บำเรอรักกับดักอสูร
บทที่ 1 จูบแรกของผู้ชายวายร้าย NC18+

ฟินิกซ์ ฮิสตัน บรู๊ค หรือฟินิกซ์ วรเวชนาคประสิทธิ์ หนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษ ทายาทคนที่สามของนาย โรเบิร์ต ฮิสตัน บรู๊ค ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมห้าดาวทางภาคอีสานที่ครอบคลุมไปทุกจังหวัด ฟินิกซ์ไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอกเสียนานหลายปี แต่กลับได้รับคำสั่งจากนายโรเบิร์ต ให้มาบริหารโรงแรมที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในจังหวัดขอนแก่น เมื่อไม่อาจปฏิเสธคำสั่งจากประมุขใหญ่ของบ้านได้ เขาจึงต้องเดินทางกลับมาตามคำบัญชาของผู้เป็นบิดา “แด๊ดดี้ ครับ ผมไม่ไปได้มั้ย? ให้ใครไปแทนได้หรือเปล่า?” ฟินิกซ์ทำท่าเหมือนไม่เห็นด้วยที่บิดาของเขาสั่งให้เขาไปติดต่องานชิ้นหนึ่งในชนบทด้วยตัวเอง “โนๆ ลูกต้องไปเอง ให้คนอื่นไปแทนไม่ได้เด็ดขาด ฟินิกซ์ลูกเข้าใจมั้ย คำว่ามิตรภาพ คืออะไร เราจะต้องสร้างสัมพันธไมตรีกับลูกค้าคนสำคัญของเราด้วยตัวของเราเอง เพื่อให้เกียรติพวกเขา เพราะฉะนั้นลูกต้องไปเข้าใจไหม?” ที่จริงแล้วมันเป็นแผนการของนายโรเบิร์ต ที่ต้องการให้ลูกชายได้รู้จักกับใครบางคนที่วิไลวรรณคู่ขาของเขาแนะนำ “โอเคแด๊ดดี้ ผมจะไป แต่ผมไม่รับรองนะ ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ผมจะพยายามก็แล้วกัน” ร่างสูงใหญ่ปานนายแบบหันหลังเดินตัวปลิวออกไปจากห้องทำงานของบิดา ลงไปยังลานจอดรถของโรงแรมพร้อมทั้งคนขับรถ รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ คันหรูรุ่นล่าสุดสีบรอนซ์เงินออกตัวไปอย่างนุ่มนวลไปยังอำเภอหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ตลอดการเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ดวงตาคมเข้มดุจพญาเหยี่ยวมองสำรวจริมทางไปตลอดเส้นทางด้วยความรู้สึกทึ่งๆ และประหลาดใจในสิ่งที่เขาได้พบเห็นเป็นครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้กลับมาที่นี่นานแล้ว “โทรมชาย” “สมชายครับ” คนขับรถแก้ให้กับภาษาไทยแปร่งๆ ของเจ้านาย “นั่นแหละ ซมชาย ตรงนี้เขาเรียกว่าอะไร?” นิ้วเรียวชี้ออกไปข้างนอกรถอย่างสงสัย “อ๋อ ที่นี่เขาเรียกว่า ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองครับ” สมชายตอบ “อ๋อ ซานเจ้าพ่อหลักเมือง” สำเนียงของลูกครึ่งไทย-อังกฤษก็ยังเพี้ยนๆ อยู่ดี เพราะวันนี้เป็นวันที่สามที่เขาเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองไทย “อีกนานมั้ย กว่าจะถึง ร้านแพรพรรณผ้าไหมไทย?” เสียงทุ้มมีเสน่ห์ถามคนขับรถเมื่อทั้งคู่ออกสู่เส้นทางเลี่ยงเมือง “ไม่นานหรอกครับ เดี๋ยวก่ฮอด” “เดี๋ยวก่ฮอด หมายความว่ายังไง?” ฟินิกซ์ไม่เข้าใจ “โอ๋ ขอโทษทีครับ หลงพูดภาษาบ้าน คำว่า เดี๋ยวก่ฮอด หมายถึง เดี๋ยวก็ถึงครับ” หนุ่มขับรถชาวอีสานแท้ๆ อธิบายภาษาบ้านให้เจ้านายฝรั่งลูกครึ่งฟัง “โอ ฉันชักอยากจะเรียนภาษาของบ้านนายแล้วสิ ภาษาแปลกดิฉันชอบ” ฟินิกซ์พูดออกมาจากใจ จากนั้นอีกหลายนาทีก่อนที่จะเดินทางไปถึงที่หมาย สมชายก็ได้สอนภาษาพื้นบ้านให้เจ้านายคนใหม่อีกหลายคำ อย่างสนุกสนาน จนกระทั่งทั้งคู่มาถึง ร้านแพรพรรณผ้าไหมไทย วันนี้ลูกค้าค่อนข้างบางตา ม่านไหมจึงมีเวลามานั่งทอผ้าอยู่ข้างในร้าน ในส่วนของการโชว์การแสดงการทอผ้าไหม ซึ่งลูกค้าท่านใดที่ประสงค์จะดูการทอผ้า ก็สามารถที่จะมาชมในมุมนี้ได้ เพราะที่ร้านแพรพรรณผ้าไหมไทยแห่งนี้ มีการขายและการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยงตัวไหม ไปจนถึงการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อวางจำหน่าย ทั้งขายส่งและขายปลีกในราคาที่ไม่แพงมากนัก และร้านนี้ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านขายผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสานเลยก็ว่าได้ “นี่กุหลาบ เห็นบ่รถผู้ใดมา คันโก้โก้ ท่าทางสิรวยแท้” กุหลาบเป็นลูกน้องคนหนึ่งของร้านกำลังสนทนากับเพื่อนข้างๆ ด้วยความอยากรู้ “เฮาบ่ฮู้ดอก สงสัยสิเป็นลูกค้าคนพิเศษของคุณม่านไหม” เพียงใจเองก็สงสัยเหมือนกัน แต่ก็ลองเดาเอา เพราะแขกที่ลงจากรถมาเธอไม่เคยเห็นหน้า แต่เมื่อประตูรถอีกด้านหนึ่งเปิดลงมา พร้อมกับร่างสูงใหญ่หล่อเหลาปานเทพบุตรในฝัน สองสาวถึงกับอ้าปากค้าง ขนลุกเกรียวด้วยความไม่คาดฝัน ว่าลูกค้าของเจ้านายจะหล่อลากดินถึงเพียงนี้ “ว้าว! เทพบุตรจุติลงมาเกิดแท้ๆ” กุหลาบอุทานเบาๆ ก่อน “แม่นๆ พระเอกหนังเรื่องไหนหว่า คือหล่อแบบนี้ บ่อยากเซื่อ” เพียงใจงึมงำเบาๆ ด้วยภาษาบ้านของเธอ “ผมมาพบเจ้าของร้าน ไม่ทราบว่าใครคือเจ้าของร้านครับ?” หนุ่มหล่อที่กระชากหัวใจของพวกเธอถามออกมาเมื่อเขามายืนอยู่หน้าร้าน “ว้าว คุณพูดภาษาไทยได้ด้วย เอ่อ...คือเจ้าของร้านอยู่ข้างในค่ะ” เพียงใจบอกแก่ลูกค้าสุดพิเศษของวันนี้ “ขอผมเข้าไปพบได้มั้ยครับ?” “ได้ค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ” กุหลาบรีบเชิญชวนเมื่อเห็นเพื่อนยังคงทำท่าตะลึงลานอยู่กับที่ “นั่งไงคะ เจ้าของร้าน” ทันทีที่พนักงานสาวชี้นิ้วไปยังหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งกำลังนั่งทอผ้าไหมด้วยความเพลิดเพลิน ใบหน้าคมเข้มทรงเสน่ห์ก็หันหน้ามองตาม ภาพที่ฟินิกซ์เห็นแทบจะทำให้หัวใจของชายหนุ่มหยุดเต้น ร่างบอบบางแต่ได้สัดส่วน ผิวขาวอมน้ำผึ้งเรียบเนียน ใบหน้ารูปไข่ที่สวยใสหมดจดแต่งแต้มเพียงเครื่องสำอางบางเบาแค่นั้น กับผมสีดำสนิทเป็นเงาแวววาวดุจแพรไหมที่ถูกรวบตึงขึ้นไว้ตรงกลางศีรษะประดับด้วยปิ่นปักผมสีเงิน ยิ่งเน้นให้ใบหน้าหวานนั้นงดงามปานนางฟ้านางสวรรค์ที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน “โอ ซวย เหลือเกิน” คำอุทานนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของร่างสูงใหญ่เบาๆ “สวยค่ะ ไม่ใช่ ซวย” กุหลาบแก้ให้อย่างขำๆ ภาษาไทยจะวิบัติก็คราวนี้แหละ เด็กสาวคิดแล้วก็หันหน้ามามองคนหล่ออีกครั้งด้วยหัวใจที่เป็นสีชมพู ม่านไหมเริ่มรู้ตัว เมื่อสายตาหวานซึ้งของเธอชายตาไปยังลูกค้าคนที่สามของวันนี้ เขาดูดีมีเสน่ห์มากทีเดียว โดยเฉพาะสายตาคมคู่นั้นที่ทำเอาเธอรู้สึกหน้าร้อนผ่าวราวจะเป็นไข้ จนต้องหลบสายตาลงอย่างประหม่า มือเรียวหยุดการทอผ้าไหมไปชั่วขณะเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ด้วยท่าทางมั่นใจในตนเองจนทำให้หญิงสาวกลายเป็นคนที่เริ่มจะขาดความมั่นใจไปเลย แต่เธอก็พยายามซ่อนความอ่อนไหวนั้นเอาไว้ภายใน “สวัสดีค่ะ ดิฉันม่านไหม เป็นหลานสาวของเจ้าของร้านนี้” เสียงหวานใสกล่าวทักทายด้วยท่าไหว้ที่สวยงามตามแบบฉบับหญิงไทยอย่างอ่อนช้อยงดงาม จนฟินิกซ์ต้องจ้องมองกิริยาของเธออย่างหลงใหล “ผมฟินิกซ์ ฮิสตัน บรู๊ค ต้องการมาเจรจาซื้อผ้าไหมของคุณ” ชายหนุ่มแนะนำตัวและบอกความต้องการสั้นๆ พอเข้าใจ แต่สายตาที่เขามองเจ้าของร้านกลับมีความนัยซ่อนอยู่หลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ‘คุณช่างเป็นผู้หญิงที่เซ็กซี่ จนผมแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วนะเนี่ย’ สายตาที่มองเธอเหมือนกับจะกลืนกิน ทำให้ม่านไหมต้องสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อควบคุมอารมณ์โกรธที่เริ่มพลุกพล่าน เมื่อเธอรู้สึกว่ากำลังถูกรุกรานทางสายตา ‘นี่เขาจะมาเจรจาเพื่อซื้อผ้าไหมหรือว่าซื้ออะไรกันแน่?’ ม่านไหมคิดและหรี่ตามองใบหน้าคมเข้มแวบหนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยชวนเขาเข้าไปดูผลิตภัณฑ์ผ้าไหมเนื้อดีที่สุดในร้านทางด้านใน “ถ้าอย่างนั้น ก็เชิญคุณฟินิกซ์ด้านนี้เลยค่ะ” “ผ้าไหมของคุณ สวยมากเลยนะครับ แต่ผมว่าคุณม่านมาย ซวยกว่า” “ม่านไหมค่ะ และกรุณาพูดคำว่าสวยให้ชัดด้วย” หญิงสาวหันมาทำตาเขียวใส่ชายหนุ่มอย่างตำหนิ แม้จะรู้ว่าเขาพยายามพูดภาษาไทยให้ชัดแล้ว แต่เธอก็รู้สึกทะแม่งๆ อยู่ดี “โอเค ม่านไหม สวย” ร่างสูงชะลูดปานนายแบบเน้นย้ำคำที่หญิงสาวท้วงติง จนม่านไหมต้องยิ้มออกมา “คุณกำลังหาผ้าไหมลายไหนอยู่หรือคะ?” ม่านไหมหันไปถามลูกค้าหนุ่มเมื่อเห็นว่าพาเขาเดินดูเกือบหมดร้านแล้วแต่ดูท่าทางเหมือนเขาจะยังไม่ตัดสินใจเลือกแบบที่เขาต้องการเสียที “ผมต้องการความเป็นส่วนตัว ในการเจรจา กรุณาคุยกันที่ห้องทำงานของคุณได้มั้ยครับ เพราะผมมีเอกสารและรูปภาพที่ต้องแสดงให้คุณดู” เจ้าของร่างสูงใหญ่อธิบาย แม้ว่าภายในใจจะไม่ไว้ใจลูกค้าที่มีหน้าตาหล่อเหลากระชากใจสาวๆ อย่างชายหนุ่ม แต่หญิงสาวในฐานะหลานสาวเจ้าของร้านก็ต้องทำตามมารยาท เชิญลูกค้าคนสำคัญไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเธอ “ไหนคะ เอกสารที่คุณจะให้ฉันดู” ม่านไหมรีบเข้าเรื่องทันทีที่เข้ามาในห้องทำงาน แม้ว่าภายในหัวใจของเธอจะสั่นๆ ที่ต้องอยู่กับผู้ชายสองต่อสองในห้อง แต่หญิงสาวก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติให้มากที่สุด “ดูท่าทางของคุณ จะไม่ค่อยไว้ใจผมเลยนะครับ” เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวเหมือนจะรู้ว่าเธอมีอาการประหม่ามากแค่ไหนที่ต้องอยู่ต่อหน้าเขา “คุณยัง ไม่ได้ให้ฉันดูเอกสารเลยนะคะ ดิฉันมีเวลาไม่มากนัก กรุณารีบพูดความต้องการของคุณมาเถอะค่ะ” เมื่อเห็นสายตากรุ้มกริ่มพราวระยับดั่งชายเจ้าชู้ยิ่งทำให้หญิงสาวต้องระวังตัว มองตาเขาไม่กะพริบ “ถ้าผมจะบอกว่า ผมต้องการตัวคุณมากกว่าผ้าไหมพวกนี้ล่ะ” ร่างระหงลุกจากเก้าอี้ทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ ตั้งท่าจะเดินออกจากประตูห้องไป แต่ก็ถูกมือหนาและอ้อมแขนแข็งแรงเกี่ยวกระหวัดรัดร่างของเธอเอาไว้ เรียวปากที่กำลังจะอ้าเผยอร้องขอความช่วยเหลือ ถูกปิดลงทันทีด้วยริมฝีปากบางเฉียบได้รูปของชายหนุ่มที่ฉกลงมาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวร้องอู้อี้เมื่อเรียวปากถูกบดขยี้อย่างจาบจ้วงจากร่างสูงใหญ่ เขาพันธนาการร่างเพรียวระหงของเธอด้วยมือหนาและพละกำลังอันมหาศาลของเขา และด้วยประสบการณ์อันร้ายกาจในเชิงรัก โดยเฉพาะการลิ้มรสรักด้วยจูบอันแสนหวาน หากหญิงใดได้สัมผัสจูบที่เร่าร้อนของเขา ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่อาจจะควบคุมสติของตัวเองได้อีกต่อไป ไม่เว้นแม้แต่ม่านไหมหญิงสาวผู้ไม่เคยต้องมือชายมาก่อน ลิ้นอุ่นๆ ซอกซอนเข้าไปควานหาความหอมหวานของน้ำผึ้งในโพรงปากบางอิ่ม เมื่อเจอมันเขาก็ดื่มด่ำดูดกลืนกินอย่างโหยหิว ลิ้นเรียวหนาเกี่ยวกระหวัดลิ้นเรียวเล็กอย่างช่ำชองเร่าร้อนแต่ก็อ่อนหวาน จนร่างบางไม่อาจจะต้านทานเสน่หาอันรัญจวนนี้ได้แม้เพียงวินาทีเดียว มือเล็กที่ผลักไสในนาทีแรก กลับหาที่ยึดสะเปะสะปะเมื่อร่างกายเริ่มอ่อนระทวยดั่งขี้ผึ้งถูกไฟลน “หวานเหลือเกิน ยาหยี” ฟินิกซ์ถอนริมฝีปากออกเบาๆ อย่างแสนเสียดาย ที่จริงเขาอยากจะจูบหญิงสาวให้เนิ่นนานกว่านี้ แต่ก็กลัวร่างบางจะขาดใจไปเสียก่อน เพราะดูท่าทางหญิงสาวช่างอ่อนประสบการณ์เหลือเกิน ม่านไหมเซเล็กน้อย เมื่อร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ ร่างเล็กถอยหลังไปชนผนังจนต้องพิงร่างพักหอบหายใจอยู่ตรงนั้น แล้วค่อยๆ หันไปมองคนที่บังอาจฉวยโอกาสกับเธอด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธสุดจะบรรยาย เผียะ! เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นกลางอากาศ “ออกไป! ออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้ ไอ้ฝรั่งโรคจิต ไอ้คนเลว และจำเอาไว้เลยนะ ฉันไม่มีวันขายผ้าไหมอันมีค่าของฉัน ให้กับคนต่ำช้าอย่างนายเด็ดขาด ออกไป!” ร่างที่กำลังสั่นเทิ้มชี้นิ้วสั่นๆ ของเธอไปยังประตูไล่ลูกค้าที่น่ารังเกียจออกไปด้วยความโมโหสุดขีด จนฟินิกซ์เองก็ยังตกใจ ไม่คิดว่าหญิงสาวจะโกรธเขามากมายถึงขนาดนี้ “เฮ้! คุณ ผมขอโทษ” “ออกไป!! ฉันไม่ต้องการคำขอโทษจากฝรั่งที่เห็นผู้หญิงไทยเป็นของง่ายที่จะทำอะไรก็ได้อย่างคุณ ที่นี่ประเทศไทยไม่ใช่ที่ๆ คุณเคยอยู่ จงกลับไปซะ ก่อนที่ฉันจะโทรเรียกตำรวจมาลากคอคุณเข้าคุก” ร่างบางเดินฉับๆ ไปเปิดประตูไล่แขกโดยไม่มองหน้าเขาอีกเลย “ตกลงครับ ผมจะกลับ แล้วผมจะมาใหม่” ร่างสูงใหญ่หันหลังกลับมา ท่ามกลางสายตาสอดรู้สอดเห็นหลายคู่ ของคนที่ยืนออกันอยู่แถวหน้าประตู ฟินิกซ์ยิ้มให้กับทุกคนอีกครั้ง แล้วจึงหันไปมองที่ประตูห้องที่เขาเพิ่งเดินออกมาเมื่อครู่นิ่ง ก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถส่วนตัว ‘ผมจะกลับมาอีกแน่ ยาหยี คุณไม่มีทางหนีเงื้อมมือผมไปได้หรอก คุณหอมหวานออกอย่างนี้ ผมต้องได้คุณมาเป็นของผมให้ได้ เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ผมต้องการแล้วไม่ได้” ร่างสูงใหญ่ยืนเพ่งมองมาทางร้านแพรพรรณผ้าไหมไทย ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจมาดมั่นอย่างที่สุด ที่คิดว่าเขาจะต้องพิชิตร่างกายอันยั่วเย้าแสนหวานของม่านไหมให้ได้ในเร็ววันนี้แน่นอน ‘ม่านไหม พยศแบบนี้สิ ฉันชอบ ฉันรับรอง ฟินิกซ์คนนี้จะต้องปราบเธอให้เชื่องให้จงได้’ ปัง! เสียงประตูรถปิดลง รถเบนซ์สีบรอนซ์เงินวาววับเคลื่อนหายไปแล้ว ทิ้งไว้แต่รอยควันจางๆ ที่ม่านไหมแอบมองทางหน้าต่าง เหมือนฝันร้ายที่เธอไม่มีวันลืม

บทที่ 2 พรหมลิขิตบันดาลชักพา 50%

ร่างงามสง่าสวยสมวัยกำลังเดินเข้ามาในร้านด้วยรอยยิ้มละไม แม้ว่าตอนนี้ประตูร้านจะปิดแล้ว แต่ม่ายสาวพราวเสน่ห์ก็สามารถเปิดประตูเข้ามาได้ เพราะมันเป็นร้านของเธอเอง วิไลวรรณ เจ้าของร้านแพรพรรณผ้าไหมไทย เดินมาเคาะประตูห้องหลานสาวเพื่อที่จะถามไถ่เรื่องที่ม่านไหมเฝ้าร้านให้เธอวันนี้เป็นวันแรก “น้าวรรณ เพิ่งกลับมาถึงเหรอคะ?” สาวน้อยถามน้าสาวเสียงเรียบ รอยยิ้มเล็กๆ แต้มอยู่บนใบหน้าหวานใส “ใช่ วันนี้เป็นยังไงบ้าง?” “ก็ดีค่ะ” วิไลวรรณจ้องหน้าหลานสาวนิ่ง เธอรู้ว่าวันนี้น่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง แต่แปลกที่ม่านไหมไม่คิดที่จะอธิบายให้หล่อนฟัง “แล้ววันนี้มีลูกค้าแปลกหน้าคนไหน มาซื้อสินค้าของเราบ้างหรือเปล่า?” ที่จริงหล่อนรู้คำตอบดีอยู่แล้ว เพราะนายโรเบิร์ตโทรมารายงานให้หล่อนฟังหมดแล้ว “ก็มีค่ะ แต่เขาไม่ได้ซื้ออะไร มาดูเฉยๆ แล้วก็ไป” ก็เธอไม่อยากอธิบายให้น้าสาวของเธอฟังนี่นาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะหญิงสาวคิดว่ามันน่าอายเกินกว่าที่จะเล่าเรื่องแบบนั้นให้ใครฟัง “แกแน่ใจนะว่าไม่มีอะไร เล่าความจริงมาดีกว่าถ้าแกไม่อยากให้ฉันมีน้ำโห” ผู้มีอำนาจมากกว่าออกคำสั่ง สาวน้อยมีท่าทางอึกอักทันทีที่นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน เธอเกลียดเขานัก ‘ไอ้ฝรั่งบ้ากาม’ “ว่ายังไงม่านไหม! จะตอบได้หรือยัง?” คนที่รอฟังคำตอบเริ่มฉุนฉียว เมื่อยังไม่ได้ฟังคำตอบจากคนที่กำลังนั่งพับเพียบตรงหน้าเธอ ม่านไหม หรือ นางสาวม่านไหม กิตติเจริญ ต้องจำยอมเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้น้าสาวเพียงคนเดียวของเธอฟัง แต่แทนที่วิไลวรรณจะเห็นใจเธอแต่ทุกอย่างที่สาวน้อยคิดผิดคาดทั้งหมด “ม่านไหม! แกรู้ตัวมั้ย ว่าแกทำอะไรลงไป แกกำลังจะทำให้ฉันเสียลูกค้าคนสำคัญไป เท่านั้นยังไม่พอ แกกับฉันอาจจะไม่มีที่ซุกหัวนอนในเร็วๆ นี้ก็ได้” นางแม่มดแสร้งทำเดือดดาล เพื่อยัดเยียดความผิดให้กับหลานสาว สาวน้อยก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาผู้มีพระคุณ ในใจก็คิดไปต่างๆ นานาว่าเธอผิดด้วยหรือที่ตอบโต้ผู้ชายเลวๆ คนนั้น และสงสัยเหลือเกินว่า ลูกค้าคนสำคัญสำหรับน้าสาวของเธอแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร “พรุ่งนี้แกต้องไปกับฉัน ไปกราบขอโทษเขางามๆ ถ้าแกยังเห็นแก่หน้าฉัน และยังเห็นฉันเป็นผู้มีพระคุณของแก เข้าใจไหม?!” ม่ายสาวออกคำสั่ง “ค่ะ น้าวรรณ” แม้ในใจจะคัดค้านสักแค่ไหน แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเมื่อเธอต้องทำตามคำสั่งของน้าสาว ญาติเพียงคนเดียวที่คอยดูแลเธอมาโดยตลอด ตั้งแต่แม่ของเธอเสียชีวิต และพ่อไปแต่งงานใหม่ ทำให้ม่านไหมต้องมาอาศัยอยู่กับน้าสาวที่แสนจะเจ้าระเบียบ และเห็นเงินเป็นสิ่งที่หอมหวาน โรเบิร์ต ฮิสตัน บรู๊ค กำลังนั่งรอลูกชายคนเล็กด้วยสีหน้าร้อนรน เขากลัวเหลือเกินว่า ฟินิกซ์ จะไปทำอะไรห่ามๆ เหมือนตอนที่อยู่ที่เมืองนอกที่ไหนอีกหรือเปล่า แต่ยังไม่ทันที่ประมุขของบ้านจะคิดอะไรต่อ หนุ่มหล่อมาดเท่ห์เจ้าของรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็เดินท่าทางองอาจเข้ามาในบ้าน “เอ้าแด๊ดดี้ ทำไมนั่งทำหน้าสบายอารมณ์แบบนี้ล่ะครับ” คนที่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเดินมานั่งแหมะที่โซฟาทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น “นี่สายตาของแกผิดปกติหรือเปล่าเนี่ยหา แกไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังอารมณ์ไม่ค่อยจะดีอยู่ ฟินิกซ์” นายโรเบิร์ตท้วงบุตรชายด้วยนัยน์ตาขุ่นขวาง “โธ่แด๊ดดี้ ผมก็แค่ล้อเล่นคร้าบ” “แกล้อเล่นกับฉันได้ แต่แกไม่ควรจะไปล้อเล่นกับผู้หญิงไทย ด้วยการไปคิสกับเขากลางวันแสกๆ แบบนั้น ที่สำคัญเขาไม่ใช่แฟนแก” ผู้เป็นพ่อส่งสายตาตำหนิไปยังตัวก่อเรื่อง ที่กำลังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่ได้ทำผิดอะไรมา “โอ พ่อรู้แล้วเหรอครับ แล้วรู้ได้ยังไง ใครเป็นคนบอกแด๊ดดี้เรื่องนี้?” ฟินิกซ์หันไปถามบิดาทันทีด้วยความแปลกใจ “คุณวิไลวรรณน้าสาวของเขาโทรมา บอกว่าแกไปทำรุ่มร่ามกับหลานสาวของเขา ถึงเขาจะไม่โกรธ แต่ฉันไม่ยอมแน่ๆ ยังไงซะพรุ่งนี้แกก็ต้องเป็นฝ่ายขอโทษเขาก่อน” นายโรเบิร์ตอธิบายแกมบังคับ “โอว หมายความว่าผู้หญิงที่แด๊ดดี้ไป เดทด้วยเมื่อเย็นนี้ คือน้าสาวของเธอคนนั้นเหรอครับ?” ดวงตาเจ้าเล่ห์ทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันทีอย่างพึงพอใจ “ใช่! พรุ่งนี้เย็นพวกหล่อนทั้งสองจะมาเป็นแขกของเราที่บ้าน จัดการเตรียมต้อนรับสุภาพสตรีทั้งสองคนให้ดีๆ และมีมารยาทด้วยนะฟินิกซ์ อ้อ...แล้วอย่าลืมขอโทษเธอคนนั้นของแกด้วยล่ะ ฉันขอร้อง” ผู้เป็นพ่อหันไปมองบุตรชายด้วยสายตาไม่มั่นใจนัก ว่าฟินิกซ์จะทำตามที่เขาขอร้องได้หรือเปล่า “ได้อยู่แล้วแด๊ดดี้ รับรองว่าลูกชายคนนี้จะไม่ทำให้แด๊ดดี้ผิดหวังแน่นอน” รอยยิ้มแสนเสน่ห์แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้าชวนฝันนั้นอีกครั้ง โอกาสมาถึงมือเขาแล้ว เขาจะไม่มีวันปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไปง่ายๆ แน่ และคืนนี้เขาจะถามรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเธอกับบิดาในทุกเรื่อง เพื่อจะได้วางแผนครอบครองหญิงสาวให้ได้เร็วที่สุด “ยัยก้อย! แกต้องช่วยฉันนะ ฉันเกลียดไอ้หมอนั่น เกลียดมากๆ แต่พรุ่งนี้ฉันต้องไปขอโทษเขา ทั้งๆ ที่ฉันเป็นคนถูกรังแก ยัยก้อย...แกคิดดูสิ ว่าฉันต้องเจ็บช้ำน้ำใจมากแค่ไหน” ม่านไหมโทรไประบายกับเพื่อนรัก ด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยแกมเจ็บใจไอ้ผู้ชายที่กล้าบังอาจข่มเหงรังแกเธอ “ม่านไหม แกใจเย็นๆ ก่อนสิ และจงอย่าพูดคำว่าเกลียดไอ้หมอนั่น เพราะโบราณเขาว่าไว้ เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น เพราะฉะนั้นแกต้องทำเฉยๆ เข้าไว้ แล้วฉันจะช่วยแกเอง” กรกนก วลีรัตน์ หรือก้อยเพื่อนสนิทที่สุดของม่านไหม ให้คำปรึกษาเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแบบสุดๆ “แล้วแกจะช่วยฉันได้ยังไงล่ะ รีบบอกมาสิ ฉันจะบ้าตายอยู่แล้วนะ” เจ้าตัวทำท่าร้อนรน จนคนปลายสายต้องรีบสาธยาย “แกจำ ไซมอนเพื่อนรักของเราอีกคนไม่ได้เหรอ เขาหล่อไม่เบาเลยนะ” เสียงปลายสายมีแววเจ้าเล่ห์นิดหน่อย จนม่านไหมเดาออกว่าเพื่อนรักหมายความว่ายังไง “แกหมายความว่า...” ที่บ้านของชาญณรงค์ ชัยมงคล หรือไซมอน ชื่อที่เจ้าตัวชอบมากที่สุด “ตายแล้ว ยัยชะนี นี่หล่อนจะให้ฉันทำตัวเป็นพระเอกขี่ม้าขาวไปช่วยนางเอกหรือไงยะ ฉันทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าอีตานั่นหล่อมากละก็...ไม่แน่” ชายใจหญิงทำตาลอยจนกรกนกมองอย่างหมั่นไส้ “ตานั่นเหรอ เห็นม่านไหมบอกว่าเขาเป็นหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ หล่อมากๆ แต่กามสุดๆ” กรกนกต่อท้ายประโยคเองอย่างถือวิสาสะ เพราะรู้ว่าเพื่อนซี้คนนี้บ้าผู้ชายหล่อๆ มากแค่ไหน “ว้าว! หล่อมากแอนด์กามสุดๆ สเปคฉันเลยอ่ะ ยัยก้อย ตกลงๆ ฉันโอเคนะ แล้วจะเริ่มงานเมื่อไหร่จ๊ะ?” คนที่ทำท่าเหมือนปฏิเสธแต่แรก กลับกระตือรือร้นที่จะรับงานหน้าตาเฉยเมื่อได้ฟังรายละเอียดเพิ่มเติมที่ค่อนข้างจะถูกใจ “รอฟังยัยไหมพรุ่งนี้ก่อนแล้วกัน แต่แกต้องทำตัวเป็นผู้ชายมาดแมนนะยะ ไม่ใช่ให้ไปงาบไอ้ฝรั่งหน้าหล่อคนนั้น เดี๋ยวเสียแผนหมด” กรกนกหันไปส่งสายตาเขียวปัดปรามนิดๆ ใส่เพื่อนชายที่ออกจะแจ๋นเกินชายแวบหนึ่ง ก่อนที่จะหลุบเปลือกตาลงอมยิ้มอย่างขำๆ “วันนี้ฉันกลับก่อนนะ จะรีบไปดูร้าน แกจะไปด้วยกันไหมล่ะไซมอน” กรกนกหันมาถามเพื่อนรักแต่ดูท่าทางชาญณรงค์จะไม่สนใจสักเท่าไหร่ “ไม่ล่ะ บ่ายนี้ฉันก็มีนัดเหมือนกันย่ะ น่ากินกว่ากาแฟที่ร้านของแกเป็นไหนๆ” “ที่แกพูดนี่ หมายถึงผู้ชายหรือของกินยะ แหมๆ ดูทำท่าเข้าสิอย่างกับจะไปเปิบของหวานจานพิเศษอย่างนั้นแหละ” “โอว ก็แน่สิยะ ฉันไปล่ะ บ่ายนี้ฉันต้องเด้งที่สุด” ชายใจหญิงที่รูปร่างสูงยาวเกลี้ยงเกลาดูเนี๊ยบแต่แอบกิ๊บเก๋นิดๆ พูดทิ้งท้ายก่อนที่จะรีบเดินเข้าไปในบ้านด้วยอารมณ์สุนทรีอย่างที่สุด กรกนกหลังจากที่แยกกับชาญณรงค์มาก็รีบมาดูร้านกาแฟของตนเองที่ห้างทันที วันนี้มีลูกค้าค่อนข้างหนาตา แต่มีลูกค้าผู้ชายโต๊ะหนึ่งที่ดูโดดเด่นยิ่งกว่าใครๆ คนหนึ่งท่าทางจะเป็นหนุ่มลูกครึ่ง ครึ่งอะไรหญิงสาวก็ไม่ทราบเช่นกัน ส่วนอีกคนน่าจะเป็นไทยแท้ ท่าทางผู้ชายสองคนนี้ดูสนิทกันมาก ที่สำคัญหล่อมากๆ อีกด้วย สังเกตจากสาวๆ ที่นั่งแถวนั้นต่างก็หันไปมองพวกเขาสองคนเป็นตาเดียว “ฟินิกซ์ทำไมยูถึงได้ บินกลับมาเมืองไทยกะทันหันแบบนี้วะเพื่อน?” ชัชวาลถามเพื่อนรักด้วยความสงสัย เพราะเมื่อครั้งที่เขาเรียนที่อังกฤษฟินิกซ์เคยบอกเขาว่า ชายหนุ่มไม่คิดที่จะกลับมาเมืองไทย เพราะอยากจะอยู่ช่วยดูแลกิจการร้านอาหารไทยของมารดาที่เป็นคนไทยที่อังกฤษมากกว่า แต่ชัชวาลก็ไม่รู้หรอกว่าฟินิกซ์มีปัญหากับพ่อเลี้ยงคนใหม่ของเขา และช่วงนั้นก็เป็นตอนที่พ่อแท้ๆ ของเขาโทรให้มาช่วยดูแลงานที่โรงแรมในช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้พอดี เขาก็เลยตัดสินใจเดินทางมาเมืองไทย “ไอมีปัญหานิดหน่อย ก็เลยอยากมาพักผ่อนที่เมืองไทย และที่นี่มีสาวๆ สวยๆ เยอะ ไอเลยอยากจะรู้จักกับสาวไทย ยูช่วยไอหน่อยสิชัชเพื่อนรัก ฉันเจอเธอคนนั้นแล้ว เธอสวยมากๆ หวาน...หวานเหลือเกิน” ชัชวาลแทบสำลักกาแฟที่เพิ่งดื่มเข้าไป เมื่อฟินิกซ์พูดถึงสาวไทยที่เขาเพิ่งเจอแต่กลับบอกว่า หล่อนหวานซะอย่างนั้น มันหมายความว่ายังไง “ฟินิกซ์ นี่แกชิมเธอแล้วเหรอถึงได้บอกว่าหล่อนหวานน่ะ” “โอ...เยส ใช่แล้วไอจูบเธอไปทีหนึ่งตอนเจอกันครั้งแรก ไอประทับใจมาก แต่เธอสิ ตบหน้าไอจนเลือดซิบเลย ไอไม่เข้าใจ ทำไมวะเพื่อน ไอทั้งหล่อทั้งรวย ที่เมืองนอกนะมีแต่สาวๆ อยากให้ไอนอนด้วย แต่ทำไมเธอถึงได้รังเกียจไอ ไอมันน่ารังเกียจตรงไหนวะ” คนถามทำหน้าตาใสซื่อเสียจนคนฟังไม่รู้ว่าจะตอบกลับเขายังไง

บทที่ 3 พรหมลิขิตบันดาลชักพา 100%

“ไอ้บ้าเอ๊ย แกกับเขายังไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่แกก็ไปทำกับเธอซะขนาดนั้น แค่ตบยังน้อยไปด้วยซ้ำ” ชัชวาลซ้ำเติมเพื่อนรักอย่างขำๆ แกมสมน้ำหน้า “ทำไม นี่ยูไม่เข้าข้างไอเลยเหรอ ยูเป็นเพื่อนประสาอะไร ไม่รู้ล่ะ ไอสนใจผู้หญิงคนนั้น ไอก็ต้องได้เธอ ไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธเสน่ห์ของไอได้” นี่ชายหนุ่มจะรู้ไหมนี่ว่ามีผู้หญิงหลายคนที่นั่งดื่มกาแฟรอบๆ กายเขากำลังมองมาที่เขาด้วยสาตาแปลกๆ และเริ่มที่จะไม่เป็นมิตรเสียแล้ว “เฮ๊ย! ฟินิกซ์ ใจเย็นสิวะ ที่นี่เมืองไทยนะโว้ย อย่าพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าในที่สาธารณะแบบนี้สิ แกเห็นมั้ยว่าคนอื่นเขาเริ่มมองแกไม่ค่อยดีแล้วนะเว้ย” ชัชวาลห้ามปรามเพื่อนรักในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนผู้หวังดีและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่ยังให้เกียรติผู้หญิงไทยมากพอสมควร “โอ ซอรี่ ไอลืมไป แต่ว่าพูดสุ่มสี่สุ่มห้าคืออะไร ไอไม่เข้าใจ?” ชัชวาลต้องเกาหัวแกรกๆ เมื่อต้องคุยกับเพื่อนรักไปและอธิบายไปด้วย เขาเองก็ยอมรับว่าฟินิกซ์พูดไทยได้เก่งมาก นั่นเป็นเพราะว่า ศจีพรรณ วรเวชนาคประสิทธิ์ มารดาของเขาอบรมเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก เมื่อถึงเวลาเช็คบิล “คุณเป็นเจ้าของร้านเหรอครับ?” ชัชวาลถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ “ใช่ค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่พวกคุณมาอุดหนุนร้านของเรา” กรกนกพูดไปตามมารยาททั้งๆ ที่ในหัวใจเริ่มเต้นแรง เพราะเธอเป็นโรคแพ้คนหล่อ พอเห็นผู้ชายหน้าตาดีๆ ทีไรหัวใจของเธอมันก็เต้นแรงทุกที และหญิงสาวก็รู้สึกได้ว่าผู้ชายที่กำลังสบตาเธอหน้าตาคุ้นๆ เหลือเกิน “กาแฟร้านของคุณอร่อยมากครับ” ลูกค้าหนุ่มเอ่ยชมอย่างจริงใจ แต่กลับยิ้มให้หญิงสาวด้วยนัยน์ตาหวานเชื่อม แต่เมื่อมองหน้าเจ้าของร้านคนสวยชัดๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกคุ้นหน้าหญิงสาวมากเช่นเดียวกัน “เอ่อ คือผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณมากๆ เลย ไม่ทราบว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าครับ?” คำถามของชายหนุ่มแปลกหน้าทำให้กรกนกต้องหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนที่จะเดินสำรวจไปรอบๆ ตัวของเขา แล้วหญิงสาวก็ต้องอุทานออกมาเสียงดังจนลูกค้าคนอื่นต่างก็พากันหันมามองเธอกับเขาเป็นจุดเดียว “นายหูแหว่ง นายคือ...นายคือชัชวาล เพื่อนสมัยม.ปลายใช่มั้ย?” ด้วยความเขินอายที่กรกนกออกอาการตื่นเต้นจนลืมนึกไปว่าตนเองอยู่ในร้านท่ามกลางลูกค้ามากมาย ทำให้ร่างสูงใหญ่ต้องดึงเธอไปยังหลังร้าน ฟินิกซ์มองซ้ายมองขวาสักครู่ ก็เดินตามสองคนนั้นไปแม้จะรู้ว่าเสียมารยาทก็ตาม เพราะเขาก็ไม่อยากเป็นเป้าสายตาของพวกผู้หญิงที่มองเขาแปลกๆ ที่สำคัญดูท่าทางไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย “นี่คุณ ตอนนี้เราไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะครับ แล้วคุณก็เลิกเรียกผมว่า นายหูแหว่งได้แล้ว ผมอายเขานะครับ” ชัชวาลรีบเบรกเจ้าของร้านกาแฟคนสวยทันทีที่อยู่ด้วยกันเพียงสองคนข้างหลังร้าน “เอ่อ ก้อยขอโทษนะคุณชัช คือว่าก้อยลืมตัวไปหน่อย แหะๆ” คนที่มีความผิดติดตัวยิ้มแหยๆ อย่างสำนึกผิด แต่ชัชวาลก็ไม่ได้คิดติดใจอะไร เมื่อมีโอกาสพิศมองคนตรงหน้านานๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี ทำให้มหาเศรษฐีหนุ่มเมืองเหนือถึงกับยอมรับกับใจตนเองว่า เพื่อนสาวของเขาคนนี้สวยขึ้นมากจนเขาเองก็แทบจะจำไม่ได้ ชัชวาลไม่คิดเลยว่า ยายผู้หญิงตัวแสบที่ชอบล้อเขาเวลาอกหักตอนสมัยยังเป็นวัยรุ่นตอนปลาย หนำซ้ำเธอยังผอมเก้งก้างเป็นกุ้งแห้งเยอรมัน แต่พอโตเป็นสาวเต็มตัวเขาคาดไม่ถึงเลยว่ากรกนกจะสวยงามผุดผาดได้ขนาดนี้ “นี่! ยูสองคนไม่คิดที่จะอธิบายเรื่องของพวกยูให้ไอฟังบ้างเหรอ หรือว่าไอกลายเป็นส่วนเกินไปแล้ว” เมื่อเดินไปหลังร้านฟินิกซ์รีบสอดขึ้นมากลางปล้องทันทีเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวที่ยืนจี๋จ๋ากันตรงหน้าเขาไม่คิดที่จะสนใจเขาเลยสักนิด ในขณะที่เขาเดินเข้ามา ทำให้ทั้งชัชวาลและกรกนกต้องหันมายิ้มให้เขาเก้อๆ เขินๆ และออกอาการขำๆ ผู้ชายตัวโตที่ทำท่าแสนงอน ขี้น้อยใจเหมือนเด็กประถมไม่มีผิด หนึ่งชั่วโมงต่อมาหลังจากที่ตกลงกันได้ว่าจะพาฟินิกซ์ไปเที่ยวที่ไหนต่อ ทั้งสามคนก็มาถึงเขื่อนอุบลรัตน์สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่น่าเที่ยวของจังหวัดขอนแก่น โดยมีนายสมชายคนขับรถเจ้าเก่าของฟินิกซ์เป็นสารถีนำเที่ยวที่เชี่ยวชาญเส้นทางมากที่สุด เขื่อนที่นี่กว้างใหญ่มาก น้ำก็ใสสะอาด บรรยากาศก็เย็นสบาย ลมเย็นๆ พัดผ่านตลอด สองหนุ่มหนึ่งสาวพากันมานั่งตรงโขดหินซึ่งเป็นมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว แต่สามารถมองออกไปยังท้องน้ำที่กว้างใหญ่สวยงามนั้นได้ เพราะอกหักจากณัฐกานต์มา ชัชวาลจึงตัดสินใจมาเที่ยวทางภาคอีสาน ประจวบกับที่ฟินิกซ์โทรไปหาเขาพอดีว่าเขากลับมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว และก็มาอยู่กับพ่อที่ขอนแก่นตอนนี้ด้วย ชายหนุ่มจึงไม่ลังเลใจที่จะมาเที่ยวที่นี่ตามคำบัญชาของเพื่อนรัก และเพื่อต้องการมาพักใจจากความรักที่ไม่สมหวังด้วย “แล้วแกจะอยู่ที่นี่นานหรือเปล่าฟินิกซ์?” ชัชวาลถาม “ก็จนกว่าจะเบื่อ” นั่นคือคำตอบง่ายๆ กระชับและได้ใจความที่สุด “คุณฟินิกซ์ น่าจะอยู่เมืองไทยนานๆ นะคะ” กรกนกชวนเพื่อนใหม่คุยบ้าง “อาจจะอยู่นานได้นะครับ ถ้าเจอคนที่ถูกใจ” คำตอบของชายหนุ่มทำให้คนฟังต้องอมยิ้ม “แล้วคุณฟินิกซ์ชอบผู้หญิงไทยหรือเปล่าล่ะคะ?” หญิงสาวถามต่อ มองหน้าหนุ่มลูกครึ่งนิ่งอย่างพิจารณา ดูๆ ไปเขาก็หล่อมากเหมือนกันนะ หน้าตาแบบเขาคงเป็นพระเอกหนังน้ำเน่าได้สบายๆ เลยล่ะ “ชอบมากครับ ผู้หญิงไทยสวย มีเสน่ห์ แต่มือหนักไปหน่อย” กรกนกหัวเราะร่วนเบาๆ “คุณฟินิกซ์นี่ตลกจังเลยนะคะ แล้วคุณไปเจอผู้หญิงคนไหนทำร้ายมาเหรอคะ?” กรกนกดวงตาเป็นประกายทำท่าอยากรู้ “อีกไม่นานพวกคุณก็จะได้เห็นครับ และเย็นนี้เรามีนัดเดทกันด้วย ผมชักจะทนรอไม่ไหวแล้วสิครับ” ดวงตาชวนฝันมองออกไปยังท้องน้ำที่กว้างใหญ่ของเขื่อน ภาพของม่านไหมยังคงแจ่มชัดในหัวใจของเขา รอยยิ้มเล็กปรากฏบนเรียวปากบางเฉียบ เมื่อนึกว่าจะได้เจอยาหยีมือหนักของเขาอีกครั้งในเย็นนี้ “ท่าทางเป็นเอามากนะแก ระวังเถอะจะถูกสาวไทยหักอกเอา” ชัชวาลล้อเพื่อนรักอย่างนึกขัน “เหมือนยูใช่มั้ย ไอ้เพื่อนรัก ฮ่าๆ ๆ” ฟินิกซ์ได้ทีหัวเราะเยาะชัชวาลเสียงดังจนกรกนกต้องหันมาถามเรื่องจริงกับคนที่ถูกกล่าวหา “จริงเหรอคะที่ว่าคุณอกหักมา คะคุณชัช?” ร่างบางเอียงคอถามคนที่กำลังทำหน้าไม่ถูกเมื่อถูกเพื่อนรักตอกกลับ “เอ่อ ก็ไม่ถึงกับอกหักหนักมากเท่าไหร่หรอกครับ ผมเริ่มทำใจได้แล้วล่ะ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรนะครับ คนหล่อๆ อย่างผมถึงได้ผิดหวังเรื่องของผู้หญิงทุกครั้ง ตั้งแต่เป็นหนุ่มมา” ร่างหนาถอนหายใจยาวออกมาอย่างอัดอั้น “อาจจะเป็นเพราะว่า คุณชัชมักจะชอบคนที่เขามีเจ้าของแล้วมั้งคะ คุณถึงได้อกหัก ทำไมคุณขัชถึงไม่ลองมองหาคนที่เขาโสดจริงๆ บ้างล่ะคะ คุณชัชอาจจะสมหวังก็ได้นะ” กรกนกออกความเห็น ชัชวาลไม่รู้ตัวหรอกว่ากรกนกแอบชอบเขามาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย และหญิงสาวเองก็ไม่กล้าที่จะบอกเขา เพราะเธอมักจะถูกชัชวาลล้อว่าเป็นยายกุ้งแห้งเยอรมันอยู่เป็นประจำ “ว่าแต่ก้อย ตอนนี้มีแฟนหรือยังล่ะ?” ชัชวาลหันมาถามผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มด้วยสายตาชนิดหนึ่งที่กรกนกก็ไม่อาจคาดเดาได้ “กุ้งแห้งเยอรมันอย่างก้อย จะมีหนุ่มคนไหนมาสนใจล่ะคะ” คำตอบตรงๆ ของหญิงสาว ทำให้ชัชวาลหัวเราะเสียงดังแล้วนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก ที่เขาและเธอยังเรียนอยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายที่เชียงใหม่ จากนั้นกรกนกก็ย้ายมาอยู่ที่ขอนแก่นตามบิดาของเธอ “นี่ก้อยยังจำได้อีกเหรอ ไม่น่าเชื่อนะ ว่าวันเวลาจะพาให้เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง” ชัชวาลหันมาสบตากับคนข้างๆ ด้วยรอยยิ้มแสนหวาน และเขาก็ได้รับยิ้มหวานตอบกลับมาเช่นกัน พร้อมกับแก้มนวลสองข้างของหญิงสาวที่เริ่มแดงระเรื่อขึ้นเพราะความเขินอายของเจ้าตัว “อ๋อ ไอนึกออกแล้ว ที่คนไทยเขาพูดว่า บุพเพอาละวาดใช่มั้ยเพื่อน?” ฟินิกซ์หันมาพูดสำนวนไทยแบบผิดๆ ถูกๆ จนหนุ่มสาวทั้งคู่ต่างก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน พลอยทำให้หนุ่มลูกครึ่งหัวเราะตามไปด้วย “ม่านไหม! แต่งตัวเสร็จหรือยัง?” เสียงแหลมดังตะโกนถามคนที่อยู่ในห้องอย่างหงุดหงิด ที่หลานสาวของเธอทำอะไรชักช้าไม่ทันใจ “เสร็จแล้วค่ะ” เสียงหวานใสลอดออกมานอกห้อง พร้อมทั้งเจ้าตัวที่ปรากฏต่อสายตาของผู้เป็นน้า เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ผมตรงที่ถูกรวบมัดขึ้นไว้กลางศีรษะ ทำให้ร่างเพรียวบางดูทะมัดทะแมงเป็นพิเศษ แต่... “แกรีบไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันรับไม่ได้ นี่ฉันกับแกกำลังจะไปดินเนอร์กับมหาเศรษฐีพันล้านหมื่นล้านนะ ไม่ได้ไปกินข้าวกับคนบ้านนอกคอกนา มานี่ดีกว่าฉันเลือกชุดให้แกเอง” ม่ายสาวพราวเสน่ห์ลากแขนหลานสาวไปยังห้องนอนที่สาวน้อยเพิ่งเดินออกมา อย่างโมโห คืนนี้หล่อนต้องการให้ม่านไหมสวยและเซ็กซี่ที่สุด เพื่อให้สองพ่อลูกนั่นพึงพอใจ และหล่อนต้องการมากกว่านั้น ไม่นานนักม่านไหมก็มาอยู่ในชุดที่เปิดเผยเนื้อหนังมังสามากที่สุด เท่าที่เธอเคยแต่งตัวมา วิไลวรรณบรรจงแต่งตัวแต่งหน้าทำผมให้กับม่านไหมใหม่ จนเจ้าของผลงานพึงพอใจ แต่สาวน้อยกลับไม่มั่นใจเอาเสียเลย ชุดเดรสกำมะหยี่สีแดงเลือดนก แนบเนื้อไปกับรูปร่างสมส่วนเพรียวบางที่มีส่วนโค้งส่วนเว้าดั่งนาฬิกาทราย ช่วงบนเผยให้เห็นช่วงไหล่นวลเนียนและหน้าอกอวบอิ่มนวลผ่องที่ดันจนแทบจะทะลักออกมานอกบราเซียร์ตัวจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในชุดรัดรูป มีเพียงผมดกดำที่ไดร์รีดจนตรงเป็นเงาดุจแพรไหมยาวไปจนถึงช่วงเอวคอดกิ่วของเจ้าตัวเท่านั้น ที่ช่วยทำให้ม่านไหมมั่นใจขึ้นมาบ้าง “คืนนี้แกได้เกิดแน่...ม่านไหม” สายตาของน้าสาวและคำพูดชวนให้คิดทำให้ม่านไหมมองผู้ปกครองของเธอที่เธอรักเหมือนแม่คนหนึ่งด้วยความสงสัย “ที่คุณน้าพูดหมายความว่ายังไงคะ?” “เออน่า จะหมายความว่ายังไงก็ช่าง แกรีบตามฉันมาเลย ป่านนี้พวกเขาคงรอเราแย่แล้วล่ะ” ผู้เป็นน้าส่งสายตาดุๆ ไปยังหลานสาวที่หล่อนตั้งใจจะประเคนให้กับลูกชายคนเล็กของตระกูล ฮิสตัน บรู๊ค หรือ วรเวชนาคประสิทธิ์ เพราะเท่าที่ฟังจากปากของม่านไหมเมื่อคืน หล่อนก็พอจะรู้ว่าฟินิกซ์คงจะชอบหลานสาวของหล่อนไม่น้อย

อ่านต่อ