ดวงพิฆาตในรอบสามพันปีจะปรากฏเพียงหนึ่งและจะเกิดขึ้นเฉพาะบุรุษ พิฆาตทุกชีวิตทันทีที่พานพบหน้า พิฆาตดวงเมืองล่มแคว้นจนถึงกาลล่มสลาย อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อสามพันปีต่อมาดวงพิฆาตกำหนดให้เป็นอิสตรี คราใดเมื่อดวงพิฆาตทั้งสองได้โคจรมาพานพบกัน จากดวงพิฆาตจบทุกชีวิตรอบข้างให้สูญสิ้น กลับแปรเปลี่ยนกลายเป็นดวงจักรพรรดิ และรักนี้ไม่มีวันตายเกิดขึ้นกับคนทั้งคู่ คริสต์ศักราช 2018 มณฑลส่านซี ณ นครซีอาน เมืองซีอาน ตั้งอยู่ในมณฑลส่านซีเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เรียกได้ว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์โลกอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีชื่อเสียงระดับโลก ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่ต้องการอยากจะสัมผัสอารยธรรมในอดีตของจีน ต่างเดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองซีอานด้วยกันทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในตะวันตกเฉียงเหนือของจีนอีกด้วย และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เมืองซีอานเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ท่ามกลางตึกสูงระฟ้าในเขตนครซีอาน ยังปรากฏกำแพงเมืองโบราณซึ่งถือได้ว่าสมบูรณ์ที่สุดของจีน มีความยาวโดยรวมถึง 13.7 กิโลเมตร และมีทางเดินกว้างสิบสองถึงสิบแปดเมตร มีป้อมปราการเก้าสิบแปดป้อม มีการขุดคูน้ำล้อมรอบ สร้างขึ้นในยุคสมัยของราชวงศ์หมิง เพื่อใช้ป้องกันการโจมตีของข้าศึก ปัจจุบันกำแพงเมืองแห่งนี้ยังคงยืนหยัดสูงตระหง่านให้คนรุ่นหลังซึ่งอยู่ในยุคแห่งเทคโนโลยีล้ำหน้า ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงเป็นสถานที่ออกกำลังกายของประชาชนเมืองซีอานและยังมีการจัดเทศกาลหรือกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ และในบริเวณดังกล่าวกำลังจัดเทศกาลชมดอกโบตั๋น ซึ่งจะกำหนดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี เทศกาลดอกโบตั๋น ในหนึ่งปีมีจัดงานเทศกาลดอกโบตั๋นแค่ครั้งเดียว ในช่วงนี้เท่านั้น นักท่องเที่ยวมากมายทั้งภายในประเทศและชาวต่างชาติต่างพากันเดินทางเข้ามาเยี่ยมชม และสัมผัสกับบรรยากาศงานเทศกาลดอกโบตั๋นที่สวยสดงดงามหลากหลายสี ซึ่งเป็นสีที่ยากจะพบเห็น ตระการตากับดอกโบตั๋นที่สวยงาม ดอกโบตั๋นหรือ หมู่ตาน เป็นดอกไม้ที่มีความหมายพิเศษสำหรับชาวจีน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โบตั๋นเป็นหนึ่งในดอกไม้อีกชนิดหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน ดอกโบตั๋น เป็นดอกไม้ที่มีความหมายดีๆ เป็นมงคล และดอกโบตั๋นที่พิเศษแตกต่างจากดอกไม้ชนิดอื่น ๆ คือ ที่ก้านจะมีใบสามใบ และในใบใหญ่แต่ละใบจะแตกออกเป็นใบเล็กอีกสามใบ รวมทั้งหมดเก้าใบ ภายในงานนอกจากจะมีแต่ดอกโบตั๋นหลากสีแล้ว ยังมีร้านค้ามากมายมาเปิดขายของนานาชนิดให้นักท่องเที่ยวได้พากันเลือกชื้อติดไม้ติดมือ นับตั้งแต่ของกินดาษดื่นจนไปถึงของใช้ต่างๆ มากมายและรวมไปถึงสิ่งที่เป็นความเชื่อของคนจีนในสมัยโบราณ เกี่ยวกับโชคลางรวมไปถึงลิขิตแห่งโชคชะตา ดูดวง ทำนายโชคชะตา จัดวางฮวงจุ้ย เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี เชิญด้านใน ป้ายโฆษณาสำหรับตั้งพื้นวางไว้อยู่ตรงทางเข้าร้านซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ให้เช่าสำหรับร้านค้าประจำมากมายมาเปิดให้บริการถัดจากกำแพงเมืองโบราณเพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยว ซึ่งในแต่ละวันเดินทางมาเที่ยวชมสถานที่ดังกล่าวกันอย่างคับคั่ง ด้านนอกร้านมีผู้คนกำลังนั่งรอคิวตามบัตรที่วางไว้อยู่บนโต๊ะด้านนอก เพื่อเข้าไปตรวจดวงชะตากับซินแสชื่อดังซึ่งเป็นเจ้าของร้านดังกล่าว “อัยย่ะ! วันนี้ฉันได้คิวยาวคนที่ร้อยสี่สิบเลยเหรอ” เสียงของหญิงชราวัยประมาณหกสิบปี ยืนบ่นพึมพำอยู่หน้าร้านก่อนจะหันกลับไปมองเก้าอี้นั่งซึ่งจัดเตรียมเอาไว้ให้ลูกค้ามาใช้บริการนั่งรอตามคิว “อ้าว! มีรอแค่ห้าคน ก็หมายความว่าฉันเป็นคนที่หกสิใช่ไหม แล้วทำไมบัตรคิวถึงอยู่ลำดับที่ร้อยสี่สิบล่ะ” คุณยายวัยเก๋าบ่นมิรู้วาย “โธ่ คุณยายจ๋า คนมาดูดวงทั้งวันตั้งแต่เปิดร้านจนถึงตอนนี้ ยายก็ต้องเป็นคนที่ร้อยสี่สิบสิจะเป็นคนที่หนึ่งได้ยังไงกันจริงไหม” พนักงานหน้าร้านซึ่งเป็นหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ค่อยๆ อธิบายให้ผู้สูงวัยได้เข้าใจ “อ่อ... อ่อ... เข้าใจแล้ว... แล้ววันนี้เป็นเวรของซินแสอันอันมาดูดวงใช่ไหม ถ้าเป็นซินแสคนอื่นยายไม่ดูนะ เชื่อไม่ได้เลยไม่เหมือนซินแสอันอัน ดูดวงแม่นอย่างกับตาเห็น”คุณยายยังบ่นไม่หยุด “วันนี้เป็นคิวของซินแสอันอันละจ้ะ คุณยายขา คิวถึงได้ยาวขนาดนี้ยังไงล่ะเจ้าคะ ถ้าเป็นซินแสคนอื่นนะเหรอ... เหอ... เหอ... ไม่อยากจะพูด” พนักงานหน้าร้านกล่าวได้เพียงแค่นั้นก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ไม่อยากจะเอื้อนเอ่ย ด้วยเป็นที่ล่วงรู้กันดีว่าช่วงสามปีที่ผ่านมา บริเวณพื้นที่ของกำแพงเมืองโบราณของซีอาน มีร้านมาเปิดทำนายดวงและโชคชะตา และจัดวางฮวงจุ้ยให้เกิดสิริมงคล ซึ่งเพียงระยะเวลาไม่นานลูกค้าเอ่ยปากต่อปากต่างขยายออกเป็นวงกว้าง ว่ามีซินแสวัยละอ่อนทำนายโชคชะตาและแม่นยำราวกับตาเห็น สามารถทำนายทายทักและแก้ไขผู้ที่ต้องการล่วงรู้ว่าตนจะมีลิขิตดีร้ายชั่วดีอย่างไรบ้าง และด้วยราคามิตรภาพที่ไม่เอาเปรียบลูกค้าที่มาใช้บริการ ทำให้ร้านหมอดูซึ่งมีขนาดเล็กพื้นที่เท่าแมวดิ้นตายคับคั่งไปด้วยผู้คนต่างเข้ามาใช้บริการในวันที่ซินแสคนดังกล่าวมานั่งประจำร้าน วันใดที่มาวันนั้นร้านแทบแตกและทำรายได้นับหมื่นๆ หยวนและมากกว่านั้นขึ้นไปอีก หากมอบสินน้ำใจพิเศษ เมื่อเข้าไปภายในร้านจะพบว่าตนเองหลุดเข้าไปโลกอดีต ด้วยพื้นที่เท่าแมวดิ้นตายขนาด สามคูณสามเมตรตกแต่งคล้ายห้องรับรองย้อนไปในสมัยโบราณ โต๊ะหนังสือทำจากไม้มีขนาดเตี้ยวางอยู่บนพื้นพรมซึ่งยกระดับสูงขึ้นจากพื้นพร้อมตั่งสำหรับนั่งกับพื้นมีพนักพิงหลังสำหรับลูกค้าสองตัวและ สำหรับซินแสหนึ่งตัวเท่านั้น อุปกรณ์ในการดูดวงหามีอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นลูกแก้วขนาดใหญ่ สำรับไพ่หรือจะเป็นเหรียญโบราณ มิได้นำมาใช้ในการทำนายโชคชะตา มีเพียงซินแสสาวหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ในวัยสาวแรกแย้ม ใช้เพียงปลายนิ้วเรียวสัมผัสกับอีกฝ่ายเท่านั้น จางเพ่ยอันหรืออันอัน ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเธอ หญิงสาววัยแรกดรุณีอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น เธอคือแม่หมอหรือซินแสคนดังที่กำลังเป็นที่กล่าวขานอยู่ในขณะนี้ ด้วยการทำนายทายทักที่แม่นยำราวกับตาเห็น และสามารถแก้ไขให้คนที่มาหาเธอจากร้ายให้บรรเทาเบาบางลง ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าแท้จริงแล้วแม่หมอคนดังทำอาชีพนี้ควบคู่ไปกับการเป็นนักประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์ส่านซีในตำแหน่งผู้ช่วยวิจัยชั่วคราว ซึ่งอาชีพดูดวงของเธอทำรายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่ารายได้จากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายเท่าตัวนัก เปลือกตาปิดสนิทพร้อมปลายนิ้วเรียวสัมผัสกับนิ้วส่วนปลายของลูกค้ากำลังใช้ญาณสัมผัสพิเศษของเธอค้นหาที่มาที่ไปของต้นตอชะตาร้ายให้แก่ลูกค้าวัยกลางคนที่กำลังนั่งรอฟังคำตอบด้วยใจจดใจจ่อ ในขณะที่ญาณจิตของเธอกำลังสัมผัสเปิดผนึกภาพเหตุการณ์ของลูกค้า ฉับพลันภาพเหตุการณ์บางอย่างแทรกเข้ามาทันที เมื่อผู้คนที่กำลังเดินชมเทศกาลงานดอกโบตั๋น ต่างพากันแตกฮือวิ่งหนีกันอย่างอลหม่านเมื่อปรากฏกลุ่มอันธพาลซึ่งเป็นมาเฟียท้องถิ่นเกิดเปิดศึกนองเลือด ท่ามกลางผู้คนมากมาย เปรี้ยง! เปรี้ยง! เสียงปืนดังสนั่นเกิดขึ้นติดต่อกันพร้อมร่างของนักท่องเที่ยวซึ่งมาเที่ยวชมงาน ถูกลูกหลงล้มลงกับพื้นเลือดไหลนองออกจากร่าง กรี๊ดดดด!!! เสียงกรีดร้องของผู้คนพากันแตกตื่นวิ่งหนีตายกันอย่างอลหม่านพร้อมเสียงปืนดังขึ้นต่อเนื่องเมื่อมาเฟียสองกลุ่มลงมือปะทะกันอย่างดุเดือด เปรี้ยง! เปรี้ยง! ลูกกระสุนสาดไปทุกทิศทางพร้อมร่างของพนักงานหน้าร้านของหญิงสาวล้มลงไปนอนจมกองเลือดทันที ดวงตาเบิกค้างอยู่เช่นนั้น พรึบ!!! เปลือกตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นทันใด ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเธอเห็นภาพอนาคตที่กำลังจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นในอีกไม่กี่นาทีนับต่อจากนี้ “รีบออกไปจากร้านเร็วเข้า! บริเวณนี้กำลังมีอันตราย... จะมีเหตุยิงกัน! รีบออกไปจากบริเวณนี้! ออกไป!!!” หญิงสาวตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง มือเรียวรีบฉุดลูกค้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามให้ลุกขึ้นยืนทันทีพร้อมดึงออกจากร้านอย่างรวดเร็ว ปากก็รีบตะโกนบอกไปพร้อมๆ กัน “ออกไปจากบริเวณนี้เร็วๆ เข้า จะมีเหตุยิงกันขึ้น ไปเร็ว กลับบ้านใครบ้านมัน” หญิงสาวตะโกนบอกลูกค้าทางด้านนอกท่ามกลางอาการตื่นตระหนกของทุกคน ที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก “อาจารย์หมายความว่ายังไง จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ” ลูกค้าของเธอถามกลับไปมา “อย่ามัวเสียเวลาถาม! รีบวิ่งไป! เจ๊หวีรีบออกไปจากที่นี่ ขืนอยู่ต่อไปพี่สาวจะถูกยิงตาย!!!” หญิงสาวตะโกนบอกพนักงานหน้าร้านคนดังกล่าวที่เธอเห็นในญาณจิตของเธอ “หา!!!” เสียงร้องอุทานของทุกคนที่อยู่ภายในบริเวณนั้นดังออกมาทันใดครั้นได้ยินเช่นนั้น ทันใดนั้นเอง กรี๊ดดดด!!! เสียงกรีดร้องของผู้คนในงานดังกระหึ่มขึ้นมาทันที เปรี้ยง !เปรี้ยง! เสียงปืนดังขึ้นติดต่อกัน และนั่นทำให้ผู้คนที่กำลังยืนตื่นตระหนกอยู่หน้าร้านซินแสคนดัง แตกฮือวิ่งหนีไปคนละทิศละทางในขณะที่แม่หมอสาวยืนนิ่งอยู่กับที่เมื่อเหตุการณ์ที่เห็นในญาณกำลังเกิดขึ้นจริง “มันเกิดขึ้นแล้ว!” หญิงสาวยืนพึมพำ ทว่ายังมิทันจะวิ่งหนีเอาชีวิตรอดสัมผัสพิเศษของเธอพลันปรากฏขึ้นมาให้เธอเห็นอีกครา เมื่อจางเพ่ยอันเห็นตึกสูงระฟ้าในเมืองซีอานและกำแพงเมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ ก่อนจะกลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ ทว่าทั่วบริเวณมีแต่ร่างอันไร้วิญญาณของชายฉกรรจ์มากมายนับเรือนแสนนอนตายเกลื่อนกลาดอยู่ตรงหน้าเธอ ในสภาพสยดสยองราวกับว่าพื้นที่ในขณะนี้เพิ่งผ่านพ้นการทำสงครามกันอย่างดุเดือดไปได้ไม่นาน ลูกธนูไฟมากมายปักอยู่ทั่วพื้นเต็มไปหมด กำลังลุกโชนเผาไหม้กองทัพอีกฝ่ายให้วอดวาย ธงรบสีแดงตระหง่านโบกสะบัดไปมาแสดงถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอในขณะนี้ “ธงรบแคว้นฉิน!” หญิงสาวเอ่ยออกมาทันทีครั้นเห็นเช่นนั้น ทันใดนั้นเองจู่ๆ พลันปรากฏกลุ่มหมอกควันขาวลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณอย่างมิรู้สาเหตุ จนมองไม่เห็นอะไรเลยท่ามกลางความตกตะลึงของจางเพ่ยอัน เปรี้ยง! เสียงปืนดังกระหึ่มอยู่ทางด้านหลังของหญิงสาว สองขาที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงรีบก้าวยาวๆ ก่อนจะวิ่งหนีออกไปจากบริเวณดังกล่าวอย่างรวดเร็วเมื่อเสียงสาดกระสุนปืนของกลุ่มมาเฟียดังไล่หลังตามเธอมาติดๆ เปรี้ยง! เปรี้ยง! เสียงปืนดังกระหึ่มจนทำให้จางเพ่ยอันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยฉันที!” หญิงสาวร้องตะโกนขอความช่วยเหลือออกไปจนสุดเสียงพร้อมพยายามเพ่งมองฝ่าม่านหมอกควันขาวที่แผ่ปกคลุมไปโดยรอบ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยเบิกกว้างขึ้นมาทันใดพร้อมรอยยิ้มด้วยความดีใจ เมื่อเห็นร่างใหญ่ของบุรุษสวมชุดเกราะโบราณระดับแม่ทัพชั้นสูง ยืนสูงตระหง่านถืออาวุธสมัยโบราณเป็นดาบง้าวขนาดใหญ่ ท่ามกลางหมอกควันขาวที่แผ่ปกคลุมไปโดยรอบ ทว่าในเวลานี้จางเพ่ยอันไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นว่าสิ่งที่เธอเห็นคืออะไรกันแน่ สองขารีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาทันที “คุณคะช่วยฉันด้วย! ช่วยด้วย!!!” ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังยืนมองสตรีสาวที่กำลังวิ่งหนีตายมาอย่างไม่คิดชีวิตด้วยความแปลกใจอย่างยิ่งยวด ดวงตาสีนิลกาฬคมกล้ามองผ่านหน้ากากสีเงินฝ่าม่านหมอกออกไปครั้นเห็นผู้ที่วิ่งมาหาพร้อมส่งเสียงขอความช่วยเหลือหาใช่บุรุษแต่อย่างใด “สตรีหรือนี่!” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาภายใต้หน้ากากสีเงิน ในขณะเดียวกัน ยุคอดีต ยุคชุนชิวหรือยุควสันตสารท เป็นยุคสมัยหนึ่งในประวัติศาสตร์ของจีน โดยอยู่ในช่วง 770 จนถึงราว 400 ปีก่อนคริสตกาล ยุคชุนชิว คือช่วงเวลาที่แผ่นดินจีนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่ละแคว้นและหัวเมืองต่าง ๆ ต่างเปิดศึกและแย่งชิงอำนาจกันเพื่อหมายที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสงครามในยุคชุนชิวนั้น เกิดขึ้นจากการปกครองแผ่นดินภายใต้กษัตริย์ของราชวงศ์โจว ซึ่งปกครองในระหว่าง 1,046 จนถึง 256 ปีก่อนคริสตกาล ที่มีความอ่อนแอและไร้อำนาจ ทำให้ไม่สามารถควบคุมบรรดาหัวเมืองและแคว้นต่าง ๆ ให้อยู่ภายใต้การนำของราชวงศ์โจวได้ ท้ายที่สุด บรรดาหัวเมืองและแว่นแคว้นต่าง ๆ ก็ประกาศแยกตัวจากราชวงศ์โจว และเปิดศึกต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจกัน โดยที่ไม่เกรงกลัวต่อราชวงศ์โจวอีกต่อไป แผ่นดินจีนในขณะนั้น จึงแตกแยกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย 200กว่าแคว้น ถึงขั้นที่ว่าผู้นำของบางแคว้น ประกาศตั้งตัวเองเป็น "อ๋อง" หรือกษัตริย์ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับกษัตริย์ของราชวงศ์โจวกันเลยทีเดียว บริเวณเขตชายแดนแคว้นต้าเหลียง ภายในเทือกเขาสูงเสียดฟ้า เต็มไปด้วยซากศพของชายฉกรรจ์นอนตายกลาดเกลื่อนไปทั่วพื้นที่ราบสูง แคว้นต้าเหลียงถูกแคว้นฉินทำลายจนสิ้นชาติเพื่อยึดครองดินแดน ชีวิตทหารมากมายนับเรือนแสน ล้มตายดั่งใบไม้ปลิดปลิว ทั่วทั้งหุบเขาเต็มไปด้วยร่างอันไร้วิญญาณของทหารชาวต้าเหลียง พร้อมพระศพของเจ้าผู้ครองแคว้นซึ่งพลีชีพในสนามรบครั้งนี้ ทว่าชีพสลายก็มิอาจทำให้ต้าเหลียงหวนกลับคืนมาได้ จุดจบคือพบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและถูกทำลายแคว้นจนสูญสิ้นราชวงศ์ และก่อนที่แคว้นจะล่มสลาย แคว้นเพื่อนบ้านน้อยใหญ่ที่มีเขตพรมแดนใกล้เคียงถูกตีแตก ทำลายจนสิ้นชาติไปกว่า 70 แคว้นเลยทีเดียว จนทำให้แคว้นฉินมีดินแดนในครอบครองกว้างใหญ่ด้วยฝีมือของแม่ทัพอิ๋งหยาง ซึ่งเป็นผู้นำทัพใหญ่ในครั้งนี้ กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจายตลบอบอวล ท่ามกลางสายตาคมกล้าของแม่ทัพใหญ่ นามกระฉ่อนของแคว้นฉิน ร่างสูงตระหง่านกำลังยืนถือดาบง้าวขนาดใหญ่ ใบมีดคมกริบแวววาวส่องประกายระยิบระยับ เต็มไปด้วยหยาดโลหิตเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด ชุดเกราะสีดำทะมึนเต็มไปด้วยเลือดแดงฉาน ด้วยเพราะกรำศึกติดต่อกันข้ามวันข้ามคืน จนสามารถยึดแคว้นต้าเหลียงได้เป็นผลสำเร็จ ดวงตาสีนิลกาฬกวาดสายตาไปทั่วบริเวณภายใต้หน้ากากสีเงินปกปิดใบหน้าเอาไว้อย่างมิดชิด ทั่วหล้าไม่เคยมีผู้ใดได้พานพบเห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของแม่ทัพอิ๋งหยาง แม้กระทั่งทหารที่ร่วมรบในกองทัพก็มิเคยล่วงรู้ว่าแม่ทัพผู้กล้าของตนแท้จริงรูปโฉมเป็นเช่นไร จนมีเสียงเล่าลือไปทั่วแคว้นว่าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉินคือบุรุษอัปลักษณ์! แม่ทัพผู้กล้ามีร่างสูงใหญ่ กำยำบึกบึน องอาจผึ่งผายเป็นที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่งยวด ทว่ามิมีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าเพราะเหตุใดหนอแม่ทัพหนุ่มผู้นี้จึงสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเอาไว้ตลอดเวลา บุรุษผู้ลือนามแท้จริงแล้วเป็นเช่นไรกันเล่า รูปโฉมอันแท้จริงเป็นที่น่าสงสัยหากแต่ต้องจบสิ้นคำถามเพราะฝีมือในการทำสงครามหามีผู้ใดเทียมทาน รอยแสยะยิ้มเหยียดปรากฏอยู่บนใบหน้าภายใต้หน้ากากสีเงิน เมื่อธงรบของแคว้นฉินถูกปักลงในเขตแดนของต้าเหลียง แม่ทัพใหญ่ผู้นี้มีลักษณะเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลาและช่างยิ้มยากเป็นยิ่งนัก ฉับพลันปรากฏกลุ่มควันขาว ค่อยๆ ลอยคละคลุ้งลงปกคลุมไปทั่วทิวเขา ก่อนจะกระจายไปทั่วบริเวณซึ่งเบื้องหน้าในขณะนี้ เต็มไปด้วยร่างอันไร้วิญญาณมากมายกลับเต็มไปด้วยเมฆหมอก “อะไรกันนี่! จู่ๆ เหตุใดจึงบังเกิดหมอกหนาปกคลุมเช่นนี้ขึ้นมาได้” แม่ทัพหนุ่มบ่นพึมพำพยายามเพ่งมองเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มควันขาวแผ่ไปโดยรอบ “ทหาร! จุดคบไฟ!” เสียงตะโกนสั่งกึกก้อง ทันใดนั้นเอง เปรี้ยง!!!! เสียงดั่งสายฟ้าฟาดดังกระหึ่มขึ้นมาทันที ดวงตาสีนิลกาฬหยุดนิ่งพลางจ้องเขม็งอยู่แต่เบื้องหน้า เมื่อจู่ๆ เกิดเสียงดังประหลาดผิดปกติท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของทหารต้าเหลียงนับเรือนแสน ก่อนจะได้ยินเสียงแผ่วเบาราวกับว่ามาจากที่ไกลแสนไกล “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยฉันที!!!” เสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือดังอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางหมอกควัน “เสียงผู้หญิง!” แม่ทัพหนุ่มกล่าวออกมาทันใดครั้นจับต้นเสียงได้ยินจนชัดเจน “กลางสนามรบเช่นนี้มีสตรีอยู่ภายในบริเวณนี้ด้วยหรือนี่ หรือกองทัพต้าเหลียงมีอิสตรีแฝงเร้นอยู่ในคราบบุรุษ มีกลศึกซ่อนเร้นและยังมีทัพเสริมอยู่อีกอย่างนั้นรึ! เป็นไปไม่ได้!” แม่ทัพหนุ่มกล่าวพร้อมกระชับดาบง้าวขนาดใหญ่ที่อยู่ในมือเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา “ช่วยด้วย!!!” เสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือได้ยินอย่างชัดเจน พร้อมร่างระหงของสตรีวิ่งฝ่าม่านหมอกควันเห็นเพียงเงาเลือนรางตรงมาที่แม่ทัพหนุ่ม ครั้นสายตาของสตรีผู้นั้นเห็นบุรุษยืนอยู่ตรงหน้าเธอไม่ไกลเท่าใดนัก เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังออกมาทันที “คุณคะได้โปรดช่วยฉันด้วย!!” หญิงสาวนางนั้นตะโกนก้องขอความช่วยเหลือ พร้อมร่างระหงรีบวิ่งตรงดิ่งมาทางบุรุษในชุดเกราะแม่ทัพที่กำลังยืนมองด้วยความรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งยวด เปรี้ยง!!!! เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นมาอีกคำรบคล้ายเสียงปืนในยุคอนาคตฉันใดก็ฉันนั้น เฮือก! ร่างระหงของหญิงสาวสะดุ้งจนสุดตัว เมื่อคมกระสุนเจาะทะลุตรงเข้าแผ่นหลังของเธอ ก่อนจะล้มลงตรงหน้าบุรุษในชุดเกราะ ร่างใหญ่ถลาเข้ารับร่างของหญิงสาวปริศนาเอาไว้ทันที “แม่นาง! เจ้าเป็นเช่นไร” เสียงทุ้มถามโฉมงามในอ้อมกอดออกมาทันที เปรี้ยง! เสียงดังสนั่นเกิดขึ้นอีกครา เฮือก! คมกระสุนเจาะทะลวงชุดเกราะฝังเข้าไปข้างในอยู่บริเวณช่วงบนของหน้าอก จนร่างใหญ่สะท้านสะเทือน ตุบ! บุรุษในชุดเกราะทรุดฮวบลงกับพื้นทันที อาการเจ็บปวดแปลบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเกิดขึ้นมาโดยพลัน ก่อนจะก้มลงมองสตรีสาวซึ่งหมดสติอยู่ในอ้อมกอดขณะนี้ พร้อมโลหิตแดงฉานไหลนองออกมาจากเรือนกายงาม ทันใดนั้นเองหมอกขาวเริ่มแผ่เข้ามาปกคลุมโดยรอบอีกครา พร้อมร่างสตรีสาวที่อยู่ในอ้อมกอดแข็งแกร่งค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่มท่ามกลางความตกตะลึงที่เห็นเหตุการณ์ประหลาดดังกล่าว “หายไปแล้ว... นี่นางเป็นคนหรือปีศาจกันแน่!” เสียงพึมพำดังออกมาเบาๆ สายตาพยายามมองค้นหาโฉมงามไปทั่วบริเวณโดยรอบ ก่อนจะยกมือขึ้นจับบริเวณหน้าอกช่วงบนเมื่อความเจ็บปวดทวีรุนแรงขึ้นอย่างยิ่งยวด มือหนาค่อยๆ แบออกพร้อมโลหิตแดงฉานเต็มฝ่ามือ ก่อนจะเริ่มสั่นขึ้นมาทีละน้อย ทีละน้อย เพราะพิษจากบาดแผลที่ถูกกระสุนปืนจากยุคอนาคตฝังในอยู่บริเวณช่วงอก “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!!!” เสียงของทหารดังก้องอยู่ทางด้านหลัง ร่างสูงยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่พื้นเช่นเดิม มิได้หันกลับไปมองทางด้านหลังแต่อย่างใด ใบหน้าที่ปกปิดด้วยหน้ากากสีเงินซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือด ยังคงเย็นชาไร้สิ้นความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าหามีผู้ใดล่วงรู้ว่าภายใต้ความเย็นชาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้หน้ากากขณะนี้ ความเจ็บปวดจากคมกระสุนทำให้แม่ทัพใหญ่ผู้ลือนามเริ่มนั่งโงนเงนไปมา ตุบ! ร่างใหญ่ล้มลงหมดสติไปทันที ท่ามกลางเสียงร้องเรียกของบรรดารองแม่ทัพและนายกองซึ่งวิ่งมาถึงพอดี “องค์ชาย!!!!” เสียงเรียกของเหล่าทหารในกองทัพดังเอ็ดอึงขึ้นมาทันใด ความโกลาหลบังเกิดขึ้นมาโดยพลัน
คริสต์ศักราช 2018 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเจดีย์ห่าน Giant Wild ในเมืองโบราณซีอานในมณฑลส่านซีประเทศจีนเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของรัฐขนาดใหญ่ ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุด ภายในพิพิธภัณฑ์มีสิ่งของกว่าสามแสนเจ็ดหมื่นชิ้น รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพวาดเครื่องปั้นดินเผาเหรียญตลอดจนวัตถุที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ทองคำและเงิน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1983 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2001 และมีลักษณะของการสร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมของราชวงศ์ถัง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ส่านซีแห่งนี้มีพื้นที่หกหมื่นห้าพันตารางเมตร มีพื้นที่อาคารห้าหมื่นห้าพันหกร้อยตารางเมตร ห้องเก็บพระธาตุทางวัฒนธรรมแปดพันตารางเมตร ห้องโถงนิทรรศการของหนึ่งหมื่นหนึ่งพันตารางเมตร และคอลเลกชันสามแสนเจ็ดหมื่นวัตถุ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีสถาปัตยกรรมในสไตล์ Tang โดยมี “ห้องโถงอยู่ตรงกลางอาคารที่มีชั้นในหลายมุม” มีความสง่างามและใหญ่โต โออ่าด้วยการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งแสดงถึงประเพณีพื้นบ้านและลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น มณฑลส่านซีเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโบราณของจีนถึงสิบสามราชวงศ์ นับตั้งแต่โจว,ฉิน ,ฮั่นและราชวงศ์ถัง ซึ่งเต็มไปด้วยโบราณวัตถุทางวัฒนธรรม เมื่อพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ส่านซีสร้างเสร็จจึงได้รวบรวมโบราณ วัตถุล้ำค่ากว่าสามแสนเจ็ดหมื่นชิ้นซึ่งขุดพบในมณฑลส่านซีรวมทั้งเครื่องถ้วยสำริดรูปปั้นเครื่องปั้นดินเผาและภาพวาดฝาผนังในสุสานของราชวงศ์ถัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรูปปั้นเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมากมาจากสุสานของราชวงศ์ที่อยู่รอบเมือง ภายในอาณาบริเวณของพื้นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ มีอาคารสร้างขึ้นโดยใช้ต้นแบบจากสถาปัตยกรรมในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นสถานที่รองรับสำหรับศึกษาและค้นคว้าวิจัยข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชนชาติจีน ก็อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยเช่นกัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายถูกขุดพบทุกวันตามหัวเมืองและมณฑลต่างๆ ที่เคยเกิดอารยธรรมโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน มีเจ้าหน้าที่นับร้อยชีวิตอยู่ภายในศูนย์วิจัยแห่งนี้รวมไปถึงนักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ซึ่งนักศึกษาในคณะประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณกรรมและปรัชญา ซึ่งอยู่ในช่วงชั้นปีสุดท้ายของแต่ละมหาวิทยาลัยจะถูกส่งมาฝึกงาน แยกย้ายไปตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก่อนจะมารวมอยู่ที่จุดเดียวกันคือที่ส่านซี เนื่องจากเป็นเพียงแห่งเดียวที่มีสถาบันวิจัยค้นคว้าอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับพิพิธภัณฑ์ ภายในห้องวิจัยค้นคว้าในขณะนี้ ทั้งนักศึกษาฝึกงานและนักวิจัยกำลังนั่งก้มหน้าก้มตา ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์กันอย่างคร่ำเคร่ง โบราณวัตถุมากมายที่ถูกค้นพบภายในมณฑลส่านซีถูกทยอยนำเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน และมอบหมายให้นักศึกษาฝึกงานรวมไปถึงนักวิจัยต่างพากันช่วยดูแลรับผิดชอบ “อันอัน!” เสียงเรียกของหัวหน้าทีมงานวิจัยเรียกขานดังก้องขึ้นภายในห้อง หญิงสาวผมเผ้ายุ่งเหยิงในลักษณะมวยผมเกล้าขึ้นสูงเอาไว้ตรงกลางศีรษะ สวมแว่นตาสายตาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากโบราณวัตถุตรงหน้าเธอด้วยสีหน้าคร่ำเคร่งเหลือประมาณ “ค่ะหัวหน้า!” เธอขานรับกลับไปทันทีพลางหันกลับไปมองทางต้นเสียงที่เรียกหา ร่างระหงลุกจากเก้าอี้ทำงานเดินตรงเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าทีมวิจัย พลางทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ “หัวหน้าเรียกอันอันมีอะไรอย่างนั้นเหรอคะ” หญิงสาวถามกลับไป ท่ามกลางสายตาของสาวใหญ่กำลังมองแม่สาวน้อยตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง “หายดีแล้วอย่างนั้นเหรอ ถึงได้กลับมาทำงาน หมอให้พักรักษาตัวหนึ่งเดือน แต่นี่อะไรยังไม่ถึงสามอาทิตย์เธอก็กลับมาทำงานแล้ว ไม่เจ็บแผลถูกยิงแล้วอย่างนั้นเหรอ” จางเพ่ยอัน สาวน้อยวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปีเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งมาหมาดๆ ส่งยิ้มหวานกลับไปเมื่อหัวหน้างานของเธอถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงอาการบาดเจ็บเพราะถูกกลุ่มอันธพาลไล่ยิงกันเองเรื่องขัดผลประโยชน์ แล้วเธอบังเอิญถูกลูกหลงในที่เกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้นมีคนได้รับบาดเจ็บหลายรายและเสียชีวิตหนึ่งราย “ดีขึ้นมากแล้วค่ะหัวหน้า ไม่เจ็บและปวดแผลแล้ว ขี้เกียจนอนอยู่กับบ้านเฉยๆ สู้มาทำงานไม่ได้ คิดถึงงานที่ทำค้างเอาไว้รีบกลับมาทำดีกว่าค่ะ” จางเพ่ยอันตอบกลับไป “ไม่เป็นไรแล้วก็ดีจะได้สบายใจ ดีที่พวกอันธพาลถูกทางการจับยกแก๊งกันหมด เห็นข่าวออกทางทีวีกันอย่างครึกโครม คนเจ็บตายในวันนั้นไม่รู้ตั้งกี่คน พวกนี้สมควรต้องจำคุกตลอดชีวิตไม่ต้องออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นได้อีก” แม่หัวหน้างานบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมเลื่อนถาดที่วางอยู่ตรงหน้าเธอให้ลูกน้องสาว “งานใหม่ของเธอ” จางเพ่ยอันมองถาดใบขนาดย่อมที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งถูกเลื่อนมาไว้ตรงหน้าเธออยู่ในขณะนี้ “วัตถุโบราณล็อตใหม่เพิ่งขุดพบจากเมืองซีอานส่งมาให้ตรวจสอบ ฉันขอมอบให้เธอค้นคว้าหาข้อมูลว่ารูปแบบลักษณะและลวดลายที่ปรากฏเป็นของชนชั้นใด ประเมินอายุมาด้วยนะว่าก่อนยุคจิ๋นซีฮ่องเต้หรือยุคจักรพรรดิ” หัวหน้าทีมงานวิจัยซึ่งเป็นสตรีสาวรุ่นใหญ่วัยสี่สิบตอนต้นกล่าวพร้อมมองถาดตรงหน้าซึ่งภายในนั้นมีห่อผ้าวางเอาไว้ “รับทราบค่ะ!” หญิงสาวขานรับอย่างแข็งขันพร้อมเอื้อมมือรับถาดตรงหน้ามาถือเอาไว้ “เออ... วัตถุโบราณชิ้นนี้เร่งค้นคว้าไหมคะ พอดีอันอันยังมีงานค้างเก่าอยู่อีกยังทำไม่เสร็จเลยค่ะหัวหน้า” หญิงสาวถามกลับไปด้วยความอยากรู้ “พักงานเก่าเอาไว้ก่อน ชุดเกราะในยุคจิ๋นซีถูกขุดพบมากมายเต็มสุสาน ข้อมูลที่ได้รับมาก็ไม่แตกต่างจากที่มีอยู่ แต่งานที่เพิ่งมอบให้เธอรับผิดชอบ ทีมงานขุดค้นเพิ่งพบสุสานใหม่ สันนิษฐานว่าอาจเป็นของราชวงศ์ก็ได้เพราะข้าวของที่พบแตกต่างจากสุสานขุนนางหรือชนชั้นคหบดี ซึ่งยังไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับจิ๋นซีฮ่องเต้หรือเปล่า ค้นคว้าหาข้อมูลชิ้นล่าสุดมาให้ฉันก่อนนะอันอัน” หัวหน้าทีมงานตอบกำชับกลับมา “โอเคค่ะ อันอันเข้าใจแล้ว” หญิงสาวตอบกลับไปพร้อมฉีกยิ้มกว้างส่งให้หัวหน้างานของเธอ ก่อนจะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยบางอย่างกลับมา “มีอีกเรื่องที่ฉันลืมบอกเธอไป” หัวหน้างานกล่าวพร้อมทอดสายตามองลูกน้องในสายงาน “อะไรเหรอคะหัวหน้า” หญิงสาวถามกลับไปทันทีด้วยความสงสัย “ผลงานการค้นคว้าและวิจัยของเธอเท่าที่ผ่านมาถือว่าแม่นยำและถูกต้องมากที่สุดเลย ฉันพอใจในการทำงานและความทุ่มเทของเธอมากเลยนะอันอัน เดี๋ยวช่วงบ่ายไปรายงานตัวที่ห้องพัฒนาบุคลากร ฉันเซ็นคำสั่งบรรจุให้เธอเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์วิจัยค้นคว้าของที่นี่ให้แล้ว” ใบหน้าหวานของสาวน้อยวัยยี่สิบเอ็ดปี มีอาการชะงักงันเมื่อได้รับข่าวดีจากปากหัวหน้างานของเธอ หญิงสาวไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับการบรรจุเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์วิจัยภายในเวลาเพียงแค่หกเดือนเท่านั้น “จะ... จริงเหรอคะหัวหน้า!” หญิงสาวถามย้ำกลับไปเพื่อความแน่ใจ ใบหน้าของผู้สูงวัยกว่าพยักหน้าติดต่อกัน พร้อมคลี่ยิ้มด้วยความเอ็นดูส่งกลับมา “ฉันจะไปหลอกเธอทำไมอันอัน ตรงกันข้ามมันเป็นเรื่องจริง คนมีความสามารถและมีพรสวรรค์แบบนี้ ดูงานชิ้นไหนไม่เคยพลาดเลยว่าเป็นของจริงหรือของปลอม คนอื่นยังต้องใช้เวลาค้นคว้าอยู่เป็นนาน ตรงกันข้ามถ้าวัตถุโบราณชิ้นไหนอยู่ในความรับผิดชอบ ไม่เคยประเมินอายุผิดพลาดมิหนำซ้ำยังล่วงรู้ว่ามาจากยุคสมัยใดอีกด้วย” และนั่นทำให้หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความดีใจอย่างสุดขีด ที่เธอได้งานมั่นคงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นหลักประกันของชีวิตตัวเองได้เป็นอย่างดีพอจะเชิดหน้าชูตาตระกูลจางได้ขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องดิ้นรนไปหางานพิเศษทำเพื่อเลี้ยงดูตัวเองอีกต่อไป แต่ถ้าจะทิ้งงานพิเศษดังกล่าวก็ทำไม่ได้เพราะงานดังกล่าวทำให้จางเพ่ยอันมีรายได้นำมาจับจ่ายจิปาถะได้อย่างสบายโดยไม่เดือดร้อนแม้แต่น้อย ด้วยเพราะหญิงสาวเป็นเด็กกำพร้าเติบโตในสถานรับเลี้ยงเด็ก และอยู่เผชิญโลกใบนี้เพียงตามลำพัง ไร้ญาติขาดมิตรนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกใบนี้ “อันอันดีใจจังเลยค่ะหัวหน้า! ที่ได้บรรจุเข้าทำงานที่นี่! หนู... หนู... ดีใจจนทำอะไรไม่ถูกเลย” หญิงสาวเอ่ยด้วยความรู้สึกที่ยากเกินกว่าจะบรรยาย ในขณะที่หัวหน้างานรุ่นใหญ่นั่งอมยิ้มด้วยความดีใจแทนเด็กสาวไม่แพ้กัน “ฉันภูมิใจในตัวเธอจริงๆ นะอันอัน นี่คือผลของความตั้งใจและมานะพยายาม คนมีพรสวรรค์และเก่งๆ แบบนี้ต่อไปก็จะก้าวเดินได้อย่างมั่นคงและเติบโตแข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ต้องน้อยใจในโชคชะตาที่ผ่านมา นับตั้งแต่นี้ต่อไปจงกำหนดโชคชะตาของเราเองนะจางเพ่ยอัน” หัวหน้างานสาวใหญ่เอ่ยชื่อแซ่ของหญิงสาวเน้นหนัก หญิงสาวพยักหน้าขึ้นลงติดๆ กันครั้นได้ยินเช่นนั้น “อันอันจะจดจำคำสั่งสอนของหัวหน้าเอาไว้อย่างขึ้นใจเลยค่ะ ขอบพระคุณหัวหน้ามากค่ะ” เธอกล่าวพร้อมก้มศีรษะคำนับผู้อาวุโสกว่าด้วยความเคารพ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปิติยินดีอย่างเห็นได้ชัด ร่างระหงของหญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะล่าถอยออกจากห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้างาน โดยมีสายตาของผู้สูงวัยกว่ามองตามหลังด้วยความเอ็นดูนาง ครั้นถึงโต๊ะทำงานส่วนตัว จางเพ่ยอันวางถาดที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะ ดวงตาคู่สวยหันกลับไปมองภาพถ่ายของพ่อและแม่ที่จากไปเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำตั้งแต่หญิงสาวมีอายุเพียงแค่หกเดือนเท่านั้น พ่อและแม่ของเธอต่างเป็นลูกโทนด้วยกันทั้งคู่ ญาติมิตรล้วนล้มหายตายจากไปหมด ที่มีอยู่ก็เพียงแค่ญาติห่างไกลลิบลิ่ว ไม่มีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูได้ด้วยมีฐานะยากจนและอยู่ในชนบท หญิงสาวจึงถูกเลี้ยงดูจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาโดยตลอด บ่อยครั้งที่มีผู้อุปการะนำไปเลี้ยง ทว่าแต่ละรายเลี้ยงจางเพ่ยอันได้ไม่ถึงปี ถ้าไม่ตายยกครัวก็ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว จนต้องนำกลับมาคืนสถานรับเลี้ยงเด็กตามเดิม ซึ่งต่างพากันพูดปากต่อปากว่า วันเดือนปีเกิดของสาวน้อยคนงามเป็นดวงพิฆาตหากแม้นอยู่ร่วมกับผู้ใด คนใกล้ตัวจะต้องมีอันเป็นไปและเป็นเช่นนี้ทุกครอบครัว และนี่เป็นสาเหตุทำให้หญิงสาวเติบโตในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาโดยตลอด จนกระทั่งอายุสิบแปดปี พ้นวัยเยาวชนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตามกฎหมาย จางเพ่ยอันจึงออกมาเผชิญชีวิตอยู่เพียงลำพังนับตั้งแต่นั้นมา ทำงานหาเลี้ยงตัวเองและเรียนในระดับมหาวิทยาลัยไปด้วยพร้อมกัน จนกระทั่งสามารถเรียนจบคณะประวัติศาสตร์ เกรียตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและเป็นนักเรียนทุนของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ซึ่งหญิงสาวยังได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาโทและกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ควบคู่ไปกับการทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยวิจัย ซึ่งต้องทดลองงานนานถึงหนึ่งปี แต่หญิงสาวกลับได้รับการบรรจุเข้าทำงานภายในระยะเวลาเพียงแค่หกเดือนเท่านั้น พร้อมกับเงินเดือนประจำหกพันสามร้อยยี่สิบหยวนต่อเดือน และสวัสดิการมากมายที่รัฐมอบให้ในฐานะที่เธอเป็นบุคลากรของรัฐนั่นเอง มือน้อยเรียวสวยเอื้อมหยิบภาพถ่ายของพ่อและแม่มากอดเอาไว้แนบอกด้วยความรักและคิดถึงอย่างสุดหัวใจ “พ่อขาแม่ขา อันอันทำได้แล้ว ตอนนี้หนูได้บรรจุเข้าทำงานในพิพิธภัณฑ์เป็นนักประวัติศาสตร์และนักวิจัยเหมือนพ่อกับแม่แล้วนะคะ พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวของหนูไหม” หญิงสาวพึมพำบอกพ่อแม่ของเธอในรูปภาพก่อนจะยกขึ้นหอมด้วยความชื่นใจพลางวางลงบนโต๊ะดั่งเดิม มือเรียวดึงถาดที่มีห่อผ้าขาวพร้อมคลี่ออกอย่างรวดเร็ว เพื่อลงมือทำงานตามที่ได้รับมอบหมายมา ทันทีที่ห่อผ้าดังกล่าวถูกเปิดออก ดวงตาคู่สวยจ้องเขม็งสิ่งที่อยู่ในห่อผ้าอยู่เช่นนั้นนิ่งนาน เมื่อตรงหน้าของเธอคือปิ่นหยกโบราณ แกะสลักลายมังกรตรงส่วนหัวเห็นได้อย่างชัดเจน นิ้วเรียวสวยค่อยๆ เอื้อมมือหยิบปิ่นโบราณ และทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสถูกตัวปิ่น ฉับพลันภาพเลือนรางปรากฏขึ้นให้เธอได้เห็นขึ้นมาโดยพลัน ร่างบุรุษในอาภรณ์เลอค่าสูงใหญ่ตระหง่านค่อยๆ บรรจงปักปิ่นที่แกะสลักเป็นลายหงส์ลงบนมวยผมของสตรีสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขอย่างเห็นได้ชัด "หนึ่งปิ่นหนึ่งต่างหู ของคู่เคียงแทนใจข้า อยู่แนบชิดกายเจ้าตราบสิ้นชั่วฟ้าดิน" เสียงทุ้มก้องกังวานพร่ำบอกโฉมตรูซึ่งเป็นนางในดวงใจ “หนึ่งปิ่นหนึ่งหัวใจจากข้า ขอมอบให้ท่านดูแลตราบสิ้นชีพชีวาวาย” สตรีสาวสูงศักดิ์ตอบกลับไปพร้อมมอบปิ่นแกะสลักลวดลายมังกรในมือของนางมอบให้คนรัก ร่างสูงใหญ่ทะมึนโน้มกายลงเพื่อให้คนรักปักปิ่นดังกล่าวด้วยมือของนางเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขอย่างยิ่งยวด “อันอัน!” เสียงเรียกของเพื่อนร่วมงานดังขึ้น พรึบ! ภาพเลือนรางที่มองไม่เห็นใบหน้าบุรุษและสตรีซึ่งเป็นคนในสมัยโบราณดับวูบลงไปทันที “ไปทานข้าวกลางวันกันเถอะ เที่ยงแล้ว” เพื่อนร่วมงานเอ่ยปากชวน หญิงสาวสะบัดศีรษะของตัวเองไปมา พร้อมค่อยๆ กลืนน้ำลายลงคอเมื่อจู่ๆ ก็เห็นภาพประหลาดเกิดขึ้นกับเธอเป็นครั้งแรกในชีวิต “ไปกินกันเถอะ วันนี้ฉันห่อข้าวมาด้วย อีกอย่างหัวหน้าเพิ่งมอบงานใหม่มาให้ทำ ฉันขอดูก่อนว่าจะต้องเริ่มค้นคว้าจากตรงไหนก่อนดี” หญิงสาวปฏิเสธเพื่อนร่วมงานอย่างนุ่มนวล “ตามใจเธอเถอะย่ะ อย่าหักโหมมากก็แล้วกัน เดี๋ยวเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะลำบาก” เพื่อนร่วมงานกล่าวเตือนพลางหันหลังกลับก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ่อ! เธอยังรับดูดวงและทำนายโชคชะตาอยู่หรือเปล่าแม่ซินแสคนดัง” เพื่อนร่วมงานถามกลับมา หญิงสาวพยักหน้าขึ้นลงติดๆ กันพร้อมเงยหน้าขึ้นมอง “ฉันก็ยังรับดูดวงอยู่ตลอดนั่นแหละ เลิกงานจากที่นี่ก็ไปเปิดร้านรับดูดวงทุกวัน ถ้าไม่มีอาชีพนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าจิปาถะได้เล่า” จางเพ่ยอันตอบกลับไป เพื่อนร่วมงานฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจครั้นได้ยินเช่นนั้น “ดีเลยเดี๋ยวช่วงค่ำๆ จะไปที่ร้านเธอให้ดูดวงญาติผู้พี่ของฉันเสียหน่อย เผื่อจะได้มีทางแก้ไขได้… ว่าแต่ดูฟรีได้ไหม” หญิงสาวส่งยิ้มกลับไปอย่างเย็นยะเยือก ดวงตาหวานลุกวาววับขึ้นมาทันทีเมื่อเจอการต่อราคาสุดหฤโหดเช่นนั้น “ฉันใช้พลังเยอะนะยะที่จะต้องดูดวงโชคชะตาให้ ของแบบนี้ต้องทุ่มเทและเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ เอาเป็นว่าราคาไม่ลดร้อยห้าสิบหยวนเหมือนเดิม แต่ให้ถามได้สามข้อ เป็นยังไง แค่นี้พอใจไหม” “ว้าว! แม่หมออันอันใจดีให้ถามได้สามข้อเสียด้วย แล้วเจอกันค่ำๆ นะ ฉันจะพาญาติผู้พี่ไปดูดวงกับเธอ” เพื่อนร่วมงานกล่าวพร้อมใช้มือตบลงบนบ่าของหญิงสาว จางเพ่ยอันส่งยิ้มแห้งๆ กลับไปพลางมองตามหลังเพื่อนร่วมงาน “คำถามละร้อยห้าสิบหยวน ให้ถามฟรีตั้งสามข้อฉันต่างหากสิยะที่ขาดทุนแทนที่จะได้เงินสี่ร้อยห้าสิบหยวนกลับได้แค่นั้น” แม่สาวน้อยบ่นรำพึงรำพัน เมื่องานพิเศษของเธอคือการเป็นหมอดู คอยดูดวงและทำนายโชคชะตารวมไปถึงการจัดวางฮวงจุ้ยในทำเลมงคล ซึ่งเป็นพรสวรรค์ส่วนตัวของหญิงสาวที่มีมาตั้งแต่กำเนิด จางเพ่ยอันมีญาณสัมผัสพิเศษสามารถเห็นเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตได้ และก็นำมาใช้ประโยชน์เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพตัวเองตั้งแต่ออกมาเผชิญโลกอยู่ตามลำพัง ทว่าการดูดวงของเธอก็อยู่ภายใต้ขอบเขต ช่วยได้ บรรเทาได้ แต่ไม่ฝืนกฎเกณฑ์ของโชคชะตาและลิขิตของสวรรค์เบื้องบน เพราะจางเพ่ยอันมีกฎเหล็กที่ลูกค้าประจำต่างล่วงรู้กันดี และราคาไม่เคยปรับขึ้นยังคงราคาเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นอกเสียจากลูกค้าจะมอบสินน้ำใจให้เอง จึงทำให้หญิงสาวมีลูกค้าประจำมาใช้บริการมากมาย เป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ให้อย่างงดงาม บางเดือนมีรายรับหลายหมื่นหยวนเลยทีเดียว ทำให้มีความเป็นอยู่อย่างสบายกว่าเดิมยิ่งนัก หญิงสาวค่อยๆ หันกลับมามองปิ่นหยกโบราณที่เพิ่งขุดพบจากสุสานแห่งใหม่ด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างยิ่งยวด เธอยกมือขึ้นเท้าคางกับขอบโต๊ะเมื่อได้เห็นภาพที่จู่ๆ ปรากฏขึ้นมา ว่ามีปิ่นหยกสองอัน ในมือของจางเพ่ยอันขณะนี้คือปิ่นหยกแกะสลักลวดลายมังกรเป็นของบุรุษ ส่วนของสตรีสาวคนรักของเขาเป็นปิ่นหยกแกะสลักลายหงส์ เหตุใดหนอหญิงสาวจึงเห็นภาพเจ้าของปิ่นหยกโบราณชิ้นนี้ขึ้นมาได้ “ปิ่นหยกอันนี้มีเจ้าของ แถมมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่โบราณเลยทีเดียว เสียดายที่เห็นภาพไม่ชัดก็เลยไม่รู้ว่าเป็นของคนในยุคไหน มีหน้าตาเป็นยังไงบ้าง อยากรู้เหมือนกันว่าคนในสมัยโบราณจะมีหน้าตาแบบไหน ถ้าเหมือนในภาพวาดของจิตรกรขี้เหร่ตายชัก สงสัยปิ่นหยกอันนี้ท่าทางน่าจะอยู่ช่วงก่อนราชวงศ์ฉินเสียแล้วกระมัง” หญิงสาวพึมพำพร้อมยกปิ่นโบราณตรงหน้าขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง “ปิ่นนี้เป็นของข้า!” เสียงปริศนาดังขึ้นอยู่ด้านหลังของเธอ ในขณะที่เจ้าตัวกำลังหมุนปิ่นหยกไปมา เพื่อสำรวจอย่างละเอียด “เฮ้ย! จู่ๆ จะมาบอกว่าเป็นของใครกันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกันล่ะคุณ ปิ่นหยกอันนี้เป็นของโบราณที่เพิ่งขุดค้นพบในสุสาน” เธอตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนจะเอะใจเมื่อคำถามที่เพิ่งได้ยินนั้นช่างโบราณเสียนี่กระไร หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาโดยพลัน พร้อมดวงตาคู่สวยมองตรงไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งยังไม่ได้เปิดทำงาน กำลังสะท้อนภาพร่างบุรุษสูงใหญ่ในชุดเกราะแม่ทัพยืนอยู่ทางด้านหลังของเธอ แกร๊ง! ปิ่นหยกที่อยู่ในมือตกลงบนโต๊ะทำงานทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างสุดขีด เมื่อเธอเห็นบุรุษในชุดเกราะโบราณระดับแม่ทัพยืนอยู่ทางด้านหลังของเธอ ใบหน้าสวมหน้ากากสีเงินปิดบังเอาไว้อย่างมิดชิดมิเห็นโฉมหน้าอันแท้จริงแม้แต่น้อย ภายในมือถือดาบง้าวขนาดใหญ่ใบมีดคมกริบวาววับ ยืนมองเธอผ่านหน้ากากดังกล่าวดวงตาไม่กะพริบ “เจ้าเป็นผู้ใด! ใยจึงมีปิ่นของข้าไว้ในครอบครอง!” บุรุษภายใต้หน้า กากสีเงินเอ่ยถามเสียงนุ่มนวลกลับมา “หา!” จางเพ่ยอันอุทานออกมาโดยพลัน ดวงตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตาไม่กะพริบ
“อันอันเข้ามาในห้องหน่อย!” เสียงหัวหน้างานดังขึ้นอยู่ห้องทำงานส่วนตัว ร่างบุรุษในชุดเกราะแม่ทัพหันกลับมามองหัวหน้างานของหญิงสาวเพียงครู่ ก่อนจะหันกลับมามองเธอดั่งเดิม พรึบ! ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไปชั่วพริบตา “เฮ้อ!” หญิงสาวถอนหายใจออกมาทันใด มือน้อยๆ ยกขึ้นจับหน้าอกของตัวเองพร้อมตบลงเบาๆ เป็นการเรียกขวัญของเธอให้กลับคืนมาโดยพลันพลางกลืนน้ำลายลงคอ “มาให้เห็นกลางวันแสกๆ เลยหรือนี่ ผีหวงของชัดๆ” จางเพ่ยอันบ่นพึมพำพร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดใบหน้าหวานสวยของเธอพลางสูดลมหายใจเข้าปอด “มาแล้วค่ะหัวหน้า” หญิงสาวรีบขานรับตอบกลับไป ร่างระหงรีบลุกจากเก้าอี้ทำงานหากแต่ก่อนไปก็ไม่วายที่จะหันกลับมามองปิ่นหยกโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพิศวงอย่างยิ่งยวด เมื่อเพิ่งได้พานพบกับเจ้าของปิ่นหยกดังกล่าวอย่างไม่คาดฝัน ทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้างาน “เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเตรียมตัวออกพื้นที่ไปร่วมตรวจสอบกับทีมงานที่เพิ่งขุดค้นสุสานใหม่ด้วยนะอันอัน ข้อมูลของวัตถุโบราณที่เพิ่งให้ไปนำส่งก่อนจะออกเดินทางด้วยนะ” หัวหน้าสาวรุ่นใหญ่บอกกับเธอก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นลูกน้องยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นนั้น “เป็นอะไรอันอัน ไม่สบายหรือเปล่าดูหน้าซีดๆ ชอบกล” หัวหน้างานถามกลับไปทันทีที่เห็นความผิดปกติ และนั่นทำให้จางเพ่ยอันรู้สึกตัวขึ้นมาทันที “อะ… เออ... อันอันสบายดีค่ะหัวหน้า พอดีกำลังค้นคว้าหาข้อมูลปิ่นหยกนั่นอยู่ก็เลยคิดอะไรเพลินไปหน่อย” หญิงสาวรีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แล้วก็อย่าลืมไปรายงานตัวที่ฝ่ายพัฒนาบุคลากรด้วยล่ะ เธอจะได้มาช่วยทำงานเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับสถาบันวิจัยอย่างเต็มที่” ใบหน้าสวยฉีกยิ้มกว้างออกมาทันใดครั้นได้ยินเช่นนั้น “อันอันไม่ลืมค่ะหัวหน้าจะไปรายงานตัวเดี๋ยวนี้เลย” เธอตอบกลับไปก่อนจะได้ยินหัวหน้างานเอ่ยขึ้น “อ่อ! ก่อนจะออกไปเก็บวัตถุโบราณเข้าตู้เซฟให้เรียบร้อยด้วยนะ” แม่สาวรุ่นใหญ่กล่าวเตือนลูกน้อง “รับทราบค่ะ” จางเพ่ยอันขานรับอย่างแข็งขันพร้อมหันหลังเดินกลับตรงไปที่โต๊ะทำงานของเธอดั่งเดิม ปิ่นหยกโบราณถูกนำมาวางไว้ในหีบไม้ขนาดกะทัดรัดพร้อมเลื่อนปิดเอาไว้เป็นอย่างดี พลางเก็บของทุกอย่างซึ่งเป็นงานที่เธอได้รับมอบหมายเข้าตู้นิรภัยที่ตั้งอยู่ด้านหลังของโต๊ะทำงานพร้อมปิดล็อกตั้งรหัสใหม่ทุกครั้ง ไม่ให้ซ้ำกันป้องกันการผิดพลาดก่อนจะเดินออกจากห้องทำงาน ซึ่งภายในห้องไม่มีใครหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว ทันทีที่หญิงสาวเดินออกจากห้องวิจัยค้นคว้า ร่างเลือนรางของบุรุษในชุดเกราะแม่ทัพปรากฏออกมาอีกครา ดวงตาภายใต้หน้ากากสีเงินจับจ้องอยู่ที่ร่างระหงของจางเพ่ยอันด้วยความสงสัยอย่างยิ่งยวด “อันอัน!” เสียงทุ้มก้องกังวานเต็มไปด้วยอำนาจ เอ่ยชื่อเล่นของคนงามออกมาเบาๆ ด้วยได้ยินชื่อของเธอเมื่อครู่ที่ผ่านมาออกจากปากของหัวหน้างานของหญิงสาว ฉับพลันเสียงเรียกจากที่ไกลแสนไกลกำลังเรียกขานบุรุษในชุดเกราะดังคล้ายเสียงกระซิบแผ่ว “องค์ชาย! องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงเรียกค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ “องค์ชายทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชาย!!!” ครานี้เสียงเรียกดังขึ้นมาอย่างชัดเจน พร้อมร่างเลือนรางค่อยๆ เลือนหายไปจากบริเวณดังกล่าว ยุคอดีต ภายในกระโจมที่ประทับ “องค์ชาย! องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงเรียกขานด้วยความเป็นห่วงพยายามปลุกองค์ชายของตนให้ทรงรู้สึกพระองค์ เปลือกตาที่ปิดสนิทตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงเนตรสีนิลกาฬกลอกกลิ้งไปมา เพดานเบื้องบนคือผ้าของกระโจมที่ประทับ บริเวณโดยรอบคือสถานที่คุ้นชินตาอยู่ทุกวี่วัน “องค์ชายฟื้นแล้ว!” องครักษ์คนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจอย่างยิ่งยวด เมื่อเห็นองค์ชายของตนได้สติกลับคืนมา “น้ำ! ขอน้ำกินหน่อย” สุรเสียงแหบแห้งรับสั่งออกมาเบาๆ องครักษ์หนุ่มรีบกระวีกระวาดรินน้ำใสสะอาดออกจากกาน้ำใส่ถ้วย ก่อนจะตรงเข้าประคองพระวรกายใหญ่ให้ลุกจากฟูกพระบรรทมขึ้นมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่มิได้ลดน้อยถอยลงไปแต่อย่างใด กรอดดดด!!! เสียงพระทนต์ขบเข้าหากันจนแน่น ด้วยทรงเจ็บปวดบาดแผลอย่างยิ่งยวด อึก… อึก... อึก องค์ชายหนุ่มเสวยน้ำด้วยความกระหายจนหมด “เอาอีก” รับสั่งสุรเสียงแหบแห้ง องครักษ์หน้ามนรีบเทน้ำออกจากกาใส่ลงไปในถ้วยขนาดใหญ่กว่าเดิม ตรงปรี่เข้าไปประคองพระวรกายพร้อมถวายน้ำก่อนจะเสวยหมดลงอย่างรวดเร็ว เอื๊อก! เสียงกลืนน้ำลายลงคอได้ยินอย่างชัดเจน พระเกศาสีดำสนิทยาวสยายถึงบั้นพระองค์ตกลงปรกพระพักตร์ ซึ่งบัดนี้ไร้สิ้นหน้ากากสีเงินปิดบังเอาไว้ องค์ชายแห่งแคว้นฉินทอดพระเนตรพบหน้ากากของพระองค์ถูกนำมาวางไว้อยู่บนฟูกพระบรรทม พระหัตถ์ยกขึ้นจับพระพักตร์ทันที “ผู้ใดบังอาจถอดหน้ากากของข้าออกไป!” รับสั่งถามสุรเสียงเข้มพร้อมทอดพระเนตรองครักษ์คนสนิทเขม็ง ในขณะที่องครักษ์ส่วนพระองค์นั่งกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่นเมื่อถูกสายพระเนตรองค์ชายของตนทอดพระเนตรกลับมาเช่นนั้น “กะ… กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย… ตะ… แต่ที่ทำไปเพราะต้องช่วยเหลือพระองค์ให้ทรงหายพระทัยได้สะดวกขึ้น ตอนนั้นพระอาการหนักหนาสาหัสยิ่งนัก หลายครั้งหลายคราทรงหายพระทัยติดขัด กระหม่อมจึงต้องตัดสินใจถอดหน้ากากของพระองค์ออกมาพ่ะย่ะค่ะ” องค์รักษ์คนสนิทกราบทูลกลับไปพลางรีบก้มหน้ามองพื้นทันทีด้วยความหวาดกลัวองค์ชายของตนเป็นยิ่งนัก พระพักตร์สั่นไหวระริกด้วยความเจ็บปวดบาดแผลอย่างยิ่งยวด ก่อนจะปิดพระเนตรลงเพียงครู่ครั้นทรงได้ยินเช่นนั้นและค่อยๆ เปิดขึ้นมาอีกคราพร้อมสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด “มีผู้ใดอีกหรือไม่ที่พานพบใบหน้าของข้านอกจากเจ้า” รับสั่งถามกลับไปด้วยความอยากรู้ องครักษ์คนสนิทซึ่งกำลังก้มหน้ามองพื้นอยู่ในขณะนั้นเกิดอาการนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อถูกถามกลับมาเช่นนั้น “พูด!!!” รับสั่งตวาดกลับไป “กะ... กระหม่อมพูดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พูดแล้ว!” องครักษ์หนุ่มละล่ำละลักกราบทูลตอบกลับไปทันที “มีกี่คน!” รับสั่งถามกลับไปโดยพลัน “มะ… มีหมอหลวงและผู้ช่วยอีกสองคน รวมกระหม่อมด้วยเป็นสี่คนพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หน้ามนกราบทูลรายงานกลับไปอย่างรวดเร็ว ครั้นพระองค์ทรงได้ยินเช่นนั้น พระเนตรปิดลงทันทีก่อนจะมีรับสั่งสำทับตามติดมา “หมอหลวงกับผู้ช่วยตายกันหมดแล้วหรือยัง” รับสั่งถามกลับไปอีกครา หากแต่คำถามของพระองค์ทำให้องครักษ์ตรงเบื้องพระพักตร์แปลกใจอย่างยิ่งยวดเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เหตุใดองค์ชายจึงทรงมีรับสั่งถามเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงและผู้ช่วยทั้งสองยังคงอยู่ดีมีสุขเป็นปกติดีทุกอย่าง มิได้ล้มหายตายจากไปแต่ประการใด” ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางได้ยินเช่นนั้น พระพักตร์เงยขึ้นทอดพระเนตรองครักษ์ของพระองค์ทันใด “เจ้าว่าอะไรนะ! หมอหลวงและผู้ช่วยยังไม่ตายอย่างนั้นหรอกรึ!” รับสั่งด้วยความแปลกพระทัยเป็นยิ่งนัก ก่อนจะทอดพระเนตรองครักษ์คนสนิทที่ยังคงนั่งมองพระองค์ตาไม่กะพริบด้วยความแปลกใจมิรู้วาย “จริงสิ! แม้แต่ตัวเจ้าเองก็ยังไม่ตาย กลับยังมีชีวิตอยู่ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าข้าในขณะนี้ ทั้งๆ ที่ควรจะตายทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของข้า” และถ้อยรับสั่งของพระองค์ทำให้องครักษ์คนดังกล่าวถึงกับเงยหน้ามององค์ชายของตนทันใดครั้นได้ยินเช่นนั้น “เหตุใดจึงทรงรับสั่งเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เข้าใจ” เสียงนั้นกราบทูลถามกลับไปด้วยความสงสัยอย่างยิ่งยวด พระโอษฐ์แสยะยิ้มเหยียดก่อนจะเค้นเสียงพระสรวลออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงชะตากรรมที่ทรงได้รับนับตั้งแต่แรกประสูติออกจากพระครรภ์มารดา “เมื่อแรกประสูติ ทุกคนที่อยู่ในห้องพระประสูติกาลจบชีวิตลงอย่างมิรู้สาเหตุ ทันทีที่เห็นหน้าข้า ส่วนคนที่มิได้เห็นล้วนแล้วแต่รอดชีวิต ดังนั้นทุกคนจึงมิให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่ได้พานพบข้าเลยสักครา ด้วยเกรงว่าทั้งสองพระองค์จะทรงมีอันเป็นไป แต่ถึงกระนั้นเสด็จแม่ของข้าก็ไม่ทรงเชื่อคำเล่าลือเช่นนั้น” รับสั่งพร้อมเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรองครักษ์คนสนิทอีกครา “พระองค์หมายความว่าอดีตฮองเฮาสิ้นพระชนม์เพราะองค์ชายอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” แทนถ้อยรับสั่งพระพักตร์พยักขึ้นลงติดๆ กันเป็นการตอบรับ “แต่อย่างน้อยข้าก็ยังสามารถได้พบกับเสด็จแม่เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอายุห้าขวบ เสด็จแม่ของข้าไม่กลัวแม้กระทั่งความตายเพียงเพื่อต้องการพบหน้าข้าสักครั้งและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้เห็น เพราะในที่สุดเสด็จแม่ก็พบจุดจบเหมือนกับทุกคน และนี่คือสาเหตุว่าเพราะอะไรข้าจึงถูกส่งตัวมาอยู่ที่ชายแดนตลอดกาล” รับสั่งพร้อมหันกลับไปทอดพระเนตรหน้ากากสีเงินของพระองค์ที่ทรงสวมติดพระพักตร์มาโดยตลอด “นี่คือชะตากรรมของข้าที่สวรรค์กำหนด เพื่อปกป้องแคว้นฉินข้ายินดีที่จะอยู่ที่นี่ มิกลับเมืองหลวงตามพระบัญชาของเสด็จพ่อจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะข้าคือโอรสที่สวรรค์สาปให้มีใบหน้าพิฆาตผู้คนจนล้มตายดั่งเช่นใบไม้ปลิดปลิว!” รับสั่งพร้อมทอดพระเนตรองครักษ์ส่วนพระองค์เขม็ง “และเจ้าเองก็ไม่รอดเช่นกัน!” รับสั่งสุรเสียงเย็นยะเยียบ “หา! อะ… องค์ชาย! ทรงมีรับสั่งเช่นนี้หมายความว่ากระหม่อมจะต้องตายอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ แต่นี่นับตั้งแต่ครั้งแรกที่กระหม่อมถอดหน้ากากองค์ชายออกจนถึงเวลานี้ ก็ผ่านไปห้าวันแล้ว ยังมิมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกระหม่อมเลยแม้แต่น้อย” องครักษ์หนุ่มพยายามกราบทูลอธิบาย “ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สวรรค์สาปได้แม้แต่น้อย เหตุที่เจ้าอยู่ได้นานถึงตอนนี้ก็เพราะว่าข้าไม่ได้สติ แต่ในเวลานี้สติข้าหวนกลับคืนมาแล้ว เจ้าเองก็จะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน” รับสั่งตอบกลับไป และถ้อยรับสั่งของพระองค์ทำให้องค์รักษ์คนสนิทชะงักงันขึ้นมาทันที “บะ… บางทีอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ พระองค์มิเคยทอดพระเนตรพระพักตร์ว่าเป็นเยี่ยงไร ไม่ว่าจะในกระจกหรือภาพสะท้อนจากเงาน้ำ ทรงทราบหรือไม่ว่าพระพักตร์ขององค์ชายหาได้อัปลักษณ์ผิดรูปเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามทรงมากด้วยพระสิริโฉมยิ่งนัก ทรงทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ” กราบทูลพลางรีบคว้าอ่างน้ำที่มีน้ำอยู่กว่าครึ่งเพื่อให้องค์ชายของตนทอดพระเนตร “ไม่ต้อง!” สุรเสียงรับสั่งตวาดห้ามกลับไปทันที พระหัตถ์อันสั่นเทาเอื้อมไปหยิบหน้ากากสีเงินของพระองค์ขึ้นมาสวมปิดบังพระพักตร์อย่างรวดเร็ว พร้อมสุรเสียงมีรับสั่งตอบกลับไป “ผู้อื่นเห็นใบหน้าข้ายังต้องล้มตายดั่งเช่นใบไม้ปลิดปลิว นับประสาอะไรกับตัวข้าเอง ก็เป็นแบบนั้นเช่นกันไม่แตกต่างแม้แต่น้อย ต้องตายทันทีที่ได้ยลโฉมของตนเอง และนี่คือเหตุผลที่ข้าต้องสวมหน้ากากเอาไว้ตลอดเวลา ไม่มีกระจกและไม่เพ่งพิศเงาในสายน้ำหลากแม้แต่ครั้งเดียว” เอื๊อก! องครักษ์หน้ามนกลืนน้ำลายลงคอทันทีเมื่อได้ยินและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ฉับพลันเสียงทหารรายงานข่าวดังขึ้นอยู่นอกกระโจม “รายงาน!!!” เสียงดังก้องอยู่หน้าประตูทางเข้า “เข้ามา!” องค์ชายหนุ่มรับสั่งอนุญาต ทันทีที่มีพระบัญชา ทหารรายงานข่าวรีบรุดเข้ามาภายในกระโจมที่ประทับทันที ร่างสันทัดทรุดกายลงนั่งคุกเข่า “กราบทูลองค์ชาย หมอหลวงพร้อมผู้ช่วยทั้งหมดบัดนี้ได้สูญสิ้นลมหายใจอย่างมิรู้สาเหตุเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บยังมีอีกเป็นจำนวนมากแต่ไร้สิ้นหมอทำการรักษา เช่นนี้แล้วจะทำเช่นไรดีต่อไปพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูลของทหารคนดังกล่าว พระพักตร์ที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากส่ายไปมาติดๆ กัน พระองค์หันกลับไปทอดพระเนตรองครักษ์ที่นั่งอยู่กับพื้นข้างแท่นพระบรรทม “ฝังศพให้เรียบร้อย แล้วนำกองทหารไปตามหมอในแถบนี้มารักษาอาการบาดเจ็บของทหาร ส่งสาสน์ไปที่เมืองผิงหยางให้นำส่งหมอหลวงมาช่วยรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ข้าจะยังไม่เคลื่อนทัพกลับจนกว่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับการดูแลรักษา” “พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ทหารรายงานข่าวรับพระบัญชาอย่างแข็งขัน ก่อนจะสังเกตเห็นพระโลหิตไหลซึมออกมาจากผ้าพันแผลจนแดงฉานชุ่มโชกไปหมด “กระหม่อมได้ส่งสาสน์กลับไปทางเมืองหลวงเพื่อให้ฝ่าบาทจัดส่งหมอหลวงของราชสำนักมารักษาพระอาการขององค์ชายแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าคงไม่เกินห้าวันก็น่าจะถึงแล้ว” ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางได้ยินเช่นนั้น พระพักตร์หันกลับไปทอดพระ เนตรทหารรายงานข่าวเขม็ง “ไม่ได้รับคำสั่งจากข้า! เหตุใดจึงฝ่าฝืนส่งสาสน์ไปที่เมืองหลวงเช่นนั้น ต่อให้ข้าตายเสด็จพ่อก็ไม่ส่งหมอหลวงมารักษาข้าแม้แต่น้อย เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์!” รับสั่งตวาดก่อนจะหายใจหอบโยนด้วยทรงเจ็บปวดบาดแผลอย่างรุนแรง ท่ามกลางสายตาของทหารผู้ใกล้ชิด “พระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นยิ่งนัก หมอหลวงที่ทำการรักษาก็เป็นผู้บอกเองว่าไม่สามารถทำให้ทุเลาลงได้ ต้องขอให้ทางราชสำนักส่งหมอหลวงฝีมือดีมารักษาพระอาการ ทรงเป็นถึงองค์ชายใหญ่เหตุใดฝ่าบาทจะทรงไม่เหลียวแล ทุกวันนี้แคว้นฉินแผ่ขยายอำนาจอย่างยิ่งใหญ่ไพศาลเช่นนี้ได้ ล้วนมาจากพระองค์ทรงเป็นผู้นำทัพทั้งสิ้น” องครักษ์คนสนิทอดไม่ได้ที่จะกราบทูลกลับไป หึหึหึหึ!!! เสียงพระสรวลเค้นออกมาเบาๆ ครั้นทรงได้ยินเช่นนั้น “องค์ชายใหญ่แล้วอย่างไรเล่า! ก็แค่ฐานันดรติดตัว ความเป็นจริงก็คือข้าคือโอรสที่ถูกเนรเทศให้มาอยู่ชายแดนตลอดกาล ไม่มีวันได้หวนคืนกลับสู่เมืองหลวงแต่อย่างใด” รับสั่งพร้อมยกพระหัตถ์สะบัดไปมาเพื่อไล่เหล่าทหารออกไปจากกระโจมที่ประทับ เมื่อทรงรู้สึกว่าอาการปวดแปลบบาดแผลเริ่มทวีรุนแรงมากยิ่งไปกว่าเดิม “พวกเจ้าออกไป! ข้าอยากพักแล้ว” รับสั่งพร้อมค่อยๆ เอนพระวรกายลงประทับบรรทม โดยมีองครักษ์คนสนิทรีบตรงปรี่เข้ามาประคองพระวรกายให้บรรทมลงบนฟูก ก่อนจะทรงมีรับสั่งถามกลับไป “เจ้ากลับไปพักผ่อนเสียเถิด อย่าอยู่ใกล้ข้า มิเห็นหรือไรว่าจุดจบของบรรดาหมอหลวงเป็นเช่นไร แทนที่จะมีชีวิตอยู่ได้ต่ออีกหลายวันกว่านี้” องครักษ์คนดังกล่าวทำได้แต่เพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินรับสั่งถามกลับมาเช่นนั้น “จะตายช้าหรือเร็วก็ต้องตายเช่นกัน กระหม่อมจะขอถวายการรับใช้องค์ชายอยู่ใกล้ๆ พ่ะย่ะค่ะ หากแม้นต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะก่อนตายมีโอกาสคอยดูแลพระองค์จนถึงวาระสุดท้ายของกระหม่อม” องครักษ์คนสนิทกราบทูลกลับไปตามความรู้สึกของตน องค์ชายอิ๋งหยางทอดพระเนตรองครักษ์คู่พระทัย ผ่านหน้ากากสีเงินที่ปิดบังพระพักตร์ ครั้นทรงได้ยินคำตอบกลับมาเช่นนั้น มิมีผู้ใดได้เห็นสีพระพักตร์ของพระองค์ในเวลานี้เลยว่าทรงเป็นเช่นไร ทั้งสีพระพักตร์และสายพระเนตรแฝงเร้นความเศร้าหมอง ด้วยพระองค์ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องพบจุดจบก่อนวัยอันควร คนที่สมควรตายกลับไม่ตายแต่คนที่ไม่ควรตายกลับจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน เหตุใดสวรรค์จึงลิขิตให้ต้องได้รับความทรมานเช่นนี้หนอ นับตั้งแต่จำความได้ พระองค์เจริญชันษาท่ามกลางความโดดเดี่ยว อ้างว้าง คนใกล้ตัวล้วนจากไปเพราะพานพบพระพักตร์ ไออุ่นจากพระบิดาและพระมารดามิเคยทรงได้รับ ซ้ำร้ายยังทรงเป็นที่น่ารังเกียจของราชวงศ์ ราชสำนักต่างกล่าวขานว่าพระองค์คือองค์ชายปีศาจของราชวงศ์ฉินที่จะนำหายนะมาสู่แว่นแคว้น หากขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นตามกฎมณเฑียรบาลที่สืบทอดต่อๆ กันมา แคว้นฉินจะต้องถึงคราวล่มสลายหากเจ้าผู้ครองแคว้นคือพระองค์ “ชีวิตของข้าในชาตินี้ถูกกำหนดให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้รัก สิ้นเสน่หาและวาสนากับผู้ใด เพราะคนใกล้ตัวล้วนล้มตายไปจนหมดสิ้น หากแม้นเจ้าตั้งใจเช่นนั้นและไม่อาลัยชีวิตข้าก็มิขัด” รับสั่งกับองครักษ์คนสนิท “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์กราบทูลกลับไป ก่อนจะได้ยินองค์ชายของตนมีรับสั่งขึ้นมาอีกครา “ช่วงที่ข้าหมดสติได้ฝันแปลกประหลาดยิ่งนัก เป็นความฝันที่มิเคยปรากฏขึ้นมาก่อน ราวกับว่าข้าได้ไปสถานที่ดังกล่าวนั้นจริงๆ ผู้คนมากมายอีกทั้งบ้านเมืองในแคว้นนั้นข้ามิเคยพานพบจากที่ใดในทั่วหล้านับตั้งแต่ยกทัพยึดดินแดนในผืนแผ่นดินนี้” รับสั่งด้วยความคลางแคลงพระทัยมิรู้วาย ถ้อยรับสั่งขององค์ชายหนุ่มทำให้องครักษ์คนสนิทที่กำลังนั่งฟังอยู่เงียบๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา “อาจเป็นเพราะทรงมีไข้สูงจึงทำให้เกิดนิมิตแปลกประหลาดก็เป็นไปได้นะพ่ะย่ะค่ะ ดูเอาเถิดแม้ในยามนี้ไข้ของพระองค์เหตุใดจึงมิบรรเทาเบาบางลงไปแต่อย่างใด” องครักษ์คนสนิทบ่นพึมพำ ในขณะที่องค์ชายอิ๋งหยางหาได้อาลัยแก่พระชนม์ชีพของพระองค์แต่อย่างใด ทรงปล่อยวางได้หากแม้นต้องเผชิญกับความตายที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ “วาระสุดท้ายของข้าคงใกล้มาถึงแล้วกระมัง เช่นนั้นก็ดีจะได้ไม่ต้องทนทรมานอีกต่อไป ข้าอยากทำอะไรบางอย่างเจ้าให้ทหารไปตามช่างทำเครื่องประดับฝีมือดีมาพบข้า” องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันทันทีครั้นได้ยินเช่นนั้น “องค์ชายประสงค์จะทำเครื่องประดับให้กับผู้ใดอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” มิวายทูลถามกลับไปด้วยความสงสัย “ทำให้ข้า!” รับสั่งตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะหยุดไปชั่วขณะเมื่อบาดแผลจากลูกกระสุนในยุคอนาคตทำให้พระองค์เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเป็นยิ่งนัก “ข้าต้องการปิ่นหยก! ในฝันนั้นบอกว่าข้าคือเจ้าของปิ่นหยกที่อยู่ในความครอบครองของนาง” รับสั่งพึมพำสุรเสียงแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยิน ในขณะที่องครักษ์คนสนิทพยายามจะฟังว่าองค์ชายของตนทรงมีรับสั่งเช่นไรแต่จนแล้วจนรอดก็ได้ยินไม่ชัดเจน “จะ... เจ้าจงฟังข้าให้ดี หากข้าหลับไปและมิตื่นขึ้นมาอีกเลย จงให้ช่างเครื่องประดับทำปิ่นหยกและฝังไปพร้อมกับร่างอันไร้วิญญาณของข้าเข้าใจที่บอกหรือไม่” รับสั่งกำชับพร้อมทอดพระเนตรองครักษ์ของพระองค์เขม็ง “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มขานรับพระบัญชาอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เข้าใจในถ้อยรับสั่งก็ตามแต่ก็มิอาจขัดพระประสงค์ของพระองค์ได้ พระหัตถ์ค่อยๆ ยกขึ้นสัมผัสพระอุระที่ถูกปิดทับด้วยผ้าพันแผล แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถรับรู้ถึงไอร้อนผ่าวจากพิษของบาดแผลที่กำลังระบมอย่างเห็นได้ชัด “แผลนี้ช่างทรมานข้าเสียนี่กระไร ใยจึงสร้างความเจ็บปวดถึงเพียงนี้นักเล่า เป็นอาวุธเช่นไรหนอจึงทำให้ทนทุกข์อย่างแสนสาหัสถึงเพียงนี้” รับสั่งพึมพำแผ่วเบา องครักษ์หนุ่มรีบนำผ้าที่อยู่ในอ่างน้ำบิดหมาดๆ พลางนำมาเช็ดพระวรกายเพื่อบรรเทาความร้อนจากพิษไข้ให้ทุเลาลงไปไม่มากก็น้อย “บาดแผลของพระองค์อักเสบรุนแรงยิ่งนัก หมอหลวงก็มิอาจตอบได้ว่าองค์ชายทรงถูกอาวุธชนิดใดทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้พ่ะย่ะค่ะ ภายในบริเวณนั้นหามีทหารต้าเหลียงหลงเหลืออยู่แม้แต่เพียงผู้เดียว มีเพียงพระองค์เท่านั้นอยู่เพียงลำพัง แต่เหตุใดจึงมีบาดแผลเช่นนี้บังเกิดขึ้นมาได้ช่างน่าแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก” ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางทรงได้ยินเช่นนั้น ภาพของสตรีสาวร่างระหง กำลังวิ่งตรงมาหาพระองค์ด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด พร้อมเสียงดังกึกก้องไล่หลังตามมาติดๆ ปรากฏขึ้นในความทรงจำของพระองค์ขึ้นมาทันที “แผลนี้เกิดจากนาง... เกิดจากนางแน่นอน! สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าเป็นเพียงแค่ความฝันหรือเรื่องจริง!” สุรเสียงพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ก่อนจะหมดพระสติประทับบรรทมนิ่ง ท่ามกลางเสียงร้องเรียกขององครักษ์คนสนิท “องค์ชาย! องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!!!”