ซาตานตีตราแค้น
บทที่ 1 ดั่งเปลวเทียนต้องลม

1 ดั่งเปลวเทียนต้องลม เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสารดังแว่วออกมาจากบ้านไม้สักสภาพกลางเก่ากลางใหม่ รูปทรงที่เป็นแบบเฉพาะนั้นบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งเจ้าของบ้านหลังนี้เคยมีฐานะที่ร่ำรวยมาก่อน ก่อนที่มันจะทรุดโทรมลงตามเวลาและฐานะของผู้เป็นเจ้าของซึ่งระยะหลังประสบปัญหาหนี้สินอย่างหนัก หลังจากผู้เป็นบิดาเสียชีวิตลงเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตอนนี้ชีวิตของเด็กสาววัยสิบเก้าอย่าง ‘มัดไหม’ ก็ไม่ต่างอะไรกับเรือน้อยที่กำลังลอยเคว้งอยู่กลางพายุอันเชี่ยวกราดในทะเล เพราะไม่มีอะไรหรือใครเป็นเสาหลักให้ยึดเหนี่ยวอีกต่อไปแล้ว พรุ่งนี้เจ้าหนี้ของพ่อจะมารับตัวหล่อนไปอยู่กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว หลังจากที่พ่อไม่สามารถชดใช้หนี้สินหลายล้านให้กับเจ้าหนี้ได้ หล่อนนึกอยากมีปีกแล้วบินหนีได้เหมือนนก แต่หากหล่อนคิดจะบิดพลิ้วหรือหนีไปเช่นนั้น ไร่แห่งนี้ก็จะถูกยึด ซ้ำตัวหล่อนเองยังต้องถูกฟ้องร้องในฐานะทายาทคนเดียวของพ่อ “ผมเป็นทนายของคุณอัทธ์ อัฐเสนา มาติดตามเรื่องสัญญาระหว่างคุณอัทธ์กับคุณมนูญ ตามที่ได้มีการทำสัญญาระบุเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าหลังจากที่คุณมนูญเสียชีวิต คุณมนูญจะให้ลูกสาวไปอยู่กับคุณอัทธ์และแต่งงานกับคุณอัทธ์ ดังนั้นผมจึงมาแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า อีกสามวันคุณอัทธ์จะให้คนมารับตัวลูกสาวของคุณมนูญไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวแต่งงานนะครับ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม” นั่นคือถ้อยคำประกาศิตที่ทนายของเจ้าหนี้มาบอกไว้เมื่อหลายวันก่อน ไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดลงกลางดวงใจน้อยๆ ที่กำลังอยู่ในภาวะมืดมน ความฝันที่เคยวาดไว้ซึ่งใกล้จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ก็คือการได้ใส่ชุดนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองใฝ่ฝัน คงไม่มีวันจะเป็นจริงแล้ว การแต่งงานกับเจ้าหนี้ใจร้ายมันจะต่างอะไรกับการต้องตกนรกทั้งเป็น น้ำตาหยดใสๆ อาบลงสองแก้มไม่ขาดสายจนหมอนเปียกชุ่ม เสียงสะอื้นจนตัวโยนที่บ่งบอกความอ้างว้างเจ็บปวดนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจคนฟังเหลือคณา จนคนที่ยืนฟังอยู่ข้างนอกทั้งสามคนต้องผลักประตูเข้ามาปลอบโยน “ร้องไห้อีกแล้วเหรอคะคุณมัด” สาวิตรีคนเก่าแก่และเป็นคนสนิทของมารดาของมัดไหมถาม พลางเอื้อมมือไปกอดร่างบางซึ่งลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นครอบครัวของสาวิตรีเข้ามาในห้องอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา “มัดจะทำยังไงดีคะป้าสา ลุงโรจน์ พี่รส” “ใจเย็นๆ นะคะคุณมัด ค่อยๆ คิดหาทางออกกัน” สาวิตรีเอ่ยปลอบและลูบศีรษะของสาวน้อยเบาๆ “มันไม่มีทางใดแล้วละค่ะป้าสา พรุ่งนี้คนของคุณอัทธ์ก็จะมารับมัดแล้ว ถ้ามัดไม่ไปเขาก็จะยึดไร่ของเรา แล้วทุกคนที่นี่จะอยู่กันยังไง” มัดไหมส่ายหน้าอย่างท้อแท้ เสียงสะอื้นที่พยายามจะกลั้นเอาไว้หลุดออกมาอีกหนึ่งคำรบ ร่างเล็กโยกโยนราวกับลูกนกน้อยเปียกฝนก็ไม่ปาน “แต่คุณมัดยังต้องเรียนหนังสือนะคะ” เสาวรสลูกสาวของสาวิตรีเอ่ยขึ้นอย่างเวทนาเด็กสาวที่ตัวเองทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จึงรักมัดไหมเหมือนน้องสาวแท้ๆ คนหนึ่ง หล่อนเองเพิ่งจะจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่ง โดยมนูญพ่อของมัดไหมเป็นคนส่งเสีย ทำให้หล่อนรู้ว่าการเรียนนั้นสำคัญมากแค่ไหน “มันจบแล้วค่ะพี่รส มัดคงไม่ได้เรียนแล้ว” “คุณมัดต้องได้เรียนค่ะ ส่วนเรื่องแต่งงานใช้หนี้พี่จะทำแทนเอง” เสาวรสบอกอย่างเด็ดเดี่ยว หล่อนตัดสินใจแล้วว่าจะทำมันเพื่อตอบแทนบุญคุณของครอบครัวมัดไหม “พี่รส!” มัดไหมอุทานออกมาอย่างตกใจ เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเสาวรสที่ต่างก็หันไปมองเสาวรสเป็นตาเดียวกันเมื่อได้ยินเช่นนั้น “มันเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้คุณมัดไม่ต้องไปค่ะ พ่อกับแม่อย่าว่ารสเลยนะจ๊ะ รสคิดดีแล้ว” เสาวรสขอความเห็นใจจากผู้เป็นบุพการีให้เห็นด้วยกับการตัดสินใจของตน “ไม่ได้นะคะพี่รส มันไม่ใช่เรื่องที่พี่รสจะต้องมารับผิดชอบเลย” มัดไหมเอ่ยคัดค้าน แม้ตัวเองจะต้องทนทุกข์กับความรู้สึกของการถูกบังคับมากแค่ไหน แต่หล่อนก็จะไม่ยอมให้ใครต้องมารับหน้าที่แทน “แต่ลุงเห็นด้วยกับยัยรสนะครับคุณมัด อย่างน้อยยัยรสก็จะได้ดูแลคุณมัดด้วย ตอนที่คุณมัดไปเรียนในกรุงเทพฯ” “มัดเห็นแก่ตัวขนาดนั้นไม่ได้หรอกค่ะลุงโรจน์” “ครอบครัวของคุณมัดมีบุญคุณกับครอบครัวของลุง เพราะฉะนั้นนี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ตอบแทน อย่าปฏิเสธเลยครับคุณมัด มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว” สาโรจน์ยืนยันเจตนารมณ์ของครอบครัวตัวเอง และสาวิตรีกับเสาวรสต่างก็พยักหน้าสนับสนุน “พี่จะพยายามถ่วงเวลาเอาไว้ค่ะคุณมัด พี่จะไม่แต่งงานกับคุณอัทธ์จนกว่าคุณมัดจะเรียนจบ และหลังจากนั้นเราค่อยคิดกันอีกทีว่าจะทำยังไง” “แล้วถ้าคุณอัทธ์จับได้ล่ะคะพี่รส” มัดไหมเริ่มคลายใจเมื่อเสาวรสพูดเช่นนั้น แต่ก็ยังมีอีกปัญหาที่เด็กสาวอย่างหล่อนยังต้องกังวล “อย่าลืมสิคะว่าคุณอัทธ์ไม่เคยเห็นคุณมัด และพวกเราก็ไม่เคยมีใครเห็นคุณอัทธ์ ได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น คุณมัดทำใจให้สบายนะคะ เตรียมตัวไปเรียนก็พอ แล้วเจอกันที่กรุงเทพฯ ค่ะ” “ขอบคุณค่ะพี่รส ขอบคุณลุงโรจน์ ขอบคุณป้าสาค่ะ” มัดไหมยกมือขึ้นไหว้ทั้งสามคนด้วยความซาบซึ้งใจโดยที่คราบน้ำตายังเปื้อนแก้ม “คราวนี้ก็นอนได้แล้วนะคะคุณมัด ไม่ร้องแล้วนะคะคนดีของป้า” สาวิตรีกอดปลอบโยนลูกสาวของผู้มีพระคุณอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง “ค่ะ มัดสัญญาว่าจะไม่ร้องไห้อีก” มัดไหมรับปากกับทุกคนแล้วล้มตัวลงนอน แม้จะไม่สบายใจเท่าใดนักกับทางออกเช่นนั้น แต่มันก็เป็นทางออกเดียวที่สามารถทำได้ในตอนนี้

บทที่ 2 ตัวแทน

ไอหมอกสีขาวเหมือนควันหนาทึบปกคลุมทั่วอาณาบริเวณไร่มะขามหวาน บดบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นจากขอบภูเขา แต่มันไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางรถคันหนึ่งที่กำลังแล่นตรงมายังบ้านสองชั้นซึ่งปลูกอยู่บนเนินหญ้าเตี้ยๆ แต่อย่างใด ม่านหน้าต่างชั้นสองถูกรวบเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์แล่นเข้ามาจอด คนขับและคนที่นั่งมาด้วยล้วนแต่งกายด้วยชุดสูท ทั้งสองเปิดประตูลงมาและโค้งศีรษะให้กับเสาวรสที่ยืนรออยู่พร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าสองใบ มัดไหมรู้ในทันทีว่าสองคนนั้นคือคนที่อัทธ์ส่งมา หากว่าไม่ได้เสาวรสช่วยหาทางออกให้ ป่านนี้คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคงเป็นหล่อนเอง เสาวรสขยับไปยังตอนหลังของรถเมื่อคนขับเปิดประตูให้ โดยไม่ลืมที่จะเงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าต่างชั้นสองที่เป็นห้องนอนของมัดไหม พร้อมกับคลี่ยิ้มให้นิดๆ คล้ายกับจะบอกคนที่อยู่บนนั้นว่าไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว ทำเอามัดไหมน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจกับความเสียสละของคนที่ตัวเองรักเหมือนดั่งพี่สาว หลังจากประตูรถปิดลง คนขับก็พารถแล่นออกไปไกลจากตัวบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หายลับไปกับสายหมอก เหลือไว้เพียงความเงียบงันคล้ายกับว่ารถคันนั้นไม่เคยมาเยือนที่บ้านหลังนี้มาก่อน เวลาผ่านไปกว่าสี่ชั่วโมงรถยนต์คันนั้นก็แล่นเข้ามาจอดยังหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองกรุง เสาวรสก้าวลงจากรถโดยไม่ต้องสนใจต่อกระเป๋าของตัวเอง เพราะมีคนถือให้อยู่แล้ว หล่อนก้าวตามผู้ชายสองคนนั้นเข้าไปข้างใน แม้จะเตรียมใจมาแล้วแต่ก็ยังอดหวาดหวั่นไม่ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอัทธ์จริงๆ “มาแล้วครับนาย” เสียงที่ดังขึ้นทำให้ร่างสูงที่ยังอยู่ในชุดนอนสีฟ้าลายทางสวมทับด้วยเสื้อคลุมเนื้อดีผูกหลวมๆ ที่เอวหันมา ยกแก้วไวน์ที่อยู่ในมือขึ้นจิบ แล้วใช้สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดโกนมองเสาวรสอย่างเพ่งพินิจ “เธอชื่ออะไร” คำถามแรกของเขาดังขึ้น เสาวรสพยายามควบคุมสติให้มั่นคง และไม่แสดงพิรุธใดๆ ออกมาให้อัทธ์ได้เห็น ทั้งๆ ที่ตอนนี้หล่อนตื่นเพริดไปหมด เพราะแม้ผู้ชายตรงหน้านั้นจะหล่อเหลามากเพียงใด แต่สิ่งที่ไม่ด้อยไปกว่ารูปร่างหน้าตาของเขาก็คือความดุดันร้ายกาจที่แผดรัศมีออกมาแรงจนหล่อนสะท้านไปหมด “เสาวรสค่ะ” “ลูกสาวนายมนูญใช่มั้ย” “ค่ะ” “ฉันนึกว่าเธอจะเด็กกว่านี้เสียอีก” เขาวิจารณ์เหมือนจับผิด “เอ่อ...คือ” เสาวรสคิดหาคำอธิบายไม่ถูกยามที่ถูกจ้องด้วยตาคมดุเช่นนั้น “แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงเธอก็มาแล้ว ตอนแรกฉันนึกว่าเธอจะหนีไปเสียอีก” “รสไม่หนีหรอกค่ะ ยังไงรสก็ต้องรักษาสัญญาของพ่อ เพื่อไร่ เพื่อคนงานของรส” “ดี๊...ฉันชอบคนมีสัจจะ แต่เกลียดการโกหกที่สุดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นขอให้เธอรู้ไว้นะเสาวรส ในฐานะที่เธอจะมาเป็นเมียฉัน อย่าทำในสิ่งที่ฉันไม่ชอบ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน” “ค่ะ รสจะจำไว้” เสาวรสได้แต่รับคำเสียงแผ่ว เพราะหล่อนกำลังทำในสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดอยู่นั่นเอง “เธอดูว่าง่ายดีนี่เสาวรส ฉันชอบคนแบบนี้ละ ฉันจะให้เวลาเธอปรับตัวให้เข้ากับฉันและคนที่บ้านหลังนี้ก่อน หลังจากนั้นฉันถึงจะจัดงานแต่งงาน เธอโอเคหรือเปล่า” “ค่ะ” “ถ้าอย่างนั้นก็ตามฉันมา ฉันจะพาไปรู้จักกับคนในบ้าน” อัทธ์ก้าวนำไปยังประตูอีกด้านซึ่งเชื่อมไปยังห้องโถงใหญ่ของบ้าน มีคนนั่งรออยู่ในนั้นกว่าสิบคนทั้งหญิงและชาย ส่วนใหญ่แต่งตัวด้วยชุดแบบเดียวกัน มีเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่บนโซฟาที่ดูแตกต่างไปจากคนอื่น ทุกคนหันมามองอัทธ์และเสาวรส เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามาในห้อง เขานั่งลงก่อนบนโซฟาหนานุ่มตัวยาวที่วางอยู่ตรงกลาง พาดแขนไปตามพนักแบบสบายๆ ในมาดเจ้าของบ้าน และบอกให้เสาวรสนั่งลงที่โซฟาตัวที่อยู่ใกล้ๆ ตรงข้ามกับที่ผู้ชายอีกคนนั่งอยู่ “มากันทุกคนแล้วใช่มั้ยธี” อัทธ์หันไปถามผู้ชายที่ดูเหมือนจะเป็นคนสำคัญอีกคนของบ้าน แต่คงจะน้อยกว่าเขา เพราะผู้ชายคนนั้นดูเกรงใจอัทธ์เป็นพิเศษ “ครับพี่อัทธ์” “งั้นก็ดีแล้ว ที่ฉันเรียกทุกคนมาวันนี้ก็เพื่อแนะนำให้รู้จักกับว่าที่เจ้าสาวของฉัน นี่คือเสาวรส” เขาปรายตาไปทางเสาวรส และหญิงสาวก็ยกมือขึ้นไหว้ผู้ชายที่อัทธ์เรียกว่า ‘ธี’ ก่อนจะหันไปยิ้มกับคนอื่นๆ ที่นั่งพับเพียบอยู่กับพื้น “สวัสดีค่ะทุกคน” “นี่ธีระน้องชายของฉัน ส่วนที่เหลือเป็นคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ทั้งหมด เธออยากได้อะไรก็บอกแม่พิศ แม่พิศเป็นคนเก่าคนแก่และเป็นคนดูแลความเรียบร้อยของบ้าน” “ค่ะ” เสาวรสรับคำสั้นๆ พร้อมกับยิ้มให้แม่พิศอย่างฝากเนื้อฝากตัว “ธี เดี๋ยวนายช่วยพาเสาวรสขึ้นไปที่ห้องนะ แล้วก็บอกเวลาอาหารเสียให้เรียบร้อย” อัทธ์หันไปออกคำสั่งกับคนที่ตัวเองบอกว่าเป็นน้องชาย ซึ่งเสาวรสฟังดูไม่เหมือนพี่กับน้องสักเท่าไหร่ “ครับพี่อัทธ์” ธีระรับคำและหันไปทางหญิงสาวที่เป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน “เชิญครับคุณเสาวรส” ธีระลุกขึ้นและผายมือให้เสาวรสเดินตาม โดยมีคนที่ไปรับหล่อนมาจากไร่เป็นคนหิ้วกระเป๋าตามหลังขึ้นไปยังชั้นสอง ประตูห้องห้องหนึ่งถูกผลักเข้าไป คนที่หิ้วกระเป๋าเอามันไปวางไว้ แล้วทิ้งให้สองหนุ่มสาวอยู่กันตามลำพังในห้องกว้างชวนสบายนั้น “ห้องนี้เป็นห้องของคุณเสาวรสนะครับ พออยู่ได้มั้ยครับ” ธีระเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและฟังดูเป็นกันเอง ขณะที่เสาวรสกำลังกวาดตามองสำรวจไปรอบๆ ห้อง “ได้ค่ะ” “ดูคุณเสาวรสตื่นๆ นะครับ” คราวนี้ธีระไม่แค่พูดแต่ยังยิ้มให้อย่างอบอุ่นด้วย “ก็นิดหน่อยค่ะ พอดีรสไม่ค่อยได้ไปไหน นอกจากไร่กับมหาวิทยาลัย” เสาวรสกล้าคุยมากขึ้น อาจเป็นเพราะธีระไม่เหมือนพี่ชายของเขา แม้อัทธ์จะไม่ได้ทำอะไรมากแต่ก็สามารถทำให้หล่อนเกร็งไปหมดเวลาอยู่ต่อหน้าเขา ขณะที่ธีระดูผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่ายกว่า “ผมนึกว่ากลัวพี่อัทธ์เสียอีก” “นั่นก็ด้วยค่ะ คุณอัทธ์ออกจะน่ากลัว” “แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่กลัวพี่อัทธ์นะครับ มีแต่คนอยากอยู่ใกล้ พออยู่ไปนานๆ คุณเสาวรสก็จะรู้เองละครับว่าพี่อัทธ์ไม่ใช่คนน่ากลัวอะไร ออกจะมีเสน่ห์ด้วยซ้ำ” “รสก็หวังว่ารสจะรู้สึกแบบนั้นค่ะ” เสาวรสพูดกลางๆ อย่างคนที่ไม่ด่วนตัดสินใครหรืออะไรจากคำพูดคนอื่น หากว่าหล่อนต้องเป็นภรรยาของอัทธ์อย่างฝืนพรหมลิขิตไม่ได้จริงๆ หล่อนก็จะเรียนรู้ที่จะรู้สึกดีๆ กับเขา “ถ้าอย่างนั้นผมไม่กวนแล้วนะครับ คุณเสาวรสจะได้พักผ่อน” “เรียกรสว่ารสเฉยๆ ก็พอค่ะ อย่าเรียกชื่อเต็มอย่างนั้นเลย รสไม่ค่อยชิน” “ก็ได้ครับคุณรส อ้อ...เวลาอาหารของที่นี่ ตอนเช้า 7.30 น. ตอนเย็น 18.30 น. นะครับ ส่วนตอนเที่ยงไม่ได้ระบุเวลาอะไร เพราะส่วนใหญ่พี่อัทธ์กับผมจะหาทานแถวๆ บริษัท ถ้าหากคุณรสอยากทานของว่างก็บอกแม่พิศได้ครับ” “ขอบคุณคุณธีระมากนะคะ” “เรียกผมว่าธีเฉยๆ ก็ได้ครับ” ธีระบอกอย่างเป็นกันเองเช่นเดิม “ค่ะคุณธี ขอบคุณอีกครั้งค่ะ” ธีระก้าวออกจากห้องเพื่อให้ว่าที่ภรรยาเจ้าของบ้านได้มีเวลาส่วนตัว เสาวรสเดินไปพิงหลังกับประตูพร้อมกับมองสำรวจไปรอบๆ พลางคิดถึงคนที่เพิ่งออกไปและพี่ชายของเขาอย่างน้อยที่นี่ก็มีอะไรหลายซึ่งตรงข้ามกับที่คิดไว้มาก

บทที่ 3 ลูกสาวคนงาน

เวลาผ่านไปกว่าสองสัปดาห์อย่างรวดเร็ว เสาวรสเริ่มคุ้นเคยกับคฤหาสน์หลังใหญ่และการอยู่ในฐานะว่าที่เจ้าสาวของอัทธ์มากขึ้น เขาพาหล่อนไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ซื้อข้าวของเครื่องใช้ให้ใหม่ทั้งหมด แม้จะไม่ได้มาใกล้ชิดเหมือนคนที่จะแต่งงานกัน แต่ก็ถามไถ่อยู่เสมอเวลาที่นั่งทานอาหารด้วยกัน ขณะที่อีกด้านเด็กสาวก็ได้ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยตามความฝันของตัวเอง ได้แต่งชุดนักศึกษาอย่างภาคภูมิใจ แม้การรับน้องจะค่อนข้างหนักไปหน่อยสำหรับนักศึกษาใหม่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร มัดไหมเช่าหอพักราคาถูกอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเพื่อจะได้เดินทางสะดวก และยังคงติดต่อกับเสาวรสอยู่เป็นประจำ หล่อนยังจำบทสนทนาครั้งล่าสุดของตัวเองกับพี่สาวใจดีได้ ‘พี่รสเป็นยังไงบ้างคะ’ ‘พี่สบายดีค่ะคุณมัด แล้วคุณมัดล่ะคะเป็นยังไงบ้าง’ ‘มัดเริ่มปรับตัวได้แล้วละค่ะ ช่วงนี้ทั้งเรียนทั้งรับน้องหนักแต่ก็ไหวค่ะ ความฝันของมัดนี่คะ มัดต้องทำมันให้สำเร็จ’ ‘คุณมัดเก่งมากค่ะ’ ‘ถ้าไม่ได้พี่รส มัดคงไม่มีวันนี้’ ‘อย่าคิดมากเลยนะคะ ตั้งใจเรียนก็พอ ทุกคนที่ไร่รอคุณมัดอยู่’ ‘ค่ะ มัดจะไม่ท้อ’ เรียวปากที่เคลือบด้วยลิปมันสีธรรมชาติที่อยู่บนใบหน้าหมดจดคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ ขณะเดินกลับหอพักหลังจากกิจกรรมรับน้องเสร็จลงในเวลาเกือบสองทุ่ม หล่อนเลือกที่จะไม่ถามถึงอัทธ์ เพราะมีความกลัวและหวาดหวั่นต่อชื่อนั้นอยู่ลึกๆ แม้เสาวรสจะไม่ได้บอกว่าเขาใจร้ายหรือใจดีแค่ไหน แต่เขาก็คือคนที่หล่อนอยากหลีกเลี่ยงมากที่สุด คงไม่มีคนดีที่ไหนจะบังคับคนอื่นให้แต่งงานด้วยเพื่อชดใช้หนี้หรอก ร่างบางในชุดนักศึกษาควานหากุญแจในกระเป๋าแล้วไขเข้าไปในห้องตัวเอง แต่แล้วก็ต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ เพราะข้าวของในห้องถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย ครั้นพอมองไปทางบานเกล็ดก็เห็นว่ามันมีรอยงัดจนบานเกล็ดหลุดออกมาหนึ่งชิ้น มัดไหมพยายามตั้งสติแม้จะหวาดกลัวจนตัวสั่น ข่าวครึกโครมที่มีให้เห็นอยู่เป็นประจำทั้งสื่อออนไลน์และหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยครั้ง ทำให้หล่อนต้องรีบโทร.หาคนที่คิดว่าจะเป็นที่พึ่งได้มากที่สุดในเวลานี้ เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ของเสาวรสดังขึ้น ขณะที่หล่อนกำลังจะเข้านอน หล่อนยังคงใช้เบอร์เดิมแม้อัทธ์จะซื้อเครื่องใหม่ให้ และยังบันทึกเบอร์คนสำคัญไว้ครบทุกเบอร์ ทันทีที่เห็นว่าคนที่โทร.มาคือมัดไหม เสาวรสก็ไม่ลังเลที่จะกดรับ “ว่าไงคะคุณมัด กลับถึงหอพักหรือยัง” “ถึงแล้วค่ะพี่รส แต่มัดมีปัญหาค่ะ” เสียงตื่นๆ ของมัดไหมที่ดังมาจากปลายสายทำให้เสาวรสเริ่มใจคอไม่ดี เพราะปกติเวลาที่คุยกันมัดไหมจะไม่ใช้โทนเสียงแบบนี้ “ปัญหาอะไรเหรอคะ” “ห้องมัดโดนงัดค่ะพี่รส ข้าวของถูกรื้อเกลื่อนกลาดไปหมดเลย บานเกล็ดก็ถูกงัดจนแตก มัดจะทำยังไงดีคะพี่รส” เรื่องที่ได้ยินมาทำให้เสาวรสพลอยตกอกตกใจไปด้วย “แล้วคุณมัดเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” “ไม่ค่ะ มัดเพิ่งกลับมาถึง” “ถ้าอย่างนั้นคุณมัดรอพี่แป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวพี่จะไปหาตอนนี้เลย” “แต่ว่านี่มันดึกแล้วนะคะ คนทางโน้นจะว่าเอาหรือเปล่า มัดไม่ได้อยากรบกวน มัดแค่ไม่รู้จะโทร.หาใคร” แม้จะต้องการใครสักคนซึ่งเป็นที่พึ่งพายามเดือดร้อนเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้อยากทำให้เสาวรสพลอยเดือดร้อนไปด้วย “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณมัด พี่ไปได้ คนที่นี่เข้าห้องกันหมดแล้ว พี่จะไปเงียบๆ คงไม่มีใครทันสังเกตหรอก เดี๋ยวเจอกันนะคะ คุณมัดไปอยู่กับเจ้าของหอพักก่อนนะ” “ค่ะพี่รส” หลังจากวางสาย เสาวรสก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเปิดประตูห้องออกไปอย่างพยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุด ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าห้องของอัทธ์และธีระต่างก็ปิดเงียบ เสาวรสทำตัวไม่ต่างจากแมวขโมยที่แอบย่องเงียบลงมาชั้นล่างอย่างระแวดระวัง และดูเหมือนว่าทางของหล่อนจะสะดวก จนกระทั่งกำลังจะก้าวไปยังลานด้านนอก เสียงของอัทธ์ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาหล่อนถึงกับสะดุ้งโหยง “นั่นเธอกำลังจะไปไหน” “เอ่อ...คือรสจะออกไปข้างนอกค่ะ” เสาวรสไม่กล้าโกหกเพราะอัทธ์เคยบอกเอาไว้ว่าไม่ชอบ หล่อนจึงตอบแบบกว้างๆ “ช่วยตอบให้มันแคบลงมากว่านั้นได้มั้ย” “พอดีลูกสาวคนงานที่ไร่ที่มาเรียนในกรุงเทพฯ เพิ่งโทร.มาบอกรสว่าห้องถูกงัดค่ะ รสก็เลยจะไปดูแกน่ะค่ะ” “แล้วจะไปยังไง” “ไปแท็กซี่ค่ะ” “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันจะขับรถพาไปเอง” ว่าแล้วอัทธ์ก็ก้าวนำไปยังโรงรถโดยไม่ยอมให้โอกาสเสาวรสได้ปฏิเสธ หญิงสาวเพิ่งสังเกตว่าตอนนี้อัทธ์ใส่เสื้อยืดคอวีสีขาวค่อนข้างรัดรูป อวดหุ่นอันสมส่วนของเขา ด้านล่างเป็นกางเกงขายาวผ้ายืดเนื้อนิ่มสีเข้ากับเสื้อ แม้จะดูเหมือนชุดที่ใส่อยู่บ้านแต่พอมันอยู่บนตัวของอัทธ์มันก็ดูดีเสียจนมองดูไม่น่าเกลียดที่จะออกนอกบ้านทั้งชุด อัทธ์เปิดประตูรถให้เสาวรสขึ้นไปนั่งคู่กับเขาที่เบาะหน้า จากนั้นก็หันมาถามถึงสถานที่ที่เสาวรสจะไป ก่อนจะออกรถและขับรวดเดียวถึงที่หมายโดยไม่ต้องถามทางอีก

อ่านต่อ