คืนนี้ที่ผับดังแห่งหนึ่งในใจกลางกรุงเทพมหานคร เมืองแห่งแสงสีที่ยังไม่หลับใหล ได้ยินเสียงเพลงเบาๆ ปลุกเร้าให้หนุ่มสาวเคลิบเคลิ้มคล้อยตามไปกับเสียงเพลงอันแสนไพเราะจับใจ มลธิยารู้สึกว่าคืนนี้แขกเหรื่อดูจะหนาตามากกว่าหลายคืนที่ผ่านมาเกือบสองเท่า “อาน่า...วันนี้แต่งตัวสวยเป็นพิเศษเลยนะ สงสัยคืนนี้พี่ว่าแกต้องได้หลายดริ๊งค์และได้ทิปหนักแน่ๆ เลย” รัตติกาลสาวนั่งดริ๊งค์รุ่นพี่เอ่ยถามมลธิยาน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานที่ผับได้ไม่กี่เดือน “ขอให้มันได้เยอะๆ อย่างที่พี่อ้อยพูดทีเถอะ...อาน่าจะได้มีเวลาดูแลแม่ที่บ้านบ้างเวลากลางค่ำกลางคืนบ้าง นี่ยังดีนะที่ยังมีป้าสลวยแกยังคอยมานอนเป็นเพื่อนแม่เกือบทุกคืน” ใบหน้าหวานมีสีหน้ากังวลลงทันทีเมื่อเอ่ยถึงมารดาที่กำลังป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล “เออน่า...อย่าคิดมากยิ้มเข้าไว้สู้ๆ โน่น...หนุ่มๆ มากันแล้ว รีบทำหน้าทำตาให้สวยเข้าไว้น้องรัก ป๊ะ...เรารีบออกไปต้อนรับกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันกินพวกยายกุ้งแห้งพวกนั้น” สาวใหญ่ดึงแขนร่างบางเดินเบียดฝูงผีเสื้อราตรีที่มาเที่ยวในผับไปตามทางที่แขกผู้มาใหม่กำลังเดินมา “สวัสดีค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ สองที่ใช่ไหมคะ” รัตติกาลที่พูดเก่งกว่าเชื้อเชิญสองหนุ่มหล่อที่เธอคิดว่าทั้งคู่หล่อสะดุดตามากๆ ให้เดินตามเธอไป พลางหันไปฝากฝังมลธิยาให้ดูแลลูกค้าหนุ่มอีกคนที่มาด้วยกัน “อาน่าดูแลพี่คนนี้นะ ส่วนพี่จะดูแลหนุ่มหล่อคนนี้เอง โอเคนะจ้ะ” ค่ำคืนนี้ ดูครึกครื้นมากเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงเงินเดือนออกและตรงกับกับวันหยุดด้วยกระมัง แต่ละคนจึงมาผ่อนคลายความเครียดหลังจากที่ทำงานหนักมาเป็นแรมเดือนในสถานบันเทิงแห่งนี้ แต่ก็คงมีอีกหลายคนที่มาเที่ยวที่นี่ด้วยเหตุผลอื่น อาณาฆินทร์ถูกเพื่อนรักอย่างภานุวัฒน์ชวนแกมบังคับให้มาดื่มเป็นเพื่อน และวันนี้เขาเองก็มีเรื่องหนักสมองอยู่เหมือนกัน จึงไม่ได้ปฏิเสธเพื่อนรักของเขาที่เพิ่งอกหักมาหมาดๆ มลธิยารินเครื่องดื่มให้กับหนุ่มหล่อข้างกาย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยดื่มสักเท่าไหร่ และเขาก็ยังไม่ค่อยคุยอีกด้วย เป็นคืนแรกที่หญิงสาวรู้สึกประหม่าในการนั่งดื่มกับแขก ก็เพราะแขกคนนี้ของเธอหล่อคมเข้มมากๆ มากเสียจนหญิงสาวไม่ค่อยกล้าสบตาด้วย อาณาฆินทร์ยอมรับว่าสาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา สวยและเซ็กซี่ไม่เบา หญิงสาวแต่งตัวด้วยชุดที่ค่อนข้างจะโชว์เนื้อหนังมังสามากเหมือนกัน ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ไช่พระอิฐพระปูนที่จะไม่รู้สึกรู้สาอะไร ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจตนเองเหมือนกัน ที่อยู่ๆ เขาก็รู้สึกอยากขย้ำร่างบางที่นั่งยิ้มยั่วเขาตรงนี้นัก อยากจะลิ้มชิมรสกายสาวให้หนำใจ และดูสาวเจ้าก็เหมือนจะรู้ใจทำเป็นกระแซะเบียดเขามากยิ่งขึ้น “เฮ้ย...เพื่อน...ดื่มหน่อยสิวะ ปล่อยให้ฉันดื่มอยู่ได้คนเดียว ใช่ไหมจ๊ะคนสวย” เมื่อเวลาผ่านไปเกือบเที่ยงคืนภานุวัฒน์ก็เริ่มออกอาการมึนเมา เพราะรัตติกาลขยันรินเหล้าให้เขาดื่มเพื่อหวังจำนวนดริ๊งค์บ่อยเหลือเกิน “นั่งตั้งนาน ยังไม่รู้จักชื่อกันเลย พอจะแนะนำชื่อให้พวกเรารู้จักได้ไหมคะ?” สาวสวยข้างกายภานุวัฒน์เอ่ยถามหนุ่มๆ เสียงหวาน และท่าทางหญิงสาวก็ไม่คิดที่จะรู้จักพวกเขาเพียงแค่ชื่อเท่านัน “ได้สิครับคนสวย เอางี้...ถ้าจะให้พวกพี่แนะนำตัว ให้น้องสาวทั้งสองคนแนะนำตัวเองก่อนแล้วกันนะจ๊ะ” คนเมาเริ่มเสียงอ้อแอ้ ขณะที่อาณาฆินทร์แค่ยิ้มมุมปากนิดๆ “ได้สิคะ นี่คือ อาน่า ดาวเด่นประจำผับนี้เลยนะคะ ปกติน้องเขาน่าจะรับแขกคนอื่นไปแล้ว แต่บังเอิญวันนี้น้องเขามาช้าน่ะค่ะ ก็เลยได้มานั่งบริการที่โต๊ะนี้” สาวใหญ่แนะนำเพื่อนสาวคนสวยก่อน เพราะรัตติกาลรู้ว่ามลธิยาค่อนข้างเรียบร้อยและพูดจาไม่เก่งเท่าใดนัก “แล้วคุณล่ะครับ...ชื่ออะไร” ภานุวัฒน์เอ่ยถามสาวใหญ่ข้างกายด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม คืนนี้เขาคงจะขอให้สาวสวยอวบอิ่มคนนี้ปลอบใจเขาเสียแล้วกระมัง “ชื่ออ้อยค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงหวาน พลางส่งสายตาพราวระยับไปให้ “ผมคิดว่าอ้อย...คงจา...หวาน...ไปทั้งเนื้อทั้งตัวเลย ใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าแต่เริ่มเอาแขนโอบไหล่สาวเจ้าเข้ามาแนบชิด มือไม้ก็เริ่มจะกลายเป็นหนวดปลาหมึกเข้าไปทุกที “ถ้าอยากรู้ว่าอ้อยหวานแค่ไหน ก็ลองชิมดูสิคะ” ร่างอวบอึ๋มทำท่าอ่อยเหยื่อเต็มที่ “ถ้าอย่างนั้น...เราออกไปต่อกัน...ข้างนอกดีไหม” คืนนี้ภานุวัฒน์ตั้งใจจะเที่ยวให้ลืมความเศร้าความผิดหวัง จึงไม่คิดที่จะปฏิเสธหญิงสาวข้างกายที่ทำท่าทอดสะพานให้เขามากเสียขนาดนั้น “ดีค่ะ งั้น...เราไปกันเถอะค่ะ” “กาย พรุ่งนี้แกค่อยมารับฉันนะโว้ย โชคดีนะเพื่อน ไปล่ะ” พอพูดจบหนุ่มสาวทั้งคู่ก็โอบเอวกันเดินออกไปจากผับ ทิ้งให้มลธิยากับอาณาฆินทร์นั่งที่โต๊ะกันลำพังเพียงสองคน คืนนี้มลธิยาตั้งใจที่จะหาเหยื่อรวยๆ สักคนที่สามารถซื้อตัวเธอในราคาที่เธอพอใจ หากใครสักคนที่ให้เงินเธอมากพอที่จะนำไปเป็นค่าผ่าตัดเปลี่ยนไตและค่ารักษาตัวให้กับมารดาของเธอได้และท่าทางของเขาน่าจะเป็นคนดีและยังโสด เธอก็ยินดีที่จะมอบสิ่งที่หวงแหนมากที่สุดของเธอให้กับเขาคนนั้น เพื่อแลกกับชีวิตที่มีค่าของคนที่เธอรักมากที่สุดในชีวิต “แล้วคุณล่ะคะ ไม่คิดที่จะ...ไปต่อเหรอคะ” หญิงสาวกลั้นใจถามออกไปทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก เธอยังรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ อย่างบอกไม่ถูกเมื่อสายตาคมจ้องมองหน้าเธอนิ่งๆ อย่างไม่อาจเดาใจได้ “ก็คิดอยู่เหมือนกันนะ แน่ใจเหรอที่จะออกไปกับฉัน?” ชายหนุ่มเพียงแค่ถามหยั่งเชิงเธอดูเท่านั้น “นะ...แน่ใจค่ะ ว่าแต่คุณยังโสดใช่ไหมคะ แล้วถ้าคุณ...เอ่อ...ถ้าคุณจะ” ร่างบางพูดได้แค่นั้นเธอก็หยุดพูด แล้วนั่งก้มหน้าก้มตาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าชายหนุ่ม ทำไมนะ ผู้ชายคนนี้ถึงทำให้เธอรู้สึกห่วงศักดิ์ศรีตนเองขึ้นมา ทำไมถึงต้องแคร์ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรกับเธอ “ผมยังโสด และโอเค...ผมเข้าใจ คุณต้องการเท่าไหร่” ร่างหนาสบตาหญิงสาวอย่างประเมินราคา “เอ่อ ถือเสียว่าฉันไม่ได้พูดอะไรไม่ได้ถามอะไรก็แล้วกันนะคะ ดื่มต่อดีกว่าค่ะ” สาวน้อยหยุดหัวข้อสนธนาทันที แล้วก็กระดกแก้วเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดแก้ว เธออยากจะเมาเหลือเกินเพื่อลบความอายลงบ้าง “ถ้าอย่างนั้น...ออกไปกับฉันเดี๋ยวนี้เลย รับรอง...เธอจะได้สิ่งที่เธอต้องการแน่นอน” ชายหนุ่มไม่พูดเปล่า แต่ลากแขนหญิงสาวเดินตามเขาไปอย่างถือสิทธิ์ร่างสูงพาเธอออกไปข้างนอกกับเขาทันที “เดี๋ยว คุณจะพาฉันไปไหนเนี่ย ฉันยังไม่ได้ตกลงอะไรกับคุณเลยนะ” คนตัวเล็กพยายามขัดขืนในตอนแรกเมื่อสำนึกบางอย่างขึ้นมาได้ แต่พอเห็นแววตาชักชวนแกมบังคับของเขา เธอจึงยอมให้เขาจับแขนเธอไปแต่โดยดีนั่นเพราะเหตุผลที่ว่า ‘เพื่อชีวิตของแม่’ มันแทรกเข้ามาอยู่ในหัวใจอย่างรวดเร็ว จึงจำใจยอมรับโอกาสนี้ไว้ทั้งที่กลัวและหวาดหวั่นในหัวใจอย่างที่สุด มลธิยานั่งเงียบมาตลอดทาง แต่ในใจของเธอก็ภาวนาสาธุตลอดว่า ถ้าหากฟ้ามีตาก็ขอให้เธอได้พบเจอคนดีๆ บ้าง อย่างน้อยก็ขอให้คนที่เธอนั่งรถมาด้วยตอนนี้เป็นคนดี และที่สำคัญขอให้เขาให้ในสิ่งที่เธอต้องการได้ด้วยเถอะ “นี่เธอ...เต็มใจมาหรือเปล่าเนี่ย ถ้าเปลี่ยนใจก็ยังทันนะ ฉันไม่อยากโดนข้อหาพรากผู้เยาว์” ชายหนุ่มพูดเสียงเข้มหันไปมองร่างบางข้างๆ อย่างไม่แน่ใจนักว่าหญิงสาวจะเอายังไง แต่ถ้าเธอคิดจะปฏิเสธเขาจริงๆ ชายหนุ่มก็จะไม่บังคับ “เอ่อ...ไม่เปลี่ยนใจก็ได้ค่ะ” ร่างเล็กหันไปมองเขาอย่างประหม่า เพื่อแม่ๆ ๆ ๆ หญิงสาวท่องประโยคนี้ในใจไปตลอดทาง จนกระทั่งรถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวเข้าโรงแรมระดับห้าดาวแห่งหนึ่งในใจกลางเมืองหลวง อาณาฆินทร์เดินไปเปิดประตูรถให้หญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งเป็นหุ่นไม่ไหวติง และเมื่อมลธิยาเห็นว่าชายหนุ่มเริ่มมองเธอด้วยเครื่องหมายคำถาม เธอจึงรีบเดินลงจากรถเพราะกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ ทั้งคู่เดินเคียงกันไปยังจุดบริการลูกค้าเพื่อเปิดห้องพัก เมื่ออยู่กันเพียงลำพังในห้องหรู ชายหนุ่มจึงเซ็นเช็คให้หญิงสาวด้วยตัวเลขที่เขาคิดว่า มันน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับสาวนั่งดริ๊งค์ที่น่าจะผ่านมือชายมาแล้วอย่างเธอ “แค่นี้น่าจะพอนะ สำหรับคืนนี้” สาวน้อยหยิบเช็คมาดู นี่หรือค่าความสาวของเธอ เมื่อดูตัวเลขมันอาจจะดูเยอะเมื่อนึกถึงค่าตัวที่เพื่อนสาวที่ทำงานด้วยกันเคยเล่าให้เธอฟัง แต่มันก็ยังไม่พอสำหรับค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาลของมารดาเธอเลย “ดูจากสีหน้า คงยังไม่พอใจสินะ ไหนบอกฉันมาซิ เธอต้องการเท่าไหร่ถึงจะยอมนอนกับฉันคืนนี้” สายตาคมของชายหนุ่มพินิจมองหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเหมือนกำลังประเมินราคาค่าตัวเธออีกครั้งอย่างชั่งใจ “สามแสนค่ะ” มลธิยากัดฟันข่มกลั้นความอายแล้วบอกออกไปอย่างไม่มีทางเลือก แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากที่เขาจะตอบตกลง แต่เธอก็จะขอเสี่ยงดูสักครั้ง “ตั้งสามแสน เกินไปมั้ง” ร่างสูงกำยำเดินเข้ามาหาหญิงสาว เชยคางเล็กขึ้นมาเพื่อสบตากับเขา ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงอาการประหม่าขวยเขินของสาวน้อยที่ดูท่าทางจะไร้เดียงสา เขารู้สึกได้ว่าร่างเล็กตรงหน้ากำลังสั่นเทาน้อยๆ และเมื่อสายตาคมจ้องเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว เขาก็รู้ว่าเธอกำลังตื่นกลัวอะไรบางอย่าง อาณาฆินทร์กำลังคิดว่าสิ่งที่เขาเห็นตอนนี้ มันคงเป็นเพียงแค่มารยาหญิงหรือเปล่าแต่มันก็ได้ผล เพราะมันทำให้เขาอยากจะสัมผัสเธอมากขึ้น และอยากจะรู้ว่าเธอมีดีแค่ไหนกันถึงได้เรียกค่าตัวแพงเสียขนาดนั้น “ตกลง นี่คือเช็คสามแสนตามที่เธอต้องการ และฉันหวังว่าคืนนี้เธอคงจะทำให้ฉันพึงพอใจ สมกับราคาค่าตัวที่เธอได้รับนะ ไปอาบน้ำด้วยกันดีกว่า ฉันต้องการให้เธอถูหลังให้” ชายหนุ่มไม่รอให้หญิงสาวได้ตอบคำถาม แต่ร่างสูงเดินเข้ามาประคองคนที่กล้าๆ กลัวๆ เดินเข้าห้องน้ำไปด้วยกันทันที
หากห้องพักของโรงแรมคือโรงฆ่าไก่ มลธิยาก็อดคิดไม่ได้ว่า เธอคงจะเป็นไก่ในกำมือของเพชฌฆาตที่กำลังจะโดนถอนขน และถูกเฉือนบนเขียงในไม่ช้านี้ คิดแล้วหญิงสาวก็อดที่จะรู้สึกสงสารตนเองไม่ได้ที่เกิดมาจน ต้องมาให้เขากระทำย่ำยีถึงที่เพื่อเงินตัวเดียว “นี่เธอ...ยืนคิดอะไรอยู่ รีบถอดเสื้อผ้าแล้วมาถูหลังให้ฉันเร็วเข้า อย่าลืมสิ...คืนนี้เธอต้องเอาใจฉันมากๆ ฉันสั่งอะไรเธอก็ต้องทำ ถ้าเธอยังต้องการเงินสามแสน เข้าใจไหม” เจ้าของร่างสูงใหญ่ล่ำสันที่กำลังเปลือยกายอาบน้ำอยู่ใต้ฝักบัว ออกคำสั่งแกมขู่บังคับหญิงสาวให้มาบริการเขาด้วยน้ำเสียงห้าวทุ้ม ‘โอ๊ย...พ่อแก้วแม่แก้ว ช่วยลูกช้างด้วยเถิด ลูกช้างไม่เค้ย...ไม่เคย ต้องมาแก้ผ้าแก้ผ่อนเปลือยล่อนจ้อนต่อหน้าผู้ชายแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งต่อหน้าผู้ชายคนนี้ ลูกรู้สึกอายมากเหลือเกิน ทำไมนะ...ทำไมถึงได้รู้สึกว่าการแก้ผ้าครั้งนี้มันช่างยากเย็นแสนเข็ญที่สุด ก็แค่ถอดเสื้อผ้า...ต่อหน้าเขา โอ้พระเจ้า! ’ ร่างบางยืนรำพึงรำพันอยู่ในใจ ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ “นี่แม่คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไง หรือเธอถอดเสื้อผ้าเองไม่เป็น...ฉันจะได้ถอดให้” ชายหนุ่มพูดพร้อมทั้งหันไปทางหญิงสาวอีกครั้ง เขาเริ่มชักจะสนุกขึ้นมาแล้วสิ ‘ผู้หญิงอะไรทำท่าเหมือนคนไม่เคยได้แนบเนียนจริงๆ ดูซิ...จะแสดงอะไรเด็ดๆ อีกหรือเปล่า’ เพราะเขาไม่เชื่อจริงๆ หรอกว่าเธอยังไม่เคยผ่านมือชายมาก่อน เมื่อเห็นว่าร่างบางยังไม่ขยับเขยื้อน ร่างเปล่าเปลือยของชายหนุ่มก็เข้ามาประชิดทางด้านหลังของหญิงสาวทันทีโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว และสวมกอดร่างนุ่มเอาไว้ไม่ปล่อย ดั่งเจ้าป่าตะครุบเหยื่ออันโอชะ ชายหนุ่มค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ของหญิงสาวออกที่ละชิ้น...ที่ละชิ้นหน้ากระจกเงา จนกระทั่งมันสะท้อนร่างที่เปลือยเปล่างดงามของหญิงสาวอยู่ตรงหน้า ร่างงามระหงที่เย้ายวนของมลธิยากำลังแดงก่ำด้วยความเขินอาย เธอหลับตาปี๋ปล่อยให้เจ้าของสายตาคมสำรวจร่างกายเธออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทันทีที่เรือนร่างงดงามผุดผ่องปรากฏแก่สายตา เลือดในกายหนุ่มก็เดือดพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน สัณชาตญาณแห่งบุรุษจึงไม่อาจต้านทานเสน่หาที่อยู่ตรงหน้าได้ “เธอสวยงามมาก...รู้ตัวหรือเปล่า” สองมือสากหนาของชายหนุ่มจับบ่าบอบบางหมุนร่างของหญิงสาวให้หันหน้ามาเผชิญกับเขา “ลืมตาสิ มองฉันให้เต็มตา เธอจะได้รู้ไง...ว่าฉันกำลังจะทำอะไรเธอบ้าง” ร่างเล็กที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัวอะไรบางอย่าง เงยหน้าขึ้นเพราะไม่อยากขัดคำสั่งเขา และเธอต้องตาโตเมื่อใบหน้าของชายหนุ่มก้มลงมาหาใบหน้าที่กำลังร้อนวูบวาบของเธออย่างรวดเร็ว ริมฝีปากหนาสีสดประทับลงบนกลีบปากบางของเธออย่างแผ่วเบาในนาทีแรก และดุดันดูดดื่มมากขึ้นในนาทีต่อมา จูบของเขาเนิ่นนานเร่าร้อน ทำให้เธอแทบหลอมละลายไปกับรสจูบแรกที่เขามอบให้ ร่างบางอ่อนระทวยดั่งขี้ผึ้งถูกไฟลน และเมื่อเขาถอนริมฝีปากออกหญิงสาวก็ยังรู้สึกเบลอๆ ไม่หาย จนกระทั่งเขาอุ้มร่างของเธอไปวางในอ่างน้ำหญิงสาวจึงได้สติกลับคืนมา มลธิยาไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองร่างกำยำของชายหนุ่ม เธอกลัวว่าจะเห็นอะไรต่อมิอะไรที่เธอจินตนาการเอาไว้ แค่เขาเห็นของเธอเธอก็อายมากแล้ว ยิ่งถ้าต้องเห็นของเขาสายตาของเธอยังจะใช้งานได้อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ร่างบางสะดุ้งโหยง เมื่อรู้สึกว่าร่างเล็กของตนเองลอยไปนั่งบนตักนุ่มๆ ที่ไม่มีอะไรปกปิดของชายหนุ่ม เธอกอดอกเอาไว้แน่นรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก “เอามือออกสิ จะถูสบู่ให้” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบที่ข้างใบหูเล็ก ร่างงามขนลุกซู่ขึ้นทั้งตัว หญิงสาวตัวเกร็งหวามไหวเมื่อโดนมือใหญ่ลูบไล้ไปตามส่วนโค้งส่วนเว้าบนร่างกาย อารมณ์สาวเริ่มกระเจิดกระเจิงเมื่อเขาจงใจนวดเฟ้นเคล้นคลึงดอกบัวคู่งามอย่างช่ำชอง ปลายนิ้วเรียวแสนรู้งานกระตุ้นไฟปราถนาของสาวน้อยให้ลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออาณาฆินทร์รู้สึกว่า หญิงสาวเริ่มหายเกร็งและมีอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปกับเขา ชายหนุ่มก็ไม่รอช้า เขารีบล้างทำความสะอาดกายสาวพร้อมทั้งกายของเขาให้เสร็จอย่างรวดเร็ว มลธิยาปล่อยให้ชายหนุ่มเช็ดตัวให้เธอโดยไม่ขัดขืน แม้ภายในใจจะตื่นเต้นและหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมากแค่ไหน แต่เธอก็จะไม่อ้อนวอนขอให้เขาเลิกทำ แม้จะต้องเจ็บปวดสักแค่ไหนก็จะทน เมื่อร่างบางถูกวางลงบนที่นอนหนานุ่ม ร่างหนาก็ขึ้นคร่อมทับบนตัวเธอทันที มลธิยายังคงหลับตาปี๋ปล่อยให้ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาขบเม้มซุกไซ้ไปตามใบหู ลำคอขาวผ่อง แล้ววนไปยังใบหูอีกข้างก่อนที่จะจูบเธออย่างดูดดื่มอีกครั้ง มือเรียวสองข้างของหญิงสาว ลูบไล้ไปบนแผ่นหลังกว้างอย่างสะเปะสะปะ ยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ดิบเถื่อนของชายหนุ่มลุกโหมหนักมากขึ้นจนเกินจะทนไหว เขาถอนจุมพิตออกเบาๆ แต่เลื่อนตัวลงประกบปากดูดกลืนบัวคู่งามข้างหนึ่งของหญิงสาวแทน ส่วนมืออีกข้างก็ทำหน้าที่ของมันอยู่บนปทุมถันคู่งามอีกข้างอย่างช่ำชอง กายสาวที่ไม่เคยต้องมือชายมาก่อน สั่นสะท้านราวกับเหน็บหนาวเหมือนจะเป็นไข้ ยิ่งเมื่อเขาขบเม้มหนักๆ พร้อมทั้งใช้หัวแม่มือเคล้นคลึงที่เม็ดทับทิมสองเม็ดนั้นพร้อมกัน ร่างบางถึงกับร้องครางออกมาด้วยความเสียวซ่าน การเล้าโลมยังคงดำเนินต่อไป สาวน้อยแทบจะขาดใจกับความรู้สึกที่แสนพิเศษที่เพิ่งพานพบ เธอเริ่มตอบสนองด้วยการแอ่นหยัดกายนุ่มเข้าหาอกแกร่ง เบียดหน้าอกนุ่มๆ กับอกแกร่งอย่างยั่วยวนด้วยความลืมตัว พลางครวญครางตลอดเวลาโดยไม่อาจอดกลั้นเสียงแห่งความสุขได้ อาณาฆินทร์ไม่อาจทนรอได้อีกต่อไป เมื่อเขาเลื่อนมือลงไปสัมผัสบริเวณที่แคบที่สุดของกายสาว ชายหนุ่มก็รู้แล้วว่าเธอพร้อมสำหรับเขามากแค่ไหน แล้วเรียวขาก็ถูกจับแยกออก พร้อมบางอย่างที่คึกแข็งใหญ่โตโจนจ้วงเข้าหาความคับแน่นฉ่ำชื้นทันทีด้วยความปรารถนาท่วมท้น ร่างบางผวาเฮือก เปล่งเสียงกรี๊ดลั่น เมื่อรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้าใส่ มันเจ็บแทบจะขาดใจ พยายามผลักไสอกแกร่งให้ออกห่าง ทำให้ร่างแข็งแรงของชายหนุ่มหยุดนิ่งไปวูบหนึ่ง อาณาฆินทร์ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่เขาหิ้วมาจากผับจะยังคงบริสุทธิ์ผุดผ่อง ขายหนุ่มเริ่มรู้สึกผิดนิดๆ ที่เข้าใจเธอผิด แต่เขาก็ไม่อาจหยุดอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ตอนนี้ได้ ริมฝีปากหยักได้รูปจูบปลอบประโลมสาวน้อยอย่างอ่อนโยน แล้วเล้าโลมที่ทรวงอกของเธออีกครั้งเนิ่นนานจนหญิงสาวเริ่มผ่อนคลาย และส่งเสียงร้องครางอีกครั้งเขาจึงเริ่มขยับลำกาย ร่างบางสะท้านไหวทุกครั้งที่เขาถอนกายออกและแอ่นกายรับทุกครั้งที่เขาโถมกายเข้าหา “โอว...อา” เสียงหวานครางเบาบ้างดังบ้างตามจังหวะการโจนจ้วงเข้าหาของกายใหญ่ ความวาบหวามเสียวซ่านแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของทั้งสองให้ร้อนเผ่าและตอบสนองกันและกันร้อนแรงขึ้น วินาทีนี้มลธิยาลืมสิ้นทุกสิ่งอย่างที่อยู่รอบกาย สองแขนเรียวสอดเข้าคล้องลำคอแข็งแกร่งเพื่อยกกระชับร่างของตนเองให้แนบสนิทกับกายหนามากขึ้นอย่างไร้อย่างอาย กระตุ้นเร้าให้ชายหนุ่มกระแทกกระทั้นเข้าหาด้วยความถี่เร็ว หนักหน่วงและร้อนแรง ยิ่งเขาถามโถมเข้าหาลึกซึ้งมากขึ้น ยิ่งเขาซอยถี่มากขึ้น ร่างกายของเธอก็เหมือนรุ่มร้อนขึ้นและทรมานไปด้วยความกระสันรัญจวนที่ยากจะอธิบาย ได้แต่ครวญรางติดๆ กันด้วยกายที่สั่นระริก สะท้อนสะท้านจนต้องกอดรัดร่างหนาเอาไว้แน่น “อ๊า...ได้โปรด” เล็บคมจิกลงไปบนบ่ากว้าง เมื่อความเสียวกระสันเข้มข้นม้วนตัวสูงขึ้น แผ่นหลังบางแทบไม่ติดพื้น เมื่อสะโพกสอบเร่งจังหวะถี่รัวต่อเนื่องอย่างบ้าคลั่งหนักหน่วง “โอ...” เสียงครางต่ำเล็ดลอดออกมาเมื่อใกล้จะหมดความอดทนต่อความสุขสมที่ใกล้จะระเบิดอยู่รอมร่อ ชายหนุ่มพยายามอย่างที่สุดที่จะเหนี่ยวรั้งเพื่อรอให้สาวน้อยเดินทางไปถึงฝั่งฝันพร้อมกันกับเขา แล้วไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา “อ๊า...อ๊า...” เมื่อจังหวะรักร้อนแรงมากขึ้น หนุ่มสาวทั้งสองก็ไม่อาจต้านทานต่อแรงเสน่หาที่กำลังปะทุขึ้นจนถึงขีดสุดได้อีกต่อไป หญิงสาวหอบหายใจถี่สะอื้นครางดังมากขึ้น และส่งเสียงร้องยาวอีกครั้งก่อนที่ร่างบางของเธอจะกระตุกอย่างรุนแรงตอดรัดแก่นกายที่ร้อนผ่าวอย่างยอมจำนน ไม่นานนักร่างหนาก็ส่งเสียงกระหื่มในลำคอเบาๆ ก่อนที่จะอัดกระแทกลงมาอีกสองสามครั้งเพื่อปลดปล่อยธารลาวาออกมาอย่างรุนแรงตามเธอไปอีกคน ทว่าเมื่อพายุรักลูกแรกผ่านพ้นไปได้ไม่กี่นาที พายุลูกใหญ่ที่รุนแรงกว่าก็พัดมาอีกครั้ง ชายหนุ่มตักตวงความสุขจากกายสาวบริสุทธิ์ยันรุ่งสาง จึงได้ปล่อยให้เธอเข้าสู่นิทรา แล้วเขาก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียในเวลาไล่เลี่ยกัน ภานุวัฒน์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าชายหนุ่มรู้สึกมึนหัวเล็กน้อยเพราะยังไม่สร่างเมา ยกหลังมือขยี้ตาเบาๆ สองสามทีก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆ ตัว ถึงได้รู้ว่าที่นี่ไม่ไช่บ้านของตัวเอง และเมื่อก้มมองข้างกายก็รู้ว่าเขาไม่ได้นอนคนเดียว แต่มีสิ่งมีชีวิตกำลังกระดุกกระดิกอยู่ใต้ผ้าห่ม สักพักชายหนุ่มก็ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในผับจนถึงตอนนี้ออก ใช่...เมื่อคืนเขาเมาและเขาก็พาผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากผับด้วยกัน หลังจากนั้นเขากับเธอก็เล่นเกมรักกันจนเกือบฟ้าสาง เขายังจำได้ถึงลีลาบนเตียงของเจ้าหล่อนว่ามันถึงใจขนาดไหน แล้วอาณาฆินทร์เพื่อนของเขาล่ะ จะพาผู้หญิงคนนั้นเข้าโรงแรมเหมือนกันกับเขาหรือเปล่า เพราะหญิงสาวที่มานั่งข้างกายเพื่อนรักของเขาก็สวยไม่ไช่เล่น “เอ้าคุณนุ ตื่นแล้วหรือคะ รีบลุกทำไมคะอ้อยยังนอนไม่อิ่มเลย อ้อยขอนอนต่ออีกสักงีบนะคะ เพลี้ย...เพลีย” พูดจบร่างอวบอิ่มก็หลับตาลงอีกครั้ง ‘จะไม่ให้เพลียได้ยังไง ก็เล่นปล้ำเขาจนไม่ได้หลับได้นอนทั้งคืน’ ชายหนุ่มบ่นในใจขำๆ เมื่อมองดูเวลายังไม่ใกล้เที่ยงชายหนุ่มก็นอนต่อ อย่างน้อยก็มีเวลางีบหลับอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วค่อยโทร.ไปบอกให้อาณาฆินทร์มารับก็ยังทัน หนุ่มสาวทั้งคู่หลับไปแล้วในตอนสายๆ แต่หารู้ไม่ว่า...อีกฟากหนึ่งของใจกลางเมืองหลวง ยังมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งยังไม่หยุดบทรักที่เร่าร้อนดั่งเพลิงแผดเผา ซึ่งกำลังลุกโชนอยู่ยากที่จะดับลงได้ในตอนนี้ เพลิงมีควันดับได้ด้วยสายน้ำ เพลิงแห่งกามดับยากยังดับไหว แต่เพลิงรักเกินจะดับให้มลาย แม้นสาดน้ำร้อยพันสายไม่มอดลง
อาณาฆินทร์แปลกใจเล็กน้อย เมื่อชายหนุ่มอาบน้ำเสร็จและเดินออกมาจากห้องน้ำ เขาก็ไม่พบร่างบางของสาวน้อยที่กกกอดมาทั้งคืนยันสายๆ ของวันนี้แล้ว เธอจากไปโดยที่เขายังไม่ทันได้ถามชื่อแซ่ด้วยซ้ำ จำได้เพียงว่าเธอมีชื่อเล่นว่า...อาน่า “พอได้เงินแล้วรีบเผ่นไปเลยนะ...ยัยหน้าเงิน” เมื่อเดินมาที่เตียง สายตาช่างสำรวจก็เหลือบไปเห็นร่องรอยแห่งรักสีแดงฉานบนผ้าปูที่นอนนั่น แล้วก็อดนึกถึงรักอันเร่าร้อนระหว่างเขากับเธอไม่ได้ ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าเขาเป็นคนแรกของเธอ แต่ก็ช่างเถอะยังไงมันก็ไม่สำคัญอะไรไม่ไช่เหรอ ในเมื่อเธอเองก็ต้องการแค่เงินเท่านั้น ‘คงเป็นเพราะเงินสินะ เธอถึงยอมขายความสาวของเธอให้กับฉันเป็นคนแรก...อาน่า’ ชายหนุ่มทิ้งความสงสัยเอาไว้ข้างหลัง เขาไม่มีเวลามาคิดเรื่องอะไรมากไปกว่านี้นักหรอก วันนี้พอไปรับภานุวัฒน์เพื่อนของเขาเสร็จ เขาก็ต้องรีบกลับไปประชุมงานตอนบ่ายที่บริษัท ไหนจะต้องสัมภาษณ์เลขาคนใหม่ด้วยตนเองอีก ร่างสูงใหญ่จึงรีบแต่งตัวออกจากห้องไปอย่างเร่งรีบ “นุ...เรียบร้อยหรือยัง ฉันกำลังจะออกไปนะ แกลงมารอฉันที่หน้าโรงแรมก็แล้วกัน” อาณาฆินทร์โทร.บอกภานุวัฒน์หลังจากที่เขาสตาร์ทรถเรียบร้อยแล้ว “เออ...เข้าใจแล้ว” คนรับสายวางหูโทรศัพท์เสร็จก็วางเงินปึกหนึ่งไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อมอบให้เป็นค่าตัวของคู่นอนคนสวยที่กำลังอาบน้ำอยู่ ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องพักและเช็คเอาท์ที่เคาน์เตอร์ แล้วจึงเดินออกไปรอเพื่อนรักด้านหน้าโรงแรม ประมาณสิบนาทีต่อมาอาณาฆินทร์ก็ขับรถมาถึง เมื่อทั้งคู่อยู่บนรถภานุวัฒน์ก็อดไม่ได้ที่จะถามอาณาฆินทร์ในเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา “กาย...เมื่อคืนนายได้พาแม่สาวน้อยคนสวยนั่นไปต่อหรือเปล่า” “อือ” “แล้วเป็นไงบ้าง เด็ดไหม” ภานุวัฒน์ยื่นหน้าเข้าไปถามเพื่อนรักใกล้ๆ อย่างอยากรู้เต็มแก่ แต่คนที่ถูกถามกลับทำหน้าเรียบเฉยและตอบเพียงสั้นๆ “ก็ดี” ท่าทางคนตอบเหมือนไม่อยากตอบสักเท่าไหร่ ก็มันเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปชายหนุ่มไม่ชอบที่จะคุยเรื่องแบบนี้มากนัก “ก็ดี ดีแบบไหนวะ ทำไมหน้าตาแกดูไม่สดชื่นเลยล่ะ” ภานุวัฒน์เริ่มสังเกต เขาจะบอกภานุวัฒน์ได้อย่างไร ว่าเขามีความสุขมากแค่ไหนกับ ‘เธอคนนั้น’ จะบอกได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้ชายคนแรกของเธอให้เพื่อนรักต้องอิจฉา และจะบอกได้อย่างไรว่าเธอเรียกค่าตัวตั้งสามแสนบาท แต่ที่สำคัญที่สุดเขากลัวว่าเพื่อนรักจะไปยุ่งกับ ‘ผู้หญิงของเขา’ มากกว่า ‘เอ๊ะ...แล้วเรามีสิทธิ์อะไรถึงได้คิดแบบนี้วะเนี่ย บ้าเอ๊ย!’ อาณาฆินทร์กร่นด่าตนเองในใจ “ไม่มีอะไรนี่ แล้วแกจะอยากรู้ไปทำไมวะ หรือแกสนใจหล่อนหรือไง” คนขับรถหันหน้ามาถามเพื่อนเสียงเข้มด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะพอใจนัก ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อโดนเพื่อนถามซอกแซกมากขึ้น “เปล่าสนใจสักหน่อย แกเป็นอะไรของแกวะ ถามแค่นี้ทำเป็นอารมณ์เสียไปได้ ฉันว่าแกต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ ถ้าไม่อยากเล่าก็เป็นไร” ภานุวัฒน์เป็นเพื่อนกับอาณาฆินทร์มานาน เขารู้จักนิสัยของเพื่อนรักคนนี้ดี ภายนอกอาณาฆินทร์อาจจะดูเฉยเมยเหมือนไม่ค่อยสนใจใคร แต่ภายในเขาเป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่นเสมอ และเป็นเพื่อนที่เขาไว้ใจมากที่สุด ในเมื่อเพื่อนไม่อยากตอบเรื่องนี้เขาก็จะไม่ถามต่อ “เห็นว่ากำลังรับสมัครเลขาส่วนตัว ได้หรือยังล่ะ” ภานุวัฒน์รีบเปลี่ยนหัวข้อสนธนาทันที “ยัง แต่ฝ่ายบุคคลโทร.มาบอกว่ากำลังรอสัมภาษณ์คนหนึ่งอยู่ตอนนี้” “แล้วทำไมแกต้องลงมือสัมภาษณ์เองด้วยวะ ให้ฝ่ายบุคคลจัดการให้ก็ได้นี่” ภานุวัฒน์ถามอย่างแปลกใจเพราะปกติที่ผ่านมาอาณาฆินทร์ไม่เคยที่จะลงมาสัมภาษณ์คนที่มาสมัครงานด้วยตนเองเลยสักครั้ง “ฮึ...แต่ละคนที่ผ่านมาไม่เห็นมีใครอยู่นานเกินสามเดือนสักคน” ชายหนุ่มพูดเปรยออกมาอย่างเบื่อหน่าย “ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วสาวคนไหนจะทนแกได้วะ” คนข้างๆ หัวเราะชอบใจ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าอาณาฆินทร์ใช้เลขาเปลืองแค่ไหน เพราะเขาได้ข่าวว่าปีๆ หนึ่ง ผู้บริหารหนุ่มฯ เปลี่ยนเลขาไปตั้งกี่คน “ทำไม ฉันมันโหดร้ายมากนักหรือไง” อาณาฆินทร์ถามเพื่อนรักด้วยสีหน้าบึ้งตึง “แกยังไม่รู้ตัวเองอีกเหรอ ว่าแกมันโหด ดุ โมโหร้าย หงุดหงิดง่าย เอาแต่ใจ ชอบใช้งานเลขาหนักๆ ชอบใช้อารมณ์ จริงจังเกินไป มะ...” “พอๆ สรุปแล้วเนี่ย ฉันไม่มีดีสักอย่างเลยใช่ไหม” คนที่โดนกล่าวหาตรงๆ หันหน้ามาถามเพื่อนรักปากจัดอย่างประชดประชัน โดยที่ภานุวัฒน์ยังพูดไม่ทันจบ “ก็พอมีบ้างแหละน่า อย่างเช่น หล่อ รวย เก่ง ฉันยังเทียบแกไม่ติดเลย” ภานุวัฒน์พูดความจริงทุกอย่าง เพื่อนรักของเขาสมบูรณ์แบบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ฐานะเงินทอง หน้าที่การงานและมันสมองอันชาญฉลาด ทำให้เขากลายเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่เก่งกาจมากที่สุดคนหนึ่งในวงการธุรกิจด้านการปลูกป่าค้าไม้นำเข้าและส่งออกไม้แปรรูป “โอเค...ส่งฉันแค่นี้นะ แกรีบไปไม่ใช่เหรอ” เมื่อส่งภานุวัฒน์เสร็จ อาณาฆินรท์ก็รีบบึ่งรถตรงไปยังบริษัทของเขาทันที บริษัท รุ่งเรืองวัฒนากุล ค้าไม้ไทย จำกัด เป็นบริษัทของตระกูลวัชรวัฒนากุลมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ของเขา เมื่อปู่ของเขาเสีย กิจการทุกอย่างจึงอยู่ภายใต้อำนาจการบริหารของบิดาเขาแต่เพียงผู้เดียว ท่ามกลางความไม่พอใจของพี่ๆ น้องๆ ร่วมบิดาเดียวกันแต่คนละแม่ นายอาณาเขต วัชรวัฒนากุล บิดาของเขาเป็นลูกชายคนเดียวของคุณปู่อนันต์ และคุณย่าเนตรนภา แต่เพราะย่าของเขาเสียตั้งแต่ตอนบิดาของเขายังเด็ก ปู่ของเขาจึงแต่งงานใหม่กับคุณ ขวัญจิต แม่เลี้ยงคนใหม่ของบิดาเขา หลังจากนั้นปู่ของเขาก็มีลูกกับคุณย่าขวัญจิตอีกสองคน คือ วัชระ กับ วัชรี วัชระ วัชรวัฒนากุล ลูกชายคนโตของย่าขวัญจิตรู้สึกไม่พอใจที่คุณปู่ของเขาลำเอียง เพราะเขาเป็นได้เพียงผู้บริหารสาขาย่อยของบริษัทในต่างจังหวัดทางภาคเหนือ ที่ยังต้องอยู่ภายใต้การบริหารของบิดาเขา สองสามปีที่ผ่านมาบิดาของอาณาฆินทร์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะที่กำลังจะไปประชุมงานที่เชียงใหม่ อยู่ๆ รถก็พลิกคว่ำอย่างไม่มีสาเหตุ ดีที่บิดาของเขายังอุตส่าห์รอดมาได้เพราะได้ชาวบ้านแถวนั้นช่วยเอาไว้ แต่ทุกวันนี้บิดาของเขาก็ยังต้องนั่งรถเข็นอยู่เลย เมื่ออาณาเขตบิดาของเขาล้มป่วยลงอาณาฆินทร์จึงได้รับอำนาจการบริหารต่อจากบิดา โดยการโหวตของคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ครอบครัวของคุณวัชระเป็นอย่างมาก ส่วนครอบครัวของคุณวัชรี ไม่ได้รู้สึกอิจฉาริษยาแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้เธอก็อยู่อย่างสุขสบายกับมรดกที่ปู่อนันต์ของเขามอบให้ อาณาฆินทร์ต้องทำงานร่วมกับลูกชายของคุณวัชระอาต่างมารดาของบิดาเขา ซึ่งก็คือ วัชรพล ซึ่งเอาแต่เที่ยวไม่ค่อยรับผิดชอบหน้าที่การงานของตนเองสักเท่าไหร่ บางทีก็หาเรื่องปวดหัวมาให้ บางครั้งเขาก็เบื่อที่จะต้องมาคอยแก้ปัญหาที่วัชรพลก่อเอาไว้ ไม่นานรถสปอร์ตคันหรูของอาณาฆินทร์ก็มาถึงบริษัท “นายครับๆ มีผู้หญิงสวยๆ มารอนายสัมภาษณ์ที่ห้องครับ” ลูกน้องในบริษัทคนหนึ่งวิ่งมารายงานเขา “เออ...รู้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” ร่างสูงใหญ่เดินตัวปลิวเข้าไปยังห้องทำงานของเขาทันที เมื่อเปิดประตูเข้าไป ชายหนุ่มก็เห็นร่างเล็กของหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา พอร่างสูงใหญ่ของเขาเดินไปนั่งอยู่ตรงหน้าเธอและพอเธอเห็นหน้าเขาเท่านั้น หญิงสาวก็ทำท่าทางตกใจอย่างกับเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ จะไม่ให้เธอตกใจได้ยังไง ในเมื่อผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอ ก็คือคนๆ เดียวกับคนที่นอนกกกอดอยู่กับเธอมาทั้งคืนจนถึงสายของวันนี้ แล้วเขาจะจำเธอได้ไหมเนี่ยแต่งตัวมาแบบนี้หญิงสาวคิดในใจ วันนี้มลธิยาแต่งตัวเรียบร้อยเป็นสาวเฉิ่มได้ใจชายหนุ่มจริงๆ และนี่ก็คือตัวจริงของเธอในตอนกลางวัน เพราะตอนกลางคืนเธอจำเป็นต้องใส่วิก ติดขนตาปลอม ใส่เลนส์ตาโต และแต่งหน้าเข้มจัด แต่ตอนนี้ เธอปล่อยผมยาวถึงเอว ใส่แว่นสายตาหนาเตอะขอบสีชมพู แต่งหน้าบางๆ และแต่งตัวมิดชิดที่สุด “หน้าตาของฉันเหมือนผีหรือไง ถึงต้องทำท่าตกอกตกใจมากขนาดนี้” นี่เป็นคำถามแรกที่เขาถามเธอ “ปละ...ปละเปล่าค่ะ ไม่ไช่อย่างนั้น” หญิงสาวรีบตอบตะกุกตะกักน้ำเสียงไม่ค่อยจะมั่นใจนัก เพราะชายหนุ่มพูดเสียงดังใส่เธอ “แล้วทำไมต้องตกใจด้วยล่ะ เอ๊ะ...ฉันว่าหน้าเธอคุ้นๆ นะ เราเคยเจอกันหรือเปล่า” ชายหนุ่มเริ่มสังเกตพิจารณาใบหน้าหวานของหญิงสาวชั่วครู่ แต่ร่างบางก็พยายามก้มหน้าก้มตาหลบสายตาคมนั่นไปมา “แต่ว่าคงไม่ใช่หรอก เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า” มลธิยาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอนึกว่าเขาจะจำเธอได้เสียแล้ว เมื่อความมั่นใจกลับคืนมา ร่างเล็กจึงเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ตรงๆ เธอรู้สึกว่าเขาช่างดูน่าเกรงขามยังไงก็ไม่รู้ แววตาของเขาในวันนี้กับแววตาเขาที่มองเธอเมื่อคืนมันต่างกันมากเหลือเกิน วันนี้เขาใส่สูทรเต็มยศ ดูเป็นผู้นำที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นที่สุด หญิงสาวชักอยากจะรู้แล้วสิว่าเวลาทำงานเขาจะเป็นยังไง จะโหดร้าย เนี้ยบ เฉียบขาด อย่างที่คนเขาร่ำลือกันหรือเปล่า ทำไมเขาถึงได้เปลี่ยนเลขาไม่ซ้ำหน้า ยังไงถ้าเธอผ่านสัมภาษณ์เธอก็จะขอลองทำงานกับเขาดูสักตั้งเพื่อพิสูจน์ “เธอแต่งงานมีครอบครัวหรือยัง” เขาถามเธอเสียงเข้ม “ยังค่ะ” หญิงสาวตอบคำถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าทำไมเขาจึงไม่ถามหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่นี่ แต่กลับถามอะไรก็ไม่รู้ไม่เข้าท่าเลยสักนิด “เธอเคยไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยไหม” เขาถามเรื่องส่วนตัวอีกข้อหนึ่งแล้ว “เมื่อก่อนบ่อยค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้ไปไหนแล้ว” หญิงสาวตอบอย่างงงๆ เหมือนเดิม “เธอชอบทานอะไร เป็นพิเศษ” ชายหนุ่มถามแปลกๆ อีกแล้ว “ส้มตำไก่ย่าง เกี๋ยวเตี๋ยวน้ำตก แมลงทอด แกงหน่อไม้ น้ำพริกผักต้ม ไข่เจียว ต้มยำกุ้ง ผัดผักรวมมิตร ปลาช่อนลุยสวน ไก่ทอด หมูทอด ปลาทอด กะ...” มลธิยาตอบอย่างไม่ให้เขาได้หายใจหายคอ เพราะเธออยากจะแกล้งเขาสักหน่อย หญิงสาวกะว่าจะยกทุกเมนูที่เธอชอบกินมาทั้งชีวิตให้เขาฟังเลยด้วยซ้ำถ้าเขาไม่บอกให้เธอหยุดพูดซะก่อน “พอๆ พอได้แล้ว ฉันถามว่าชอบอะไรเป็นพิเศษ นี่เธอกะจะร่ายเมนูอาหารยาวไปจนถึงเวียงจันทร์เลยรึไง” ร่างหนาพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อยตามอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่น แต่กลับรู้สึกชอบใจลึกๆ ที่หญิงสาวกล้าพูดมากขึ้น “ก็ฉันชอบทุกอย่างที่ฉันกินนี่คะ” เธอเถียงเขาอย่างไม่ยำเกรง “เวลาว่างเธอชอบทำอะไร ตอบมาหนึ่งอย่างก็พอ ไม่ต้องตอบยาวเป็นกิโลหรอกนะ” ชายหนุ่มพูดดักคอหญิงสาวไว้อย่างรู้ทัน ทำให้เธออมยิ้มน้อยๆ อย่างขำๆ เขาจึงถลึงตามองเธออย่างดุๆ “ชอบปลูกดอกไม้กับต้นไม้ค่ะ” “คำถามสุดท้าย เธอพร้อมจะเริ่มงานเมื่อไหร่” มลธิยามองหน้าเจ้านายคนใหม่ของเธออย่างไม่อยากเชื่อ นี่เขารับเธอเข้าทำงานแล้วหรือเนี่ย เขายังปกติดีหรือเปล่านะ ที่สัมภาษณ์เธอด้วยคำถามอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรื่องงานเลยสักนิด ขนาดแฟ้มประวัติของเธอเขายังไม่เปิดอ่านมันเลยด้วยซ้ำ “พรุ่งนี้ค่ะ” “ไม่ได้ ต้องเดี๋ยวนี้” อาณาฆินทร์ออกคำสั่งเสียงเข้มอย่างบังคับ “ฮะ! เดี๋ยวนี้เลยหรือคะ” มลธิยาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “ใช่ เดี๋ยวนี้! หรือเธอมีปัญหา” ชายหนุ่มจ้องหน้าหญิงสาวอย่างหยั่งเชิง “มะมะ...ไม่มีค่ะ” ร่าบางท่าทางหงอลงทันที เพราะคำพูดและท่าทางที่เขาแสดงออกมา บอกกับเธอว่าเขาไม่ได้พูดกับเธอเล่นๆ “อีกประมาณครึ่งชั่วโมง จะมีการประชุมสรุปยอดนำเข้าและส่งออกไม้แปรรูปไตรมาสที่สองของปีนี้ นี่คือแฟ้มข้อมูลทั้งหมด อ่านคร่าวๆ พอเข้าใจ อีกยี่สิบนาทีฉันจะมารับ” พูดจบผู้บริหารหนุ่มรูปหล่อก็ยื่นแฟ้มเอกสารหนักๆ ให้เธอ แล้วก็เดินตัวปลิวดั่งพายุออกไปจากห้อง มลธิยาตั้งตัวแทบไม่ทัน เธอรีบก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอย่างรวดเร็วพอเข้าใจ ภายในใจก็กร่นด่าเจ้านายคนใหม่ของตนเองไปเงียบๆ ‘คนอะไรเอาแต่ใจตนเองที่สุด นี่ขนาดวันแรกนะยังไม่ให้โอกาสเธอได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยสักนิด แล้ววันต่อๆ ไปล่ะจะเป็นยังไงบ้างน้า’ หญิงสาวถอนหายใจยาวออกมาอย่างปลงตก “นี่...อ่านเสร็จหรือยัง ตามฉันมาได้แล้ว” อาณาฆินทร์ออกคำสั่งเลขาคนใหม่ของเขาเมื่อถึงเวลา เธอแทบจะวิ่งตามเขาไปเสียด้วยซ้ำ ก็ขาเขายาวยังกะอะไรดี แล้วยังก้าวฉับ ฉับ ฉับ อย่างกับคาราบาวหาย แล้วเธอจะเดินตามทันได้ยังไงถ้าไม่วิ่งตาม กึก! โพล่ะ! ร่างบางของมลธิยาเดินชนร่างสูงใหญ่ของอาณาฆินทร์เข้าอย่างจัง จนแฟ้มเอกสารหล่นจากมือของเธอ หญิงสาวก้มเก็บแฟ้มเอกสารพอเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับสายตาคมที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว “เธอนี่ซุ่มซ่ามจริงๆ เลยนะ เดินไม่รู้จักระวัง” ชายหนุ่มทำเสียงดุหญิงสาวไม่จริงจังนัก “ก็คุณหยุดเดินกะทันหันทำไมล่ะคะ” เลขาป้ายแดงโต้เถียงกระปอดกระแปด “เอ้า ไม่หยุดได้ยังไงล่ะ ถึงห้องประชุมแล้ว ไม่เห็นป้ายบอกหรือไง” ‘สรุปว่าเธอผิดหรือเนี่ย คนอะไรน่าโมโหที่สุด ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย ตัวเองผิดแท้ๆ เอ๊ะ...หรือว่าเธอผิด ไม่รู้ล่ะสรุปว่าเขาผิดก็แล้วกันเราไม่ผิด’ หญิงสาวนึกบริภาษชายหนุ่มในใจ ก่อนจะคิดเข้าข้างตนเองว่าเธอไม่ผิดหรอกเขาต่างหากที่ผิด แล้วจึงเดินตามเขาไปด้วยใบหน้าที่งอง้ำ แต่ก็รีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มสดใสทันทีที่เจอบุคคลต่างๆ ในที่ประชุม