“มีมี๊...เราจาไปไหนกัน?” คำถามที่ดังขึ้นจากเด็กหญิงอายุสี่ขวบผิวขาวผ่องผมสีน้ำตาลทองซึ่งนอนบนตักของร่างบอบบางบนเบาะด้านหลังรถแท็กซี่ซึ่งกำลังแล่นไปบนถนนที่การจราจรคับคั่งในมหานครใหญ่ทำให้มนัสวีก้มลงมองลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนและโน้มใบหน้าลงไปจูบที่หน้าผากของเด็กหญิงซึ่งอยู่ในอาการงัวเงียเบาๆ พร้อมทั้งกระซิบ “เราจะไปหาที่พักกันนะจ๊ะ...ยังไม่ถึงเลย ลูกหลับก่อนก็ได้นะ” “คุณผู้หญิงจะไปไหนครับ?” เสียงคนขับรถดังมาจากด้านหน้า มนัสวีกระชับอ้อมแขนกอดลูกน้อยที่หลับตาลงสนิทไว้ก่อนตอบกลับไป “เอ้อ...ฉันต้องการหาที่พักชั่วคราวน่ะค่ะ...สักคืนสองคืน ไม่ทราบว่าคุณรู้จักที่ไหนที่สงบและไม่แพงบ้างไหมคะ” พอเธอถามกลับไปคนขับซึ่งเป็นอเมริกันผิวสีวัยกลางคนก็เกาหัวเบา ๆ และทำท่านึกอยู่สักพัก “ได้ครับ...ได้...เดี๋ยวผมจะพาคุณผู้หญิงไปนะครับ อยู่นอกตัวเมืองไปหน่อยแต่ก็โอเคครับ” เขาตอบกลับมาและทำให้มนัสวีถอนหายใจเบา ๆ ราวกับโล่งไปอีกเปลาะหลังจากที่เธอพาลูกน้อยติดสอยห้อยตามเข้ามายังเมืองศิวิไลซ์อย่างบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์เพราะต้องหนีไปใช้ชีวิตอย่างสงบที่แฟร์แบงค์ รัฐอแลสกาเป็นเวลาเกือบห้าปี หากก็ไม่นานพอที่จะทำให้เธอลืมเรื่องราวที่ยังฝังใจมากมายซึ่งมันเกิดขึ้นที่นี่ ที่ที่เธอต้องกลับมาอีกครั้งเพื่อเยี่ยมพี่ชายคนเดียวซึ่งอยู่ในเรือนจำมาเป็นเวลานานเท่ากับที่เธอต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ที่รัฐอื่น และนี่เป็นครั้งแรกที่มนัสวีกลับมาและเข้าไปเยี่ยม มาร์ค เพชรสงคราม พี่ชายของเธอซึ่งติดคุกด้วยคดีลักลอบค้าอาวุธและยาเสพติด เป็นคดีใหญ่ถึงขนาดพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งเมื่อห้าปีที่แล้ว เธอยังคงเสียใจที่ช่วยเหลือพี่ชายไม่ได้หนำซ้ำยังต้องระเห็จออกจากบ้านตัวเองทั้งทรัพย์สินทุกอย่างในครอบครองถูกยึดไว้ทั้งหมด หากอะไรก็ไม่น่าเสียใจเท่ากับคนที่พาพี่ชายเธอเข้าคุกไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนตายของมาร์ค เฮเดน เจคอป เจ้าของ เจคอป แอร์โรว์คราฟ เอนจินส์ คอร์ป มหาอำนาจทางธุรกิจด้านอากาศยานที่มีเครือข่ายบริษัทครอบคลุมภาคพื้นทวีปยุโรปและอเมริกา และครั้งหนึ่งเขา...เคยเป็นคนรักของเธอ “พี่อยู่ที่นี่เป็นไงบ้าง?” คำถามแรกที่มนัสวีถามมาร์คดังขึ้นในมโนนึกของหญิงสาวเมื่อเธอหลับตาลงและคิดถึงตอนเข้าไปเยี่ยมเขาในเรือนจำ เป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้ากันนานหลายปีแต่พี่ชายของเธอก็ยังดูดีและแข็งแรงแม้กลายเป็นคนติดคุก มาร์คตื่นเต้นที่เธอไปเยี่ยมและยิ่งประหลาดใจเมื่อเห็นหน้าหนูน้อยตัวเล็กหน้าตาน่ารักน่าชังซึ่งเธอหอบหิ้วตามไปด้วย “ก็สบายดี...เธอล่ะมิ้ม...แล้วนี่...” “ลูกสาวของมิ้มเองค่ะ” “ลูก?” มาร์คตื่นตระหนกพร้อมทำตาโต ไม่นึกว่าเขาจะมีหลานสาวโดยไม่ทันตั้งตัว “ไอสวรรค์...หนูไอซ์ ลูกสาวมิ้มเอง” “ให้ตายเถอะมิ้ม...นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ แล้วเด็กคนนี้เป็นลูกของ...ใคร” เขาแสดงความประหลาดใจขณะที่น้องสาวยิ้มรับทั้งน้ำรื้นกบเบ้าตา “เมื่อห้าปีที่แล้วตอนพี่ถูกจับ ตอนนั้นมิ้มก็พึ่งรู้ตัวค่ะว่าท้องได้สองเดือนแล้วก่อนจะไปอยู่ที่แฟร์แบงค์” “ห้าปีที่แล้ว...มิ้ม...นี่หมายความว่า...” มนัสวีลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมด้วยหยาดน้ำหยดลงบนแก้ม เธอรำลึกถึงเวลานั้น ก่อนที่จะเกิดเรื่องความบาดหมางครั้งใหญ่ระหว่างพี่ชายของเธอและเพื่อนสนิทของเขา เวลาที่มีความหมายอย่างที่สุดสำหรับหญิงสาว เวลาระหว่างเธอและเฮเดนที่เต็มไปด้วยความหวานชื่นและน่าประทับใจ เธอไม่เคยลืมว่าเจ้าของกิจการด้านอากาศยานยักษ์ใหญ่เป็นผู้ชายที่แม้จะจริงกับงานแต่เขาเป็นคนน่ารักและสุดแสนจะโรแมนติกแค่ไหน เธอมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับเขาแต่ยังไม่กล้าเปิดเผยให้พี่ชายซึ่งเป็นหุ้นส่วนรับรู้ กระทั่งกลางดึกคืนนั้นมีคนจู่โจมเข้ามาในบ้าน มนัสวีรู้เพียงว่าเธอกำลังจะออกไปดูแต่ถูกมาร์คห้ามไว้
“มิ้ม...กลับไปในห้อง แล้วไม่ต้องออกไป” “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมถึงมีคนมาเต็มบ้าน เขามาทำอะไร เราไม่ได้ทำอะไรผิดใช่มั้ยคะ” “ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น!...กลับเข้าไปในห้อง และถ้าเกิดอะไรขึ้นอย่าออกไปเด็ดขาด...หรือถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับพี่เธอต้องไม่อยู่ที่นี่...หนีไป...ไปไหนก็ได้ เข้าใจมั้ยมิ้ม” เป็นคำบัญชาดิบกร้าวที่เธอจับน้ำเสียงนั้นได้ว่าพี่ชายของเธอกำลังหวาดกลัวและเป็นกังวล มนัสวีทำตามที่มาร์คบอกแต่ไม่ทั้งหมด เธอหลบเข้าไปในห้องแต่ได้ยินเสียงตะโกนและถกเถียงกันด้านนอกทำให้หญิงสาวต้องดับความสงสัยด้วยการออกไปแอบดูและภาพที่ทำให้เธอช็อคจนลืมหายใจคือภาพที่เฮเดนยืนอยู่ตรงหน้าพี่ชายของเธอซึ่งถูกคนของเขาจับตัวเอาไว้พร้อมทั้งล็อคแขนไพล่หลัง เธอแทบจะกรีดร้องออกมาเลยทีเดียวเมื่อเห็นเพื่อนตายของมาร์คถือปืนไว้ในมือและจ่อปลายกระบอกปืนไปที่หน้าผากของเขา “ไอ้มาร์ค...แกบอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะว่าแกใช่มั้ยที่ยัดโคเคนไว้ในยูเอวีที่ฉันส่งให้ลูกค้าในรัสเซีย” “เฮเดน...ฉันขอโทษ...ฉันผิดไปแล้ว” “ไอ้เพื่อนบัดซบ!” สิ้นเสียงคำรามลั่นกระบอกปืนในมือของเฮเดนก็ฟาดลงบนหน้าของมาร์คจนสะบัด พี่ชายของเธอเลือดกบปากแต่ดูเหมือนมันยังไม่สาแก่ใจคนทำ มนัสวียังจดจำใบหน้าของนักธุรกิจเจ้าของกิจการยักษ์ใหญ่ตอนนั้นได้ดี เขาเหมือนซาตานที่ผุดขึ้นมาจากขุมโลกันต์ไม่ปาน “แกรู้มั้ยว่าทำอะไรลงไป แกกำลังจะทำให้กิจการของฉันพังพินาศเป็นเศษซากแล้วไอ้เพื่อนทรยศ ฉันไม่เคยให้มือของฉันต้องเปื้อนมลทินด้วยการทำผิดกฎหมายแบบนี้ แล้วเงินร้อยห้าสิบล้านดอลล่าห์ของฉันอยู่ที่ไหน...ถ้าแกไม่ยอมคืนฉันจะฆ่าแก ฆ่าทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้!” เท่านั้นเองที่มนัสวีถึงกับผงะ เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่านอกจากมาร์คจะทำธุรกิจผิดกฎหมายแล้วเขายังหลอกเอาเงินจากเฮเดนไปไว้ที่ไหน หญิงสาวยังทนฟังต่อไปหลังจากนั้น “ฉันจะแจ้งตำรวจจับแกเข้าคุกเพื่อล้างมลทินให้เจคอป แอร์โรว์คราฟ...ไอ้เพื่อนสารเลว ถ้าฉันรู้แต่แรกว่าแกจะทำเรื่องบัดซบได้ขนาดนี้จะไม่ขอรู้จักกับแกเลย” “แกแจ้งตำรวจให้มาจับฉันก็ได้ แต่อย่าทำอะไรน้องสาวของฉัน...เฮเดน...ฉันขอร้อง” “แกพูดแบบี้หมายความว่ายังไง” เฮเดนกระชากคอเสื้อของมาร์คแล้วถามเสียงดัง มนัสวีสั่นไปทั้งตัวเมื่อเห็นแววตาของเขาตอนมองพี่ชายของเธอ “หรือว่าวีนัสก็รู้เห็นกับเรื่องชั่วช้านี้ด้วย” มนัสวีรอฟังคำตอบจากมาร์คทว่าพี่ชายของเธอกลับเงียบซึ่งนั่นเหมือนยิ่งจุดไฟบัลลัยกัลป์ในหัวใจของคนถูกหักหลัง หญิงสาวถึงกับน้ำตาร่วงเมื่อเห็นเฮเดนกระซวกหมัดลงบนหน้าของมาร์คซ้ำอีกหนและกระชากคอเสื้อของเพื่อนตายที่ตอนนี้หน้าเขียวช้ำและมีเลือดหยดจากปากลงมาเปื้อนเสื้อผ้า “นี่แสดงว่าแกกับน้องสาวของแกรวมหัวกันหลอกฉันจริง ๆ! แต่ขอโทษนะมาร์ค ฉันอาจจะเคยดีกับแกแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่แวดล้อมตัวแกจะได้รับข้อยกเว้นนี้ด้วย...เจอราร์ด...เข้าไปดูข้างใน ถ้าพบใครจับตัวมาให้ฉันทันที!” เฮเดนหันไปสั่งคนของเขาและมนัสวีไม่มีเวลาคิดอะไรหลังจากนั้น หญิงสาววิ่งหนีไปทางด้านหลังบ้านซึ่งเวลานั้นไม่มีคนของเฮเดน เธอหนีอย่างไม่คิดชีวิตเพราะเข้าใจว่าเขาคงโกรธจัดที่ถูกพี่ชายหักหลัง มาร์คทำเรื่องผิดกฎหมายและเกือบทำให้ชื่อเสียงกิจการของเพื่อนตายย่อยยับ เป็นใครก็คงต้องทำอย่างเขา และหญิงสาวก็เข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอและผู้ชายในชีวิตคนแรกที่สิ้นสุดลงแล้วในกองเพลิงแห่งความอาฆาตแค้น “มิ้ม...อย่าให้เฮเดนรู้เรื่องนี้นะ” เสียงของมาร์คดังขึ้นในภวังค์ของมนัสวีอีกครั้ง มันชัดเจนมากและเธอก็ยังนึกถึงตลอดเวลาแม้ตอนที่เดินออกมาจากเรือนจำ “เรื่องอะไรคะ?” “เรื่องของหลานพี่ และที่เธอมาเยี่ยมพี่ที่นี่ก็อย่าให้เฮเดนรู้เด็ดขาด”
“มิ้มคงไม่เจอเขาหรอกค่ะ บางทีเขาอาจลืมมิ้มไปแล้วก็ได้ และที่มานี่เพราะมิ้มอยากมาเยี่ยมพี่ คงพักอยู่ที่นี่สักวันสองวันแล้วจะกลับแฟร์แบงค์” “รีบกลับไปให้เร็วที่สุด เธออยู่ที่นี่ไม่ได้นะมิ้ม” “แต่พี่ก็ถูกจับแล้วนี่คะ ตอนนี้พี่ก็กำลังชดใช้ความผิดให้เขาอยู่นะคะ” “เธอยังไม่รู้จักเฮเดนดีพอ เฮเดนผูกใจเจ็บกับเรื่องที่พี่ทำซึ่งพี่ก็รู้ว่าตัวเองทำผิดมากขนาดไหน พี่ผิดเองที่ปล่อยให้ความโลภเข้าตา ทำเรื่องผิดกฎหมายซึ่งเพื่อนของพี่เกลียดมันมากที่สุด จำไว้เถอะมิ้มว่าเพื่อนพี่คนนี้เป็นคนรักแรงเกลียดแรงและไม่เคยให้อภัยคนที่ทรยศเขาง่าย ๆ ถึงขั้นให้ตายไปต่อหน้าเขาก็จะไม่สนใจ...มิ้ม...พี่ขอโทษ” “พี่ขอโทษมิ้มเรื่องอะไร” “ถึงพี่จะเข้ามาชดใช้ความผิดในคุกแล้วแต่ก็ยังมีอีกเรื่องที่พี่ไม่ได้บอกเธอเกี่ยวกับเงินของเฮเดน” มนัสวีทำสีหน้าครุ่นคิดแล้วฉุกนึกได้ว่าคืนนั้นเธอได้ยินเพื่อนของมาร์คพูดเกี่ยวกับเงินจำนวนมหาศาล “มาร์ค...” “พี่โอนเงินทั้งหมดเข้าบัญชีของเธอเอง...มิ้ม” คำพูดของพี่ชายทำให้หญิงสาวใจหาย เธอตระหนกพอสมควรกับคำตอบที่ได้รับ “แล้วทำไมพี่ไม่บอกเขาล่ะคะ ทำไมพี่ไม่บอกความจริงเฮเดนไปว่า...” “คืนนั้นพี่กลัวว่าถ้าเฮเดนรู้เรื่องนี้เข้าเขาจะ...ฆ่าเธอ...มิ้ม...จริง ๆ แล้วเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับเพื่อนสนิทพี่รู้ทั้งหมด แต่พี่ไม่แน่ใจในอารมณ์ของเฮเดนตอนนั้น มันเป็นคนอาฆาตแรงและพร้อมที่จะทำลายใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พี่จะปล่อยให้ใครมาทำร้ายน้องสาวพี่ไม่ได้...ที่สำคัญมันเคยขู่พี่เอาไว้” “เขาขู่พี่ว่ายังไงคะ?” “เฮเดนเคยคาดโทษพี่ ถ้าพี่ออกจากคุกวันไหน...มันหมายถึงการต้องชดใช้” “แต่พี่ชดใช้ให้เขาแล้วนั่นยังไม่พออีกหรือคะ” “ชีวิตของพี่ต่างหากมิ้มที่มันจะชดใช้ได้อย่างสาสม” “มาร์ค..พี่พูดอะไรอย่างนั้น เขาทำอะไรพี่ไม่ได้หรอกนะคะ” “มิ้ม...ฟังพี่นะน้องรัก พี่บอกได้เพียงว่าน้องต้องดูแลรักษาตัวเองกับลูกให้ดี ใช่...ถึงหลานพี่จะมีสายเลือดของ...ของคนที่มิ้มรัก แต่เฮเดนไม่มีวันให้อภัยความผิดที่พี่ทำเอาไว้ และมันก็หมายถึงเธอด้วย” “มาร์ค...” ไม่ทันที่พี่ชายของเธอจะกล่าวต่อก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่เตือนว่าหมดเวลาคุย มนัสวีจำต้องพาไอสวรรค์ออกมาซึ่งก่อนกลับเธอได้ให้ลูกสาวตัวเล็กล่ำลาคุณลุงที่ยังต้องใช้ชีวิตในคุกต่อไปอีกนานนับปี แม้ว่ามาร์คจะไม่ได้บอกกล่าวทั้งหมดหากหญิงสาวรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ทว่าสิ่งที่ยังค้างคาใจคือเหตุใดผู้ชายที่เธอเคยรักถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้ ตัวตนด้านมืดของเฮเดนน่ากลัวอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิด ทุกครั้งที่หลับตามนัสวีไม่เคยลืมภาพที่เขาใช้กระบอกปืนฟาดลงบนหน้าของมาร์คได้แม้แต่วินาทีเดียว “ถึงแล้วครับคุณผู้หญิง” เสียงคนขับรถที่ดังขึ้นปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากภวังค์อันเลื่อนลอย มนัสวีชะโงกหน้ามองไปนอกหน้าต่างรถก็เห็นตึกซึ่งได้รับการตกแต่งในสไตล์แบบเก่า ๆ แต่ดูเก๋ไก๋ด้วยไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม “แพลนซี่ เพลส...มันเป็นโรงแรมเล็ก ๆ แต่น่าพักครับคุณผู้หญิง ผมเคยพาผู้โดยสารมาที่นี่หลายครั้งแล้ว ห้องพักสะอาดและราคาไม่แพงครับ” คนขับแท็กซี่หันมาบอกก่อนที่หญิงสาวจะยื่นค่าโดยสารให้และลงจากรถทั้งที่ยังอุ้มลูกน้อยซึ่งยังหลับติดอก ไอสวรรค์ยังไม่มีท่าทีว่าจะตื่นแม้แต่งัวเงียและมนัสวีก็ไม่อยากปลุกตัวเล็กของเธอขณะที่คนขับแท็กซี่ช่วยหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กลงมาคล้องไว้กับแขนของหญิงสาวและมองสาวไทยตัวเล็กบอบบางที่อุ้มลูกน้อยไม่ยอมวางด้วยความเอ็นดู “ให้ผมช่วยหิ้วกระเป๋าไหมครับคุณผู้หญิง?” “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ฉันถือเองได้ค่ะ” เธอตอบก่อนขับรถจะพยักหน้าตอบรับและขับรถออกไป แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะก้าวเข้าไปในโรงแรมขนาดเล็กก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น