สวาทร้ายซ่อนรัก
บทที่ 1 ตอนที่ 1

สวาทร้ายซ่อนรัก ทันทีที่ก้าวลงจากรถแท็กซี่ หญิงสาวแหงนใบหน้ามองดูโรงแรมขนาดใหญ่ที่เธอตั้งใจจะมาสมัครงาน แลเห็นโครงสร้างคอนกรีตรูปทรงสี่เหลี่ยมสูงเสียดฟ้า ตกแต่งด้วยวัสดุหรูหรา ส่วนที่เป็นกระจกและโลหะเลื่อมเงาสะท้อนวาบวาววับกับดวงตะวัน ตระหง่านอยู่ในประกายแสงแดดของยามสาย ‘BK Paradise Hotel’ เธอสะกดชื่อของโรงแรมที่แลเห็นเด่นชัดจากป้ายตัวอักษรขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้า รั้วและประตูทางเข้าก่อด้วยอิฐศิลาแลงแข็งแกร่ง บางส่วนของรั้วปกคลุมเอาไว้ด้วยสีเขียวของต้นตีนตุ๊กแก ขึ้นหนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นสีอิฐ ถัดจากตัวตึกขนาดใหญ่มีห้องพักสไตล์รีสอร์ต ปลูกสร้างเรียงสลับออกมาเป็นปีกซ้ายขวาของโรงแรม “มาสมัครงานค่ะ” เธอตรงไปรับบัตรสำหรับผู้มาติดต่อที่หน้าป้อมยาม เดินผ่านประตูทางเข้าด้านหน้าของโรงแรมที่ร่มครึ้มไปด้วยต้นปาล์มหนาแน่น อวดสีเขียวขจีอันน่ารื่นรมย์ต่อสายตาผู้พบเห็น หากแต่ในความรู้สึกของหญิงสาว…กลับไม่นึกชื่นชมในความงามอย่างที่ควรจะเป็น ด้วยหญิงสาวรู้ดีว่าการที่ต้องดั้นด้นมาถึงเมืองไทยครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อสร้างอนาคต หรือหวังเอาความก้าวหน้าจากหน้าที่การงานจากที่แห่งนี้ แต่เธอมาเพราะมีเหตุผลบางอย่างเป็นแรงผลักดัน ขณะก้าวเดินเข้ามาถึงบริเวณลานโล่งชั้นใน ก่อนถึงประตูขนาดใหญ่ เพื่อจะเข้าสู่ภายในโรงแรมหรู ระหว่างทางที่เธอเดินผ่านบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ มีรูปปั้นผู้หญิงเปลือยกายอะร้าอร่าม แบกแจกันใบใหญ่เอาไว้เหนือบ่า สายน้ำพร่างลงมาจากปากแจกัน ไหลสู่บึงบัวขนาดใหญ่ น้ำเบื้องล่างใสราวกระจก แลเห็นฝูงปลาคาร์ปแหวกว่ายไปมา ในเวลาต่อมา ภายในห้องทำงานส่วนตัวของพีระพงษ์ อัครพลไพศัลย์ ผู้เป็นเจ้าของ ‘BK Paradise Hotel’ โรงแรมหรูระดับห้าดาว มีสาขาอยู่ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญในหลายประเทศทั่วโลก “ไทเลอร์มาหรือยัง…” ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งไขว่ห้าง เอนหลังทาบไปกับพนักเก้าอี้หนังสีดำ เอ่ยถามกับวิไลวรรณ เลขาฯ ประจำตัวของเขาที่เพิ่งถูกเรียกตัวเข้ามาในห้อง วิไลวรรณเป็นหญิงสาวชาวเหนือ เธอมีผิวขาวอวบ ละเอียดลออ หน้าตาจัดว่าสะสวย เส้นผมสีดำสลวยรัดรวบขมวดเป็นมุ่นมวยเอาไว้ที่ด้านหลัง ริมฝีปากเอิบอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูบาง ใบหน้ารูบไข่ฉาบเอาไว้ด้วยเครื่องสำอางแต่พองาม ไม่ฉูดฉาด แต่งกายด้วยเสื้อสูทสั้นสีดำทันสมัย กระโปรงสั้นอวดเรียวขาขาวเนียนจนไม่ต้องใช้ถุงน่อง ดูเหมาะเจาะลงตัว ไม่โป๊และไม่สุภาพจนเกินไป “คุณไทเลอร์เพิ่งโทรเข้ามาเมื่อสักครู่นี้ บอกว่ารถเกิดอุบัติเหตุค่ะท่าน” เธอรายงานด้วยน้ำเสียงสุภาพนิ่มนวล พร้อมกับวางถ้วยกาแฟที่ยังแลเห็นไอร้อนลอยขึ้นจากปากถ้วยไว้ตรงหน้าผู้เป็นนายอย่างรู้หน้าที่ กิริยาท่าทีของวิไลวรรณดูคล่องแคล่ว พูดจาด้วยน้ำเสียงราบเรียบน่าฟัง จะหยิบจับอะไรก็ดูทะมัดทะแมง เพราะว่าเธอทำงานอยู่ในตำแหน่งเลขาฯ ส่วนตัวของพีระพงษ์มานานหลายปีจนรู้ใจเขาไปเสียทุกอย่าง “ยังงั้นรึ…แล้วไทเลอร์เป็นอะไรมากหรือเปล่า” เสียงทุ้มกังวานถามด้วยความห่วงใย เมื่อได้ยินที่วิไลวรรณบอกว่ารถของไทเลอร์ประสบอุบัติเหตุ “เฉี่ยวชนกับมอเตอร์ไซค์ที่สี่แยกไฟแดงค่ะท่าน คุณไทเลอร์บอกว่าไม่เป็นอะไร ประกันกำลังเข้ามาเคลียร์ คงเข้ามาถึงออฟฟิศช้าหน่อย แต่ว่าเช้านี้คุณไทเลอร์มีนัดสัมภาษณ์งานเอาไว้ แล้วตอนนี้คนที่นัดไว้ก็มานั่งรอสัมภาษณ์ได้สักพักแล้วล่ะค่ะ” “สัมภาษณ์งานตำแหน่งอะไร…” หัวคิ้วสีดอกเลาระบายแนวอยู่เหนือกรอบดวงตาคมกริบชิดเข้าหากันเล็กน้อย ประธานบริษัทเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะเรื่องรับสมัครพนักงานในตำแหน่งดังกล่าวนั้นไทเลอร์เป็นคนดูแลอยู่แต่แรก พีระพงษ์ให้สิทธิ์ไทเลอร์อย่างเต็มที่ ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการงานที่ชายหนุ่มดูแลรับผิดชอบโดยตรง “ตำแหน่ง Front Reception ค่ะ” ตำแหน่งที่วิไลวรรณบอกไปเมื่อครู่หมายถึงพนักงานต้อนรับส่วนหน้าของโรงแรม พีระพงษ์ยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มอย่างใจเย็น สายตากวาดดูข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์คร่าวๆ ท่าทางไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องราวที่เลขาฯ สาวกำลังรายงานสักเท่าไร ด้วยเขาไว้วางใจให้ไทเลอร์จัดการทุกอย่าง กระทั่งวิไลวรรณเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา “เห็นคุณไทเลอร์บอกว่าคนนี้เก่งภาษาเวียดนามค่ะท่าน แถมยังพูดได้หลายภาษา เคยสัมภาษ์คร่าวๆ ผ่านโทรศัพท์ไปแล้วครั้งหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่เห็นตัวจริง…ถ้าเธอผ่านสัมภาษณ์ในวันนี้ อาจจะให้ไปประจำอยู่สาขาเวียดนามค่ะ” วิไลวรรณเอ่ยไปตามที่รู้มาจากไทเลอร์ “ยังงั้นรึ…” ได้ฟังแล้วพีระพงษ์ก็ย่นหน้าผาก คำว่า ‘เวียดนาม’ สะกิดใจเขาอย่างแรง เพราะเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ตอนยังหนุ่มแน่นเขาเคยเป็นผู้จัดการโรงแรมอยู่ที่นั่นมาก่อน ความรักและความหลังในวัยหนุ่มหลายๆ เรื่องเคยเกิดขึ้นและถูกกลบฝังเอาไว้ที่เวียดนาม พีระพงษ์เริ่มต้นชีวิตการทำงานที่โรงแรมในเวียดนาม เขาไต่เต้าขึ้นมาจากตำแหน่งผู้จัดการธรรมดาๆ คนหนึ่ง หากแต่ด้วยความที่เป็นคนหล่อเหลา เฉลียวฉลาด พูดจาฉะฉานน่าเชื่อถือ มีบุคลิกภาพเป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น ประกอบกับเป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้และความสามารถโดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับของผู้บริหาร ไม่นานเขาก็สามารถผงาดกล้าขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของโรงแรม ซึ่งทำหน้าที่วางแผนและกำหนดนโยบาย การบริหารต่างๆ หลังจากที่เคยทำงานแค่ในระดับปฏิบัติการเท่านั้น “จะให้เลื่อนสัมภาษณ์ออกไปก่อนไหมคะ…งั้นดิฉันจะบอกให้เธอกลับไปก่อนนะคะ ถ้าคุณไทเลอร์สะดวกเมื่อไรค่อยนัดให้เข้ามาสัมภาษณ์กันอีกที…แต่ตอนนี้เธอทำแบบทดสอบความสามารถพื้นฐานเสร็จแล้วค่ะ” “เป็นยังไงบ้าง…” ถามพลางยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่ม พีระพงษ์เริ่มหันเหความสนใจมายังเรื่องที่วิไลวรรณกำลังรายงาน ตั้งแต่ได้รู้ว่าหญิงสาวที่กำลังรอรับการสัมภาษณ์เป็นชาวเวียดนาม

บทที่ 2 ตอนที่ 2

“ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ดีเยี่ยมค่ะ ใช้ Fidelio Opera ได้ด้วยค่ะ ส่วนเรื่องภาษา คุณไทเลอร์สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แล้วค่ะ” ‘ฟิเดลิโอ โอเปรา’ ที่วิไลวรรณเอ่ยถึงก็คือระบบซอฟต์แวร์เพื่องานโรงแรม ไม่เฉพาะงานจองห้องพัก แต่ยังรวมถึงงานอื่นๆ เช่นการจัดทำทะเบียนเข้าพัก ประวัติของลูกค้าที่เข้าพัก การลงบันทึกค่าใช้จ่าย รวมถึงการรายงานสถานภาพห้องพัก “อืม…ท่าทางไม่เลวนี่” ได้ยินจากที่วิไลวรรณบอก พีระพงษ์เลิกคิ้วแสดงความสนใจ แสดงว่าผู้หญิงคนนี้เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับงานโรงแรมมาบ้างแล้ว “ถ้างั้นดิฉันจะเลื่อนสัมภาษณ์ออกไปก่อนนะคะ ไว้คุณไทเลอร์สะดวกค่อยนัดเธอมาอีกที…” เลขาฯ สาวเอ่ยยังไม่ทันจบประโยค ประธานบริษัทก็ขัดขึ้นเสียก่อน ด้วยเห็นว่าตอนนี้เขาเองก็ยังว่างอยู่ “ไม่ต้อง…งั้นเดี๋ยวผมสัมภาษณ์เองก็แล้วกัน” เขาละสายตาจากหนังสือพิมพ์ตรงหน้า “เอ่อ…แต่วันนี้ท่านมีนัดกับคุณรพีพรรณนะคะ” เลขาฯ รีบท้วง เข้าใจว่าผู้เป็นนายอาจจะลืมไปว่าเขามีนัดสำคัญรออยู่ รพีพรรณที่เอ่ยถึงก็คือภรรยาของพีระพงษ์นั่นเอง เธอเป็นลูกสาว คนเดียวของนายธานินทร์ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกและก่อตั้ง BK Paradise Hotel ขึ้นมาแต่แรก และบริหารจนรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ที่ลูกสาวเข้ามารับช่วงบริหารต่อ “ไม่เป็นไร ตอนนี้ยังพอมีเวลา…” “ค่ะท่าน…” “เดี๋ยวสัมภาษณ์ในห้องนี้ ให้เข้ามาตอนนี้เลย…” ประธานบริษัทเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีพิธีรีตอง ขณะยกหลังมือขึ้นมองนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนทองอร่ามที่คาดอยู่บนข้อมือ ไหนๆ คนที่นัดมาสัมภาษณ์ก็มานั่งรออยู่แล้ว จะได้ไม่เสียเวลาด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะเขาคงใช้เวลาไม่นานนัก “ค่ะท่าน…” เลขาฯ พยักหน้ารับด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม เดินช้าๆ ออกไปจากห้อง ก่อนที่พีระพงษ์จะขึ้นมานั่งเชิดหน้าในเก้าอี้ประธานบริษัทเต็มตัวอย่างทุกวันนี้ หลายคนมองว่าการที่เขาสามารถเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างรวดเร็วเกินคาดและเกินหน้าเกินตาเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ นั้นก็ด้วยวิธีลัด เมื่อรพีพรรณซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของนายธานินทร์ผู้เป็นเจ้าของโรงแรมหลงเสน่ห์ของเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น พีระพงษ์คบหากับรพีพรรณได้ไม่นาน ลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัทก็ตั้งครรภ์ ทั้งที่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้แต่งงานกันด้วยซ้ำ รพีพรรณคิดว่าการตั้งครรภ์ของเธอนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ เธอพลาดเองที่ไม่มีวินัยในการกินยาคุม แล้วพีระพงษ์ก็ไม่ใส่ใจจะช่วยเธอป้องกันเลยสักนิดทั้งที่เขาก็สามารถทำได้ รพีพรรณหารู้ไม่ว่า แท้ที่จริงแล้วเรื่องที่เธอตั้งครรภ์นั้นเป็นความตั้งใจของพีระพงษ์ที่ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าหากลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัทเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาเมื่อไร ‘ลูก’ จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง…ซึ่งหมายถึงอนาคตของเขา โดยไม่สนใจถ้อยคำติฉินนินทาจากเพื่อนร่วมงานว่าเขาเติบโตอยู่ภายใต้ร่มเงาบารมีของพ่อตา พีระพงษ์ไม่สนใจคำติฉินนินทา เขาเลือกที่จะมีชีวิตรุ่งโรจน์จนเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันนึกอิจฉา โดยไม่สนใจว่ามันเป็นความรุ่งเรืองอยู่ภายใต้ชายกระโปรงของภรรยา เขาไม่ได้สนใจในถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เหมือนรู้ว่าความทะเยอทะยานและความใฝ่ฝันของเขานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกทำลายลงด้วยลมปากของผู้คนที่ไม่มีความสำคัญต่อชีวิตของเขาเลยสักนิด ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่สายตามองการณ์ไกลของพีระพงษ์คาดเอาไว้ไม่ผิด เพราะว่าอีกยี่สิบกว่าปีต่อมา BK Paradise Hotel ก็ตกอยู่ในมือของเขาที่กุมอำนาจบริหารแต่เพียงผู้เดียว เมื่อถึงวันที่นายธานินทร์ผู้เป็นพ่อตาชราโรยจนต้องวางมือจากธุรกิจที่เคยดูแล ทรัพย์สินมหาศาลของพ่อตาก็ตกทอดมาถึงลูกสาวในเวลาต่อมา ซึ่งรพีพรรณก็ไว้วางใจให้สามีสุดที่รักอย่างเขาเป็นคนจัดการทุกสิ่งทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว ครู่ต่อมา… ก๊อกๆ ๆ เสียงเคาะดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกันนั้นเรือนร่างบอบบางสูงระหงสะดุดตาของหญิงสาวที่มารอรับการสัมภาษณ์ ก็ปรากฏต่อหน้าชายวัยกลางคนผู้เป็นประธานของบริษัท แวบแรกที่พีระพงษ์เงยหน้าขึ้นมอง ก็ทำให้จังหวะยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มถึงกับชะงักค้าง เพราะดวงหน้าหมดจดงดงามของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้เขาฉุกคิดถึงอดีตที่เวียดนามขึ้นมาทันที ยิ่งดวงตาที่วิบวับไปด้วยหยาดแววชีวิต กำลังมองสบตาเขา ช่างคลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยเห็นดวงตาคู่นี้มาก่อน จากที่ไหนสักแห่ง…ซึ่งนานมาแล้ว ใบหน้าของหญิงสาวคนนี้สะกิดใจเขาอย่างแรง ทำให้ตะกอนอดีตที่ถูกกลบฝังเอาไว้ในความทรงจำมานานกว่ายี่สิบปีของพีระพงษ์ ถูกตีกวนขึ้นมาอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “สวัสดีค่ะ…” หญิงสาวกระพุ่มมือไหว้อ่อนช้อย เธอมีรูปร่างสูงระหง ใบหน้าสะสวยสะดุดตา ผิวขาวละเอียดลออสะอาดสะอ้าน ช่วงขายาวเรียว ใบหน้ารูปไข่นวลเนียน ดวงตาคมซ่อนประกายกล้า จมูกโด่งเป็นสันสวย ริมฝีปากสีแดงระเรื่อเหมือนกุหลาบแรกแย้มที่คลี่กลีบรับอรุณแรก เรือนผมสีดำสลวยยาวประบ่าส่งให้ใบหน้าซึ่งเปล่งปลั่งไปด้วยวัยสาวยิ่งสะสวยเข้าไปอีก นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นดูลึกลับ มีเสน่ห์ และทรงอำนาจ แฝงความมุ่งมั่นจนพีระพงษ์รู้สึกได้ แวบหนึ่งเขาสังเกตเห็นแววดุฉายประกายออกมาเล็กน้อย หากแต่ดวงหน้าเดียวกันนั้นก็สามารถคลี่คลายไปสู่รอยยิ้มอ่อนหวานได้อย่างเหลือเชื่อ…ขณะที่เธอเดินเข้ามาใกล้เขา “เชิญนั่ง…” พีระพงษ์ผายมือเชื้อเชิญ “ขอบคุณค่ะท่าน” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ พลางทรุดร่างลงนั่งยังเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ตรงหน้า แสดงความอ่อนน้อมต่อชายวัยกลางคนที่อยู่ในชุดสูทสีเทาภูมิฐาน เมื่อรู้จากเลขาฯ หน้าห้องว่าเขาคือประธานของบริษัทซึ่งจะเป็นคนสัมภาษณ์เธอเอง วันนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แอลลี่มีโอกาสได้เจอตัวจริงของผู้ชายคนนี้ คนที่มารดาของเธอเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ

บทที่ 3 ตอนที่ 3

ตัวจริงของพีระพงษ์ไม่ต่างไปจากภาพถ่ายซึ่งปรากฏอยู่ในนิตยสารจีเอ็ม แมกกาซีน ที่เขาได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ในคอลัมน์เกี่ยวกับผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจท่องเที่ยวและการโรงแรมจนเป็นที่จับตา พีระพงษ์ในวันนี้ยังมีเค้าความหล่อเหลาไม่สร่าง แม่ร่างกายจะท้วมไปตามวัยซึ่งมากขึ้นทุกวัน แต่เขาก็ยังดูสมาร์ตและภูมิฐานสมวัย ไม่แปลกเลยที่ผู้หญิงสักคนจะหลงใหลเขาง่ายๆ “เล่าอะไรเกี่ยวกับตัวคุณให้ผมฟังหน่อย…” ประธานบริษัทเริ่มต้นด้วยคำถามแรก คนถูกถามรู้ว่าเขาต้องการทดสอบเธอในเชิงจิตวิทยา จึงเริ่มแนะนำตัวว่าเธอชื่อแอลลี่ เป็นชาวเวียดนามโดยกำเนิด หญิงสาวพยายามจะไม่เอ่ยถึงครอบครัวให้มากนัก แต่หันเหความสนใจของเขาด้วยการเล่าถึงการศึกษาและประวัติการทำงานที่ผ่านๆ มา จากนั้นพีระพงษ์ก็ทดสอบความสามารถทางด้านภาษาด้วยการให้เธอแนะนำตัวเองในหลายๆ ภาษา ซึ่งแอลลี่สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วมากกว่าห้าภาษา จริงอย่างที่วิไลวรรณได้บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่าไทเลอร์ได้สัมภาษณ์หญิงสาวทางโทรศัพท์ไปแล้วครั้งหนึ่ง “เกิดที่เวียดนามหรือ…” พีระพงษ์ถามด้วยความอยากรู้ ขณะสบตากับหญิงสาว “ค่ะ…” คนถูกถามตอบสั้นๆ ดวงตาของเธอแฝงความทระนงเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด “เมืองอะไร” “กว่างนิงห์…ย่านฮาลองค่ะ” พีระพงษ์รู้จักเวียดนามเป็นอย่างดี BK Paradise Hotel มีสาขาอยู่ที่นั่น ‘ฮาลอง’ คือเมืองซึ่งมีพื้นที่เป็นอ่าว รู้จักกันดีในชื่อ ‘ฮาลองเบย์’ อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน “แล้วครอบครัวล่ะ…” สายตาของเขาแสดงอาการครุ่นคิด พินิจใบหน้าของแอลลี่ราวกับว่าเคยเห็นมาจากที่ไหนสักแห่ง “เป็นชาวเวียดนามค่ะ…” แอลลี่ยังคงตอบแบบออมถ้อยคำ สั้นและกระชับที่สุด เธอรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อต้องเอ่ยถึงครอบครัว คำตอบจากปากของหญิงสาวสะกิดใจพีระพงษ์ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นผู้จัดการโรงแรมอยู่ที่ฮาลองมาก่อน แต่หลังจากแต่งงานกับรพีพรรณ ได้ดิบได้ดีแล้วก็ย้ายกลับมาเป็นผู้บริหารโรงแรมที่เมืองไทยตามบัญชาของภรรยาที่อยากให้เขามาอยู่ใกล้ๆ “งานเก่าก็ดีอยู่แล้วนี่…ทำไมถึงคิดจะเปลี่ยนงานเสียล่ะ” พีระพงษ์ถามแทรก เมื่อได้ยินที่แอลลี่บอกไปตามตรงว่าปัจจุบันเธอทำงานอยู่ในโรงแรมชื่อดังระดับสี่ดาว ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของเขา “ดิฉันต้องการความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ใฝ่ฝันเอาไว้เสมอว่าอยากร่วมงานกับโรงแรมที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของภูมิภาคและมีความมั่นคงอย่าง BK Paradise Hotel ของท่านมานานแล้วค่ะ ดิฉันอยากใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาให้เกิดประโยชน์ในการทำงานที่ตัวเองสนใจ อยากเรียนรู้งานที่ท้าทายและอยากพัฒนาตัวเองให้ถึงที่สุดค่ะ” น้ำเสียงฉะฉานสะกดคนฟัง หญิงสาวไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นเต้นแต่อย่างใด เมื่อเจอกับคำถามที่อาจทำให้หลายคนคิดหนัก หากแต่เธอสามารถตอบได้อย่างฉลาดเฉลียว ชัดถ้อยชัดคำ ตั้งสติได้เป็นอย่างดี ไม่ได้มีท่าทีประหม่าเกร็งเล็ดลอดออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย เหมือนคนที่เตรียมตัวมาแล้วอย่างดีว่าการตัดสินใจก้าวเข้ามาใน BK Paradise Hotel แห่งนี้…ชีวิตเธอจะเจอกับอะไรบ้าง พีระพงษ์ยิ้ม แววตาแสดงความพึงพอใจเมื่อได้ฟังคำตอบจากปากของหญิงสาวตรงหน้า เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแอลลี่ มองเห็นความตั้งใจจริงซึ่งครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยผ่านช่วงชีวิตนี้มาก่อน “ดี…ผมชอบคนมุ่งมั่นและตั้งใจจริง หวังว่าคุณจะไม่ทำให้เราผิดหวัง เป็นอันว่าผมตกลงรับคุณเข้าทำงาน…เงินเดือนตามที่คุณเรียกไม่มีปัญหา คุณพร้อมจะเริ่มงานได้เมื่อไร” เขาเอ่ยขึ้นโดยมิได้ลังเลเลยแม้แต่น้อย พีระพงษ์เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองเสมอมา เขามองเห็นความทะเยอทะยานในดวงตาของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า เชื่อว่าเธอจะเป็นพนักงานที่มีศักยภาพของ BK Paradise Hotel ได้อย่างไม่ต้องสงสัย “ดิฉันพร้อมจะเริ่มงานได้เดือนหน้าค่ะ…” แอลลี่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอพยายามระงับความตื่นเต้นจากสายตาของเขา ซึ่งแทบไม่คลาดไปจากดวงหน้าของเธอสักแม้นาทีเดียว จากนั้นพีระพงษ์ก็เอื้อมมือออกไปกดอินเตอร์คอมซึ่งเป็นระบบสื่อสารที่ใช้กันภายใน เรียกวิไลวรรณเข้ามาในห้อง “เดี๋ยวผมคงต้องขอตัวก่อน…เกี่ยวกับกฎระเบียบในการทำงานหรือมีข้อสงสัยอะไรที่อยากถาม เลขาฯ ของผมจะพาไปคุยกับแผนกบุคคล ฝากด้วยนะวิไล” ประธานบริษัทสั่งพลางยกหลังมือขึ้นมองนาฬิกา ป่านนี้รพีพรรณผู้เป็นภรรยาคงเดินทางมาถึงแล้ว “ค่ะท่าน” เลขาฯ พยักหน้ารับด้วยน้ำเสียงสุภาพ แอลลี่ยกมือไหว้ลาพีระพงษ์ ก่อนหยัดร่างระหงขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวตามวิไลวรรณที่เดินนำหน้าออกไปช้าๆ นาทีต่อมา… ภายหลังเสร็จสิ้นธุระเรื่องงาน แอลลี่แวะเข้าห้องน้ำของโรงแรมหรูแห่งนั้น เธอจ้องมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ ภายในห้องน้ำที่ได้รับการดูแลสะอาดสะอ้าน แลเห็นแจกันดอกไม้หลากสีสันตั้งตระหง่านอวดความงดงามอยู่ตรงกึ่งกลางกระจก แบ่งอ่างล้างหน้าออกเป็นสองส่วนซ้ายและขวา ใบเขียวขจีสวยงามของต้นพูด่างในแจกันสีฟ้าเทอร์คอยซ์ ระย้าย้อยลงมาจากผนังสีน้ำทะเล ทว่าความรู้สึกของแอลลี่ในตอนนี้กลับไม่ได้รับรู้ในความงามเหล่านั้นแม้แต่น้อยนิด มือของเธอบีบเกร็งจนรู้สึกเจ็บด้วยความลืมตัว หญิงสาวหยิบทิชชูขึ้นซับคราบน้ำตากลมเกลี้ยงที่กลิ้งลงมาอาบนวลแก้ม จ้องมองใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงา สบตากับผู้หญิงสวย หากแต่นัยน์ตากลับดูเศร้าหม่นและกร้าวกระด้าง ราวกับว่าผู้หญิงในกระจก

อ่านต่อ