บำเรอสวาททาสรักอสูร
บทที่ 1 ประจันหน้าซาตาน

“เจอเป้าหมายหรือยัง นาคา” เสียงเข้มต่ำมีอำนาจถามลูกน้องคนสนิทออกไปด้วยนัยน์ตาคมกล้าเป็นประกายวาวโรจน์ดุจดั่งดวงตาพญาเหยี่ยวที่ดุร้าย “ยังครับเจ้านาย คาดว่าอีกไม่เกินสามวันเราต้องได้ตัวเธอมาอย่างแน่นอนครับ” นาคราชตอบเจ้านายออกไปด้วยสีหน้ามั่นใจ “ตามหาหล่อนให้เจอด่วนที่สุด เรามีเวลาไม่นานนัก” ทัพเทวินทร์มหาเศรษฐีหนุ่มรูปหล่อออกคำสั่งกับลูกน้องอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถ ภายในรถเมอร์ซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสสีดำสุดหรูมีคนขับหน้าตาเคร่งขรึมเป็นสารถีขับรถให้พร้อมกับบอดี้การ์ดอีกสองคนที่ท่าทางดุร้ายอย่างกับผู้ร้ายในหนังนั่งอยู่ทางด้านหน้าหนึ่งคน และข้างๆ อีกหนึ่งคนเพื่อระวังภัย เมื่อร่างสูงใหญ่ขึ้นประจำที่เรียบร้อยแล้วรถก็ออกตัวไปอย่างรวดเร็วดั่งพายุ เที่ยงนี้ทัพเทวินทร์มีนัดกับปาณิตาที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งในย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร ทุกครั้งที่มหาเศรษฐีหนุ่มขึ้นมาทำธุระที่กรุงเทพฯ เขามักจะแวะมาหาหญิงสาวอยู่เสมอๆ เพราะเธอเปรียบเสมือนแหล่งข่าวชั้นเยี่ยมที่แสนจะเต็มใจให้ชายหนุ่มมาคุ้ยเขี่ยหาข่าวอย่างถึงเนื้อถึงตัวในห้องพักสุดหรูของเจ้าหล่อนทุกครั้งไป ร่างงามระหงในชุดเดรสหรูสีแดงสดกำลังนั่งไขว่ห้างรอใครบางคนอย่างใจจดใจจ่ออยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นคนที่กำลังตั้งตารอคอยเดินเข้ามาหาหญิงสาวจึงลุกขึ้นยิ้มอย่างดีอกดีใจ “คุณเทวินทร์ แป๋มดีใจจังเลยค่ะที่คุณมา นึกว่าจะลืมนัดแป๋มเสียแล้ว” ปาณิตาพูดด้วยน้ำเสียงสดใสและทำท่าทางออดอ้อนนิดๆ อย่างมีจริตมารยา “ผมจะลืมนัดคุณแป๋มได้อย่างไรกันครับ ก็คุณน่ารักขนาดนี้” ร่างสูงใหญ่ส่งสายตาหวานฉ่ำไปให้นางแบบสาวตรงหน้า จนหญิงสาวแทบละลายให้กับสายตาคมคู่นั้น ทัพเทวินทร์เป็นผู้ชายที่หล่อขาดบาดใจสำหรับสาวๆ แทบทุกคนที่ได้พบเห็นเขา ยิ่งถ้าใครได้จ้องตาคมซึ้งของชายหนุ่มในระยะประชิดแล้วละก็ ไม่ว่าจะเป็นสาวเล็กหรือว่าสาวใหญ่ เป็นอันต้องหวั่นไหวทุกรายไป แต่ทว่ามหาเศรษฐีหนุ่มหล่ออย่างทัพเทวินทร์กลับไม่เคยคิดที่จะสนใจผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษเลยสักคน แต่สำหรับปาณิตาหญิงสาวมั่นใจในเสน่ห์และความสาวความสวยของตนเองมากเหลือเกินว่า จะสามารถเกาะกุมหัวใจของมหาเศรษฐีหนุ่มเอาไว้ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครมาจากไหน หญิงสาวรู้เพียงว่าทัพเทวินทร์รวยมากเพียงแค่ธุรกิจด้านคอนโดและโรงแรมเพียงอย่างเดียวของชายหนุ่มก็มีรายได้มากมายมหาศาลแล้ว หากใครได้เขาเป็นสามีผู้หญิงคนนั้นก็คงจะสบายไปทั้งชาติ “คุณเทวินทร์จะทานอะไรดีคะ เดี๋ยวแป๋มสั่งให้” ปาณิตาถามชายหนุ่มอย่างเอาใจ ใบหน้าสวยที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางยี่ห้อหรูมาอย่างดีไม่มีที่ติ เริ่มคลี่ยิ้มหวานหว่านเสน่ห์ให้คนที่นั่งตรงหน้าอย่างเปิดเผย “ผมทานอะไรก็ได้ ที่นี่อาหารของเขาอร่อยทุกอย่างคุณแป๋มสั่งเลยดีกว่าครับ” หลังจากที่นางแบบสาวสั่งรายการอาหารต่อพนักงานเสิร์ฟ ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที อาหารหน้าตาน่าทานก็มาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้าของหนุ่มสาวทั้งคู่ เมื่อทานข้าวกันไปได้ประมาณสักสองสามคำทัพเทวินทร์ก็เริ่มสอบถามข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งทางการค้าของเขาทันทีโดยไม่ให้เสียเวลา ซึ่งปาณิตาก็ไม่น้อยหน้าหญิงสาวรู้ว่าคนตัวโตตรงหน้าต้องการอะไร และเธอก็เตรียมข้อมูลทุกอย่างมาให้ชายหนุ่มเรียบร้อยแล้วอย่างรู้ใจ “ไม่ทราบว่าคุณแป๋มได้ข้อมูลเกี่ยวกับการประมูลที่...” ร่างหนาพูดยังไม่ทันจบประโยค นางแบบสาวก็ยื่นซองสีขาวมาให้ชายหนุ่มตรงหน้าทันที เพื่อต้องการให้มหาเศรษฐีหนุ่มรู้ว่าเธอใส่ใจและรู้ใจเขามากเพียงใด “นี่ค่ะ สิ่งที่คุณต้องการแป๋มเตรียมไว้ให้คุณหมดแล้ว” ร่างบางยิ้มให้ชายหนุ่มอีกครั้งอย่างประจบประแจง “คุณแป๋มนี่รู้ใจผมไปเสียทุกอย่างเลยนะครับ ไม่เสียแรงที่ผมไว้ใจคุณ” นักธุรกิจหนุ่มพูดจาเอาใจนางแบบสาวอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาจนปาณิตายิ้มแก้มแทบปริ “แล้วเอ่อแป๋มจะได้รางวัลอะไรเป็นค่าตอบแทนเหรอคะสำหรับการเป็นคนรู้ใจของคุณ” สายตายั่วยวนและทอดสะพานให้ชายหนุ่มอย่างเปิดเผย ไม่บอกก็รู้ว่าหญิงสาวต้องการสิ่งใด “งั้นคืนนี้เราไปเต้นรำกันที่เดิม จากนั้นก็ไปหาอะไรทำต่อสนุกๆ กันสองคนคุณแป๋มว่าดีไหมครับ” ทัพเทวินทร์พูดเอาใจนางแบบสาวบ้างทำให้ชายหนุ่มได้รับยิ้มหวานตอบกลับจากหญิงสาวไม่หุบเลยทีเดียว “คุณรู้มั้ยคะว่าคุณก็เป็นคนที่รู้ใจแป๋มมากที่สุดเหมือนกัน” ปาณิตาช้อนสายตาหวานซึ้งขึ้นมองใบหน้าที่หล่อเหลาปานเทพบุตรตรงหน้าอย่างพึงพอใจ แค่คิดว่าคืนนี้จะได้อยู่ในอ้อมกอดที่แข็งแกร่ง และจะได้อยู่ภายใต้ร่างใหญ่โตกำยำของชายหนุ่ม กายสาวก็ร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ร่างกายของเธอโหยหาบทรักอันร้อนแรงของเขามาเป็นแรมเดือนแล้ว ทัพเทวินทร์มีสัมพันธ์กับปาณิตาก็แค่ทางกายเท่านั้น และทุกครั้งที่มีอะไรกับหญิงสาวชายหนุ่มจะป้องกันตนเองอย่างดีเสมอ เขาไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว เพราะความที่ไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนไหนมาผูกมัดและเรียกร้องอะไรจากเขาได้ ผู้ชายอย่างเขาจึงถือคติอย่างหนึ่งเสมอว่า ‘สนุกกันต่อได้ถ้าไม่ผูกมัด ถ้าคิดจะฟัดก็ต้องรัดให้ดี’ นี่คือคติในการคบผู้หญิงของชายหนุ่ม ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่มหาเศรษฐีหนุ่มรูปหล่อจะคบได้เกินสี่เดือน ไม่ว่าเจ้าหล่อนจะสวยหยาดฟ้ามาดิน จะเอาใจชายหนุ่มดีมากแค่ไหน ก็ไม่มีใครที่จะยื้อความสัมพันธ์กับเขาเอาไว้นานๆ ได้ ‘เพราะเงิน’ ผู้ชายอย่างเขาจึงเรียกผู้หญิงมาหาได้อย่างง่ายดาย และก็เพราะเงินอีกนั่นแหละที่สามารถไล่พวกหล่อนออกไปจากชีวิตของเขาได้อย่างไม่ยากเย็นเช่นกัน คืนนี้ทั้งปาณิตากับทัพเทวินทร์ก็มาเที่ยวที่ผับดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร ผับนี้ส่วนใหญ่จะมีแต่คนรวยๆ มาเที่ยว หรือไม่ก็อาจจะมีพวกดารานางแบบมาเที่ยวกันบ้างพอสมควร และทันทีที่สองหนุ่มสาวที่ทั้งคู่ดูโดดเด่นยิ่งกว่าใครๆ เดินเข้ามาในผับ เจ้าของผับก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับแขกคนสำคัญทันทีเหมือนดังคำกล่าวที่ใครๆ หลายคนบอกว่า ลูกค้าคือพระเจ้านั่นแหละน่าจะเหมาะสมในการบริการครั้งนี้ “สวัสดีครับ เชิญครับ จะเลือกเครื่องดื่มอะไรดีครับ เดี๋ยวผมจะให้เด็กเอามาบริการให้” เจ้าของผับถามทัพเทวินทร์ด้วยวาจาสุภาพ “เอาเหมือนเดิมนะ แล้วคุณล่ะจะรับอะไรดีครับ” เสียงทุ้มหันไปถามคนข้างๆ เบาๆ พอได้ยิน “แป๋มขอไวน์ที่ดีที่สุดของร้านก็แล้วกันค่ะ อ้อ...แล้วก็กับแกล้มเหมือนเดิมนะเสี่ย” นางแบบสาวหันไปบอกเจ้าของผับด้วยเสียงหวานใสก่อนจะหันหน้ามายิ้มให้กับคนตัวโตข้างๆ “ได้ครับ รอสักครู่นะครับเดี๋ยวเด็กๆ จะนำทุกย่างที่คุณทั้งสองต้องการมาเสิร์ฟให้” เสี่ยใหญ่พูดจบก็เดินเลี่ยงออกไป แล้วหยุดพูดคุยกับเด็กเสิร์ฟไม่กี่คำก็ไปบริการโต๊ะอื่นต่อ ไม่นานนักทั้งเครื่องดื่มและกับแกล้มทุกอย่างก็ถูกลำเลียงมาวางไว้ตรงหน้าภายในเวลาอันรวดเร็วเป็นพิเศษ พร้อมทั้งมีพนักงานเด็กหนุ่มมาคอยชงเครื่องดื่มให้ตลอดเวลาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าหนุ่มสาวทั้งสองต้องการอะไร ทุกอย่างก็จะถูกนำมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว เพราะทัพเทวินทร์กับปาณิตาถือว่าเป็นแขกวีไอพีเกรดเอเลยก็ว่าได้ “คุณเทวินทร์นี่เสน่ห์แรงจังเลยนะคะ” “อ้าว ทำไมพูดแบบนั้นล่ะครับ” ชายหนุ่มสงสัย “คุณเทวินทร์ก็ลองหันไปมองรอบๆ ตัวคุณสิคะ มีแต่สาวๆ จ้องคุณอย่างกับจะกลืนกินคุณเข้าไปทั้งตัวอย่างนั้นแหละ” ทัพเทวินทร์จึงหันไปมองรอบๆ ตามที่ปาณิตาบอก และเมื่อร่างใหญ่กวาดสายตาอันทรงเสน่ห์ของเขามองไปเรื่อยๆ สายตาคมกล้าก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างของสาวงามคนหนึ่ง รูปร่างของเธอช่างอ้อนแอ้นอรชรเหมือนงานศิลปะชั้นเอก บอบบางแต่ได้สัดส่วน ช่วงขาที่เรียวยาวสวยอย่างกับเรียวขาของนางแบบแถวหน้า สะโพกที่กลมมนงอนงามกระชับได้สัดส่วนรับกับเอวบางที่คอดกิ่ว ชุดที่หญิงสาวใส่เผยให้เห็นหน้าท้องที่แบนราบน่าสัมผัสน่าลูบไล้ยิ่งนัก แค่เห็นหน้าท้องที่เซ็กซี่ของโคโยตี้สาว ร่างกายหนุ่มถึงกับปวดร้าวดีดตัวขึ้นมาทันที ดีที่ใต้โต๊ะค่อนข้างมืดไม่เช่นนั้นล่ะก็ สาวๆ โต๊ะข้างๆ คงจะตาเป็นกุ้งยิงกันเป็นแถวๆ เพราะเห็นนกเขามันโก่งคอขันก็เป็นได้ ทัพเทวินทร์ต้องพยายามกล่อมนกเขาของเขาให้สงบลงแต่มันก็ดื้อด้านยิ่งนัก เมื่อสายตาคมของเขายังคงจ้องมองร่างงามระหงที่กำลังเต้นยั่วยวนอย่างไม่วางตา นอกจากนักแด๊นซ์สาวจะมีรูปร่างยั่วใจชายแล้ว หญิงสาวยังมีใบหน้าที่สวยใสเรียบเนียน ดวงตากลมโตแจ่มจรัสดั่งแสงดาวอยู่ภายคิ้วเรียวยาวที่โก่งดั่งคันศร บวกกับจมูกเล็กโด่งเป็นสันเชิดน้อยๆ ที่แสดงถึงความดื้อรันของเจ้าตัวมันช่างรับกับริมฝีปากจิ้มลิ้มพริ้มเพราน่าจูบยิ่งนัก ในความรู้สึกของมหาเศรษฐีหนุ่มในตอนนี้ เขานึกอย่างจูบหญิงสาวขึ้นมาทันทีชายหนุ่มอยากจะรู้นักว่าถ้าหากเขาได้จูบเธอจริงๆ จูบนั้นจะหวานซึ้งเพียงใด “คุณเทวินทร์คะ คุณเทวินทร์” ปาณิตาเรียกหวานใจของเธอเสียงดังนิดหนึ่ง “...” เงียบไม่มีเสียงตอบรับและร่างหนาก็ทำท่าเหมือนกับว่ายังไม่ได้ยินที่หญิงสาวเรียก “คุณเทวินทร์!” ปาณิตาเรียกชายหนุ่มที่กำลังเหม่อมองไปยังเวทีเสียงดังมากขึ้นอีกนิด แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่สนใจ จนกระทั่งโคโยตี้สาวหยุดเต้นร่างใหญ่จึงได้หันมาสนใจคนข้างๆ อีกครั้ง และก็แปลกใจที่เห็นปาณิตาหน้าบูดหน้าบึ้งใส่เขาอย่างแสนงอน “อ้าว คุณแป๋มทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับ” ทัพเทวินทร์แกล้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนว่าหญิงสาวโกรธเขาเรื่องอะไร และตัวเขาเองก็ไม่รู้สึกกังวลใจอะไรกับอาการขัดใจของหญิงสาวนัก เพราะชายหนุ่มสนใจแต่ร่างบางที่เต้นอยู่บนเวทีนั้นมากว่า แม้ว่าโคโยตี้สาวจะเดินลงจากเวทีไปแล้วแต่ชายหนุ่มก็ยังจำภาพหญิงสาวได้ติดตา “แป๋มงอนคุณจริงๆ ด้วยนะคะ ถ้าคุณยังสนใจคนอื่นมากกว่าแป๋ม” พอจบประโยค ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกลมโตแวววับ ก็มองใบหน้าคมเข้มหล่อเหลานั้นอย่างคาดโทษด้วยความรู้สึกหึงหวง คืนนี้เมื่อเขามากับเธอหญิงสาวก็ไม่อยากให้ชายหนุ่มสนใจสาวคนไหนไปมากกว่าเธอ ไม่อย่างนั้นเธอไม่ยอมแน่ๆ ตื้ด...ตื้ด...ตื้ด! โทรศัพท์มือถือกำลังสั่นสะเทือนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของทัพเทวินทร์ติดต่อกันสองสามครั้ง ชายหนุ่มจึงขอตัวออกมาคุยโทรศัพท์ข้างนอกที่เป็นมุมส่วนตัวมากที่สุด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินลูกน้องคนสนิทรายงานมาตามสาย “ว่าไงนะ พูดอีกทีซิ เจอหล่อนแล้วอย่างนั้นเหรอ” “เปล่าเจอเธอครับเจ้านาย แต่เราได้ข้อมูลเกี่ยวกับน้องสาวของเธอแทนครับ” นาคาลูกน้องคนสนิทที่ทัพเทวินทร์วานให้ไปตามหาผู้หญิงแพศยาคนนั้นที่เขาแค้นหล่อนยิ่งนักรายงานมาตามสาย ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้อยู่ในเมืองไทยแล้วสายสืบบอกว่าหล่อนหนีไปอยู่เมืองนอกกับสามีชาวฝรั่ง แต่ข้อมูลสำคัญที่พบคือหล่อนมีน้องสาวที่รักมากคนหนึ่งกำลังทำงานเป็นสาวโคโยตี้อยู่ที่ผับแห่งหนึ่งซึ่งก็คือผับที่ ทัพเทวินทร์มาเที่ยวคืนนี้นี่เอง “ส่งรูปน้องสาวของแม่นั่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!” เสียงเข้มมีอำนาจออกคำสั่งกับลูกน้องแทบจะทันที “รอสักครู่ครับเจ้านายผมจะส่งไปให้เดี๋ยวนี้” เพียงแค่ไม่กี่นาทีภาพของน้องสาวของผู้หญิงแพศยาคนนั้นก็มาปรากฏบนหน้าจอมือถือเมื่อคนรับเปิดดู ชายหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเองเลยว่าภาพผู้หญิงที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอมือถือของเขาจะคือคนๆ เดียวกับแม่สาวโคโยตี้คนเมื่อกี้ที่เต้นจนเขามองแทบน้ำลายหก หล่อนมีน้องสาวที่สวยมากขนาดนี้เชียวเหรอ ‘เสียดายจังเลยนะสาวน้อยที่เธอเกิดมาเป็นน้องสาวของคนที่ฉันแค้นมากที่สุด มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ผู้หญิงสวยๆ อย่างเธอจะต้องได้รับชะตากรรมที่เจ็บปวดทรมานไม่ต่างกับน้องชายของฉัน พี่สาวของเธอจะต้องได้รับความเจ็บปวดเหมือนอย่างที่ฉันได้รับ ในเมื่อพี่สาวของเธอทำร้ายน้องชายสุดที่รักของฉันได้ลงคอ ฉันในฐานะพี่ชายขอแก้แค้นด้วยการทำร้ายเธอให้ได้รับความเจ็บปวดนั้นเช่นเดียวกัน’ ร่างสูงใหญ่ยืนคิดอย่างคลั่งแค้นในใจ แล้วแผนการร้ายๆ ก็เกิดขึ้นในหัวสมองอันชาญฉลาดและแยบยลของเขา ชายหนุ่มเรียกพนักงานชายในร้านมาคุยประมาณสองสามนาทีแล้วโทร.คุยกับลูกน้องสักพักก็กลับเข้ามานั่งในร้านตามเดิมเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น “ทำไมออกไปนานจังเลยคะ แป๋มนั่งรอคนเดียวตั้งนาน” นางแบบสาวพูดด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด “เผอิญต้องคุยธุระสำคัญที่ต้องอธิบายยาวหน่อยน่ะครับ ก็เลยคุยนานไปนิดหนึ่ง ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณแป๋มรอนาน เอาอย่างนี้ดีกว่า เราออกไปเต้นรำกันดีไหมครับ” ร่างสูงชะลูดกำยำปานนายแบบท่าทางองอาจยืนขึ้นผายมือไปยังร่างบางตรงหน้าด้วยท่าทีให้เกียรติและเชื้อเชิญหญิงสาวให้ออกไปเต้นรำกับเขา นางแบบสาวไม่ปฏิเสธรีบลุกจากเก้าอี้ทันที แล้วคล้องแขนใหญ่ล่ำของชายหนุ่มออกไปกลางฟลอร์เต้นรำท่ามกลางฝูงผีเสื้อราตรีทั้งหลาย ที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างสนุกสนาน เมื่อคู่หนุ่มสาวที่ดูโดดเด่นยิ่งกว่าคู่ไหนๆ เต้นรำกันจนเหนื่อยและกลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้ง แก้วเครื่องดื่มของปาณิตาก็ถูกสลับสับเปลี่ยนเป็นแก้วใบใหม่เรียบร้อยแล้ว ตามคำสั่งของมหาเศรษฐีหนุ่มที่จ้างวานพนักงานเสิร์ฟชายด้วยค่าแรงที่มากเกินพอสำหรับคนหาค่ำกินเช้าอย่างพนักงานเสิร์ฟคนนี้ และพนักงานทุกคนรวมถึงเจ้าของร้านรู้ว่า ทัพเทวินทร์มีอิทธิพลมากแค่ไหนจึงไม่มีใครกล้าคิดขัดความต้องการของเขา “สนุกจังเลยค่ะคุณเทวินทร์ แต่ก็เหนื่อยเหมือนกันนะคะนี่ สงสัยไม่ค่อยได้เต้นรำนานไปหน่อย” ปาณิตาหัวเราะเสียงใสปนหอบนิดหน่อยเมื่อกลับมานั่งที่โต๊ะเดิม “ถ้าคุณแป๋มเหนื่อยก็รีบดื่มนี่แก้กระหายก่อนสิครับเดี๋ยวก็ดีขึ้น” พูดจบสายตาคมก็จ้องมองร่างบางตรงหน้ายกแก้วไวน์ขึ้นดื่มจนเกือบหมดแก้วอย่างพึงพอใจ ชายหนุ่มกำลังยิ้มร่าอยู่ในใจอย่างเจ้าเล่ห์โดยที่หญิงสาวที่นั่งตรงหน้าไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เล่ห์เหลี่ยมของชายหนุ่มเลยสักนิด ไม่นานนักร่างบางก็ฟุบหลับไปกับโต๊ะอย่างหมดท่า ลูกน้องของทัพเทวินทร์คนหนึ่งที่รูปร่างใหญ่โตกำยำเดินเข้ามาอุ้มร่างของปาณิตาออกไป ปล่อยให้เจ้านายหนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง แต่ละคืนณัฐกานต์ต้องออกมาเต้นอยู่หน้าเวทีถึงสองรอบ หญิงสาวชอบเต้นเป็นชีวิตจิตใจ ใครจะรู้บ้างว่าณัฐกานต์ที่ดูอ่อนหวานเรียบร้อยในตอนกลางวันจะกลายเป็นนางแมวสาวยั่วสวาทที่แสนจะเซ็กซี่ในตอนกลางคืนอย่างกับเป็นคนละคนกัน เพราะฐานะทางการเงินที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนัก ทำให้หญิงสาวต้องหารายได้พิเศษหลังจากเรียนปริญญาตรีจบมาหมาดๆ แต่ยังหางานดีๆ ทำไม่ได้ โดยการนำความสามารถที่ตนเองมีอยู่ออกมาใช้เพื่อหารายได้พิเศษ เต้นอีกรอบเดียวณัฐกานต์ก็จะได้กลับบ้านไปพักผ่อนแล้ว ร่างบางระหงหมุนตัวไปรอบๆ หน้ากระจกเพื่อสำรวจดูความเรียบร้อยของตนเองอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ก่อนจะเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วสวมวิญญาณนักเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกอย่างพลิ้วไหวเหมือนดั่งนางหงส์ สะกดสายตาให้ทุกคนข้างล่างเวทีหันมามองเธออีกครั้งด้วยท่าเต้นที่เซ็กซี่เร้าใจกว่าครั้งแรก มีพนักงานเสิร์ฟหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาหาหญิงสาวที่หน้าเวทีเขายื่นแผ่นกระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่งมาให้ ณัฐกานต์รับมาอ่านก่อนที่จะปรายทอดมองไปยังหนุ่มหล่อที่นั่งคนเดียวอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าด้านล่างเวทีด้วยจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มจะไม่คอยปรกติเท่าไหร่นัก เมื่อโดนจ้องมองด้วยสายตาคมคู่นั้น สงสัยคงจะเป็นพวกอยากซื้อตัวเธอไปนอนด้วยอีกรายกระมัง ถึงแม้ว่าจะเริ่มชินกับการที่มีพวกเสี่ยๆ ทั้งหลายทั้งเสี่ยเล็กเสี่ยใหญ่ที่คอยจะตะครุบเธอถ้าทำได้ แต่หญิงสาวก็ยังรู้สึกหวั่นๆ ใจยังไงพิกลเพราะเธอมีความรู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าช่างดูน่ากลัวยิ่งนัก ณัฐกานต์เพิ่งมาทำงานที่ผับนี้ได้ไม่ถึงเดือนหญิงสาวจึงไม่รู้ว่าทัพเทวินทร์เป็นแขกประจำของที่นี่และไม่เคยเห็นหน้าชายหนุ่มมาก่อน หญิงสาวจึงเริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจร่างสูงใหญ่ขึ้นมาทันทีที่เธอมายืนอยู่ตรงหน้าเขา “ไม่ทราบว่าคุณมีอะไรให้ดิฉันรับใช้เหรอคะ” เสียงหวานใสเอ่ยถามออกไปตามมารยาท ทัพเทวินทร์ทราบมาจากพนักงานเสิร์ฟหนุ่มแล้วว่าเด็กสาวแค่เพียงมาหารายได้พิเศษแค่เต้นรำเท่านั้นไม่ได้มาขายตัว แต่มีหรือที่คนอย่างเขาจะเชื่อใครง่ายๆ ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ บางทีหญิงสาวก็อาจจะโกหกเพื่อโก่งค่าตัวก็ได้ใครจะไปรู้ แต่ชายหนุ่มก็อยากจะลองใจหญิงสาวเหมือนกันว่าถ้าหากเขาเสนอเงินให้เธอมากพอ สาวโคโยตี้เช่นเธอจะยังปฏิเสธเงินของเขาอยู่อีกหรือเปล่า “ถ้าคืนนี้ฉันขอให้เธอนั่งดื่มเป็นเพื่อนฉันจะได้หรือเปล่า” “นั่งเป็นเพื่อนได้ค่ะแต่ไม่ดื่ม แต่ว่าตอนนี้ดิฉันไม่ว่างแล้วค่ะเพราะได้เวลากลับบ้านแล้ว ต้องขอโทษด้วยนะคะ” ร่างบางพูดจบก็ทำท่าจะเดินหนีแต่คำพูดที่ทรงพลังอำนาจของชายหนุ่มเปรียบเหมือนโซ่ที่กระชากหญิงสาวเอาไว้ “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป โอเคงั้นฉันขอถามเธออีกครั้ง ว่าถ้าฉันจะขอให้เธอไปนั่งเป็นเพื่อนฉันที่ห้อง เธอจะคิดค่าบริการเท่าไหร่” นั่นไงล่ะ ในที่สุดชายหนุ่มก็เผยไต๋ออกมาจนได้ ผู้ชายรวยๆ ก็เหมือนกันหมดทุกคน เห็นผู้หญิงเป็นแค่ของเล่นที่ซื้อได้ด้วยเงิน หญิงสาวล่ะเกลียดนักผู้ชายประเภทนี้ “ขอโทษด้วยนะคะ ดิฉันแค่มาแด๊นซ์อย่างเดียวค่ะไม่ได้มาทำอย่างอื่น” “แล้วถ้าฉันให้เธอเท่านี้ล่ะเธอยังจะกล้าปฎิเสธอีกมั้ย” มือหนาเขียนอะไรยิกๆ ที่กระดาษแผ่นหนึ่งก่อนจะกรอกตัวเลขลงไปแล้วยื่นมันให้เธอ “นี่คุณ! ฉันบอกคุณแล้วไงคะว่าฉันไม่ขายตัว ได้ยินชัดมั้ยคะ” ร่างบางเริ่มสั่นเทิ้มด้วยความโมโห เสียงดังมากขึ้นตามอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่น ใช่อยู่ตัวเลขที่ชายหนุ่มเขียนให้มันมากกว่ารายได้ที่เธอทำงานมาทั้งปีรวมกันเสียอีก แต่หญิงสาวก็ไม่คิดที่จะแคร์สิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ กลับยิ่งรู้สึกขยะแขยงผู้ชายตรงหน้านี้มากขึ้น ผู้ชายอะไรหน้าตาก็ดีแต่นิสัยแย่ชะมัด เขาเห็นผู้หญิงเป็นแค่ของเล่นหรือยังไงกัน ถึงได้ขอซื้อต่อรองราคากันเป็นผักเป็นปลาแบบนี้ “โอกาสดีๆ ไม่ได้มีมาง่ายๆ นะคุณ คิดดูดีๆ สิ คุณต้องเต้นไปอีกกี่คืนต้องรับแขกไปอีกสักกี่คนคุณถึงจะได้เงินมากมายขนาดนี้ แค่ไปกับผมคืนเดียวมันไม่สึกหรอเท่าไหร่หรอกน่า ดีไม่ดีคุณอาจจะติดใจผมก็ได้นะ” เผียะ! เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว ใบหน้าหล่อเข้มคมคายของร่างสูงใหญ่หันไปตามแรงตบเล็กน้อย ตามมาด้วยรอยแดงเป็นปื้นบนใบหน้าที่เริ่มเหี้ยมเกรียมนั่น ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าทำกับเขาแบบนี้มาก่อน ดวงตาที่เปล่งประกายวาวโรจน์ดั่งมีเปลวไฟร้อนแรงอยู่ภายในช่างดูน่ากลัวยิ่งนัก โดยเฉพาะในนาทีนี้ มันแทบจะเผาร่างเล็กตรงหน้าให้มอดไหม้เป็นจุณไปในพริบตาเลยทีเดียวถ้าเขายังมองเธออยู่อย่างนั้น ร่างบางถึงกับขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง เมื่อรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวผู้ชายร่างกายใหญ่โตตรงหน้า แววตาที่เขามองมายังเธอทำให้หญิงสาวต้องรีบถอยหลังกลับอย่างลนลานแต่กว่าจะรู้ตัวว่าภัยมาถึงตัว มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ไม่มีใครในที่นั่นกล้าเข้ามาช่วยหญิงสาวได้ เพราะทุกคนต่างก็รักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น ร่างบางจึงถูกนำตัวออกมาจากผับ และพามาขึ้นรถเมอร์ซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสสีดำคันหรูออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็วดุจสายลม

บทที่ 2 หวาดกลัวและหวั่นไหว 50%

ด้วยเครื่องบินส่วนตัวทำให้อภิมหึมามหาเศรษฐีหนุ่มเดินทางมาถึงที่พักในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และร่างของสาวน้อยที่ยังอยู่ในชุดโคโยตี้อันเซ็กซี่ก็ถูกพามาขังไว้ในเรือนเล็กใจกลางป่า ป่าที่อยู่ลึกเกินกว่าที่คนภายนอกจะย่างกรายเข้าไปถึง เพราะที่นี่คือ ไร่ทัพเทวัญ อาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่ที่มีเจ้าของเพียงคนเดียวที่ดูแลอยู่ตอนนี้ คือทัพเทวินทร์ เลิศบริรักษ์ อากาศยามเช้าของที่นี่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวที่ยังคงเกาะพร่างพราวจนขาวโพลนอยู่บนต้นไม้ใบหญ้า ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ออกอาการหนาวเหน็บจนตัวสั่น ผู้คนที่ทำงานในไร่แห่งนี้บ้างก็ใส่เสื้อกันหนาวผืนหนาเพื่อคลายหนาว บ้างก็พากันก่อกองไฟผิงกายเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เพราะช่วงนี้เป็นช่วงหน้าหนาวอากาศจึงเย็นยะเยือกอย่างกับอยู่บนขั้วโลกเหนือยังไงยังงั้น โดยเฉพาะที่ไร่ ทัพเทวัญ แห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูงแต่ไม่ชันมากนัก แทบจะมีหมอกปกคลุมเกือบตลอดทั้งวัน ร่างบางนอนคดคู้จนตัวงอเป็นกุ้งเพราะความหนาวเหน็บ ที่คืบคลานเข้ามาภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แสงสว่างยามเช้าลอดเข้ามาทางกระจกหน้าต่างบานใสกระทบกับเปลือกตาที่กำลังเริ่มปรือขึ้นและเปิดเปลือกตาออกมาในที่สุด เมื่อม่านตาขยาย โฟกัสเริ่มปรับแสงความคมชัดได้เต็มที่ ร่างบางก็ตกใจแทบช็อกเมื่อมองไปรอบๆ ตัวแล้วพบว่าที่นี่ไม่ใช่ที่พักของเธอ แต่เป็นที่ไหนไม่รู้ที่หญิงสาวไม่รู้จัก ‘ที่นี่คือที่ไหน เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วใครพาเรามา’ เชลยสาวพึมพำถามคำถามในใจด้วยความรู้สึกตื่นกลัว ณัฐกานต์พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่หญิงสาวก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า ทั้งมือทั้งเท้าของเธอถูกพันธนาการด้วยสายโซ่เส้นใหญ่ที่ล็อกไว้อย่างแน่นหนาด้วยกุญแจตัวเขื่อง แต่ร่างเล็กก็พยายามลุกขึ้นนั่งจนได้ และหญิงสาวก็ต้องตกใจจนผวาอีกรอบเมื่อประตูห้องเปิดออกพร้อมกับชายร่างยักษ์หน้าตาถมึงทึงปรากฏตัวอยู่หน้าประตู ร่างใหญ่ยักษ์กำลังค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาเธอพร้อมกับจานข้าวในมือ ณัฐกานต์กระถดถอยหนีไปจนชิดฝาผนังห้องแต่มันก็ยังตามเธอมาติดๆ จนหญิงสาวหมดทางหนี ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความกลัว แต่ร่างสูงก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาทำร้ายเธอแต่อย่างใด ชายแปลกหน้าย่อตัวลงวางจานข้าวไว้ข้างหน้าเชลยสาว “เจ้านายสั่งให้เอาข้าวเช้ามาให้คุณกิน” “เจ้านายแกเป็นใคร แล้วจับฉันมาทำไม แล้วที่นี่มันที่ไหน” เชลยสาวรัวคำถามออกไปด้วยเสียงสั่นๆ แต่แววตายังคงแฝงไปด้วยความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว “เก็บคำถามของคุณเอาไว้ถามเจ้านายดีกว่า ผมมีหน้าที่แค่เอาข้าวมาให้คุณทานเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ตอบคำถามคุณ รีบกินข้าวซะ” ร่างใหญ่พูดจบก็หันหลังเดินออกไปจากห้องปล่อยให้ร่างบางนั่งมองจานข้าวอย่างไม่ไว้ใจ ‘ใครจะไปกินลง เกิดพวกมันเอายาพิษอะไรใส่ลงไปเธอจะไม่แย่ไปกว่านี้เหรอ” สาวน้อยนึกในใจอย่างหวาดหวั่น ใบหน้าหวานผินหน้าไปทางอื่นหญิงสาวไม่อยากเห็นจานข้าวที่วางล่อน้ำย่อยของเธออยู่ตรงหน้า แม้ว่าท้องไส้มันจะร้องประท้วงว่ากำลังหิวก็ตาม ความใจแข็งและไม่ไว้ใจทำให้ณัฐกานต์ไม่คิดที่จะแตะต้องกับข้าวในจานแม้แต่คำเดียว เธอจะไม่ยอมกินอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว แต่หญิงสาวหารู้ไม่ว่า สิ่งที่เธอกำลังคิดมันห่างไกลแม้กระทั่งในความฝันของเธอด้วยซ้ำไป จากเช้าจรดเย็นอาหารถูกนำมาวางไว้ให้ถึงสามครั้งแต่ณัฐกานต์ก็ยังใจแข็งไม่ยอมกิน ร่างกายที่ขาดน้ำและอาหารมาทั้งวันเริ่มจะอ่อนล้าลงทุกที โชคดีที่หญิงสาวเป็นคนแข็งแรง เพราะผลจากการที่เธอออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การอดข้าวและน้ำถึงสามมื้อจึงไม่ได้ทำให้ร่างเล็กถึงกับเป็นลมล้มพับไป หญิงสาวอยากจะรู้นักว่าพวกมันโกรธแค้นอะไรเธอนักหนาหรือเพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างนั้นหรือ คือเหตุผลที่ไอ้คนชั่วนั่นมันจับตัวเธอมา ณัฐกานต์คิดอย่างหวาดระแวงสงสัยไปต่างๆ นานา จนผล็อยหลับไป หญิงสาวจึงไม่รู้ตัวว่ามีผู้ชายตัวโตมากๆ คนหนึ่งกำลังมองเธอด้วยสาวตาที่อ่านไม่ออก ร่างสูงใหญ่ส่ายหน้าไปมาด้วยความสงสาร เมื่อมองร่างที่นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนพื้นเสื่อตรงหน้า แต่เขาคงช่วยอะไรเธอไม่ได้ เพราะคำสั่งของทัพเทวินทร์คือประกาศิตที่ลูกน้องคนทุกคนต้องปฏิบัติตาม “เจ้านายครับ วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่ยอมกินอะไรเลยนะครับ” นาคาลูกน้องมือขวาก้มหน้ารายงานเกี่ยวกับเชลยสาวที่พามาขังไว้เมื่อคืน “อวดดี! รอดูต่อไป ดูซิ...ว่าจะทนใจแข็งไปได้สักกี่น้ำ” เสียงกร้าวกระด้างสบถออกมาเมื่อได้รับรายงานจากลูกน้อง เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านางแมวสาวตัวเล็กๆ อย่างแม่สาวโคโยตี้คนนี้จะทนหิวได้สักแค่ไหน คืนนี้ถ้าหล่อนจะไม่แตะข้าวเลยสักเม็ดก็ให้มันรู้ไป “เจ้านายจะไม่ไปดูเธอหน่อยหรือครับ” นาคายังคงซักไซ้ไล่เลียงถามเจ้านายด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้บ่งบอกความรู้สึกเช่นเดิม แต่ภายในใจกลับรู้สึกเป็นห่วงเชลยสาวยิ่งนัก “ทำไม นายเป็นห่วงหล่อนหรือไง” เสียงมีอำนาจถามกลับไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ เขาหันหน้ามามองลูกน้องคนสนิทด้วยเครื่องหมายคำถาม “เปล่าครับ ผมก็แค่...ถามเจ้านายดู” น้ำเสียงที่อ่อนลงแสดงถึงการเจียมตัวและรู้จักสถานะของตนเองเป็นอย่างดี นาคราชเป็นลูกน้องคนเดียวที่ทัพเทวินทร์ไว้ใจมากที่สุด เพราะเขาเป็นมากกว่าลูกน้อง นาคราชเองก็นับถือทัพเทวินทร์มากที่สุดเช่นเดียวกันเพราะชายหนุ่มมีบุญคุณกับครอบครัวของเขามาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าทัพเทวินทร์จะสั่งให้ทำอะไรเขาก็ต้องทำตามและเขาสามารถตายแทนเจ้านายของเขาได้ “คืนนี้เฝ้าดูหล่อนให้ดี ไม่ใช่เพราะว่าฉันเป็นห่วงแต่เป็นเพราะฉันกลัวว่าเด็กนั่นจะหิวข้าวตายซะก่อนจะถึงวันพรุ่งนี้” สายตาอันทรงพลังและเจ้าเล่ห์อย่างเหลือร้ายของร่างสูงใหญ่ทอดมองออกไปภายใต้เงามืดแห่งรัตติกาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พรุ่งนี้แล้วที่เขาจะให้หญิงสาวได้เริ่มต้นบทเรียนที่หนึ่ง บทเรียนแรกที่ชายหนุ่มคิดขึ้นมาเองเพื่อหยอกล้อลูกหนูตัวเล็กๆ ที่ไร้ทางสู้และมันคงจะสนุกดีพิลึกที่เขาจะกลายร่างเป็นราชสีห์เพื่อเล่นกับหนู ‘หึๆ’ ทัพเทวินทร์หัวเราะในลำคออย่างเจ้าเล่ห์ คิ้วเข้มดั่งปีกกาของนาคราชขมวดมุ่นเข้าหากันเป็นปมแทบจะทันทีเมื่อเห็นท่าทางของเจ้านาย “พรุ่งนี้...เจ้านายคิดจะทำอะไรเชลยสาวคนนั้นหรือครับ เธอน่าสงสารออกนะครับ” ด้วยความสงสัยและเป็นห่วงเชลยสาว ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์จึงถามและพูดความรู้สึกในใจออกไปโดยไม่ทันได้คิด “เอ๊ะนาคา! ใครใช้ให้นายออกความคิดเห็น ฉันอยากจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน นายมีหน้าที่ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ” สายตาแข็งกร้าวปรายตามองลูกน้องด้วยแววตาตำหนิ จนคนถูกมองต้องหลุบตาต่ำอย่างเจียมตัว “นายจะไปไหนก็ไปเลยปะ ฉันอยากคิดอะไรของฉันคนเดียวเงียบๆ” นาคราชรีบเดินเลี่ยงออกไปทันที เมื่อโดนเจ้านายหนุ่มไล่ตรงๆ ปล่อยให้ร่างสูงใหญ่มองตามหลังไปด้วยความขุ่นข้องใจ เพราะปรกตินาคราชไม่เคยยุ่งวุ่นวายหรือออกความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการตัดสินใจของเขา แต่หนนี้ดูเหมือนลูกน้องหนุ่มจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขาสักเท่าไหร่ หรือเป็นเพราะเสน่ห์สาวโคโยตี้นั่นมันไปกระตุ้นต่อมความใจอ่อนของนาคราชเข้าให้ ลูกน้องของเขาก็เลยออกอาการสงสารแม่นั่นขึ้นมา ‘เธอน่าสงสารออกนะครับ’ คำพูดของนาคราชยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเจ้านายหนุ่มแห่งไร่ทัพเทวัญ ‘คนอย่างฉันไม่มีวันใจอ่อนกับศัตรูเด็ดขาด’ ทัพเทวินทร์รำพึงในใจนัยน์ตาเปล่งประกายวาวโรจน์อย่างน่ากลัวก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเดินเข้าไปยังที่พักชั่วคราวด้วยท่าทางทรนงองอาจ เมื่อลับร่างเจ้านายนาคราขจึงแอบเข้าไปดูเชลยสาวด้วยตนเองอีกครั้ง หลังจากที่เขาเห็นสภาพหญิงสาวแล้วเมื่อตอนหัวค่ำ ร่างเล็กบางที่นอนสลบไสลไม่ได้สติกำลังนอนคดคู้ด้วยความเหน็บหนาว ร่างเล็กที่สั่นเทาทำให้นาคราชรู้สึกสงสารหญิงสาวจับใจ ชายหนุ่มจึงสั่งให้สาวใช้หาผ้าห่มมาคลุมร่างให้เชลยสาว แล้วเขาจึงค่อยเดินออกจากห้องไป

บทที่ 3 หวาดกลัวและหวั่นไหว 100%

รุ่งเช้าของวันใหม่ เช้านี้ทัพเทวินทร์ตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูไร่ มีคนงานมากมายที่เอาใจใส่ขยันขันแข็งร่วมแรงร่วมใจกันดูแลไร่เป็นอย่างดี เพราะมีเจ้านายใจดีและใจกว้างอย่างทัพเทวินทร์ ทุกคนที่นี่ต่างก็รักและนับถือนายหัวของพวกเขามาก แต่ก็มีลูกจ้างบางรายที่รักเจ้านายหนุ่มอย่างออกหน้าออกตา และก็รักเกินกว่าคำว่าลูกน้องและเจ้านาย “สายพิณ นี่แกจะรีบไปไหนฮะ เฮ้อ! ...ลูกสาวคนนี้นี่ทำตั๋วแปลกๆ พิกล ถามกะบ่ยอมตอบ” นางคำแก้วบ่นกระปอดกระแปดให้ลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างอิดหนาระอาใจ เพราะสายพิณโตแต่ตัวแต่นิสัยดื้อรั้นยิ่งกว่าผู้ชายเสียอีกในสายตาของผู้เป็นแม่ สายพิณลูกสาวคนงานในไร่อายุยี่สิบสองปีหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา วิ่งกระหืดกระหอบหมายจะไปดักรอทักทายพ่อเลี้ยงซึ่งก็หมายถึงนายหัวทัพเทวินทร์ของหญิงสาวนั่นแหละ ซึ่งคนเชียงใหม่แถวนี้ต่างก็เรียกคนร่ำรวยมีเงินว่าพ่อเลี้ยงหรือ ‘ป้อเลี้ยง’ เหมือนกันทุกคน สายพิณตั้งหน้าตั้งตาวิ่งโดยไม่ทันได้ดูทางข้างหน้าเลยว่ามีใครกำลังเดินตัดหน้ามา พลั่ก! ร่างบางชนโครมเข้ากับร่างหนาของนาคราชอย่างจัง คนโดนชนเองก็เซถลาจนเกือบจะล้มแล้วเหมือนกัน ชายหนุ่มต้องรีบรับร่างบางที่วิ่งเข้ามาชนด้วยอกแกร่งและอ้อมแขนแข็งแรงของเขาไว้ แทนที่เขาจะได้รับคำขอบคุณแต่เจ้าของร่างสูงกลับได้รับสายตาเอาเรื่องและท่าทางปั้นปึ่งของร่างเล็กแทนอย่างแสนงอน “นี่นาย! ทำไมเดินมาไม่รู้จักดูทางเสียบ้าง” “เธอต่างหากล่ะสายพิณ ที่วิ่งมาชนฉันยังไม่รู้จักขอโทษอีก” นาคราชรีบเถียงหญิงสาวออกไปทันทีที่เมื่อโดนอีกฝ่ายต่อว่าต่อขานโดยที่เขาไม่ผิด สายตาที่มองหญิงสาวมีแววตำหนิติเตียนอย่างเห็นได้ชัด “หลีกไป! มายืนขวางทางอยู่ได้ น่ารำคาญ” ร่างบางทำเป็นดีดดิ้นเบี่ยงตัวเดินกระทืบเท้าออกไปอย่างขัดใจอย่างกับเป็นเด็กสามสี่ขวบ ทำให้นาคราชมองตามหญิงสาวไปอย่างเซ็งๆ พ่อเลี้ยงหนุ่มกำลังเดินลัดเลาะไปตามสวนผลไม้นานาพันธุ์ อยู่ที่ไกลๆ ท่ามกลางคนงานในไร่ที่ทำงานอยู่ล้อมรอบตัวเขา แต่ร่างแกร่งกำยำของชายหนุ่มกลับดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่าใครๆ วันนี้ทัพเทวินทร์ใส่ชุดยีนส์คาวบอยรองเท้าบูทสีน้ำตาลเข้มและสวมหมวกคาวบอยปีกกว้างดูเท่ห์หล่อเข้มและแมนแบบสุดๆ ในสายตาของสาวๆ ในไร่ โดยเฉพาะในสายตาของสายพิณ “ป้อเลี้ยงเจ้า ป้อเลี้ยงเจ้า” สายพิณวิ่งลัดเลาะดงหญ้ามาหาเจ้าของไร่อย่างเหนื่อยหอบใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อจางๆ “อ้าวมีอะไรเหรอสายพิณ วิ่งหน้าตั้งมาเชียว” พ่อเลี้ยงหนุ่มมองสายพิณยิ้มๆ เมื่อเห็นอาการของหญิงสาวที่ยังหอบไม่หาย “สายพิณบ่หัน (เห็น) หน้าป้อเลี้ยงมาหลายวันแล้ว สายพิณก็เลยคิดถึงเจ้า สายพิณได้ข่าวว่าป้อเลี้ยงเอาแม่ญิง (ผู้หญิง) มาขังไว้ในบ้าน แล้วมันเป๋นไผ๋ (เป็นใคร) เจ้า สายพิณอยากฮู้แต้ๆ (อยากรู้จริงๆ) ” สายพิณถือว่าตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือลูกจ้างหลายๆ คนในไร่ เพราะพ่อของเธอเป็นถึงหัวหน้าคนงานในไร่ และครอบครัวเธอก็ทำงานให้กับทัพเทวินทร์มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ตั้งแต่ที่พ่อเลี้ยงหนุ่มมาบุกเบิกทำไร่ทางภาคเหนือใหม่ๆ หญิงสาวพยายามทำตัวสนิทสนมกับเจ้านายหนุ่มจนเกินงาม หลายครั้งหลายคราที่พ่อกับแม่ของเธอคอยดุด่าว่ากล่าวแต่เด็กสาวก็ไม่ยอมฟัง “แล้วสายพิณจะอยากรู้จักผู้หญิงคนนั้นไปทำไมล่ะ เธอกับเขาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันเสียหน่อย” วาจาที่กล่าวออกมาอย่างราบเรียบแต่ก็แฝงไว้ด้วยแววตำหนิหน่อยๆ ทำให้คนฟังไม่กล้าที่จะถามชายหนุ่มต่อ เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าเด็กสาวทำหน้าจ๋อยลงเขาก็ใช้มือหนาขยี้ศีรษะเธอเล่นเบาๆ อย่างเอ็นดู เขาเห็นสายพิณมาตั้งแต่เด็กสาวยังเป็นเด็กหญิงอยู่เลย ชายหนุ่มจึงเอ็นดูสายพิณเหมือนน้องเหมือนนุ่งคนหนึ่ง แววตาที่เขามองดูเด็กสาวช่างอบอุ่นนักจนหัวใจของสาวน้อยเต้นตูมตามทุกครั้งที่ชายหนุ่มยิ้มให้ “ป้อเลี้ยงน่ะ หันสายพิณเป็นละอ่อน (เด็ก) ไปได้ สายพิณเป็นสาวแล้วน่ะเจ้า” ร่างบางทำท่ากระเง้ากระงอดทำหน้าเชิดน้อยๆ อย่างแสนงอน “อ้าว...เหรอ ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยว่าสายพิณโตเป็นสาวแล้ว ฉันยังหลงคิดว่าเธอยังเป็นเด็กหญิงอยู่เลย” “จริงครับนาย ตัวน่ะเป็นสาวแต่นิสัยยังกับเด็กสี่ห้าขวบ” เสียงทุ้มต่ำที่กล่าวสำทับทำให้หนุ่มสาวทั้งคู่หันไปมอง นาคราชผู้จัดการหนุ่มแห่งรีสอร์ทพรรณพฤกษานั่นเอง สายพิณส่งสายตาเขียวปัดไปให้เขาแทบจะทันทีที่ได้ยินผู้จัดการหนุ่มพูดจบ “นี่นายว่าฉันเหรอ นายหิน!” ร่างบางตวาดแว้ดๆ ใส่นาคราชเสียงแหลม ‘นายหิน’ คือฉายยาที่สายพิณตั้งให้กับนาคราช เพราะหญิงสาวรู้สึกว่าชายหนุ่มเป็นคนทื่อๆ แข็งๆ ไม่มีความนุ่มนวล พูดจาก็ห้วนๆ ไม่มีศิลปะ ใบหน้าก็ไม่ค่อยมีรอยยิ้ม ดูไร้ชีวิตชีวา และอีกเหตุผลสารพัดที่หญิงสาวเอามาอ้าง เมื่อชายหนุ่มถามว่าทำไมถึงเรียกเขาว่า ‘นายหิน’ “อีกแล้วนะสายพิณ ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกฉันว่านายหิน ฉันไม่ชอบ” ผู้จัดการหนุ่มตะคอกใส่หญิงสาวเสียงดัง “ทำไม ก็ฉันอยากจะเรียกนายว่า นายหิน...นายหิน...นายหิน! ...” “นาย ผมขอตัวนะครับ” ก่อนที่สายพิณจะเรียกชื่อ ‘นายหิน’ ไปมากกว่านั้น ข้อมือทั้งสองข้างของหญิงสาวก็ถูกรวบไว้อย่างแน่นหนาด้วยมือใหญ่หยาบกร้านของนาคราชลากไปทางป่าหญ้ารกๆ ที่ผู้คนไม่ค่อยเดินผ่านไปผ่านมาสักเท่าไหร่ “เอ๊ะนายหิน นายจะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ! ปล่อย!” ร่างเล็กพยายามดึงรั้งตัวเองให้หลุดพ้นออกจากพันธนาการที่แข็งแกร่งดั่งปลอกเหล็กของอุ้งมือหนาแต่ก็ไม่สำเร็จ ยิ่งดิ้นก็เหมือนยิ่งแน่นจนร่างเล็กถึงกับนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ “โอ๊ย! ฉันเจ็บนะ ไอ้คนบ้า ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!” ร่างบางทั้งดิ้นทั้งถองแต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมปล่อย ผู้จัดการหนุ่มมาดเข้มเริ่มหมดความอดทนต่อหญิงสาวแล้ว เพราะไม่ว่าเขาจะขู่เธอสักกี่ครั้งบอกเธอสักกี่หนแต่สายพิณก็ดูเหมือนจะไม่ยอมฟังเขาง่ายๆ เห็นทีเขาต้องใช้ไม้แข็งจัดการกับหญิงสาวขั้นเด็ดขาดเสียแล้ว “อยากลองดีกับฉันนักใช่ไหมสายพิณ ที่ผ่านมาฉันบอกเธอดีๆ ก็แล้ว ขู่เธอหนักๆ ก็แล้ว เธอก็ไม่ยอมทำตามที่ฉันบอก ได้...คราวนี้ฉันอยากจะรู้นักว่าเธอยังจะกล้าเรียกฉันว่า ‘นายหิน’ อีกมั้ย” ดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มส่องประกายวาวโรจน์จ้องหน้าคนร่างเล็กนิ่ง ร่างบางเริ่มดีดดิ้นอีกครั้งอย่างไม่กลัวเกรง ทันใดเท้าเล็กๆ ของเธอก็ยกกระทืบเท้าหนาของร่างสูงใหญ่อย่างสุดแรง “โอ๊ย! ยัยบ้าเอ๊ย!” นาคราชผลักร่างของหญิงสาวลงพื้นหญ้าอย่างแรงส่งผลให้ร่างเล็กลงไปกองกับพื้นจนหงายหลังไปกับพื้นหญ้าสีเขียวขจี ตามมาด้วยร่างหนาของชายหนุ่มที่ใช้เข่าแข็งแรงค่อมร่างเล็กเอาไว้ แล้วจับข้อแขนเล็กสองข้างแผ่ราบลงไปกับพื้นด้วยสองมือหนาของเขาที่ประสานนิ้วมือเรียวเล็กเอาไว้แน่น “อะ...” ร่างใหญ่หนาที่โน้มต่ำลงจู่โจมหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ปากบางสีกุหลาบของหญิงสาวที่กำลังจะส่งเสียงประท้วงถูกบดขยี้อย่างบ้าคลั่งด้วยปากหยักได้รูปของชายหนุ่ม ใบหน้าที่แดงก่ำของคนใต้ร่างพยายามสะบัดหนีใบหน้าเข้มของคนตัวใหญ่ไปมา แต่หญิงสาวมีแรงเพียงน้อยนิดมีหรือที่จะสู้พละกำลังอันมหาศาลของผู้ชายที่กำลังข่มเหงเธอตอนนี้ได้ เขาจูบเธออย่างรุนแรงจาบจ้วงในนาทีแรกแต่กลับอ่อนหวานในนาทีต่อมาจนร่างเล็กเริ่มหวั่นไหวในสัมผัสอันนุ่มนวลของเขา เมื่อรู้สึกว่าคนใต้ร่างเลิกพยศ ชายหนุ่มจึงได้ผละออกทั้งๆ ที่เขายังอยากจะรังแกเด็กสาวต่อ แต่ด้วยสามัญสำนึกจึงทำให้ผู้จัดการหนุ่มหยุดการกระทำอันจาบจ้วงและบ้าคลั่งไว้เพียงเท่านั้น สายพิณยังรู้สึกเบลอๆ หัวใจสั่นไหวเหมือนเงาที่ตกกระทบผืนน้ำที่ไหลเชี่ยว แต่ทันทีที่หญิงสาวรู้สึกตัวร่างบางจึงรีบยืนขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าผมเผ้าของตนเองให้เข้าที่และปัดเศษไม้ใบหญ้าออกจากตัว ก่อนที่จะหันไปจ้องหน้าคนที่ฉวยโอกาสกับเธออย่างป่าเถื่อนนิ่งด้วยแววตาวาวโรจน์ เผียะ! ฝ่ามือเล็กเงื้อมฟาดลงบนในหน้าที่สากระคายไปด้วยเคราเขียวอย่างสุดแรงเสียงดังสนั่น “นี่สำหรับสิ่งที่นายทำกับฉัน และนี่...” เผียะ!! “สำหรับฉันที่เกลียดนายมากที่สุด นายหิน!” ร่างเล็กหันหลังวิ่งไปทั้งน้ำตา ปล่อยให้คนที่หน้ากำลังชายืนนิ่งเป็นหุ่น มองตามแผ่นหลังบางจนสุดสายตา ความรู้สึกบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในหัวใจของนาคราช ชายหนุ่มผู้ไม่เคยหวั่นไหวในมายาของหญิงใดมาก่อน แต่ความรู้สึกหวั่นไหวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มันคืออะไร ร่างสูงยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นอีกหลายนาที หลังจากที่ไปเดินดูไร่มา ทัพเทวินทร์ก็แวะไปที่เรือนหลังเล็กซึ่งเป็นที่คุมขังของเชลยสาว แต่ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินไปตามทางเดินใกล้จะถึงที่หมายแล้ว หยาดฝนสาวใช้ก็วิ่งหน้าตาตื่นมาหาพ่อเลี้ยงหนุ่มทันทีที่เห็นร่างสูงใหญ่เดินเข้ามา “ป้อเลี้ยงเจ้า ป้อเลี้ยง” ร่างอวบเตี้ยรีบวิ่งเข้ามารายงานเจ้านายหนุ่มด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “มีอะไรเหรอฝน มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงเข้มต่ำถามออกไปด้วยความสงสัย “มีเจ้า มี ก็...ผู้หญิงที่นายพามาเมื่อคืนไงเจ้า ตัวร้อนจี๋เลยเจ้า กำลังตัวสั่นและเพ้อเสียงดังเลยเจ้า ฝนกลั๋วว่าเธอจะช็อก ก็...ก็เลยรีบมาบอกนายเจ้า” สาวใช้รายงานด้วยเสียงหอบกระเส่า “ไปหาผ้าและน้ำอุ่นๆ แล้วตามฉันมา” “ได้เจ้า” ร่างสูงใหญ่รีบเดินลิ่วๆ ไปอย่างกับลมพายุเมื่อฟังสาวใช้รายงานจบ ชายหนุ่มไม่ได้ห่วงหญิงสาวแต่เขากลัวว่าโคโยตี้สาวจะช็อกตายก่อนเวลาอันสมควรต่างหาก และหญิงสาวจะตายตอนนี้ไม่ได้ หล่อนต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสมเสียก่อน หรือจนกว่าเขาจะหายแค้น หญิงสาวจึงจะสามารถออกไปจากชีวิตของเขาได้ สภาพของเชลยสาวตอนนี้ดูต่างจากเมื่อคืนก่อนนัก ใบหน้าที่ซีดเซียวดูอิดโรยหมองคล้ำอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวกำลังเพ้อเพราะพิษไข้อย่างน่าเวทนา “ปลดโซ่ออกจากร่างเธอให้หมด” เสียงเข้มทรงพลังสั่งสาวใช้ “เจ้า จะปลดเดี๋ยวนี้แหละเจ้า” เมื่อสาวใช้ปลดโซ่ตรวนที่ล่ามเธอไว้ออก ร่างสูงใหญ่แข็งแรงกำยำของชายหนุ่มก็ก้มตัวลงช้อนร่างบอบบางมาไว้ในอ้อมแขนแข็งแรง อุ้มร่างเล็กเดินลิ่วๆ ออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็วจนสาวใช้เดินตามแทบไม่ทัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามทัพเทวินทร์ก็ยังคงเป็นทัพเทวินทร์อยู่วันยังค่ำ เนื้อแท้ของเขายังคงมีเมตตาธรรมฝังลึกอยู่ในจิตใจ ชายหนุ่มไม่อาจทนนิ่งดูดายให้ใครมาตายต่อหน้าต่อตาเขาเป็นอันขาด ตอนนี้ช่วยหญิงสาวให้รอดตายก่อน เรื่องแก้แค้นเอาไว้ทีหลัง ยังไงเขาก็ไม่มีวันลืมความเจ็บปวดที่เขาได้รับมาตลอดระยะเวลาเกือบสามเดือน นับตั้งแต่วันที่น้องชายของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เกือบสามเดือนแล้วที่น้องของเขายังไม่ฟื้น แม้ว่าอาการทางร่างกายจะดีขึ้นแต่อาการทางสมองก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย หมอบอกว่าโอกาสที่ทัพเทวาน้องชายของเขาจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราตลอดไปมีสูงมาก “ออกไปได้แล้วฝน เดี๋ยวฉันจะดูแลหล่อนเอง อ้อ...เกือบลืม เธอช่วยไปทำข้าวต้มร้อนๆ และหายาลดไข้มาให้ฉันที่ห้องด้วยนะ” “ได้เจ้า” หยาดฝนเดินออกไปด้วยความรู้สึกที่ยังงงไม่หายกับการแสดงออกของเจ้านายหนุ่ม ที่ดูเหมือนจะห่วงใยในตัวของเชลยสาว แต่เธอก็ได้แต่เพียงเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจเท่านั้น สิบห้านาทีต่อมาหยาดฝนก็นำสิ่งที่เจ้านายของเธอต้องการมาให้ และก่อนออกจากห้องไปเด็กสาวยังถูกกำชับให้ไปบอกทุกคนว่าอย่าเข้ามารบกวนเขาถ้าไม่มีเรื่องด่วน โดยให้เด็กสาวเฝ้าอยู่นอกบ้านเพื่อป้องกันคนเข้ามาวุ่นวาย เมื่อปิดประตูลงกลอนเสร็จเรียบร้อยแล้วทัพเทวินทร์ก็ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปปฐมพยาบาลเชลยสาวทันทีโดยเริ่มต้นจากการเช็ดตัว และชายหนุ่มคงจะเช็ดตัวให้หญิงสาวไม่ได้ถ้าไม่ถอดเสื้อผ้าของเธอออก มือหนาไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายเมื่อเริ่มปลดตะขอเสื้อนอกแต่เมื่อชายหนุ่มเริ่มปลดตะขอบราตัวเล็กๆ มือหนาของเขาก็เริ่มสั่น แต่เสือผู้หญิงอย่างเขามีหรือที่จะละสายตาจากสิ่งสวยๆ งามๆ ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า แต่เพราะร่างกายที่กำลังสั่นเทาด้วยความหนาวชายหนุ่มจึงไม่มีเวลามามองร่างงามนั้นได้นานนัก แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าทรวงอกคู่สวยของหญิงสาวดูสวยงามยวนตามากเพียงใด และร่างกายของเชลยสาวตอนนี้ก็มีเพียงบิกินีตัวจิ๋วเท่านั้นที่ปกปิดส่วนที่หวงแหนที่สุดของเจ้าหล่อน ไม่ให้สายตาคมของเขาได้สำรวจไปไกลเกินกว่านั้น ชายหนุ่มเช็ดตัวให้หญิงสาวจนเกือบทุกซอกทุกมุมเลยก็ว่าได้ จนกระทั่งเวลาเกือบเที่ยงคนไม่ค่อยสบายถึงได้ฟื้นขึ้นมา แต่ก็ยังอยู่ในสภาพที่อ่อนเพลียเต็มทีและสมองของเธอก็ยังรู้สึกเบลอๆ ไม่หาย ร่างเล็กจึงไม่ได้ออกอาการขัดขืนชายหนุ่มแต่อย่างใด เมื่อหญิงสาวถูกร่างใหญ่บังคับให้ทานข้าวกับทานยาก่อนที่จะหลับตานอนพักต่ออีกครั้ง ตะวันลับฟ้าไปนานแล้วใบหน้าเรียวรูปไข่ก็เริ่มมีสีสันขึ้นมาทีละน้อย ดวงตากลมโตที่อยู่ใต้ขนตางอนหนาเป็นแพรค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ และเมื่อม่านตาขยายเต็มที่ ณัฐกานต์ถึงได้รู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องลำพังเพียงคนเดียว แต่มีไอ้คนเลวคนนั้นที่หญิงสาวมีเรื่องกับเขาที่ผับในคืนนั้นอยู่ในห้องด้วย และใบหน้าคมเข้มของเขาก็อยู่ใกล้ใบหน้าของเธอเพียงแค่คืบ ความหวาดกลัวจึงเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

อ่านต่อ