ฤาจะไร้ใจ
บทที่ 1 ชุดเจ้าสาวสีเลือด ตอนที่ 1

รัมภาดาในชุดเจ้าสาวเปิดประตูแล้วก้าวเท้าออกจากตัวรถ ร่างเล็กเดินตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ที่ก่อสร้างใกล้จะเสร็จในอีกไม่ช้า แล้วมันก็กำลังจะกลายเป็นเรือนหอของเธอ... ดวงตากลมโตจ้องไปยังสิ่งปลูกสร้างสูงสามชั้นนั้นแล้วกัดฟันกรอด รวบชายกระโปรงสีขาวที่ยาวเฟื้อยขึ้นสูงเพื่อจะได้เดินถนัด ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน “ฉันมาแล้ว... ต้องการอะไรก็บอกมา...” หญิงสาวกดสวิตช์เปิดไฟจนด้านล่างของบ้านสว่างโร่ สายตากวาดมองไปรอบๆ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่ใจคิด เธอจึงมองขึ้นไปยังชั้นบนที่ยังมืดสลัว แล้วตะโกนเรียกหาใครบางคนอีกครั้ง “แกอยู่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้ ฉันไม่มีเวลาเล่นตลกกับแกมากนักหรอก ไอ้เศษสวะ” แต่ทุกอย่างยังเงียบสงัด ประหนึ่งว่าเธอกำลังอยู่เดียวดายในบ้านหลังใหญ่ และใครคนที่นัดพบกับเธอนั้น เขาไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง รัมภาดายิ่งออกอาการโกรธจัด กระทืบเท้าขึ้นบันไดไปยังด้านบน ไล่เปิดไฟทุกดวง ส่งเสียงก่นด่าเกรี้ยวกราด และเดินไปทั่วด้วยความร้อนใจ จนรู้สึกเหนื่อย... แต่ไม่มีอะไรตอบสนองกลับมาเลย ทำให้หญิงสาวคิดว่าตัวเองคงกำลังถูกปั่นหัวเข้าให้เสียแล้ว มันทำให้เธอยิ่งเป็นฟืนเป็นไฟ “ไอ้สารเลว... มันหลอกเรา เสียเวลาจริงๆ” คิดได้ดังนั้นเธอก็ไม่นึกอยากจะขึ้นไปสำรวจยังชั้นสามของบ้านต่อ แต่ตัดสินใจเดินลงบันไดด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด โดยไม่ได้ปิดไฟแม้แต่ดวงเดียว สองมือเล็กผลักประตูบ้านด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว แต่มันกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ และออกแรงผลักอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น... ทำไมประตูเปิดไม่ออก” คราวนี้เธอลองใช้กำปั้นทุบจนเจ็บมือทั้งสองข้าง แต่ก็ยังไม่ได้ผล ดรุณีน้อยเริ่มหวั่นใจ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เรื่องปกติเสียแล้ว เหมือนกับมีใครล็อกประตูบ้านจากด้านนอก ทำให้ไม่สามารถเปิดออกได้ “แกใช่ไหมไอ้บ้า... เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ เปิดเดี๋ยวนี้!” รัมภาดาตะโกนลั่น แต่ก็ยังคงได้ยินเพียงเสียงของตัวเอง เธอเริ่มเครียดกับสงครามประสาทของอีกฝ่าย “กระเป๋ากับโทรศัพท์ก็อยู่ในรถ โธ่เอ๊ย...” เพราะความใจร้อนทำให้ตอนออกจากรถมาเธอไม่ได้หยิบอะไรติดมือมาด้วยเลย และคิดว่าทุกอย่างคงจะจบง่ายๆ เพียงแค่การเจรจาเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว คนที่นัดเธอมากำลังยั่วโมโหให้เธอเป็นบ้า โครม! “กรี๊ด!” แล้วจู่ๆ ของบางอย่างจากชั้นบนก็ล้มลงกระทบกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่นติดๆ กันหลายครั้ง รัมภาดาเต้นเร่า กรีดร้องอยู่ตรงหน้าประตูบานนั้นด้วยความตกใจและตื่นกลัว... ใช่... ตอนนี้เธอกลัวจนหายใจแรงและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ด้วยไม่ได้คาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์บ้าๆ อย่างนี้เกิดขึ้น “แกจะทำอะไร... อยากได้เงินไม่ใช่เหรอ ออกมาสิ... ออกมาคุยกัน ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของแกนะ” สายตาหวาดหวั่นมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง สองมือกอดตัวเองเอาไว้โดยอัตโนมัติ ตามสัญชาตญาณของคนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ เธอลองผลักประตูอีกครั้ง เมื่อยังไม่ได้ผล หญิงสาวจึงตัดสินใจวิ่งกลับขึ้นไปบนชั้นสอง เพราะลนลานจนทำอะไรไม่ถูก คิดว่าหากขึ้นไปหลบในห้องคงจะปลอดภัยกว่าอยู่ในตัวบ้านโล่งๆ แบบนี้ แต่แล้ว... “กรี๊ด!” ไฟทุกดวงพลันดับพรึ่บลงเมื่อเธอพ้นบันไดขึ้นไปถึงชั้นสองของบ้านอย่างที่ตั้งใจ หญิงสาวนั่งทรุดลงกับพื้นด้วยความตกใจกลัว ก่อนจะรีบรวบรวมสติเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ กึก... กึก... กึก... เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา หญิงสาวหันกลับไปมองและหยุดชะงัก ในตอนนี้เธอไม่ควรเปิดเผยตัว ไม่ควรอยากพบกับใครแล้ว ต่อให้มีความจำเป็นแค่ไหนก็ตาม เพราะอีกฝ่ายอาจตลบหลัง คิดปองร้ายเธออยู่ก็ได้ ถึงได้สร้างสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมา เธอกำลังตกอยู่ในอันตรายมากกว่าจะเป็นผู้ต่อรอง... รัมภาดาพอจะจำได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ตรงจุดไหน ก็รีบคลำหาตู้โชว์ใบใหญ่แล้วค่อยๆ เดินย่องไปนั่งหลบอยู่หลังตู้ใบนั้น นึกโกรธตัวเองที่รีบร้อนออกจากโรงแรมมา ทั้งที่กำลังลองชุดแต่งงานครั้งสุดท้ายยังไม่เสร็จด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายถึงขนาดอาจทำให้งานแต่งวันพรุ่งนี้มีปัญหาได้ จึงอยากเคลียร์ให้จบๆ ไป เพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำของไอ้คนสารเลวคนนี้ ก็อาจสร้างความปั่นป่วนให้กับครอบครัวของเธอได้หากทำนิ่งเฉย... แล้วสักวัน เธอจะต้องกำจัดเสี้ยนหนามที่คอยเสียดแทงใจให้กลัดหนองนี้ออกจากชีวิตให้ได้ แต่เธอคงคิดง่ายเกินไปว่าเรื่องจะจบลงด้วยการจ่ายเงิน ดูเหมือน ‘มัน’ จะต้องการมากกว่านั้น ถึงได้พยายามทำให้เธอกลัว และมันก็ได้ผล ตอนนี้จิตใจของเธอสั่นคลอนไปหมด บ้านทั้งหลังมืดมิด ประตูบ้านถูกปิดจากด้านนอกจนเธอไม่สามารถหาทางออกไปได้ โทรศัพท์ก็อยู่ในรถ ไม่ได้นำติดตัวมาด้วย จึงไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใคร ทุกอย่างประจวบเหมาะราวกับถูกวางแผนเอาไว้ ในตอนนี้ที่ทำได้ก็คือต้องซ่อนตัวให้รอดพ้นไปจนถึงวันพรุ่ง หรือจนกว่าจะติดต่อใครได้สักคน เสียงฝีเท้านั้นเดินผ่านไปแล้ว และ ‘มัน’ ก็กำลังตามหาตัวเธออยู่ ต้องรอ... บอกกับตัวเองให้ใจเย็นๆ ในบ้านหลังใหญ่ที่มืดสลัวทุกทิศทาง อีกฝ่ายก็คงมีปัญหากับการมองเห็นเช่นกัน เพียงซ่อนตัวไม่ให้ถูกพบจนกว่าจะหาทางออกไปจากที่นี่ได้ ทุกอย่างก็เรียบร้อย รัมภาดา... ทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี... “โทรศัพท์...” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงง เมื่อจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกเข้าซึ่งแน่ใจว่ามาจากโทรศัพท์มือถือของเธอเอง “เป็นไปได้ยังไง ก็เราวางไว้ในรถ...” เธอไม่ได้หลงลืมไปแน่ๆ จนกระทั่งเสียงนั้นเงียบไปแล้ว หญิงสาวก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมจนแน่ใจว่าเสียงเดินของผู้บุกรุกหายลับไปทางอื่นแล้ว จึงลุกย่อง ค่อยๆ คลำทางไปยังห้องนอนอันเป็นที่มาของเสียง ก่อนจะเปิดประตูแล้วรีบมองหา พยายามคิดในแง่ดีว่าคนงานที่มาทำบ้านอาจลืมโทรศัพท์ทิ้งไว้ แต่ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ของใคร มันก็เป็นทางรอดของเธอในเวลานี้ “อยู่ตรงไหนกันนะ...” ขณะนั้นเสียงโทรเข้าก็ดังขึ้นอีก เธอกวาดสายตามองไปตามเสียง “ตรงนั้นเอง ที่ระเบียง...” ร้องออกมาด้วยความดีใจ แล้วรีบก้าวเดินตรงไปยังอุปกรณ์สื่อสารที่เป็นที่มาของเสียง ยังไม่ทันถึงที่ ทันใดนั้นลมก็พัดโชยเข้ามากระทบผิวเนื้อจนเย็นเฉียบ ร่างเล็กในชุดเจ้าสาวชะงักเล็กน้อย เพราะสิ่งทำให้เธอแปลกใจ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าทำไมประตูระเบียงห้องนอนถึงเปิดค้างอยู่ แต่เป็นเพราะโทรศัพท์ที่วางอยู่บนพื้นระเบียงเครื่องนั้นเป็นโทรศัพท์ของรัมภาดาจริงๆ ทำไมมันจึงไปอยู่ที่นั่นได้... หญิงสาวไม่มีเวลาจะสงสัยอีกต่อไป สองเท้ารีบก้าวตรงไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอยังส่องแสงสว่างวาบ พร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่บรรเลงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อได้เห็นเบอร์โทรที่ปรากฏอยู่บนนั้น ดวงตากลมโตก็ต้องเบิกโพลง ก่อนสัญชาตญาณจะสั่งให้หันหลังกลับไปมองเงาร่างของคนที่มายืนซ้อนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “แก! ไอ้...” ตุ้บ! แรงปะทะที่หนักหน่วง กระแทกเข้าหาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ในหัวของรัมภาดาอึงอลไปหมด ก่อนจะรู้สึกตัวว่าร่างกายของเธอกำลังพลิกหงายไปทางด้านหลัง “กรี๊ด!” ในค่ำคืนอันมืดมิด... เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีดดังก้องอยู่กลางอากาศเวิ้งว้าง ร่างในชุดเจ้าสาวลอยละลิ่วลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ก่อนจะกระตุกสองสามครั้งด้วยความเจ็บปวดแล้วแน่นิ่งไป ปล่อยให้เลือดค่อยๆ ไหลออกมานองพื้น จนชุดแต่งงานสีขาวเปรอะเปื้อนเป็นสีแดงฉาน ไม่มีโอกาสได้สวมใส่มันอีกครั้ง ในวันสำคัญที่แท้จริง ตลอดกาล...

บทที่ 2 ชุดเจ้าสาวสีเลือด ตอนที่ 2

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจได้ ยิ่งเป็นเหตุกะทันหัน ก็ยิ่งไม่อาจยอมรับได้ง่ายๆ ว่ามันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ความเจ็บปวดนั้นไม่อาจบรรยายได้ด้วยคำพูดแม้จะสักกี่แสนล้านคำก็ตาม “สรวง... ผมขอโทษที่ปล่อยให้คุณอยู่คนเดียว...” ความเศร้าเสียใจเกาะกุมจิตวิญญาณหนักหน่วง เมื่องานมงคลที่เฝ้ารอ กลับต้องมากลายเป็นงานไว้อาลัยครั้งสุดท้าย การันต์พร่ำรำพัน เฝ้าโทษตัวเองอยู่อย่างนั้น ที่ละเลย ปล่อยให้ว่าที่เจ้าสาวห่างสายตา จนทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เช่นนี้ รัมภาดาไม่มีวันกลับมาให้เขากอดดั่งเช่นวันวานอีกแล้ว... เธอจากไป... ด้วยข้อสันนิษฐานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเกิดจากอุบัติเหตุ เพราะไม่มีหลักฐานเกี่ยวโยงในประเด็นอื่น เขาต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในช่วงวันก่อนเข้าพิธีวิวาห์เพียงวันเดียว พร้อมกับลูกน้อยในครรภ์วัยสามเดือน โดยที่ข้อสงสัยหลายอย่างยังคาใจ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับด่วนสรุปง่ายๆ แล้วเขาจะสงบใจได้อย่างไร ชายหนุ่มไม่เชื่อเลยว่าการเสียชีวิตของรัมภาดาจะเป็นอุบัติเหตุจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นมันคาใจเขาเหลือเกิน เริ่มตั้งแต่การที่เธอหายตัวไปจากโรงแรมโดยไม่ได้บอกกล่าวกับใครๆ ทั้งที่กำลังลองชุดอยู่กับครอบครัวและเพื่อนๆ อย่างมีความสุข ไม่มีใครรู้เสียด้วยซ้ำว่าเธอแอบขับรถออกไปจากโรงแรมตอนไหน แม้แต่ตอนที่หญิงสาวหายตัวไป ทุกคนต่างก็คิดว่าเธออยู่กับเขาในห้องพักอีกห้องหนึ่ง ประการที่สอง... รัมภาดาเสียชีวิตในเรือนหอที่ยังสร้างไม่เสร็จ เธอไปทำอะไรที่นั่น... เดิมกำหนดการแต่งงานจะถูกจัดขึ้นหลังจากเรือนหอหลังนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่หญิงสาวเกิดตั้งครรภ์เสียก่อน เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาในสังคม จึงต้องเลื่อนพิธีการให้เร็วที่สุดด้วยความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ทุกคนต่างยินดีกับวันที่ทั้งเขาและเธอเฝ้ารอมานาน หลังจากที่ได้หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก อีกอย่าง การที่ข้าวของบางส่วนภายในบ้าน มีการล้มระเนนระนาด มันเกิดจากอะไรกันแน่... จริงอยู่ที่รัมภาดาอาจเดินสะเปะสะปะไปชนเข้าหลังจากที่ไฟดับ แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการต่อสู้ขัดขืน หรือการวิ่งหนีเอาตัวรอดไม่ใช่หรือ และประการสุดท้าย... ทำไมการที่กระแสไฟฟ้าภายในบ้านเกิดช็อตจนไฟดับหมดทั้งหลัง จะต้องจำเพาะมาเกิดขึ้นในคืนนั้นด้วย “ใกล้เวลาพระสวดแล้วนะครับคุณกันต์... คุณรพีตามหาคุณอยู่นะ” สิงหา ทนายคนสนิทของครอบครัวหญิงสาวผู้ล่วงลับ เข้ามายืนใกล้ๆ ทำให้เขาได้สติและหันไปมอง อีกฝ่ายก็ยิ้มอย่างให้กำลังใจ “ผมนึกว่าคุณสิงหากลับไปแล้วเสียอีก” ร่างสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรในชุดสูทสีดำยืนขึ้น ทนายหนุ่มใหญ่ที่มีอายุมากกว่าเกือบรอบ และมีรูปร่างไล่เลี่ยกัน หลบให้เขาเดินนำหน้าไปก่อน “คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย คงอยู่จนพระสวดเสร็จครับ เพราะพรุ่งนี้ผมติดธุระด่วน คงมาร่วมพิธีเผาไม่ได้” “คุณลุงไม่ได้บอกคุณเหรอว่าเราจะทำแค่เผาหลอก... แล้วเก็บศพสรวงไว้จนกว่าจะสืบรู้ความจริง” เขาหันไปถาม เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นไปไม่ได้ที่รพี พ่อของรัมภาดา จะไม่ได้บอกทนายอย่างสิงหา เพราะโดยปกติก็ต้องปรึกษาหารือกันทุกอย่างอยู่แล้ว “ยังไม่ได้บอกครับ คุณรพีคงลืม... ขนาดข้าวปลายังกินไม่ลงเลย ส่วนผมก็ติดงานเรื่องตามความคืบหน้าของคดีนี่แหละ ยังไม่ได้คุยอะไรกับคุณรพีเป็นงานเป็นการเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง อะไรที่พอจะทำได้ผมก็ทำ ส่วนอันไหนที่ต้องให้คุณรพีตัดสินใจก็ต้องรอไปก่อน” “นั่นสินะ...” เขาพยักหน้าแล้วเดินต่อไปยังศาลาสวดพระอภิธรรม ซึ่งบัดนี้ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงของผู้ล่วงลับต่างก็มาร่วมฟังพระสวดส่งวิญญาณครั้งสุดท้าย “ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยเหรอ เรื่องคดี...” “มืดไปหมดครับ... คงต้องใช้เวลาสักพัก เพราะหากมีคนวางแผนฆ่าคุณสรวงจริงๆ มันก็ต้องรอบคอบมาก ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรให้สาวถึงตัวได้เลย แล้วก็... คนรอบตัวก็ไม่มีเหตุจูงใจอะไรด้วย แม้แต่...” “วาปีงั้นเหรอ... แม่นั่นอยู่กับสรวงเป็นคนสุดท้าย ทั้งๆ ที่เห็นว่าสรวงขับรถออกไปจากโรงแรม เป็นคนวิ่งตามรถไป แต่กลับไม่ยอมบอกใคร ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดจับภาพไว้เป็นหลักฐานก็คงไม่ยอมรับ แล้วทำไมถึงไม่มีใครสงสัยอะไรบ้างเลยหรือ” พูดถึงผู้หญิงคนนี้ทีไร ใจของเขาก็ร้อนรุ่มปั่นป่วนไปหมด ผู้หญิงร้ายกาจ ขี้อิจฉา ในคราบสาวน้อยใสซื่อที่ทุกคนก็เอ็นดู สงสาร... จริงๆ แล้วเธอมันน่ารังเกียจเกินกว่าที่ใครๆ จะคาดคิด และการจากไปของรัมภาดาในครั้งนี้ เขาเชื่อเต็มร้อยว่าวาปีจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน “หนูวาวคงกลัวคุณสรวงดุ ก็เลยไม่ได้บอกใครตอนแรก พอรู้ว่า คุณสรวงเสียแล้วก็เลยตกใจ ถึงเพิ่งจะมาบอกเอาตอนที่ถูกตำรวจสอบสวน แต่หนูวาวก็รู้แค่ว่าคุณสรวงขับรถออกจากโรงแรมไปคนเดียว” ทนายสิงหาถอนหายใจพลางกล่าว เหมือนกับที่ทุกคนรอบตัวก็ลงความเห็นเช่นนั้น ชายหนุ่มไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับทนายสิงหาอีก รุดไปนั่งตรงเก้าอี้ไม้แกะสลักด้านหน้าสุดสำหรับเจ้าภาพ เขาพูดคุยกับบิดามารดาของตัวเองและของหญิงสาวผู้ล่วงลับเล็กน้อย ก่อนจะนั่งมองรูปถ่ายหน้าหีบบรรจุร่างไร้วิญญาณด้วยอาการเหม่อลอยเหมือนเคย เจ็ดวันแล้ว... คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา เขายังทำใจให้ยอมรับไม่ได้เลยว่ารัมภาดาจากไปแล้วจริงๆ “คุณลุงครับ... ผมได้ขอไว้แล้วนี่ครับว่าไม่อยากให้วาวมาวุ่นวายในงาน” การันต์พูดกับรพี วงศ์รวี บิดาของคนรัก เมื่อเห็นใครบางคนที่เขาไม่อยากเห็นที่สุดในงานส่งดวงวิญญาณของคนรักคืนสุดท้าย แล้วอย่างนี้... รัมภาดาจะไปสู่สุคติได้อย่างไร ในเมื่อคนที่พยายามแทนที่เธอทุกอย่างครั้งยังมีชีวิตอยู่ ซ้ำยังมีความคลุมเครือว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเธอ มาเดินลอยชายอยู่ในงานเช่นนี้ ทั้งที่เขาเคยขอกับทางครอบครัวของหญิงสาวเอาไว้แล้วแท้ๆ “คืนนี้สวดคืนสุดท้าย... ยังไงวาวก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกับเรานะกันต์” “...” ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ไม่แม้แต่จะมองหน้าคู่สนทนา สายตาคมกล้าละจากร่างเล็กในชุดดำที่กำลังช่วยเสิร์ฟน้ำให้แขกเหรื่อ หันไปจ้องแต่รูปถ่ายหน้าหีบศพท่ามกลางดอกไม้สีขาวที่ถูกจัดวางโดยรอบด้วยความพิถีพิถัน ใจของเขาเต้นเร่าด้วยความโกรธแค้นแทบจะลุกเป็นไฟ แต่จำต้องข่มเอาไว้ไม่ให้ปะทุออกมาในเวลานี้ นั่นก็เพราะข้อกังขาทั้งหลายของเขายังสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง แต่ไม่นานหรอก... อีกไม่นานความเจ็บปวดที่กำลังกลัดหนองอยู่ทุกขณะจิตนี้ จะต้องได้รับการปลอบประโลมอย่างสาสม วาปีเดินมาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้แก่กลุ่มเจ้าภาพ แต่เลี่ยงที่จะเดินมาใกล้เขา... การันต์ไม่ได้ตั้งใจอยากจะมอง แต่ก็อดใจไม่ได้ หากหญิงสาวยังมาป้วนเปี้ยนอยู่อย่างนี้ เห็นทีจะได้จองศาลาต่อให้เธอเป็นรายถัดไปในไม่ช้า เขาหันมองเลขาคนสนิทที่ยืนสนทนาอยู่กับแขกคนหนึ่งในงาน เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าเป็นสัญญาณเรียก จึงตรงเข้ามาหา... อีกไม่กี่นาทีพระก็จะขึ้นสวดแล้ว ทุกอย่างในงานจะต้องปลอดโปร่ง ไร้ตำหนิ เพื่อให้ดวงวิญญาณของรัมภาดาและลูกได้สู่สุคติอย่างไม่ขุ่นข้องหมองใจ “ฉันไม่อยากเห็นเด็กนั่นเดินเอ้อระเหยอยู่ในศาลาคืนนี้... ช่วยจัดการแทนด้วย” “ครับคุณกันต์...” เลขาหนุ่มในชุดสูทสีดำรับคำ แล้วเลี่ยงเดินออกไปสมทบกับลูกน้องคนอื่นๆ ที่มาช่วยอำนวยความสะดวกในงาน หลังจากนั้น กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำก็เข้าไปล้อมหญิงสาวร่างเล็ก พูดคุย และผลักดันให้เธอออกไปพ้นจากศาลาที่ตั้งสวดพระอภิธรรมเงียบๆ ไม่ได้โจ่งแจ้งจนเป็นที่สังเกตมากนัก เธอหันมองเขาด้วยแววตาเศร้าปนตัดพ้อ แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับคือความรอยยิ้มเหยียดหยัน ไร้ความเห็นอกเห็นใจ ว่าเธอก็เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวผู้วายชนม์เช่นกัน ย่อมอยากจะอยู่ร่วมในงานไว้อาลัยคืนสุดท้ายนี้...

บทที่ 3 อาลัย ตอนที่ 1

เสียงพระสวดจบลงแล้ว... วาปีลดมือซึ่งพนมไหว้อยู่ระหว่างอก แล้วยกข้างหนึ่งขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลเป็นทาง พวงแก้มตรงกรามยังรู้สึกเจ็บร้าว แต่ใจของเธอมันร้าวลึกเสียยิ่งกว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องที่รัมภาดาเสียชีวิต ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากที่เคยอยู่ในสถานะย่ำแย่อยู่แล้วก็ยิ่งหนักหนาไปกันใหญ่ เพราะทุกคนต่างมองว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของลูกสาวผู้มีอุปการะ เขารับมากล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเหมือนคนในครอบครัว ยังทำเรื่องเนรคุณอย่างไม่น่าให้อภัย แม้รพี ประมุขของบ้าน และกรกานต์ผู้เป็นภรรยา จะไม่ได้แสดงออกอย่างที่คนอื่นๆ มอง แต่ความห่างเหิน และสายตาอันเย็นชา ก็บอกให้รู้ว่าบัดนี้ได้เกิดความคลางแคลงขึ้นในใจของพวกท่านแล้ว แม้ไม่เอ่ยวาจาใดๆ แต่เธอจะไปโต้แย้งกับใครได้ ในเมื่อเธอเป็นเพียงผู้อาศัย... ยิ่งพยายามอธิบายเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนหาข้ออ้างให้ตัวเอง คนที่ถูกมองในแง่ลบอยู่เสมอทำอะไรก็ผิด เธออยากตะโกนใส่หน้าคนพวกนั้นเหลือเกินว่า เรื่องความเป็นความตายของคนในครอบครัววงศ์รวี ต่อให้ไร้สามัญสำนึกแค่ไหน คนอย่างเธอหรือจะอยากให้มันเกิดขึ้น “พี่สรวงคะ... วาวขอโทษ วาวไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้” เธอเช็ดน้ำตาป้อยๆ หลังจากถูกไล่ให้เดินออกจากศาลาวัดเพราะหนึ่งในเจ้าภาพของงานไม่ต้อนรับ เธอก็ยังอุตส่าห์มานั่งหลบฟังพระสวดอยู่ตรงม้าหินอ่อนด้านนอก โดยไม่คิดขัดขืน เพื่อร่วมส่งดวงวิญญาณผู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาตั้งแต่เธออายุสามขวบ เธอรักรัมภาดาเหมือนพี่สาว... แม้อีกฝ่ายอาจไม่ได้คิดเช่นเดียวกันก็ตาม เพราะนับตั้งแต่กลายเป็นเด็กกำพร้า ไร้ญาติขาดมิตร ก็ได้ครอบครัวของหญิงสาวเข้ามาอุปการะดูแล ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่อยู่อาศัย ได้เรียนหนังสืออย่างที่เหมาะที่ควร ไม่ว่าครอบครัววงศ์รวีจะคิดกับเธอเป็นลูกเป็นหลานจริงๆ หรือทำไปเพราะเหตุผลอื่น เธอก็มีชีวิตมาได้จนถึงวันนี้เพราะพวกเขา การจากไปของรัมภาดาจึงสร้างความสะเทือนใจให้เธอไม่น้อยไปกว่าผู้ชายใจดำที่โยนเธอออกมานักหรอก การที่เธอเป็นแค่เด็กอุปการะ มันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะรู้สึกเจ็บปวดน้อยไปกว่าคนรักอย่างเขาสักนิด บางที... เธออาจระทมทุกข์มากกว่าหลายเท่าด้วยซ้ำไป หญิงสาวหันมองศาลาสวดพระอภิธรรมด้วยความเศร้าใจ ก่อนจะหันหลังเดินไปขึ้นรถเพื่อจะขับกลับบ้าน แต่เมื่อเหลือบไปเห็นโทรศัพท์ มือถือในกระเป๋าที่วางอยู่บนเบาะข้างคนขับ กำลังแสดงหน้าจอว่ามีสายเรียกเข้า เธอก็รีบกดรับทันที “พี่โพธิ์... นี่พี่อยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ...” ไม่รีรอที่จะยิงคำถามด้วยหัวใจสั่นรัว โพธิ์ทองเป็นพี่ชายต่างมารดา เธอกับเขาพลัดพรากกันมานานหลายปี เพราะชายหนุ่มย้ายถิ่นฐานไปอยู่แคนาดากับแม่ที่แต่งงานใหม่ ซึ่งตอนนั้นเธอยังเด็กมาก ไม่รู้ประสีประสาอะไร กระนั้นก็พอจะจำได้เลาๆ ว่ามีพี่ร่วมสายเลือดที่อายุมากกว่าเธอถึงสิบห้าปีอยู่อีกคน บนโลกใบเดียวกันนี้ แต่เพิ่งได้มาเห็นหน้าค่าตา ได้พูดคุยติดต่อกันก็เมื่อสองสามปีก่อนนี้เอง “พี่ไม่รู้วาว... พี่ไม่ได้ตั้งใจ...” “พี่โพธิ์... หมายความว่าไง” สิ่งที่กลัวหนักหนาคือคำตอบจากปากพี่ชาย แต่ความใคร่รู้ก็อยู่เหนือความหวาดหวั่นทั้งมวล “วาว พี่ขอโทษ... พี่ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้จริงๆ พี่แค่จะแกล้งให้เธอกลัว จะได้รู้สำนึกเสียบ้าง ไม่คิดว่า...” “พี่โพธิ์จะบอกว่าคืนนั้น... พี่ทำจริงๆ เหรอคะ” “พี่ขอโทษ วาว พี่เสียใจจริงๆ” “...” ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ร่างกายเหมือนจะชาจนแข็งทื่อ ไม่อาจขยับตัวได้ชั่วขณะ เมื่อได้ยินสิ่งที่พี่ชายพร่ำพูดออกมา หลายวันที่ติดต่อเขาไม่ได้ เธอร้อนใจเป็นที่สุด แต่ก็ยังคิดในแง่ดีว่า แม้โพธิ์ทองจะจงเกลียดจงชังรัมภาดาเพียงใด เขาก็ไม่ใช่คนใจยักษ์ใจมารขนาดจะลงมือฆ่าคนทั้งคนได้ “ไม่จริง... พี่โพธิ์ทำอย่างนี้ได้ยังไง ก็เราสัญญากันแล้ว” “พี่ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ วาว พี่สาบานได้... มันเป็นอุบัติเหตุ เธอพลัดตกลงไปเอง พี่ไม่ได้ทำให้เธอตกลงไป” โพธิ์ทองยังยืนยันคำเดิมซ้ำๆ “แล้วพี่โพธิ์หายไปไหนมาตั้งหลายวัน วาวติดต่อไม่ได้เลย” “พี่ไม่รู้จะพูดเรื่องนี้กับวาวยังไง พี่กลัววาวจะเกลียดพี่” “วาวเกลียดพี่โพธิ์ไม่ได้หรอก แต่วาวก็สงสารพี่สรวง... ถ้าวาวรู้ว่าคืนนั้นพี่โพธิ์จะทำร้ายพี่สรวง วาวจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด...” เธอพูดไปร้องไห้ไป รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คนหนึ่งก็พี่ชายแท้ๆ อีกคนก็เป็นเสมือนครอบครัว เธอสังหรณ์ใจอยู่แล้วตั้งแต่รัมภาดารีบร้อนขับรถออกจากโรงแรมไปในคืนนั้น แต่ก็ยังภาวนาอยู่เสมอ ว่าขออย่าให้โพธิ์ทองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ “พี่ไม่ได้ทำร้ายเธอ แค่อยากปั่นหัวให้กลัว ให้รู้จักเวรกรรมเสียบ้าง แต่เธอก็ตกลงไปเอง... จะว่าไปแล้ว มันก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอวาว” “พี่โพธิ์!” “ไม่ว่าวาวจะคิดยังไง คิดว่าพี่โกหกก็ไม่เป็นไร แต่พี่ก็ยังยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจให้ถึงตาย พี่อาจจะรู้สึกผิดกับวาว แต่พี่ไม่ได้รู้สึกผิดกับเธอสักนิด ที่โทรมาก็เพื่อจะบอกว่าพี่รักวาวเสมอ วาวรู้ความจริงแล้ว จะให้ตำรวจมาจับพี่ก็ได้ พี่จะไม่หนีไปไหน... จะอยู่ที่เดิม ทุกอย่างพี่ให้วาวเป็นคนตัดสินใจ” “วาวเคยขอแล้วว่าให้มันจบ... พี่โพธิ์ก็สัญญาว่าเราจะไปอยู่แคนาดาด้วยกันไงคะ” สิ่งที่ปวดใจยิ่งกว่าการอยู่เดียวดายบนโลกใบนี้ นั่นก็คือได้รู้ว่าคนที่รักที่สุด ทำลายความเชื่อใจของเธอ มิหนำซ้ำในตอนนี้ก็เหมือนกับว่าทุกคนกำลังพุ่งเป้ามาที่เธอเพื่อสืบหาข้อเท็จจริง หญิงสาวกังวลใจเหลือเกินว่าเรื่องนี้จะถูกเปิดเผยออกมาในสักวัน โพธิ์ทองเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวที่เธอมีอยู่ ต่อให้เขาทำผิดมหันต์แค่ไหน เธอก็คงทำใจไม่ได้หากเขาต้องเข้าไปอยู่ในคุก “ถ้าไม่อย่างนั้น... เราก็ไปอยู่แคนาดาด้วยกันแล้วลืมเรื่องนี้ซะ วาวรีบไปยื่นขอวีซ่าเลยนะ พี่จะให้ป๊าส่งเอกสารรับรองให้” “...” ความเจ็บมันยังจุกในอกไม่หาย ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าทางออกที่ดีที่สุดคือทางไหน เพราะต่อให้ไม่มีใครรู้ใครเห็น หรือต่อให้หนีปัญหา ดั้นด้นไปไกลจนสุดหล้า เธอก็ไม่มีวันลบตราบาปที่ติดค้างอยู่ในใจได้ ความผิดนี้ก็จะยังฝังตรึงไปชั่วกัปชั่วกัลป์ “พี่พร้อมเสมอ ขอแค่วาวบอกพี่...” สิ้นประโยคนั้นสายก็ตัดไป วาปียังคงถือโทรศัพท์ค้างอยู่อย่างนั้น เธอหายใจหอบถี่เหมือนเหน็ดเหนื่อยอย่างหนักกับสิ่งที่ได้รับรู้มาหมาดๆ ความรู้สึกหลากหลายตีรวนอยู่ในอกจนแทบกระอัก ความทุกข์ใดๆ ก็ไม่เคยบั่นทอนจิตใจได้มากเท่านี้มาก่อน เมื่อครั้งที่บิดาและมารดาจากไปด้วยอุบัติเหตุ เธอเพิ่งมีอายุได้เพียงสามขวบ ย่อมไม่รู้ว่าการสูญเสียครั้งนั้นเลวร้ายเพียงใด แม้วันเวลาผ่านมา เริ่มเติบโต และเรียนรู้ความเจ็บปวดจากการต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยว ไร้บุพการี แต่มันก็เป็นความชินชาและยอมรับได้ ผิดกับครั้งนี้... และดูเหมือนว่าความเจ็บปวดครั้งนี้ จะทำให้เธอไม่มีวันพบกับความสงบสุขได้อีกเลย...

อ่านต่อ