ์หันมองลูกชายคนโตที่เดินเข้ามาในห้องรับแขก “ก็จะเรื่องใครอีกละ มีแต่เรื่องตาไม้ไง” กันตภณมองหน้าภรรยาและมารดาอีกครั้งก่อนจะยิ้มหัวเราะออกมา “เรื่องนี้อีกแล้วหรือครับ” “ก็จะมีเรื่องไหนอีกล่ะ แม่กับเมย์กำลังคิดหาวิธีอยู่นี่ไง” บวรลักษณ์บอกลูกชายคนโตด้วยเสียงเครียด “แม่ครับ เรื่องแบบนี้ต้องให้เจ้าไม้ตัดสินใจเอง...” “ถึงตอนนั้นได้หมดตัวก่อนนะคุณ !” มารวีพูดขึ้นแทรก “คุณก็เห็นด้วยกับคุณแม่ไปหมด” กันตภณกล่าว “หึ ! คุณจะรู้อะไร” คนเป็นภรรยาเชิดหน้าใส่สามี “เอาน่า...แม่ว่าอย่าเพิ่งเถียงกันเลย...” “ถ้าคุณแม่ไม่สบายใจเรื่องไม้ เดี๋ยวผมจะลองคุยให้นะครับ” บวรลักษณ์ถอนหายใจออกมา ถึงกันตภณจะพูดแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้สบายใจขึ้นแม้แต่น้อย ขนาดแม่ยังไม่คิดจะฟังเลย แล้วนี่พี่ชายจะยอมซะที่ไหนกัน “นี่ก็ได้เวลามื้อเย็นเเล้ว…ป่านนี้ป้ามาลัยคงตั้งโต๊ะเสร็จเเล้วละค่ะ” มารวีพูดขึ้น บวรลักษณ์พยักหน้า เเล้วหันไปสั่งให้สาวใช้ไปตามกตตน์ลงมารับประทานอาหารมื้อเย็น ก่อนที่จะเดินไปยังห้องอาหารพร้อมกับกันตภณเเละมารวี บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นทุกคนพร้อมหน้า เเต่ทว่าไม่มีเสียงพูดคุยหรือบนสนทนากัน จนกระทั่งสะใภ้คนโตเกริ่นขึ้น “อีกไม่นานยัยพริมก็คงออกจากโรงพยาบาลเเล้วนะคะ” “นั่นสิ” บวรลักษณ์ตอบหันไปพูดกับกตตน์ว่า “ไม้แม่อยากให้เรากลับมาอยู่บ้าน ถึงจะไม่ได้ชอบอะไรหนูพริมเขา แต่ก็ควรจะมาดูแลบ้าง” กตตน์เงียบไม่พูดหรือรับปากอะไรทั้งนั้น “พี่ว่าไม้น่าจะกลับมานอนบ้านบ้างนะ ยังไง...” “ผมอิ่มแล้ว ขอตัวก่อน” กตตน์เช็ดปากและลุกขึ้นเดินไปทันที “เห็นไหมคะ ! บอกแล้วว่ายังไงก็ไม่มีทางฟัง” มารวีพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ตั้งแต่แต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านหลังนี้หญิงสาวก็เข้าได้ดีกับแม่สามีและรักครอบครัวนี้มาก หนำซ้ำยังโชคดีที่มีสามีไม่นอกใจเช่นกตตน์ด้วย บวรลักษณ์ได้เพียงแต่มองลูกชายคนเล็กเดินลับสายตาไปพลางถอนหายใจออกมา “พรุ่งนี้พริมก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว เดี๋ยวผมทำงานเสร็จจะไปรับ...” “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวแม่จะไปรับเอง” “ฉันก็จะลางานไปครึ่งวันด้วย” “แบบนั้นก็ได้ครับ” ชายหนุ่มขานรับ “คุณแม่คะ ช่วงนี้ให้ไม้กลับมาอยู่บ้านก่อนจะดีไหมคะ ? ยังไงเป็นสามีภรรยากันก็น่าจะมาดูแลกันหน่อย ถ้ากลับมาบ้านแล้วยัยพริมอยู่ห้อง คนเดียวเป็นอะไรขึ้นมามันจะแย่เอานะคะ” มารวีกล่าว “พูดอย่างกับตาไม้จะยอมง่ายๆ” แม้จะเห็นด้วยกับสะใภ้คนโตบอก ทว่ากตตน์คงไม่ยอมมาพักอยู่ที่บ้านแน่ๆ “ก็ถ้าไม่มาคุณแม่ก็ตัดหุ้นส่วนออกไปเลยค่ะ ดูสิจะมีปัญญาเอาเงินไปประเคนให้นังผู้หญิงคนนั้นอีกไหม ?!” มารวีพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “มันจะไม่แรงไปหรือไง ?” กันตภณพูดขึ้นเพราะวิธีนี้ออกจะดูโหดร้ายกับน้องชายไปสักหน่อย “ไม่หรอกค่ะ แบบนี้แหละ ไม่งั้นก็ไม่ยอมเหมือนเดิม” บวรลักษณ์นั่งครุ่นคิด จนอาหารในจานแทบไม่ลดลง “แม่เห็นด้วยกับเมย์ เราคงต้องใช้ไม้แข็งดูบ้าง” กันตภณไม่เสนอความคิดเห็นหรือพูดอะไร เมื่อมารดาตัดสินใจแล้ว เพียงแต่คิดว่ากตตน์จะทำอย่างไรต่อไปก็เท่านั้น