เล่ห์รักเทพบุตรแดนทราย
บทที่ 1 อย่าให้จับได้!! NC18++

ร่างเพรียวบางในชุดอาบายะห์สีดำที่ตกแต่งรอยตะเข็บด้านหน้าด้วยการปักดิ้นเงินลงบนเนื้อผ้าเป็นลายทางสวยงามตั้งแต่คอเสื้อจนถึงชายเสื้อตัวสวย คลุมศีรษะด้วยฮิญาบที่ปักเป็นลวดลายสวยงามด้วยดิ้นเงินเช่นเดียวกัน กำลังวิ่งหนีใครบางคนด้วยท่าทางตื่นๆ และแสนจะเหนื่อยหอบ หญิงสาวที่เห็นแค่เพียงใบหน้าเนียนสวยหยุดพักชั่วครู่เพื่อหอบลมหายใจเข้าปอด แต่เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดกาลาไบยาสีขาวที่คลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมสีเดียวกันกำลังวิ่งตามมาติดๆ เท้าเล็กๆ จึงจำต้องขยับวิ่งต่อไปไม่หยุด “เรฮายะห์! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงห้าวตะโกนก้อง พลางวิ่งไล่ตามคนตัวเล็กไปอย่างไม่ให้คลาดสายตา ชายหนุ่มไม่คิดเลยว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านไปไหนจะวิ่งไวราวกับลิงลมเช่นนี้ สาวน้อยหันมามองแวบหนึ่ง แต่ก็หาได้กลัวไม่ เธอยังคงวิ่งหนีต่อไปไม่หยุด และต่อให้คนบ้าอำนาจจะร้องตะโกนห้ามเธอเสียงดังเพียงใด คนที่ดื้อดึงก็หาได้สนใจ เท้าเล็กยังคงวิ่งและวิ่งเพื่อจะหนีให้พ้นจากทุกคนที่คิดจะบงการชีวิตของเธอ ‘ฝันไปเถอะว่าจะหยุดให้จับได้ง่ายๆ’ ตึกสีส้มกลางเก่ากลางใหม่ข้างหน้าจำได้ว่ามันคือที่พักของเพื่อนสาวชาวไทยคนหนึ่งที่เพิ่งรู้กันเมื่อสามอาทิตย์ที่แล้วที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแถวมาดินาท ย่านสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของรัฐดูไบ เรฮายะห์วิ่งเข้าไปในตึกแล้วพูดกับพนักงานต้อนรับไม่ถึงนาทีก็วิ่งไปกดลิฟต์ ขณะที่ร่างสูงเกินสันทัดก็วิ่งตามมาไม่ลดละ ตอนแรกพนักงานต้อนรับไม่ยอมให้เขาเข้าไปข้างใน แต่เมื่อร่างสูงล้วงอะไรบางอย่างให้พนักงานสาวทั้งสองคน พวกหล่อนก็คลี่ยิ้มและยอมปล่อยให้ชายหนุ่มที่แววตาเต็มไปด้วยอำนาจน่าเกรงขามเดินผ่านเข้าไปข้างในแต่โดยดี ‘เรฮายะห์ หาเรื่องให้พี่ปวดหัวอีกแล้วนะ’ ดวงตาสีทรายมองประตูลิฟต์ที่กำลังปิดลงด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะรีบกดลิฟต์อีกตัวข้างๆ ด้วยอารมณ์เดือดดาลสุดๆ กี่ครั้งแล้วที่น้องสาวของเขาก่อเรื่องวุ่นวายไม่รู้จักหยุดจักหย่อน เจอปัญหาทีไรก็เอาแต่วิ่งหนี ทั้งๆ ที่เขาพยายามจะยื่นมือเข้าไปช่วยแล้วแท้ๆ แต่แม่น้องสาวตัวดีกลับคิดหนีเอาตัวรอดโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง มันน่าโมโหนัก ร่างสูงในชุดกาลาไบยาสีขาวหยุดมองแผ่นหลังไวๆ ที่ผลุบหายเข้าไปยังห้องๆ หนึ่งด้วยสายตามาดหมาย ก่อนที่ก้าวยาวๆ ย่างสามขุมตรงเข้าไปยังห้องๆ นั้นอย่างเร็วรี่ แต่เมื่อไปถึงประตูห้องของห้องนั้นก็ล็อกเสียแล้ว ก๊อกๆ ! ชายหนุ่มยกมือขึ้นเคาะบานประตูเสียงดังลั่นโดยไม่เกรงใจใคร ผ่านไปประมาณหนึ่งนาทีเจ้าของห้องก็ไม่ยอมเปิดประตูออกมา ก๊อกๆ !! เจ้าของร่างสูงที่ใบหน้าคมคร้ามเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดยกมือขึ้นเคาะบานประตูแรงๆ อีกครั้ง จนห้องข้างๆ เริ่มเปิดประตูโผล่หัวออกมาดู แต่ก็สบตาเข้ากับดวงตาสีทรายคมเข้มดุดัน พวกที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านจึงพากันหดหัวกลับเข้าไปในห้องของตนเองแทบไม่ทัน และผ่านไปอีกประมาณหนึ่งนาที ก็ไม่มีวี่แววว่าประตูบานใหญ่จะเปิดออกมาต้อนรับเขา ท่านชีคเรฮานย์ในคราบสามัญชนจึงตั้งใจจะยกมือขึ้นเคาะบานประตูตรงหน้าอีกครั้ง และครั้งนี้ถ้าเจ้าของห้องยังไม่ยอมเปิดประตูให้เขาอีก ก็อย่าหาว่าเขาโหดร้ายป่าเถื่อนก็แล้วกัน มือเรียวจึงยกขึ้นหมายจะเคาะประตูอีกครั้ง ผาง! ยังไม่ทันที่มือเรียวใหญ่จะทันได้เคาะลงบนบานประตูไม้อัด ประตูบานใหญ่ก็เปิดออกมาอย่างรวดเร็ว จนกำปั้นหนาต้องหยุดค้างกลางอากาศและเกือบจะโดนเข้ากับใบหน้าของเจ้าของห้องสาวแสนสวยที่มองมาอย่างเอาเรื่อง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนแต่ทว่าคมวับ จับจ้องใบหน้าคมคร้ามอย่างไม่กลัวเกรง ริมฝีปากจิ้มลิ้มที่ทาลิปกลอสสีพีชเหยียดยิ้มเล็กน้อยคล้ายจะหยันเมื่อมองหนุ่มแปลกหน้าที่เสียมารยาทมาเคาะประตูห้องของเธอเสียงดังลั่น สายตาสีทรายเป็นประกายระยับ ตะลึงมองร่างเพรียวระหงในชุดกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลกับเสื้อแขนกุดลายลูกไม้สีครีมบางเบาราวกับต้องมนต์สะกด รู้สึกว่าหาเสียงของตนเองไม่เจอไปชั่วขณะเมื่อตวัดสายตาจากเรียวขาขาวผ่องมาที่ดวงหน้าสวยซึ้งปนเซ็กซี่นั้นอีกครั้ง ชายหนุ่มยอมรับว่าผู้หญิงตรงหน้าเขาคนนี้ ช่างสวยยั่วยวนโดนใจเขายิ่งนัก ชักอยากได้เธอไปเป็นนางในฮาเร็มของเขาอีกสักคนแล้วสิ “คุณมาเคาะห้องของฉันทำไมไม่ทราบมิสเตอร์” เสียงหวานแต่ทว่าห้วนกระด้างเอ่ยถามออกมาอย่างเย่อหยิ่ง ไม่นึกหวั่นสายตาคมซึ้งสีทรายแม้แต่น้อย แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่า แท้จริงแล้วหญิงสาวรู้สึกหวั่นไหวมากแค่ไหน ทว่าความหวั่นไหวเหล่านั้นกลับถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่แสนเย่อหยิ่งจองหองนั้นตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะว่าเธอไม่เปิดใจยอมรับไมตรีของผู้ชายหน้าไหนนั่นเอง แค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาหรือญาติมิตรที่สนิทสนมเธอยังสามารถพูดคุยธรรมดาได้ แต่ถ้ามาเกี่ยวข้องเธอฉันชู้สาวหรือมากกว่าเพื่อนเธอไม่มีทางยอมรับได้แน่ ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เธอรู้ว่า ‘ผู้ชายเจ้าชู้สันดานมันก็เลวเหมือนกันหมด’ ยิ่งพวกที่ชอบส่งสายตาหวานๆ แบบผู้ชายตรงหน้านี่แล้วล่ะก็ ตัวดีเลยล่ะ ‘คิดว่าตนเองมีเสน่ห์มากสินะ เฮอะ แค่หางตาก็ไม่คิดจะแล’ พิชญาดาราปั้นสีหน้าเครียด ทำทีว่ารำคาญผู้ชายตรงหน้าเสียเต็มประดา นั่นมันยิ่งทำให้เรฮานย์อยากจะแสดงอำนาจที่เขามีอยู่สั่งสอนเธอนัก อำนาจเสน่หาที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนสามารถที่จะปฏิเสธเขาได้ ยามเมื่อได้ใกล้ชิดแบบเนื้อแนบเนื้อ “ผมมาตามหาน้องสาว ผมเห็นน้องสาวของผมวิ่งเข้ามาในห้องของคุณ” ชายหนุ่มบอกเสียงเรียบ แต่ทว่าสายตากลับจดจ้องที่ริมฝีปากอิ่มเล็กสีพีชไม่วางตา “ฉันอยู่ในห้องคนเดียว ไม่เห็นมีใครวิ่งเข้ามานี่คะ สงสัยคุณคงตาฝาดไป” เจ้าของห้องจอมหยิ่งเชิดหน้าตอบเสียงเรียบไร้พิรุธใดๆ จนเรฮานย์นึกชมว่าเธอช่างเป็นผู้ร้ายที่ปากแข็งยิ่งนัก และสงสัยว่าทำไมหล่อนจะต้องโกหกด้วย ในเมื่อเขาแน่ใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเขาไม่ได้ตาฝาดไปแน่ๆ สายตาของ ‘สิงห์แห่งทะเลทรายอาหรับ’ แม่นยำเสมอ “งั้นผมขอเข้าไปค้นดูในห้องได้ไหม เพื่อความแน่ใจ” ดวงตาสีทรายเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้น เมื่อเจ้าของห้องคนสวยไม่มีทีท่าว่าจะยอมบอกความจริงว่าได้ซ่อนน้องสาวตัวแสบของเขาไว้ข้างในห้องนอนของเธอ “แล้วเรื่องอะไรฉันจะต้องทำตามความต้องการของคุณด้วย” มือเรียวสวยกำลังจะเอื้อมไปปิดบานประตูเพื่อตัดบทการสนทนา แต่ก็ช้ากว่ามือหนาและความปราดเปรียวของร่างสูงใหญ่ที่เปิดประตูออกกว้างและดันตัวเองเข้ามาในห้องของสาวน้อยจอมหยิ่งได้สำเร็จ และล็อกประตูเสียเอง กริ๊ก! “นี่คุณ! คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาในห้องของคนอื่นโดยพลการแบบนี้นะ ออกไป!” หญิงสาวตวาดแหวออกปากไล่เขาอย่างไม่ไว้หน้า มองร่างสูงสง่าน่าเกรงขามด้วยสายตาวาวโรจน์อย่างเอาเรื่อง ราวกับแม่เสือสาวหวงถิ่นที่ต่อต้านสุดฤทธิ์เมื่อถูกผู้อื่นรุกรานเข้ามาในเขตของตน “ผมมีสิทธิ์ เพราะน้องสาวของผมอยู่ในห้องนี้” เรฮานย์เริ่มเสียงดังมากขึ้น มองร่างระหงด้วยสายตาวาววับราวกับเจ้าป่าที่มีอำนาจมากกว่าแม่เสือสาวที่ตัวเท่าแมวแต่คิดจะต่อกรกับราชสีห์หนุ่มอย่างเขา ‘ก็ให้มันรู้ไปสิว่าใครมันจะชนะ’ และที่สำคัญ ชีคเรฮานย์ไม่เคยแพ้ใครมาก่อนในชีวิต กะอีแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ทำไมเขาจะเอาหล่อนไม่อยู่ “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนี้ นอกจากฉันคนเดียว” หล่อนเถียงดวงตากลมโตแทบจะถลนออกจากเบ้าเมื่ออารมณ์โมโหพุ่งขึ้น จนใบหน้านวลผ่องแดงก่ำไปหมด เธอไม่ได้เขิน ไม่ได้ประหม่าใดๆ ทั้งสิ้น เธอแค่โมโหเขาเท่านั้น พิชญาดาราบอกตนเองในใจ สบตาสีทรายอย่างไม่ยอมแพ้ เธอเองก็ไม่เคยต้องสยบให้กับผู้ชายหน้าไหนมาก่อน ต่อให้หน้าตาดีสูงส่งร่ำรวยมากเพียงใด แต่ถ้ามาเสียมารยาทกับเธอแบบนี้ แม่จะแผลงฤทธิ์ให้ดูเป็นบุญตาเลยคอยดูสิ เธอเกลียดนักพวกผู้ชายที่บ้าอำนาจคิดว่าตนเองเก่งกว่าผู้หญิง มีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง คิดแต่จะข่มเหงเพศแม่ให้เจ็บช้ำน้ำใจ พวกผู้ชายเห็นแก่ตัวที่ไม่เคยคิดถึงจิตใจของคนอื่นแบบนี้ น่าจะจับตอนเสียให้หมด คิดดูสิ...ขนาดบุกรุกเข้ามาในห้องของคนอื่นแบบนี้ยังไม่สำนึกผิดอีก คงคิดว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่มีพิษสงอะไรล่ะมั้ง ถึงได้มองเธอด้วยสายตาราวกับตนเองเหนือกว่าแบบนี้ แต่เสียใจ...เธอมันเล็กพริกขี้หนูนะจะบอกให้ “อย่ามาโกหกเสียให้ยากเลย ก็ผมเห็นตำตาว่าน้องสาวของผมวิ่งเข้ามาในห้องของคุณ ทำไมจะต้องปกป้องด้วย คุณเป็นอะไรกับน้องสาวของผมไม่ทราบ” เสียงห้าวๆ ของพี่ชายที่เสียงดังมากขึ้นทำให้คนที่หลบซ่อนตัวอยู่ถึงกับร้อนรนกระวนกระวายใจขึ้นมา เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า พี่ชายที่แสนบ้าอำนาจและออกจะเถื่อนๆ ของเธอจะต้องแสดงธาตุแท้ออกมาแน่ เธอรู้จักพี่ชายของเธอดีว่าเขาดุมากแค่ไหน ดุเหมือนผู้ชายอีกคนที่เธอรักยิ่งชีวิต แต่ผู้ชายที่เธอรักทั้งสองคนกลับคิดที่จะบังคับให้เธอทำในสิ่งที่เธอไม่อยากทำ มันก็ต้องหนีออกมาจากวังแบบนี้แหละ ในรัฐดูไบไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งประเทศแซนเธียร่า และไม่มีใครรู้ว่าพี่ชายของเธอเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งอันโอมานเจ้าชายผู้สูงส่ง ซึ่งทั้งสองพี่น้องต่างก็ได้ให้สัญญาต่อกันแล้วว่าจะไม่ยอมบอกความจริงกับใครว่าทั้งสองเป็นเชื้อกษัตริย์แห่งแซนเธียร่า ดินแดนทะเลทรายอาหรับที่เพิ่งจะเปิดตัวต่อสาธารณชนโลกเมื่อไม่นานมานี้ เรฮานย์เป็นพี่ชายคนโตของเธอ ที่เรียนจบด้านธุรกิจจากอเมริกาและผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจค้าอัญมณีและเป็นเจ้าของโรงแรมชื่อดังหลายแห่งในรัฐดูไบ ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ฐานะที่แท้จริงของเขา และเธอเองก็ชอบที่จะมาเที่ยวที่ดูไบบ่อยๆ เพราะเบื่อชีวิตในวังหลวง เบื่อที่จะต้องทำตัวแบบเจ้าหญิง เบื่อที่จะต้องพูดคำราชาศัพท์กับข้ารับใช้ เธออยากมีชีวิตอิสระเช่นเดียวกับพี่ชายคนโตของเธอ แต่เขากลับให้ความร่วมมือกับพระบิดาจะตามจับเธอไปหมั้นกับเจ้าชายที่ไหนก็ไม่รู้ที่เธอไม่เคยเห็นหน้า ไม่มีวันเสียหรอกที่ผู้หญิงอย่างเจ้าหญิงเรฮายะห์จะยอมแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่ได้รัก ร่างเล็กที่หลบตัวซ่อนอยู่ในห้องของเพื่อนสาวชาวไทยครุ่นคิดด้วยความอัดอั้นตันใจ หวังว่าพี่ชายของเธอคงจะไม่สังเกตหรอกนะว่าเธออยู่ตรงหน้าเขาในระยะประมาณสามเมตรนี่เอง “คุณนั่นแหละเป็นใคร บังอาจมาบุกรุกห้องของฉันยังไม่พอ ยังมาปรักปรำว่าฉันซ่อนตัวน้องสาวของคุณเอาไว้อีก ฉันมีสิทธิ์แจ้งความจับคุณเข้าคุกได้นะมิสเตอร์ ถ้าคุณไม่รีบระเห็จตัวเองออกไปจากห้องนอนของฉัน” พิชญาดาราเสียงดังมากขึ้นเช่นกัน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องใบหน้าคมดุอย่างไม่กะพริบตา ในเมื่อนี่มันห้องนอนของเธอ เธอก็มีสิทธิ์ที่จะให้ใครเข้ามาหรือไม่เข้ามาก็ย่อมได้ “ผมพยายามพูดกับคุณดีๆ แล้วนะ อย่าให้ผมต้องใช้กำลังกับคุณ เพราะถ้าผมใช้มันเมื่อไหร่ คุณจะไม่มีแรงแม้แต่จะเดินออกจากห้องนอนของคุณด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มขู่ด้วยสายตาแข็งกร้าวระคนเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นแววประหวั่นพรั่นพรึงในสายตาของแม่เสือสาวที่พยายามกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตนเองเอาไว้สุดฤทธิ์ พิชญาดารารู้สึกหวาดหวั่นต่อคำขู่ของพี่ชายเพื่อนค่อนข้างมาก น้ำเสียงดุเข้มของเขา สายตาเป็นประกายดุดันของเขา และสองมือหนาดุจคีมเหล็กที่กำลังบีบหัวไหล่เธอและดันร่างของเธอไปจนชิดติดข้างฝาผนังนี่อีก มันช่างน่าอันตรายนัก ทั้งที่พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะบอกตนเองว่า ‘อย่ากลัว อย่ากลัว’ แต่ทำไมหัวใจมันถึงได้เต้นรัวแรงด้วยความตระหนกตกใจเช่นนี้ก็ไม่รู้ ใบหน้าสวยหวานที่บัดนี้เริ่มเปลี่ยนสีเล็กน้อยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตาราชสีห์หนุ่มอีกครั้งก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย เมื่อคิดว่าวินาทีนี้เธอกำลังเสียเปรียบเขาอยู่ แต่อย่าเผลอแล้วกัน พี่ชายของเพื่อนก็ช่างเถอะ เธอจะเอาให้เจ็บแสบเลยคอยดู “ถ้าคุณไม่เชื่อ ก็เชิญค้นห้องของฉันได้ตามสบาย แต่ถ้าคุณไม่พบน้องสาวของคุณล่ะก็ คุณจะต้องสวมกระโปรง แต่งตัวเป็นผู้หญิงออกไปจากห้องของฉัน โทษฐานที่คุณกล่าวหาฉันลอยๆ โอเคหรือเปล่า” เรฮานย์จ้องดวงหน้านางแมวสาวที่บังอาจพองตัวเป็นนางเสือสาวมาต่อรองกับ ‘สิงห์แห่งทะเลทรายอาหรับ’ อย่างไม่เจียมตัวยิ้มๆ แต่มันก็เป็นเพียงรอยยิ้มมุมปากที่ออกจะเจ้าเล่ห์ระคนนึกขันที่เห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ กล้ายื่นข้อเสนอที่ไม่เข้าท่ามาให้เขา “แล้วถ้าผมค้นพบว่าคุณซุกซ่อนน้องสาวของผมไว้ในห้องจริงๆ ล่ะ คุณจะให้ผมทำโทษคุณยังไง” ชายหนุ่มถามพร้อมทั้งส่งสายตาหวานฉ่ำเป็นประกายส่งไปให้อย่างหยอกเย้าระคนท้าทาย และยิ่งชอบใจเมื่อเห็นสาวน้อยที่แทบจะอยู่ในอ้อมแขนของเขายังคิดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้าเขานิ่งอ้าปากเผยอเล็กน้อย มันช่างน่า...นัก “เอางี้ ถ้าคุณยังนึกไม่ออก ผมสงเคราะห์ให้แล้วกัน ถ้าผมพบน้องสาวในห้องของคุณ คุณต้องเสียจูบให้กับผมหนึ่งจูบ ตกลงไหม” เสียงห้าวทุ้มชวนขนลุกในความรู้สึกของพิชญาดาราเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นัยน์ตาเป็นประกายระยับ “ข้อเสนอน่าเกลียด” หญิงสาวตอบเหยียดเสียงห้วนไม่พอใจ “แล้วที่ให้ผมแต่งตัวเป็นหญิงจะไม่น่าเกลียดกว่าหรือ รีบตัดสินใจก่อนที่ผมจะใช้กำลังกับคุณ” คนตัวโตขู่เสียงเข้ม ทำให้คนตัวเล็กต้องเม้มริมฝีปากบางเอาไว้แน่น เมื่อรู้สึกว่าตนเองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่เพราะมั่นใจว่าผู้ชายตรงหน้าคงค้นหาตัวน้องสาวของเขาไม่เจอแน่ หญิงสาวจึงยอมตกลงอย่างไม่เต็มใจนัก “ก็ได้” หล่อนตอบเสียงสูง ก่อนจะสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของร่างสูงใหญ่ ที่ยอมคลายมือที่แน่นดุจคีมเหล็กออกจากหัวไหล่บางอย่างเสียดายเล็กน้อย ร่างสูงเดินเข้าไปค้นดูในห้องน้ำ ระเบียง เปิดดูตู้เสื้อผ้า ส่องดูใต้เตียง พยายามค้นหาทุกซอกทุกมุมแต่ก็ไม่พบร่างของแม่น้องสาวตัวแสบ หรือว่าเขาจะตาฝาดไปจริงๆ สายตาคมวับตวัดมามองเจ้าของห้องที่กำลังยืนกอดอกมองเขาอย่างเย้ยหยันชอบใจที่เห็นเขายังค้นหาตัวก่อเรื่องไม่เจอ “คุณเอาน้องสาวของผมไปซ่อนไว้ที่ไหน” ร่างสูงถามลอดไรฟันเสียงหนักๆ ใบหน้าสวยคมเชิดขึ้นยิ้มเหยียดๆ อย่างชอบใจเมื่อรู้คำตอบว่าเกมนี้เธอเป็นผู้ชนะแน่นอน ส่วนเขาเป็นผู้แพ้ แล้วก็ต้องทำตามที่ตกลงกันด้วย คือเขาจะต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิงก่อนที่จะออกไปจากห้องนี้ “คุณหาไม่เจอ ก็แสดงว่าฉันถูกคุณกล่าวหาลอยๆ ดังนั้นคุณต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิงตามที่ตกลงกันเอาไว้นะคะมิสเตอร์” ร่างสูงกัดฟันกรอดมองเจ้าของห้องผู้เย่อหยิ่งที่ยิ้มเยาะเขาอย่างหมั่นเขี้ยว ก่อนจะเดินสำรวจรอบห้องและนอกระเบียงห้องพักอีกครั้ง แต่ก็มองไม่เห็นร่างของน้องสาวตัวแสบเช่นเดิม หรือว่าเรฮายะห์ปีนไปห้องอื่นที่อยู่ติดห้องที่เขาค้นหาอยู่นี้แล้ว และอาจจะไหวตัวทันหนีไปที่อื่นแล้วก็ได้ แต่ที่น่าเจ็บใจกว่าตรงที่เขาต้องแต่งกายเป็นหญิงก่อนออกไปจากห้องนี้นี่สิ มันน่าโมโหจริงเชียว ‘เรฮายะห์ เพราะน้องแท้ๆ เชียวที่ทำให้พี่ต้องทำเรื่องขายหน้าเช่นนี้’ เรฮานย์ถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะตอบตกลงอย่างไม่พอใจอย่างแรง “ได้...” พิชญาดารายิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ ก่อนจะปฏิบัติการณ์ แปลงร่างเทพบุตรหนุ่มรูปงามหน้าดุให้กลายเป็นหญิงสาวตามอำเภอใจ แต่เธอก็ต้องรีบแต่งหน้าแต่งตัวพี่ชายของเพื่อนให้เร็วมากที่สุด เพื่อที่เขาจะได้ออกไปจากห้องนี้ไวๆ เพราะตอนนี้คนที่แอบหลบซ่อนตัวอยู่คงอึดอัดเต็มทีแล้ว ร่างเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ในชุดหมีแพนด้าสีน้ำตาลตัวโตๆ ที่อยู่ในท่านั่งถูกทับด้วยตุ๊กตาหมี ตุ๊กตาขนสัตว์หลายตัวที่วางเรียงอยู่บนที่นอนกว้าง ทั้งรู้สึกอึดอัดและรู้สึกขำเมื่อเห็นเพื่อนสาวจอมซนของตนเองกำลังแต่งหน้า สวมวิกผม และเอาชุดกระโปรงแขนกุดที่มีเอวยืดได้สวมให้กับ ‘สิงห์แห่งทะเลทรายอาหรับ’ พี่ชายของเธอเห็นแล้วก็นึกอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ‘พิซซ่า เธอโหดร้ายกับพี่ชายของฉันมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย’ เจ้าหญิงน้อยมองพี่ชายของตนเองด้วยความรู้สึกเห็นใจเล็กน้อย แต่ก็ขำมากกว่าที่เห็นลุคใหม่ขององค์รัชทายาทแห่งแซนเธียร่าแต่งกายเป็นผู้หญิง นี่ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงไหนพี่ชายของเธอก็คงอับอายไปถึงที่นั่น “พอใจหรือยัง” เสียงห้าวทุ้มถามห้วนๆ จ้องหน้าสวยยั่วใจด้วยประกายตาขุ่นคลั่ก เม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรงเมื่อกำลังข่มอารมณ์ที่กำลังพลุกล่านที่รู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายแพ้เป็นครั้งแรก และมันเป็นการพ่ายแพ้ที่อับอายขายขี้หน้ามากที่สุด! พิชญาดารายิ้มกริ่มอย่างชอบใจในผลงานการเสริมสวยของตนเอง ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเพราะสุดที่จะห้าม เมื่อมองใบหน้าหล่อเหลาเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นหญิงสาวตัวถึกหน้าดุราวกับกะเทยยักษ์ที่ตัวโตอย่างกับตึกในชุดกระโปรงสีชมพูสด ปากแดงแป๊ด และแก้มเป็นสีเดียวกับชุดกระโปรง “เสร็จแล้วค่ะ เชิญ” ร่างหนาในคราบของผู้หญิงตัวถึกลุกขึ้น ดวงตาสีทรายจ้องมองดวงหน้าสวยคมซึ้งราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเดินย่างสามขุมเข้าหาเจ้าของห้องคนสวยที่กำลังยิ้มเยาะเขาไม่หุบ จนร่างระหงผงะและถอยหลังแทบจะทันทีแต่ก็หลบไม่ทัน ร่างนุ่มถูกสองแขนแข็งแรงตวัดเข้าหาอกแกร่งอย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะโน้มใบหน้าลงประกบริมฝีปากสวยเกินชายลงบนกลีบปากนุ่มเล็กอย่างรวดเร็วราวกับพายุที่พัดเข้ามาปะทะ คนที่ถูกจูบโดยไม่ทันตั้งตัวตาโตมองการกระทำอันอุกอาจอย่างตกตะลึงตื่นตระหนกอย่างคาดไม่ถึง เรฮายะห์เองก็ตะลึงมองพี่ชายของตนเองกอดจูบเพื่อนสาวชาวไทยอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน และเกือบจะอุทานออกมาเสียงดังด้วยซ้ำ โชคดีที่เธอหาเสียงของตนเองไม่เจอเพราะรู้สึกช็อคไปชั่วขณะ เนิ่นนานทีเดียวที่ริมฝีปากร้อนๆ พรากเอาความหอมหวานจากโพรงปากอิ่มเล็กอย่างอาจหาญ จนร่างนุ่มในอ้อมกอดตัวอ่อนระทวยเพราะถูกคนตัวโตขโมยลมหายใจของเธอไปจนเกือบหมดสิ้นภายในเวลากี่นาทีหญิงสาวก็ไม่อาจรู้ เรฮานย์ไม่คิดจะถอนจูบง่ายๆ ก็หล่อนหอมหวานมากขนาดนี้ และเขาต้องการจะให้จูบนี้เป็น ‘จูบแเรกแห่งความทรงจำ’ เพื่อสั่งสอนหล่อนว่า ‘ไม่ควรมาท้าทายอำนาจของเรฮานย์’ แม้ว่าเขาจะยอมทำตามข้อตกลงของเธอ เพราะเป็นเชื้อกษัตริย์เขาจึงไม่อาจคืนคำ แต่ไม่ได้บอกว่าเขาจะไม่ลงโทษเธอ ‘ใช่สิ หล่อนสมควรถูกลงโทษ เพราะเขาแน่ใจว่าหล่อนมีส่วนซุกซ่อนตัวของน้องสาวของเขาเอาไว้ เพียงแต่ยังจับไม่ได้คาหนังคาเขาเท่านั้นเอง แต่อย่าให้จับได้แล้วกัน เขาจะลงโทษหล่อนให้มากกว่านี้’ จุมพิตที่เต็มไปด้วยเสน่หา ทั้งดุดัน ทั้งหวานละมุนในคราวเดียวกัน ที่สำคัญมันคือ ‘จูบแรก’ ของเธอ ทำให้พิชญาดาราใจเต้นโครมครามอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เพราะความด้อยประสบการณ์ จึงทำให้หญิงสาวรู้สึกสิ้นเรี่ยวแรงแทบจะเป็นลมล้มพับไปกับอกแกร่ง เมื่อความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจแทรกซึมเข้ามาพร้อมกับความกรุ่นโกรธที่แยกกันแทบไม่ออก ว่าความรู้สึกไหนมันมากกว่ากัน อ้อมกอดแกร่งกระชับร่างเล็กแน่นขึ้น เมื่อตวัดลิ้นร้อนๆ ดูดกลืนความนุ่มละมุนอย่างกระหายราวกับพึ่งพานพบของหวานถูกใจเป็นครั้งแรก ชายหนุ่มรับรู้ด้วยสัญชาตญาณของบุรุษเพศที่เจนจัดในสนามรักมานาน ทำให้เขาพอจะรู้ว่านี่คงเป็นจูบแรกของเธอ ร่างนุ่มๆ ในอ้อมกอดของเขาถึงได้สั่นสะท้านอ่อนระทวยราวกับขี้ผึ้งถูกไฟรนเช่นนี้ ความรู้สึกอ่อนโยนบางอย่างจึงก่อนเกิดขึ้นในหัวใจ ‘เขาต้องการเธอมากกว่าจูบ โอ้...พระเจ้า’ ร่างเล็กที่ดิ้นอึกอักในอ้อมแขน บอกว่าเธอกำลังจะขาดอากาศหายใจ จึงทำให้สองแขนแข็งแรงค่อยๆ ผ่อนแรงกอดรัด พร้อมริมฝีปากที่ค่อยๆ ผละออกอย่างแสนเสียดาย และขณะที่สาวน้อยที่เพิ่งถูกพราก ‘จูบแรก’ ยังเบลอๆ ร่างสูงก็ก้มลงมากระซิบที่ริมใบหูเล็กเบาๆ “นี่คือบทลงโทษ ที่คุณบังอาจซ่อนตัวน้องสาวของผม ตอนนี้แค่ค้นหาตัวไม่เจอ แต่อย่าให้ผมจับได้คาหนังคาเขาก็แล้วกัน วันนั้นผมจะลงโทษคุณให้มากกว่านี้ จำเอาไว้” จบประโยคคาดโทษ ร่างสูงก็เดินออกไป ปล่อยให้เจ้าของห้องคนสวยที่หน้าแดงก่ำและยังช็อคกับจูบแรกที่แสนป่าเถื่อน ไม่สิ...มันไม่ป่าเถื่อนเสียทีเดียว มันยังซ่อนไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวล แต่ก็เต็มไปด้วยความเร่าร้อนยังไงก็ไม่รู้ เจ้าของร่างระหงที่ยืนอยู่กลางยังคงเบลอๆ กะพริบตาปริบๆ หาเสียงของตนเองไม่เจอและยืนนิ่งเป็นหุ่นไปชั่วขณะ และกว่าสติทุกอย่างจะกลับคืนมา เสียงประตูห้องที่เปิดออกไปก็ปิดลงเรียบร้อยแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวาวโรจน์ขึ้น เมื่อสำนึกได้ว่า ผู้ชายที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องของเธอ ‘เลว’ มากแค่ไหน ที่บังอาจมาทำรุ่มร่ามหยามหมิ่นศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงอย่างเธอแบบนี้ ‘ดี ฉันจะทำให้คุณตามหาน้องสาวของตนเองไม่พบเลยคอยดู’ นึกเหรอว่าเธอจะกลัวคำขู่ของเขา ที่นี่เป็นถิ่นของเขาใช่ไหม ‘ได้’ อย่างนั้นเธอจะพาน้องสาวของเขาไปยังถิ่นของเธอดูบ้าง และมันไม่ยากที่จะพาเรฮายะห์เพื่อนใหม่ของเธอไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่น เธอจะกลับประเทศไทยสักระยะ ให้เขาขาดใจตายเพราะตามหาน้องสาวสุดที่รักของตนเองไม่เจอ แล้วหลังจากนั้นค่อยกลับมาสมัครงานที่ดูไบใหม่อีกรอบก็ยังไม่สาย เธอตั้งใจจะมาสมัครงานที่ดูไบ ก็เพราะอยากเจอใครบางคน อยากเอาชนะใครคนนั้น แต่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเขาทำงานอยู่ที่โรงแรมไหน แต่ตอนนี้เธออยากจะแก้เผ็ดผู้ชาย ‘เลวๆ’ คนที่บังอาจจูบเธอคนนี้ก่อน คิดว่าตนเองใหญ่สักแค่ไหนเชียว ถึงได้มาบังอาจมาข่มขู่เธอ ‘เฮอะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงกระจอกๆ หัวอ่อนให้คุณรังแกฝ่ายเดียวได้ง่ายๆ หรอกนะ ฉันต้องเอาคืนคุณแน่ เร็วๆ นี้แหละ’ พิชญาดาราคิดอย่างหมายมาด ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนลุกโชนไปด้วยไฟโทสะที่สุมอยู่ในอกเพื่อรอวันแผดเผาใครบางคน แค่วันแรกที่เจอ เธอก็เกลียดเขาเสียแล้ว ‘เขา ผู้ชายคนที่ 100’ ทำให้พิชญาดาราได้ข้อสรุปว่า ‘ผู้ชายร้อยทั้งร้อยมันก็เลวเหมือนกันหมด’ แม้จะเป็นถึงพี่ชายของเพื่อน แต่เธอก็ต้องเอาคืน ในเมื่อเขาหยามศักดิ์ศรีเธอมากขนาดนั้น ‘ไม่มีทางให้อภัยเด็ดขาด’ มือเรียวยกขึ้นเช็ดริมฝีปากสีพีชไปมาหลายครั้งเหมือนกับว่าการกระทำนั้นมันจะลบรอยจุมพิตบ้าๆ นั่นได้ ร่างเพรียวบางสมส่วนเดินไปล็อกประตูก่อนจะเดินมาทิ้งน้ำหนักตัวลงบนที่นอนแรงๆ ก่อนที่จะตวัดสายตาคมสวยไปยังตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่เริ่มขยับตัวอย่างใช้ความคิด “พิซซ่า เธอเป็นอะไรมากหรือเปล่า” เรฮายะห์ที่ยังอยู่ในชุดหมีแพนด้าตัวใหญ่ขยับตัวเข้ามาใกล้ แล้วถามเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง “เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไร” พิชญาดาราตอบเสียงเย็น แต่ทว่าในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกลับสวนทางกันกับคำตอบโดยสิ้นเชิง เรฮายะห์ไม่เชื่อหรอกว่าพิชญาดาราจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรที่ถูกพี่ชายของเธอจูบอย่างร้อนแรงแบบนั้น “เธอกำลังคิดอะไรอยู่หรือพิซซ่า ดูเธอเหม่อๆ นะ คิดเรื่องพี่ชายของฉันอยู่หรือเปล่า” เรฮายะห์รู้ว่าพิชญาดาราจะต้องโกรธเกลียดพี่ชายของเธอแน่ เพราะรู้ว่าเพื่อนสาวชาวไทยคนนี้มีอคติกับผู้ชายมากขนาดไหน แล้วยิ่งมาถูกพี่ชายที่แสนเจ้าเล่ห์ป่าเถื่อนของเธอจูบเข้าแบบนี้ โอ้...ไม่อยากจะคิดเลยว่าพิชญาดาราจะแค้นมากแค่ไหน ‘ใช่ ฉันกำลังคิดแก้แค้นเอาคืนพี่ชายของเธอไง’ แต่คนที่ที่กำลังคิดอย่างโกรธแค้นในใจก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา นอกจากดวงตากลมโตที่วาวโรจน์ขึ้น จนสาวน้อยข้างๆ เริ่มรู้สึกหวั่นใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไป ทั้งกับเธอ กับเพื่อนสาวชาวไทยของเธอของคนนี้ และกับพี่ชายจอมเผด็จการของเธอ

บทที่ 2 เรื่องอะไรจะยอมรับ

​ สองอาทิตย์ผ่านไป นกยักษ์จากประเทศแซนเธียร่าทะยานขึ้นสู่น่านฟ้าผ่านผืนทรายอาหรับที่แสนกว้างใหญ่ไพศาลมุ่งสู่ประเทศไทย ดินแดนศิวิไลหรือสยามเมืองยิ้ม ที่ชีคเรฮานย์ เอิร์ธราอิด อันโอมาน เดินทางมาเพื่อร่วมงานฉลองพิธีมงคลสมรสของลูกสาวของลูกน้องคนสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ ‘สิงห์แห่งทะเลทรายอาหรับ’ เดินทางมาเมืองไทย และชีคหนุ่มมิได้มาเพื่อจุดประสงค์เดียว เขายังมีจุดประสงค์หลักที่สำคัญมากต้องรีบจัดการโดยด่วนที่สุด ร่างสูงเกินหกฟุตในชุดสูทสีทรายสีเดียวกับดวงตาของเขา เดินเข้ามาในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมห้าดาวชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมกับบอดี้การ์ดในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มสองนายเดินตามมาอารักขาเจ้านายเป็นเงาตามตัว ใบหน้าคมคร้ามหล่อเข้มที่มีแว่นตาสีชากรอบหนาพรางสายตาคู่คมสีทราย บวกกับบุคลิกที่โดดเด่นดูดีมีสง่า พร้อมกับที่บิดาของเจ้าสาวที่เดินเข้ามาทักทายอย่างให้เกียรติ ทำให้แขกเหรื่อเกือบทุกคนในงานหันมามองหนุ่มนิรนามที่เพิ่งก้าวเข้ามาจับมือทักทายนายเรืองเดชซึ่งเป็นบิดาของเจ้าสาวเป็นจุดเดียว “สวัสดีครับท่าน กระผมดีใจมากครับที่ท่านให้เกียรติมาในงานเลี้ยงฉลองงานแต่งงานของลูกสาวของกระผม ยัยรินคงดีใจมากถ้ารู้ว่าท่านมาในงานคืนนี้” นายเรืองเดชค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเมื่อจับมือทักทายผู้เป็นนายจ้าง เรฮานย์ยื่นมามาจับทักทายลูกจ้างคนสนิทพร้อมกับคลี่ยิ้มเล็กน้อยตามแบบฉบับท่านชีคแห่งแซนเธียร่า “ไหนล่ะลูกสาวของคุณ” เสียงทุ้มน่าฟังเอ่ยถามบิดาของเจ้าของงานคืนนี้ยิ้มๆ ก่อนสายตาคมสีทรายจะไปสะดุดเข้ากับร่างระหงของเจ้าสาวแสนสวยที่เดินมาทางที่บิดาของเธอยืนอยู่ ก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเช่นเดียวกับบิดาเมื่อยื่นมือออกไปทักทายแขกคนพิเศษ โดยที่นายเรืองเดชยังไม่ทันที่จะตอบคำถามของชีคหนุ่ม “สวัสดีค่ะท่าน ดิฉันรู้สึกดีใจมากค่ะที่ท่านมาในงานเลี้ยงฉลองของดิฉันกับพี่โจ้ในคืนนี้” รินลดาปล่อยมือออกจากแขกคนพิเศษของบิดา ก่อนจะส่งยิ้มหวานไปให้ร่างสูงสง่าตามแบบฉบับหนุ่มเชื้อสาวอาหรับตรงหน้า พอมองใบหน้าคมคร้ามของเจ้าของร่างสูงซึ่งเป็นถึงเจ้านายของบิดาในระยะใกล้ๆ รินลดาก็ยอมรับว่า เรฮานย์นายจ้างของบิดาเธอช่างหล่อเหลานัก ดูโดดเด่นและน่าเกรงขามจริงๆ เขาดูดีมีเสน่ห์และโดดเด่นสง่างามกว่าเจ้าบ่าวของเธอด้วยซ้ำไป “ผมขอแสดงความยินดีกับคุณและคนรักของคุณด้วยนะ ขอให้ครองรักกันไปนานๆ” ร่างสูงกล่าวเสียงทุ้มพร้อมกับยิ้มรับเจ้าสาวแสนสวย “ขอบคุณมากๆ ค่ะท่าน” รินลดากล่าวยิ้มๆ อย่างให้เกียรติ พลันสายตาคู่คมแสนเสน่ห์สีทรายก็สะดุดเข้ากับสร้อยเพชรที่มีดีไซน์เก่ไก๋งดงามแปลกตา เรฮานย์จึงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมของสวยๆ งามๆ ตรงหน้า ตามประสาคนที่เป็นพ่อค้าอัญมณีรายใหญ่แห่งรัฐดูไบ “สร้อยเพชรของคุณสวยงามมาก” รินลดายิ้มก่อนตอบว่า “ขอบคุณมากค่ะท่าน และต้องขอบคุณแทนพิซซ่าด้วยนะคะ ถ้าเพื่อนของดิฉันได้ยินที่ท่านชมผลงานการเธอ พิซซ่าคงจะดีใจมาก” คิ้วเข้มใต้แว่นตาสีชากรอบหนาย่นคิ้วดกดำเข้าหากันก่อนถาม “พิซซ่า เป็นคนออกแบบสร้อยเพชรเส้นที่คุณสวมใส่นี้หรือ ใช่คนเดียวกับพิชญาดาราหรือเปล่า” “ใช่ค่ะท่าน นั่นไงคะยัยพิซซ่า เพื่อนรักของดิฉันค่ะ” ร่างระหงในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์หันไปบุ้ยใบ้สายตาคู่สวยไปยังร่างเพรียวระหงของเพื่อนรักในชุดราตรีสีเขียวอมฟ้าคล้ายกับสีน้ำทะเลพลิ้วแนบลำตัวแต่ยาวกรอมเท้าดูสวยราวกับเทพธิดา ซึ่งกำลังยืนสนทนากับเพื่อนในงานอย่างเพลิดเพลินที่อยู่ห่างออกไปประมาณสิบกว่าก้าว เมื่อสองอาทิตย์ก่อนเรฮานย์สืบรู้จนแน่ใจว่า พิชญาดาราแอบพาน้องสาวของเขามาหลบตัวซ่อนอยู่ในเมืองไทย แต่เพราะงานของเขายุ่งมากต้องรีบจัดการโดยด่วน แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาชายหนุ่มก็ถูกเชิญให้มางานเลี้ยงฉลองการแต่งงานในค่ำคืนนี้ ชีคหนุ่มจึงตกปากรับคำลูกจ้างฝีมือดีของเขาทันที เพราะตอนนี้งานของเขาไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ที่สำคัญเขาต้องการมาตามตัวน้องสาวกลับวังตามคำสั่งของพระบิดาพระมารดา และเพื่อตามมาลงโทษนักโทษสาวจอมหยิ่งที่บังอาจพาน้องสาวสุดที่รักของเขามาซ่อนตัวถึงต่างถิ่นในที่ที่แสนไกลหูไกลตาแบบนี้ หล่อนไม่รู้หรือไงว่า น้องสาวของเขาเป็นถึงเจ้าหญิงเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ พิชญาดารา หรือ พิซซ่า ผู้หญิงที่เขาต้องการจะตามหาตัวหล่อนให้พบในเร็วๆ นี้ แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอหญิงสาวได้รวดเกินคาดขนาดนี้ ช่างโชคดีจริงๆ ร่างสูงสง่ามองตามไปยังดีไซเนอร์สาวสวยในชุดราตรีสีน้ำฟ้าอมเขียวคล้ายสีของน้ำทะเลสุดเซ็กซี่นิ่งด้วยความรู้สึกยากที่จะเดาใจได้ เพราะแว่นตาอันใหญ่สีชาที่พรางดวงตาทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าชายหนุ่มรู้สึกเช่นไร “ท่านครับ เชิญท่านทางนี้ดีกว่าครับ เดี๋ยวกระผมจะนำไป เชิญครับ” นายเรืองเดชเอ่ยเชื้อเชิญแขกวีไอพี พร้อมกับเดินนำชีคหนุ่มไปยังโต๊ะสำหรับแขกคนพิเศษโดยเฉพาะ และขณะที่เดินตามเจ้าภาพเข้าไปยังด้านในงาน สายตาสีทรายก็หันไปมองใบหน้าสวยยั่วใจชายของสาวน้อยนัยน์ตาคมผมยาวสีดำสนิทที่ดกหนาเป็นเงาดุจแพรไหมอย่างไม่วางตา เขายังจดจำเธอได้ดี โดยเฉพาะรอยจุมพิตแสนหวานที่เขาเคยสัมผัสนั้นก็ไม่เคยลืม และรสชาติของมันยังติดอยู่ที่ริมฝีปากของเขาอยู่จนถึงวินาทีนี้ หล่อนดูสวยยั่วยวนใจเขาจริงๆ เรฮานย์คิดตามประสาชายโสดที่มักจะเป็นที่หมายปองของสาวสวยอยู่เสมอ ชีวิตหนุ่มที่ไม่เคยขาดผู้หญิงแนบข้าง ชีวิตท่านชีคที่ต้องการหญิงใดก็มักจะสมปรารถนา ปรายตาไปมองร่างเพรียวระหงโดดเด่นนั้นด้วยความรู้สึกพึงพอใจ เขาทั้งเจ็บใจทั้งปรารถนาอยากจะสั่งสอนหล่อน ที่บังอาจท้าทายอำนาจของเรฮานย์ คิดเหรอว่าเขาจะยอมปล่อยให้หล่อนทำผิดโดยไม่คิดลงโทษ คอยดูนะ...มีโอกาสเหมาะๆ เมื่อไหร่ จะจับเหวี่ยงลงบนที่นอน แล้วสั่งสอนด้วยพิศวาสแทบขาดใจให้กับหล่อนสามวันสามคืนเอาแบบไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันกันเลยทีเดียว หากหล่อนยังคิดที่จะอวดเก่งกับเขาอีก เรฮานย์นั่งลงพร้อมกับบอดี้การ์ดหน้าดุอีกสองคนที่นั่งขนาบข้าง โต๊ะเดียวกับบิดามารดาของนายเรืองเดชซึ่งถูกแนะนำโดยบุตรชายให้รู้จักกับชีคหนุ่มในฐานะนายจ้าง เพราะนายเรืองเดชเองก็ยังไม่รู้ว่านายจ้างผู้น่าเกรงขามของตนเองคนนี้แท้จริงแล้วฐานะของชายหนุ่มเป็นใครกันแน่ รู้แค่ว่าเรฮานย์ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากแค่นั้นเอง และในวงสนทนาก็มีลูกน้องของเขาอีกคนนั่งอยู่ด้วย คือนายดิเรกนักออกแบบจิวเวลรี่ตัวพ่อของ จิวเวลรี่ เอิร์ธ อันมานนั่นเอง เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ชีคหนุ่มก็อยากจะไปเข้าห้องน้ำและไปเดินยืดเส้นยืดสายเสียบ้างหลังจากตกเป็นเป้าสัมภาษณ์ของทุกคนในวงสนทนาที่น่าเบื่อสำหรับหนุ่มเจ้าสำราญอย่าง ‘สิงห์ทะเลทรายอาหรับ’ ชายหนุ่มจึงได้ขอตัวออกไปจากโต๊ะ โดยสั่งให้บอดี้การ์ดสองคนไม่ต้องตามเขาไป พิชญาดารามองดูบิดาที่เธอเกลียดนัก กำลังคุยกันอย่างออกรสกับผู้ชายที่แสน ‘เลว’ ที่เธอไม่เคยลืมการกระทำอันหยาบคายของเขา หญิงสาวไม่คาดคิดเลยว่าจะมาเจอเขาในงานนี้ ผู้ซึ่งเพื่อนรักของเธอกระซิบบอกข้างหูว่าเขาเป็นถึงเจ้าของร้านจิวเวลรี่ชื่อดังหลายแห่งในดูไบ ซึ่งเป็นเจ้านายของบิดาของเพื่อนเธอและเป็นเจ้านายของพ่อผู้ให้กำเนิดเธอด้วย มางานนี้เธอจึงได้รู้อะไรที่อยากรู้ถึงสองอย่าง คือรู้ว่าพ่อของตนเองทำงานอยู่ที่ไหน และรู้ว่า ‘เขา’ ทำงานอยู่ที่ไหน ดีเหมือนกัน เธออยากเอาชนะผู้ชายทั้งสองคนไปพร้อมๆ กันเลย เพราะตั้งแต่ที่ผ่านมาไม่มีผู้ชายคนไหนทำให้เธอรู้สึกโกรธเกลียดได้เท่าผู้ชายทั้งสองคนนี้เลย สำหรับ ‘เขา พี่ชายเพื่อน’ การแก้แค้นเอาคืนยังไม่จบ และเธอรู้แล้วว่าจะต้องทำยังไงต่อไป ผู้หญิงอย่างพิชญาดาราไม่ใช่นางเอก ใครๆ ก็ว่าเธอเป็นนางร้าย ชอบหักอกผู้ชายเป็นว่าเล่น จนเพื่อนๆ ขนาดนามเธอว่า ‘คาสโนวี่ควีน’ แต่เธอก็ไม่สน และคิดว่าหลังจากที่เธอแก้แค้นเอาคืนผู้ชายคนที่ 100 ได้เมื่อไหร่ เธอก็จะขอเลือกอยู่แบบโสดๆ จะดีกว่า ‘เรฮานย์ คือผู้ชายคนที่ร้อยที่เธอต้องการเอาชนะ และเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ชายร้อยทั้งรอยมันก็เลวเหมือนกันหมด’ เพราะไม่อยากนั่งกินน้ำตาต่างข้าวเหมือนมารดาของเธอ ที่ต้องตรอมใจเพราะความเจ้าชู้ของสามีตนเอง ที่ไปมีผู้หญิงคนอื่น แต่ก็ไม่ยอมหย่าขาดจากมารดาของเธอเสียที คุณหนูไฮโซจอมเย่อหยิ่งที่โกรธเกลียดพ่อของตนเองพานรู้สึกไม่ชอบหน้าชีคหนุ่มที่ดูท่าทางจะสนิทสนมกับพ่อของเธอมากตามไปด้วย หญิงสาวจึงไม่มีอารมณ์จะปั้นหน้ายิ้มกับใครในงานเลี้ยง เพราะรู้สึกอารมณ์เสียตั้งแต่ตอนที่เธอสบตากับผู้ชายมากรักหลายใจที่ขึ้นชื่อว่าเขาเป็นพ่อของเธอแล้ว ร่างระหงพราวเสน่ห์ เดินถือแก้วไวน์ทรงสูงสีสวยออกมาจิบรับลมที่สวนหย่อมด้านนอกบริเวณงาน คิดว่าขอยืนปลดปล่อยอารมณ์สักพักก็จะเดินกลับเข้าไปในงานเพื่อลาเพื่อนรักกลับบ้าน เพราะเธอเบื่องานสังคมพวกนี้เต็มที โดยเฉพาะงานสังคมที่มีผู้ชายที่ทำให้คนที่เธอรักมากที่สุดต้องตรอมใจอยู่ร่วมด้วยเธอก็ยิ่งเบื่อ และยิ่งเห็น ‘เขาคนนั้น’ ไอ้ผู้ชายที่เธอกำลังคิดว่า ‘เขาก็คงเลวเหมือนผู้ชายทั้งเก้าสิบเก้าคนที่ผ่านมาของเธอ’ หญิงสาวก็ยิ่งไม่อยากจะอยู่ต่อ เพราะเวลาเอาคืนเขาคนนั้นไม่ใช่ตอนนี้ แต่นับจากนี้อีกหนึ่งอาทิตย์ต่างหากที่เธอจะเริ่มปฏิบัติการณ์ ‘หงส์สะบัดลาย’ เธอจะเอาคืนให้มารดาที่ถูกผู้หญิงของบิดาโทรมารบกวนวันแล้ววันเล่า จะเอาคืนให้ตนเองที่ถูกหยามศักดิ์ศรีจากผู้ชายคนนั้น เธอจะเอาชนะทุกคนด้วยความสามารถที่เธอมีอยู่และด้วยสมองอันชาญฉลาดของตนเอง ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม เธอจะต้องเดินหน้าต่อ “สวัสดีครับ มิสพิชชาญาดาร๊า ชื่อของคุณเรียกยากจริงๆ” เสียงทุ้มน่าฟังที่ออกห้าวๆ นิดๆ ที่อยู่ทางด้านหลัง ทำให้คนที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองต้องรีบหันขวับมามองด้วยความสะดุ้งตกใจในนาทีแรก เพราะยังใจลอยอยู่นั่นเอง แล้วประกายตาไม่พอใจก็ฉายวาบขึ้นมาเมื่อรู้ว่าใครที่บังอาจมาเรียกชื่อของเธอผิดๆ “ฉันชื่อพิชญาดารา ไม่ใช่พิชชาญาดาร๊าตามที่คุณเรียก” หญิงสาวตอบเสียงห้วนๆ มองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาวาววับราวกับโกรธแค้นเขามาเป็นสิบๆ ปีงั้นแหละ จนใบหน้าคมคร้ามนั้นต้องยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ‘หล่อนคงแค้นที่เขาจูบเธอคราวนั้นสินะ’ “เพื่อนของคุณบอกว่าคุณชื่อพิซซ่า เรียกง่ายกว่าเยอะ ผมขอเรียกคุณด้วยชื่อนี้ดีกว่านะ” “คุณจะเรียกชื่อไหนมันก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าคุณจะคุยกับฉัน กรุณาถอดแว่นตาออกด้วยค่ะ ฉันไม่ชอบคุยกับคนที่สวมแว่นตาอำพรางดวงตาของตนเอง เพราะฉันรู้สึกว่าคุณไม่ให้เกียรติฉัน” เธอตอบเขาด้วยท่าทางเย่อหยิ่งจองหองไม่มีความประหม่าหวั่นไหวอยู่ในสายตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นเลยสักนิด มันจึงทำให้เรฮานย์รู้สึกทึ่งในตัวสาวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขามาก เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อยู่ต่อหน้าเขามักจะแสดงอาการประหม่าขวยเขินแทบทุกคนก็ว่าได้ แต่ทว่ากับหล่อน เธอวางมาดราวกับนางพญาผู้เลอโฉมงามสง่าที่แสนเย่อหยิ่ง มันช่างท้าทาย ‘สิงห์แห่งทะเลทรายอาหรับ’ อย่างเขาชะมัด นี่ขนาดหล่อนถูกเขาพรากจูบมาแล้วครั้งหนึ่ง ใบหน้าสวยคมก็ยังคงเชิดหน้ามองเขาอย่างไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว ราวกับว่าเขากับเธอไม่เคยมีฉากวาบหวามรัญจวนใจอย่างนั้นมาก่อนอย่างงั้นแหละ แต่เธอลืมภาพสวีตเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้วจริงๆ หรือ เพราะถ้าลืมเขาจะได้ ‘ตอกย้ำ’ ภาพนั้นให้ชัดขึ้นเองในคืนนี้ สายตาคมกล้าสีทรายมองเรียวปากอิ่มเล็กสีชมพูสดมันวาวน่าจูบนั่นด้วยประกายตาพราวระยับอย่างเปิดเผยความรู้สึก จนพิชญาดาราเริ่มถอยออกห่างโดยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แม้ในใจจะบอกว่าไม่ได้กลัวเขาเลยสักนิด แต่เท้าเล็กบนรองเท้าส้นสูงประมาณสี่นิ้วกลับถอยห่างออกโดยไม่รู้ตัว มีเพียงแววตาวาวโรจน์ที่มองร่างสูงในชุดสูทสีทรายอย่างโกรธจัดเท่านั้นที่บอกว่าเธอคิดจะสู้ “โอเค คุณเป็นคนแรกนะที่กล้าสั่งผม” พูดจบมือเรียวสวยราวกับมือของอิสตรีก็ยกขึ้นถอดแว่นตายี่ห้อดังออก ทันทีที่เห็นดวงตาสีทรายคมเข้มเป็นประกายระยับ พิชญาดารากลับรู้สึกอยากจะให้เขาสวมแว่นตาสีชานั้นกลับคืนเข้าไปใหม่มากเหลือเกิน เพราะนัยน์ตาคมซึ้งเต็มไปด้วยพลังแห่งบุรุษเพศที่แสนมีเสน่ห์อย่างเหลือร้ายที่กระทบแสงไฟนั่น กำลังทำให้เธอรู้สึกขาดความมั่นใจในตัวเองไปเกือบครึ่ง แววตาแห่งความเป็นผู้นำไม่ยอมคน แววตาของเจ้าป่าที่ดุดันระคนเจ้าเล่ห์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ มันทำให้ผู้หญิงที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อสายตาของชายใด ต้องรู้สึกร้อนวูบวาบบนใบหน้าของตนเองเป็นครั้งที่สอง แต่ทว่าใบหน้าสวยคมจมูกโด่งรั้นอย่างคนเอาแต่ใจก็ยังคงเชิดหน้าราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ก่อนจะเชิดเมินมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคมกริบพราวระยับคู่นั้น โชคดีที่เงามืดได้บดบังใบหน้าที่เป็นสีชมพูระเรื่อขึ้นของเธอ ก่อนที่จะทำเป็นไม่ใส่ใจคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง มือเรียวเล็กยกแก้วไวน์ขึ้นจิบต่อทำท่าเหมือนไม่สนใจร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างหลัง เพราะไม่มีความจำเป็นที่เธอจะต้องคุยกับเขา และไม่เห็นจะต้องแคร์ ถึงแม้ว่าเขาจะยอมถอดแว่นตามที่เธอต้องการแล้วก็ตาม “นี่คุณ ผมยอมถอดแว่นตาออกตามที่คุณต้องการแล้วนะ จะไม่หันหน้ามาคุยกับผมหน่อยเหรอ ฮาบิบตี้” เสียงทุ้มกังวานเอ่ยถาม พร้อมพูดจาหยอกเย้าในท้ายประโยคด้วยการเรียกเธอว่า ‘ที่รัก’ ในภาษาอารบิค พิชญาดารารีบปรับอารมณ์ลบความประหม่าเขินอายทิ้งไป ก่อนจะหมุนตัวหันกลับมามองคนตัวโตที่ท่าทางชอบวางอำนาจด้วยสายตาเย็นชา พร้อมกับเหยียดยิ้มมุมปากก่อนจะโต้ตอบไปด้วยน้ำเสียงจองหองว่า “ขอโทษนะคะ ฉันไม่ใช่ที่รักของคุณ กรุณาอย่ามาเรียกฉันว่า ฮาบิบตี้” เรฮานย์ปรบมือแปะๆ ก่อนจะตอบว่า “เก่งจัง รู้ภาษาบ้านผมด้วย น้องสาวของผมคงมีเวลาสอนภาษาอารบิคให้คุณหลายคำเลยสินะผม ว่าแต่คืนนี้คุณไม่ได้พาน้องสาวของผมมาด้วยหรอกหรือ” ชีคหนุ่มถามยิ้มๆ ด้วยนัยน์ตาเจ้าเล่ห์พราวระยับ พยายามสบตาดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกลมโตนั้นไม่อย่างกะพริบตา อยากจะรู้ว่าหล่อนจะกลบเกลื่อนพิรุธได้ดีนานสักแค่ไหน แต่ทว่าความชื่นชมในสายตาที่มองสาวน้อยรูปร่างเพรียวระหงตรงหน้าก็ฉายชัดออกมาอย่างเปิดเผยเช่นกัน ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่ผู้หญิงสวยหวาน แต่หล่อนสวยคมน่ามองในทุกๆ จุดทีเดียว คิ้วเรียวสวยดุจคันศร ดวงตากลมโตดูสวยคมเป็นประกายแห่งความมีชีวิตชีวา จมูกโด่งรั้นเล็กรับกับโหนกแก้มสวยได้อย่างพอเหมาะพอดี และริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มสีชมพูสดนั่นก็น่าจูบยิ่งนัก และชายหนุ่มก็จำได้ว่ามันหอมหวานมากแค่ไหน ทั้งผิวพรรณของหล่อนก็ขาวผ่องผุดผาด รูปร่างของหล่อนก็ดูดึงดูดบุรุษเพศให้อยากเข้าใกล้ได้ไม่ยาก แต่ทว่าดวงตาคู่สวยโฉบเฉี่ยวกลับดูเหมือนไม่แยแสเสน่ห์ที่ตนเองมีเลยสักนิด นับว่าเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่สวยถูกใจเขามากจริงๆ โดยเฉพาะคืนนี้ พิชญาดาราอยู่ในชุดราตรีสุดหรูชุดราตรีสีเขียวอมฟ้าคล้ายกับสีน้ำทะเลที่โชว์แผ่นหลังนวลเนียนน่าสัมผัส ผมยาวถูกเกล้าเป็นมวยประดับด้วยไข่มุกสีขาวที่เสริมให้ดวงหน้าของหล่อนดูหวานละมุนยิ่งขึ้น “ฉันบอกคุณแล้วไงคะ ว่าฉันไม่ได้พาน้องสาวของคุณไปซ่อน เลิกปรักปรำฉันเสียที” หญิงสาวตอบก่อนจะเมินมองไปทางอื่นอีกครั้ง ราวกับเขาเป็นผู้ชายที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของเธอเลยสักนิด เธอไม่คิดจะยอมรับแล้วจะทำไม เขาไม่มีหลักฐานอะไรมาผูกมัดตัวเธอได้นี่ “คุณนี่เป็นผู้ร้ายปากแข็งมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยนะพิซซ่า ผมจะบอกความจริงให้ก็ได้ ว่าผมไปสืบประวัติของคุณมาหมดแล้ว และรู้ด้วยว่าในวันที่คุณเดินทางกลับมาเมืองไทย คุณได้พาน้องสาวของผมมาด้วย จับได้คาหนังคาเขาแบบนี้แล้ว ยังคิดที่จะปฏิเสธอีกหรือ” “ไหนล่ะหลักฐาน เอามาให้ฉันดูสิ ไม่มีใช่ไหม ชิ” ร่างระหงหันมาโต้แย้งทันควัน ก่อนจะมองร่างสูงอย่างเหยียดๆ แล้วเชิดหน้ากลับไปทางเดิมอีกครั้ง ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เมินมองไปอีกทางเหยียดยิ้มบางๆ อย่างพอใจที่ได้เห็นท่าทางเหมือนจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของคนตัวโต ที่พยายามจะให้เธอยอมรับผิดให้ได้ แต่ฝันไปเถอะ ถ้าเขาหาหลักฐานมามัดตัวเธอไม่ได้ เขาก็ทำอะไรเธอไม่ได้แน่ และถึงแม้เขาจะรู้ว่าเธอคือคนที่พาน้องสาวของเขาไปหลบซ่อนตัวเพื่อหนีการแต่งงาน เรฮานย์ก็ทำอะไรเธอไม่ได้เพราะเรฮายะห์เต็มใจที่จะมาเมืองไทยกับเธอเอง และสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เรฮายะห์ก็รู้จักกับเพื่อนสาวชาวไทยที่เป็นเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกับเธอมากมาย และเพื่อนสนิทหนึ่งในนั้นของเธอก็คือ อ้อมขวัญ ซึ่งเรฮายะห์เริ่มจะสนิทด้วยแล้ว อ้อมขวัญทายาทสาวของนักการเมืองชื่อดังไม่ได้ถูกเชิญมาในงานเลี้ยงคืนนี้ เพราะเธอไม่ได้สนิทกับรินลดาเป็นการส่วนตัว แต่คืนนี้เธอได้ชวนเรฮายะห์ไปเปิดหูเปิดตาที่ผับดังแห่งหนึ่งซึ่งเป็นผับของพวกคนรวย หรือพวกดาราไฮโซมาเที่ยวกันอย่างคับคั่งในทุกๆ คืน   อีกฟากหนึ่งของเมืองศิวิไลในยามราตรี ณ ผับชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร แสงสีแสบตากะพริบวัวไหวจนแสบตาไปหมด แต่ทว่าหมู่ผีเสื้อราตรีทั้งหลายกลับชอบที่จะบินเข้าหามัน ไฟหลากสีลวงตาที่ผีเสื้อสาวต่างก็สวยสดงดงามและยั่วยวนในชุดเว้าหน้าเว้าหลัง สั้นยังไม่พอยังแหวกหน้าแหวกข้างแหวกหลังยั่วใจให้หมู่ภมรตัวผู้ให้หันมาสนใจอีก สามสาวในชุดเดรสต่างสีต่างลาย เดรสสั้นกำมะหยี่สีน้ำตาลอ่อนลายเสือคือ ทอรุ้ง เดรสสั้นลายลูกไม้สีดำเซ็กซี่คือ อ้อมขวัญ และเดรสสีทรายเรียบหรูสะท้อนแสงคือเจ้าหญิงเรฮายะห์ในคราบสามัญชน เหตุผลที่เรฮายะห์ปฏิเสธที่จะไปร่วมพิธีฉลองงานแต่งงานของเพื่อนสนิทอีกคนของพิชญาดารา เพราะเจ้าหญิงน้อยรู้ว่างานนี้พี่ชายของเธออาจจะมาร่วมงานฉลองในคืนนี้ด้วย ซึ่งพิชญาดาราก็เห็นด้วย ขณะที่สามสาวกำลังแดนซ์กันอย่างสนุกสนานในกลุ่มของตนเอง ผู้ชายหน้าตาแขกๆ คมๆ ในชุดเสื้อยืดคอวีพอดีตัวสีเข้ม กางเกงยีนสีเดียวกันกับเสื้อ บนรองเท้าหนังราคาแพงกำลังก้าวเข้ามาใกล้กลุ่มของพวกเธอช้าๆ ดวงตาคมสีบรั่นดีจ้องมองทางเจ้าหญิงน้อยในคราบสามัญชนอย่างไม่วางตา เขาเคยเจอเธอครั้งหนึ่งแล้วที่ผับแห่งนี้เมื่ออาทิตย์ก่อน และคืนนี้ก็เป็นค่ำคืนที่โชคดีของชายหนุ่มอีกครั้งที่มาเจอหวานใจของเขา “เร หันไปทางโน้นสิ ใครเดินมาน่ะ” ทอรุ้งบุ้ยใบ้สายตาไปมองหนุ่มหล่อคมเข้มตัวโตสูงใหญ่อย่างกับตึกกำลังเดินมาทางที่พวกเธอกำลังแดนซ์กันอยู่ เรฮายะห์มองตาม ก็รู้สึกใจเต้นโครมครามอีกครั้งเมื่อสบตาเข้ากับประกายตาวาววับของร่างสูงที่กำลังส่งรอยยิ้มหวานมาให้เธอ อ้อมขวัญมองตามแล้วก็ยิ้ม ไม่มีใครรู้ว่าเธอแอบมีใจให้กับหนุ่มลึกลับที่อ้างตัวว่าเขาเป็นนักท่องเที่ยวมาจากประเทศทางตะวันออกกลางคนนี้ ชายหนุ่มแนะนำตัวว่าเขาชื่อ ‘ราม’ คำเดียวสั้นๆ แต่ทว่าบุคลิกท่าทางของหนุ่มนิรนามกลับไม่เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป เขาดูลึกลับน่าค้นหาและเหมือนมีออร่าเปล่งประกายอยู่รอบๆ ตัวเขา นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้ชายคนนี้ ‘ไม่ธรรมดา’ แน่นอน และที่สำคัญเขามีเสน่ห์มากๆ ด้วย แต่รามกลับมีใจให้กับเรฮายะห์ที่อ้างตัวว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยวมาจากดูไบ เป็นเพื่อนสนิทกับพิชญาดารา และดูท่าเพื่อนใหม่ของเธอคนนี้ก็คงจะมีใจให้กับหนุ่มนิรนามคนนี้เช่นกัน อ้อมขวัญแอบอิจฉาเพื่อนใหม่ของเธอเล็กน้อย ไม่...คงไม่ใช่แค่อิจฉาเล็กน้อยเท่านั้น แต่เธออิจฉาเรฮายะห์มากๆ เลยล่ะ “สวัสดีครับสาวๆ สวัสดีครับคุณเร” ร่างสูงเกินสันทัดกล่าวทักทายทั้งสามสาวรวมๆ ในต้นประโยค แต่ท้ายประโยคเขากลับปรายตาไปมองสาวน้อยในชุดเดรสสีทรายเรียบหรูด้วยสายตาหยาดเยิ้มชวนฝัน ทำให้เรฮายะห์เริ่มประหม่าขัดเขินไม่กล้าสบตาคมซึ้งสีบรั่นดีนั่นเท่าไหร่นัก “ขวัญ ฉันว่าเราอย่าไปเป็นกขค.พวกเขาสองคนดีกว่า เราสองคนไปแดนซ์ทางโน้นกันเถอะป๊ะ” ทอรุ้งฉุดข้อมือของอ้อมขวัญออกไปทันทีที่รู้สึกตัวว่าพวกเธอสองคนคงจะเป็นส่วนเกินไปแล้วเมื่อเห็นรามเอาแต่สนใจเรฮายะห์เพียงคนเดียว อ้อมขวัญเดินตามแรงฉุดของเพื่อนรักไปอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก เพราะยังไม่ได้ทักทายหนุ่มที่เธอแอบมีใจให้สักคำเลย แม้ว่าเขาจะไม่หันมาสนใจเธอก็ตาม เรฮายะห์อ้าปากหว๋อมองทอรุ้งลากแขนอ้อมขวัญจากไป แล้วปล่อยให้เธอยืนอยู่เพียงลำพังกับรามสองคน ทำให้เจ้าหญิงน้อยแทบวางตัวไม่ถูก รู้สึกว่ามือของตนเองเกะกะไปหมดจนไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ไหน ได้แต่ยกมือข้างหนึ่งลูบแขนอีกข้างตนเองไปมาด้วยความขวยเขิน รามมองสาวน้อยตรงหน้าด้วยสายตาพึงพอใจ เขาชอบที่เห็นท่าทางเขินอายของเรฮายะห์ ทั้งที่ชายหนุ่มเองก็เคยเห็นผู้หญิงขี้อายมาแล้วมากมายก็ตาม แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับน่าสนใจมากที่สุดสำหรับเขา “เราไปนั่งคุยกันตรงมุมโน้นดีไหมครับ” ชายหนุ่มบุ้ยใบ้สายตาไปทางมุมสลัวมุมหนึ่งที่ยังพอมีที่ว่างสองสามที่สำหรับนั่งคุยกัน ร่างบางพยักหน้ารับก่อนจะถูกวงแขนใหญ่โอบเอวคอดกิ่วไปนั่งที่เคาน์เตอร์ด้านในที่อยู่ชิดกับผนัง “รับอะไรดีครับมิสเตอร์” บริกรหนุ่มเดินเข้ามาถามรามยิ้มๆ “คุณเรรับอะไรดีครับ” รามหันมาถามร่างบางข้างๆ อย่างสุภาพ “รับเหมือนคราวที่แล้วก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบไม่ดังมากนัก แต่รามก็พอได้ยิน จึงหันมาสั่งออเดอร์กับบริกรหนุ่มเสียงทุ้มน่าฟัง “งั้นก็เอาไวน์ที่ดีที่สุดแพงที่สุดในร้านมาแล้วกัน” “ได้ครับกระผม รอสักครู่นะครับ” พูดจบบริกรหนุ่มก็รีบเดินเลี่ยงออกไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเองทันที ไม่นานนักไวน์ชั้นเลิศสีแดงประกายทับทิมที่ผลิตจากพันธุ์องุ่นปิโนต์นัวร์จากฝรั่งเศสก็ถูกนำมาเสิร์ฟ และรินใส่แก้วคริสตัลทรงสูงสองแก้วตรงหน้าสองหนุ่มสาว รามเลื่อนแก้วไวน์สีสวยใสให้หญิงสาว ก่อนจะรับแก้วไวน์ของตนเองยกขึ้นจิบ เรฮายะห์จิบไวน์เพียงเล็กน้อยเพราะเธอไม่ค่อยถนัดดื่มแอลกอฮอล์มากนักกลัวว่าจะเมาเร็ว สายตาสีทรายคู่สวยมองไปยังกลุ่มเพื่อนสองคนที่แดนซ์กันอย่างสนุกสนานที่อยู่ห่างออกไปอย่างไม่รู้จะมองไปที่ไหนดี แม้ว่าเธอจะดื้อที่แอบหนีออกจากวังมาถึงต่างแดน แต่ทว่าลึกๆ แล้วเธอกลับเป็นสาวน้อยขี้อายมากที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายที่มีเสน่ห์อย่างร้ายกาจอย่างเช่นรามเป็นคนแรก และเธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเป็นคนขี้อายมากแค่ไหนก็เมื่อสบตาหวานซึ้งสีบรั่นดีตรงหน้า กับรอยยิ้มแสนเสน่หาที่กระชากใจเธอตั้งแรกพบกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว “ผ่านมาสองอาทิตย์แล้ว พี่ชายของคุณยังตามหาตัวคุณไม่เจอหรือครับ” รามถามหญิงสาวเพื่อเปิดหัวข้อการสนทนาที่เขาเองอยากจะรู้ แต่ท่าทางของชายหนุ่มไม่ได้ดูเดือดร้อนอะไรนัก แววตาของเขาแค่แสดงถึงความสงสัยใคร่รู้เท่านั้น “ไม่รู้ว่าพี่ชายของฉันหยุดตามหาฉันหรือยังค่ะ เพราะตั้งแต่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย ฉันก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของพี่ชายของฉันเลยค่ะ” อาทิตย์ก่อนเธอเคยเล่าเรื่องที่เธอต้องหนีมาเที่ยวที่เมืองไทยให้รามฟัง ชายหนุ่มจึงได้รู้เรื่องของเธอ และท่าทางของเขาก็ดูจะสนใจเรื่องนี้มาก “แล้วถ้าเกิดพี่ชายของคุณตามมาเจอ คุณจะทำยังไงครับ ยอมให้เขาจับตัวคุณไปแต่งงานกับใครไม่รู้ที่คุณไม่รู้จัก หรือจะหนีต่อไป” ร่างเพรียวระหงมีสีหน้าครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ว่าจะเอายังไงต่อ และไม่รู้ว่าตอนนี้ทางบ้านจะวุ่นวายมากแค่ไหนที่รู้ว่าฉันหนีออกมาจากวัง เอ๊ย...หนีออกมาจากบ้านน่ะค่ะ” โชคดีที่เสียงเพลงและเสียงดนตรีที่ดังอึกทึกครึกโครมที่ดังลั่นช่วยกลบเกลื่อนคำบางคำของเธอเอาไว้ ไม่งั้นคงแย่แน่ เพราะสายตาสีบรั่นดีเหมือนจะมีเครื่องหมายคำถามฉายวาบขึ้นมาแว๊บหนึ่ง “ผมมีวิธีเสนอแนะวิธีหนึ่งนะ ไม่รู้ว่าคุณเรจะสนใจไหม” รามถามแล้วหยุดมองใบหน้าสวยหวาน รอคอยให้หญิงสาวได้คิดก่อนตอบชั่วครู่ “วิธีไหนคะ” คิ้วสวยดั่งคันศรย่นเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน รามสูดเอาลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เฮือกหนึ่งก่อนจะเสนอแนะวิธีที่เขาคิดว่ามันน่าสนใจ และเห็นในละครโทรทัศน์บ่อยๆ ซึ่งวิธีนี้อาจจะสามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงก็ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าสาวน้อยตรงหน้าจะสนใจหรือไว้ใจผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันอย่างเขาหรือเปล่า ทำให้ร่างสูงไม่ค่อยมั่นใจนักที่จะพูดแผนการช่วยเหลือเธอออกไป การที่คนตัวโตยืนนิ่งคิดนานๆ ไม่ยอมบอกวิธีที่เขาต้องการเสนอแนะสักที ทำให้แววตาสีทรายคู่สวยยิ่งเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามมากขึ้น จนคิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเป็นปมอยู่กลางหน้าผากมนเรียบเนียน “คุณรามไม่อยากตอบ แสดงว่าวิธีนี้ไม่น่าลองแน่เลยใช่ไหมคะ” “ก็ไม่ถึงกับไม่น่าลองเสียทีเดียวหรอกครับ ถ้าคุณไว้ใจผม” “เอ๋?” ดวงตาสีทรายยิ่งเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามมากขึ้น ชักอยากจะรู้มากขึ้นแล้วว่า วิธีการที่รามจะแนะนำเธอคือวิธีอะไร ร่างสูงยิ้มมุมปากก่อนจะก้มลงมาตอบข้างแกมนวลว่า “ถ้าบังเอิญพี่ชายของคุณตามมาพบ แล้วจะบังคับพาคุณกลับไปแต่งงานกับผู้ชายที่คุณไม่รู้จัก คุณก็บอกพี่ชายของคุณไปสิครับว่าคุณมีคนรักแล้ว” “แต่ว่าฉันยังไม่มีคนรักนี่คะ” สาวน้อยรีบโต้แย้งทันควัน ร่างสูงจึงยิ้มออกมาอย่างดีใจที่สาวน้อยตรงหน้าตอบย้ำให้เขาฟังอย่างมั่นใจว่าเธอยังไม่มีแฟน ทำให้หัวใจของชายหนุ่มพองโตจนคับอก “ใครบอกว่าให้คุณตอบเรื่องจริงล่ะครับ ก็แค่หาผู้ชายสักคนมาเป็นคนรักหลอกๆ เพื่อให้พี่ชายของคุณเลิกบังคับคุณไปแต่งงานกับคนที่คุณไม่ได้รักสิครับ” ร่างบางอรชรทำท่าครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาสีบรั่นดีที่มองเธออยู่ก่อนแล้วด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ ที่เขาเสนอแนะวิธีนี้ให้กับเธอ และเขาคงคิดจะเสนอตนเองเป็นคนรักหลอกๆ ของเธอสินะ “อย่าบอกนะคะ ว่าคุณรามจะเสนอตัวเองเป็นคนรักหลอกๆ ให้กับฉัน” แม้พอจะเดาออก แต่หญิงสาวก็อยากจะถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง “ใช่ครับ” เรฮายะห์ตาโต เมื่อได้ฟังคำตอบอย่างชัดเจนจากริมฝีปากหยักลึกสวยเกินชายของร่างสูง แล้วเธอจะกล้าทำตามวิธีที่เขาเสนอแนะมาหรือ ตั้งแต่โตเป็นสาวมายังไม่เคยมีแฟนกับเขาสักคน แล้วต้องแสดงบทเป็นคนรักหลอกๆ ของผู้ชายตรงหน้าเธอจะทำได้หรือ ที่สำคัญเธอรู้จักเขาเพียงแค่ไม่นาน ได้คุยกันก็เพียงสองครั้งจะไว้ใจได้หรือ ว่าเขาเสนอแนะวิธีนี้เพราะหวังดีกับเธอจริงๆ และไม่มีความนัยอื่นแอบแฝง “เอ่อ...ฉันขอคิดดูก่อนนะคะ” สาวน้อยตอบอ้อมแอ้มไม่ค่อยจะเต็มเสียงนักก่อนจะเมินมองไปทางอื่น เพราะไม่อาจทนต่อสายตาคมกล้าเต็มไปด้วยไฟเสน่หาของดวงตาสีบรั่นดีได้ แต่ถ้าหญิงสาวจะทันหันกลับไปมองใบหน้าคมคร้ามหล่อเหลาในเสี้ยววินาทีนี้ เธอคงจะได้เห็นดวงตาสีบรั่นดีเป็นประกายระยับฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมา พร้อมกับรอยยิ้มแสนเสน่หาตรงมุมปากหยักสวยเกินชาย ที่แอบแสดงออกมายามที่หญิงสาวเมินมองไปทางอื่น ​

บทที่ 3 จับได้แล้วจะทำไม! 50% NC18++

เรฮานย์มองใบหน้าสวยที่เชิดขึ้นอย่างเหนื่อยใจ นี่เขาพยายามพูดดีๆ กับหล่อนแล้วนะ แต่ทำไมพิชญาดาราถึงยังทำตัวเป็นผู้ร้ายปากแข็งอยู่ได้ หรือหญิงสาวคิดว่าที่นี่มันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง จึงคิดว่าเขาคงจะทำอะไรเธอไม่ได้ถึงได้ปากแข็งเชิดหน้าอย่างอวดดีกับเขาแบบนี้ เมื่อการเจรจาด้วยคำพูดไม่ได้ผล สงสัยเขาต้องใช้กำลังกับเธอเสียแล้วกระมัง ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้คนจอมหยิ่งปากแข็งอีกนิด ก่อนจะโน้มศีรษะต่ำลงมาในระดับชิดใบหูเล็กแล้วเอ่ยถามประโยคสั้นๆ ออกมาพอให้ได้ยินกันสองคนชัดๆ “ตกลงคุณจะไม่ยอมรับใช่ไหม ว่าคุณเป็นคนพาน้องสาวของผมมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่ประเทศของคุณ” พิชญาดาราไม่ตอบ แต่กลับยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว แล้วก็สะบัดหน้าตั้งท่าจะเดินหนีเข้าไปในบริเวณงาน แต่ก็ถูกมือหนาคว้าต้นแขนนุ่มเอาไว้แน่นดุจคีมเหล็กที่หนีบเนื้อนุ่มๆ เอาไว้ไม่ยอมให้ร่างระหงเดินหนีจากไปง่ายๆ “นี่คุณ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!” หญิงสาวตวาดแหวเบาๆ แต่ทว่าดวงตากลมโตกลับวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “คุณอยากให้ผมใช้กำลังกับคุณใช่ไหม คราวที่แล้วไม่เข็ดหรือไง” ชายหนุ่มถามเสียงเข้มนัยน์ตาเป็นประกายวาววับไม่น่าไว้ใจ แต่พิชญาดารากลับเชิดหน้าขึ้นอย่างอวดดีระคนกรุ่นโกรธจนควันออกหู “คุณกล้าหรือ ที่นี่มันประเทศของฉันนะ” หญิงสาวถามลอดไรฟันสบตาสีทรายอย่างท้าทาย ที่นี่คนเยอะแยะมากมาย หากเขากล้าทำอะไรเธอ แม่จะร้องให้รปภ.มาช่วยแล้วลากตัวเขาไปส่งตำรวจเลยคอยดู ร่างสูงขยับเข้าใกล้อีกนิด พร้อมกับตวัดแขนข้างที่ว่างเอาไว้รอบเอวบางอย่างอาจหาญ สองสายตาประสานกันราวกับมีกระแสไฟฟ้าหลายหมื่นโวลต์แล่นไปทั่วร่างบางอีกครั้ง แต่หญิงสาวก็ยังทำใจดีสู้เสือ “ทำไมผมจะไม่กล้า รีบตอบมา...ว่าคุณพาน้องสาวของผมไปหลบซ่อนตัวไว้ที่ไหน ถ้ายังปากแข็งอยู่ล่ะก็...” นิ้วเรียวใหญ่ยกมือขึ้นไล้ไปตามกรอบปากนุ่มที่เขาเคยชิมรสชาติของมันมาแล้วครั้งหนึ่ง และรู้ว่ามันหอมหวานมากแค่ไหน “อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ ปล่อยฉัน! ถ้าไม่ปล่อย ฉันจะร้องให้รปภ.จับคุณส่งตำรวจจริงๆ ด้วย” นางแมวสาวขู่ฟ่อ แต่หัวใจของหล่อนกลับเต้นแรงรัวอย่างไม่อาจบังคับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นได้ ขณะที่วงแขนแข็งแรงกลับเพิ่มแรงกระชับร่างนุ่มให้แนบสนิทกับร่างแกร่งมากขึ้นไปอีก ราวกับไม่กลัวคำขู่ของเธอเลยสักนิด ดวงตาคมกล้าไหวระริกไล่สำรวจมองดวงหน้าสวยซึ้งด้วยรอยยิ้มยั่วยวนชวนให้หวาดหวั่นระคนหวั่นไหว ดวงตาคู่สวยเริ่มไหวระริก เมื่อสบดวงตาคมกล้าของสิงห์หนุ่มเลือดร้อนที่ซุกซ่อนไว้ด้วยอำนาจเสน่หาอันร้ายกาจอยู่ในแววตาสีทรายที่เป็นประกายระยับ จนสาวน้อยจอมหยิ่งก็อดที่จะตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความหวาดหวั่นไม่ได้ ว่าผู้ชายที่แสนร้ายกาจตรงหน้าจะกล้า ‘ใช้กำลังเหมือนคราวที่แล้ว’ กับเธอจริงๆ “ร้องสิ เสียงหวานๆ ของคุณจะดังสักแค่ไหนเชียว” เขาท้าอย่างไม่กลัวเกรง “ชะ...อุ๊บ!” คำว่า ‘ช่วยด้วย’ ที่หญิงสาวตั้งใจจะร้องออกมาให้ดังมากที่สุด กลับถูกกลืนหายลงไปในลำคอระหงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะตั้งรับทัน ริมฝีปากอิ่มเล็กที่อ้าเผยอหมายจะร้องให้ดังลั่นกลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ลิ้นร้อนๆ พุ่งเข้าไปเกี่ยวกระหวัดรัดเรียวลิ้นของเธอให้เป็นไปตามที่ใจของชายหนุ่มปรารถนา ร่างนุ่มพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของคนป่าเถื่อนหยาบคายสุดฤทธิ์ ทว่าคนตัวโตก็หาได้สะทกสะท้านไม่ ริมฝีปากอุ่นจัด ยังคงยัดเยียดความเสียวซ่านให้แก่หญิงสาวไม่ยอมหยุด เขาจูบเธอติดกันซ้ำๆ อย่างเอาแต่ใจ ฝ่ามือหนาอุ่นๆ ก็ลูบไล้วนบนแผ่นหลังแน่นไปมาอย่างเล้าโลม จนสติสตังของสาวน้อยด้อยประสบการณ์รักเริ่มแตกกระเจิดกระเจิงอีกครั้งอย่างไม่อาจห้ามใจ หล่อนเกลียดเขาที่ไม่ให้เกียรติเธอ เลยพานเกลียดตัวเองที่ไม่อาจต่อต้านแรงเสน่หาของคนที่ชอบใช้กำลังกับเธอได้ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบหน้า ทั้งๆ ที่บอกตนเองว่าเกลียดเขา ทำไมใจของเธอจะต้องเต้นแรงอย่างนี้ด้วยก็ไม่รู้ เธอไม่เข้าใจตนเองจริงๆ เรฮานย์จูบเธอเพียงเพื่อจะบอกว่าเขาไม่ได้กลัวคำขู่ของเธอเลยสักนิด และไม่ใช่แค่นั้น เขาจูบเธอก็เพราะยังโหยหารสจูบแสนหวานที่เขายังติดตาตรึงใจมาจนถึงนาทีนี้ ยิ่งหล่อนต่อต้านเขา เขาก็ยิ่งรู้สึก ‘ต้องการ’ เธอมากยิ่งขึ้น ลิ้นร้อนๆ จึงเกาะเกี่ยวและซอกซอนหาความหวานภายในโพรงปากอย่างหิวกระหาย เนิ่นนานเลยทีเดียวจนคนในอ้อมแขนแทบหลอมละลาย แต่เพราะสำนึกที่ดีที่กลัวว่าจะมีใครมาเห็นภาพสวีตหวานของเธอกับเขาเข้า ชายหนุ่มจึงจำใจถอนจุมพิตออกอย่างแสนเสียดาย ร่างเพรียวระหงเกือบเซเพราะยังเบลอด้วยฤทธิ์จุมพิตแสนหวานและเร่าร้อนของเขาจนชายหนุ่มต้องช่วยพยุงร่างของเธอให้ยืนได้ด้วยตนเอง แต่ไม่ถึงนาทีที่หญิงสาวยืนหยัดด้วยตนเองได้ และโดยร่างสูงไม่ทันได้ระวังตัว เผียะ!! ฝ่ามือพิฆาตด้วยเพลิงโทสะก็เงื้อฟาดลงมาสุดแรง จนเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นกลางอากาศ ใบหน้าคมคร้ามก็หันไปตามแรงตบก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองผู้หญิงที่อาจหาญกล้ามาตบหน้าผู้ชายอย่างเขา ร่างระหงหอบหายใจสะท้อนถี่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ พร้อมกับด่ากระแทกใส่หน้าชายหนุ่มด้วยความแค้นจัด “เลวที่สุด!” จบประโยคที่โพล่งออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ร่างระหงก็เชิดหน้าหมุนตัวเดินจากไปด้วยท่าทางหยิ่งสะบัด ร่างสูงมองตามด้วยความรู้สึกหลากหลาย และความรู้สึกหนึ่งในนั้นคือ ‘โกรธจัด!’ ‘คุณกล้ามากที่บังอาจมาตบหน้าผม พิซซ่า!’ นี่เขาลงโทษเธอเพราะอะไรกันแน่ ชีคหนุ่มยังไม่อาจให้คำตอบที่ชัดเจนแก่ตนเองได้ และหล่อนก็ทำให้เขาโกรธมากเสียด้วย นี่เขาควรจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับหล่อนต่อยังไงดี แต่ที่แน่ๆ คืนนี้เขาจะต้องสะกดรอยตามเธอไปจนถึงที่พักของพิชญาดาราแน่นอน และหลังจากนั้น ชายหนุ่มตั้งใจจะตามราวีหญิงสาวไม่เลิกจนกว่าเขาจะรู้ว่าน้องสาวของเขาหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ร่างสูงน่าเกรงขามเดินตามร่างระหงไปติดๆ จากนาทีนี้ไป ต่อให้หล่อนมีปีกบิน หล่อนก็หนีเขาไม่รอดหรอก ในเมื่อเขาอุตส่าห์ตามหาน้องสาวสุดที่รักมาจนถึงเมืองไทย และมีโอกาสได้เจอตัวก่อการที่พาน้องสาวของเขามาหลบซ่อนตัวถึงที่นี่แล้ว ผู้ชายอย่างเรฮานย์ไม่มีทางปล่อยโอกาสดีๆ นี้หลุดมือไปแน่ และเขาจะต้องหาทาง ‘ลงทัณฑ์’ เธอให้ได้ และเมื่อมาเยือนประเทศไทยทั้งที เขาก็จะไม่กลับบ้านไปมือเปล่าแน่นอน หากยังไม่ได้ตัวน้องสาวกลับไป ก็อย่าหวังว่าพิชญาดาราจะอยู่อย่างสงบได้ ซึ่งชายหนุ่มมั่นใจว่า เธอเป็นคนพาตัวเรฮายะห์ไปหลบซ่อนเพื่อแก้แค้นเอาคืนเขา แต่จะทำยังไงให้หล่อนยอมรับ ท่าทางของสมันสาวจะหยิ่งจองหองมากเสียเหลือเกิน และดูท่าคราวนี้หล่อนดูจะแค้นเขามากขึ้นด้วยสิ แต่ก็ใช่ว่าหญิงสาวจะแค้นเขาอยู่ฝ่ายเดียวเสียที่ไหนล่ะ เขาเองก็แค้นหล่อนไม่น้อยเหมือนกัน รถเล็กซัสสีแดงมันปลาบเรียบหรูรุ่นล่าสุดกำลังค่อยๆ เคลื่อนออกจากซองอย่างเงียบเชียบ โดยที่ไม่รู้ว่ามีรถเก๋งปริศนาคันหนึ่งกำลังวิ่งตามไปห่างๆ แต่พอผ่านไปประมาณสิบห้านาที พิชญาดาราก็รู้ตัวว่ามีคนพยายามขับรถตามเธอมา แต่ทว่าหญิงสาวก็ไม่รู้สึกหวั่นใจแต่อย่างใด สองมือเรียวสวยยังจับพวงมาลัยรถเอาไว้มั่น สายตาสีน้ำตาลอ่อนแจ่มจรัสราวกับแสงดาวยามค่ำคืนยังคงจ้องมองออกไปยังพื้นถนนเบื้องหน้าอย่างมีสมาธิ เท้าเล็กยังเหยียบคันเร่งด้วยอัตราเร็วปกติที่เธอเคยขับเป็นประจำ กระทั่งพาหนะคู่ใจเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าบ้านสีขาวครีมหลังใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านที่เธออยู่กับมารดาเพียงสองคน กับสาวใช้อีกหนึ่ง ส่วนพี่สาวของเธอแต่งงานแยกบ้านไปอยู่กับสามีที่เชียงใหม่ ส่วนพี่ชายของเธอก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศได้สองปีกว่าแล้ว อีกห้าหกเดือนเขาถึงจะกลับมาอยู่บ้านที่เมืองไทย เจ้าของคนเก่งคันงามถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะเปิดประตูรถของตนเองออกมายืนขึ้นเต็มความสูง แล้วปิดประตูรถเบาๆ ด้วยความเคยชิน จากนั้นร่างระหงก็หันหลังกลับมามองรถเก๋งคันหรูที่ขับตามเธอมาจนถึงหน้าบ้าน ดวงตาคู่สวยมองรถเบนซ์สีบรอนซ์เงินที่แล่นเข้ามาจอดอยู่ไม่ห่างรถของเธอมากนักด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะเห็นเจ้าของรถคันนั้นเปิดประตูออกมา แล้วเดินเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางมั่นคง พร้อมกับรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกส่งมาให้ เธอไม่เข้าใจว่าผู้ชายที่เธอเกลียดนักคนนี้ตามเธอมาทำไม “พิซซ่า” เสียแหบห้าวแต่ยังคงมีความเข้มแข็งแสดงถึงความเป็นนำเต็มเปี่ยมเอ่ยขึ้น พร้อมกับมองใบหน้าสวยคมอย่างชั่งใจ “พ่อตามหนูมามีอะไรหรือเปล่าคะ” พิชญาดาราถามออกไปด้วยน้ำเสียงห่างเหินเย็นชา ถ้าเป็นไปได้เธอไม่อยากจะพบหน้าไม่อยากจะคุยกับผู้ชายที่ทำให้แม่ของเธอต้องร้องไห้ตรอมใจอยู่ทุกคืนคนนี้หรอก ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนใหม่ของพ่อมีอะไรดีนักหนา ถึงได้ทำให้นักออกแบบอัญมณีมือหนึ่งของรัฐดูไบยอมทิ้งภรรยาที่อยู่ร่วมกันมาเป็นยี่สิบกว่าไปได้ แต่แปลกที่บิดาของเธอกลับไม่ยอมหย่าขาดกับมารดาของเธอ ทว่าคนที่เป็นลูกสาวอย่างพิชญาดาราไม่มีวันจะยอมรับพ่อที่แสนเจ้าชู้ละเลยครอบของตนเองแบบนี้ได้หรอก บิดาของเธอใจดำมากเหลือเกินที่เลือกที่จะทิ้งลูกสาวของตนเองและทิ้งภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานไปหานางแพศยาชั้นต่ำ เธอเกลียดพ่อ เกลียดผู้หญิงคนนั้น และพิชญาดารารู้ว่าผู้หญิง ‘เลว’ คนนั้นใช้ชีวิตอยู่กับพ่อของเธอที่ดูไบ เธออยากจะไปเห็นหน้าของผู้หญิงแพศยาเลวๆ คนนั้นนัก อยากจะคว้านหัวใจของมันออกมาดูว่าเป็นสีอะไร ทำไมถึงได้ชอบแย่งสามีของชาวบ้านเขานัก ทำไมถึงได้คิดมาพรากผัวพรากเมีย พรากลูกพรากพ่อของคนอื่นออกจากกัน สายตาคู่สวยที่มองคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดดูแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความตัดพ้อน้อยใจและเสียใจเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้หมด ทำให้นายดิเรกต้องลอบถอนหายใจหลายครั้งก่อนจะพูดตามที่ได้รับมอบหมายมา “พิซซ่า คือพ่อได้บอกกับคุณเรฮานย์เจ้านายใหญ่ของพ่อไปว่า ลูกมีฝีมือด้านการออกแบบอัญมณีไม่ด้อยไปกว่าพ่อ ท่านเลยอยากชวนลูกไปทำงานด้วย และจะให้เงินเดือนลูกเท่าที่ให้กับพ่อ พ่อเลยมาชวนลูกไปทำงานด้วยกัน” พิชญาดาราสบตากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มใต้กรอบแว่นสายตาชนิดพิเศษบางใส ด้วยความรู้สึกกรุ่นโกรธ โกรธผู้ชายทั้งสองคน นี่พ่อของเธอคงคิดจะใช้ลูกสาวเป็นบันไดเลื่อนตำแหน่งงานให้ตนเองสินะ ถึงได้ทำตามคำบัญชาของเจ้านายซึ่งเธอก็รู้ว่าเป็นใคร “พ่อก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วนี่คะ แล้วพ่อจะมาถามหนูทำไมอีก” ใช่...เขารู้คำตอบจากลูกสาวคนนี้ของเขามาโดยตลอด แต่ว่าคราวนี้มันเป็นงานที่พิชญาดาราถนัด เพียงแต่ลูกสาวจอมดื้อรั้นของเขาไม่ยอมรับว่าตัวเองมีความสามารถไม่ต่างไปจากเขา นั่นเพราะอคติที่พิชญาดารามีต่อเขา อะไรที่เขาทำเธอจะไม่อยากทำ แต่ที่ จิวเวลรี่ เอิร์ธ อันมาน มีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งในดูไบเรื่องอัญมณี นายดิเรกจึงคิดว่าลูกสาวของเขาอาจจะยอมเปลี่ยนใจก็ได้ “นี่เป็นนามบัตรของคุณเรฮานย์ ถ้าลูกเปลี่ยนใจ ก็สามารถเอานามบัตรนี่ไปยื่นที่ฝ่ายบุคคลแล้วบอกว่าลูกชื่อพิชญาดาราเป็นลูกสาวของพ่อ เขาก็จะรับลูกเข้าทำงานทันที” พิชญาดาราเหยียดยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อยก่อนจะพูดประชดว่า “เส้นใหญ่จังเลยนะคะ” แต่มือเรียวก็ยื่นมารับกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นเล็กไปเก็บไว้ อย่างน้อยเธอก็ได้รู้ว่า ‘จิวเวลรี่ เอิร์ธ อันมาน’ ตั้งอยู่ตรงไหนของรัฐดูไบ

อ่านต่อ