ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมษายน 2562 “มอมมี้!” เสียงใสคุ้นเคยดังขึ้นไม่ไกลทำให้หญิงสาวในชุดสเวตเตอร์สีเทาหม่นหยุดชะงัก เธอหันกลับไปตามเสียงเรียก ร่างผอมเพรียวผิวน้ำผึ้งเจ้าของดวงหน้านวลใสแต้มบลัชออนเนื้อแมตต์สีพีชอมส้มอ่อนปรากฏรอยยิ้มบนริมฝีปากสีนู้ดทันใด ครู่หนึ่งจึงคุกเข่าลงบนพื้นสะพานรอรับร่างป้อมกลมที่กำลังวิ่งถลาเข้ามา “ค่อย ๆ ลูก ไม่เห็นต้องวิ่งเลย แม่ไม่ได้หายไปไหนสักหน่อย” “มอมมี้ ๆ” เด็กน้อยว่าพลางโอบแขนอ้วนรอบคอมารดาก่อนจะกดจมูกหอมแก้มแล้วเอ่ยเสียงใส “หิว” “แม่รู้จ้ะ นี่ก็ได้เวลาแล้วนี่ วันนี้เราจะกินอะไรกันดีเอ่ย” “กินกอก” “หืม... ไส้กรอกหรือ?” “อือฮึ” เด็กน้อยทำเสียงออกลมในลำคอเผยความต้องการแล้วโบกมือปุ้มป้อมขึ้นฟ้าสิมิลันหันไปมองหญิงรูปร่างอวบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา หญิงสาวจึงอุ้มลูกน้อยขึ้นมาแนบอกรอฟังอีกฝ่ายรายงาน “ขอโทษจริง ๆ ค่ะ น้องอาร์มไวมาก พี่ตามแทบไม่ทันเลยค่ะ” “ไม่เป็นไรจ้ะ แกคงเห็นว่ามินรออยู่” “เห็นตั้งแต่ขึ้นสะพานมาแล้วค่ะ แต่คุณกำลังมองไปทางลอนดอนอายอยู่ก็เลยไม่ทันเห็นน้อง” สิมิลันพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้พี่กลับก่อนได้เลยนะคะ เดี๋ยวมินจะพาลูกเดินเล่นแถวนี้สักแป๊บ” “แต่คุณเค้าจะว่า...” “ไม่ว่าหรอกจ้ะ เดี๋ยวมินบอกให้เอง” “ได้ค่ะคุณแมนนี่” พี่เลี้ยงเด็กน้อยรับคำก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม สิมิลันมองตามร่างอวบของออร์แพร์วัยแก่กว่ากันสามปีเดินลับตาก่อนจะก้มดูนาฬิกาข้อมือด้วยสีหน้ากังวลพลางครุ่นคิดถึงคนที่นัดกันไว้ หรือเขาจะลืมว่าวันนี้เป็นวันอะไร... หล่อนเผลอใจลอยจนเด็กน้อยกระตุกข้อมือจึงสะดุ้งสุดตัวทรุดนั่งตรงกันข้ามแล้วลูบศีรษะทุยด้วยความรักใคร่ก่อนถามด้วยความห่วงใย “หิวรึยังจ๊ะ” “หิวค้าบ แต่...” เด็กน้อยว่าจบมองหาใครบางคนแต่ไม่เห็นแม้เงาจึงหันกลับมาหามารดาด้วยสีหน้าผิดหวัง หน้ากลมเล็กง้ำงอหนำซ้ำยังพองลมเต็มแก้ม “แด๊ดดี้คงติดธุระแน่เลยจ้ะ” “ใจร้าย” “ว่าแด๊ดดี้ได้ไงคะลูก” “แด๊ดดี้ใจร้าย” เด็กน้อยยังคงไม่หยุดโอดครวญ สิมิลันกลั้นยิ้มหยิกแก้มนุ่มของลูกน้อยเบา ๆ “แด๊ดดี้ไม่ว่าง เราก็ไปกันสองคนก็ได้นี่นา หรือว่าอาร์มไม่อยากไปกินข้าวกับมอมมี้คะ” “อาร์มอยาก...” เด็กน้อยพูดพลางทำตาแดงเหมือนจะร้องไห้ สิมิลันได้แต่ส่ายหน้าระอาก่อนจะยื่นแก้มให้ “งั้นหอมก่อน เดี๋ยวมอมมี้จะพาไปกินของอร่อย” “ค้าบ!” สองแม่ลูกจัดแจงหอมแก้มกันไปมาเสร็จ ผู้เป็นแม่จึงล้วงกระเป๋าเสื้อสเว็ตเตอร์สีเทาหม่นหยิบไวท์ช็อกโกแลตลูกกลมในขวดโหลแก้วขนาดเล็กออกมาหนึ่งลูกแล้วทำทีเสกเป่ามนตร์คาถาก่อนจะยื่นส่งให้ “เอ้า! ของโปรดของหนู แต่ให้กินลูกเดียวนะคะ” “เย้! โกแลต!” ร้องตะโกนลั่นแล้วหอมฟอดเข้าให้ “อาร์มชอบ” เด็กน้อยรับห่อสีแดงขนาดเล็กกว่าไข่นกกระทามาแกะเปลือกอย่างรีบร้อนก่อนจะใช้ลิ้นเลียแวบหนึ่งแล้วส่งยิ้มตาเป็นประกายให้มารดาด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข “หย่อยจัง” “อร่อยก็กินเลยลูก มอมมี้ให้ลูกเดียวแล้วเราค่อยไปกินข้าวกัน” “ค้าบ!” เด็กน้อยรับปากรับคำ พยักหน้าจนผมม้าเส้นเล็กกระจาย มือป้อม ๆ หยิบชิ้นช็อกโกแลตกำลังจะใส่ปาก ทันใดเสียงหวูดเรือก็ดังแหวกอากาศท่ามกลางบรรยากาศโพล้เพล้ยามฟ้าหลังฝนมา เด็กชายถึงกับสะดุ้งปล่อยก้อนกลมร่วงลงพื้น มันกลิ้งหลุน ๆ ไปตามทางลาดเด็กน้อยร้องไห้จ้าชี้มือชี้ไม้ สิมิลันมองตามไวท์ช็อกโกแลตกลิ้งไปชนขอบเหล็กก่อนจะกระดอนลอดราวสะพานตกลงไปเบื้องล่างพอดีกับเรือสำราญลำใหญ่กำลังแล่นผ่าน พอดี สิมิลันถึงกับตะลึงเมื่อเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่ยืนอยู่ตรงกาบเรือเยื้องจากด้านหลัง ช่างเหมือนเหลือเกิน ... หรือหล่อนตาฝาด... หรือเพราะวงล้อหมุนวนที่มองเห็นในระยะไกลอย่างลอนดอนอายทำให้นึกถึงใครคนหนึ่ง เป็นไปไม่ได้! หล่อนแค่คิดไปเองเพราะพรหมคงไม่ได้ลิขิตและโลกคงไม่กลมขนาดนั้น แต่ยิ่งมองกลับยิ่งคิดถึงจนไม่รู้ตัวว่าเผลอแสดงความรู้สึกส่วนลึกในใจออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้ จนกระทั่งมือป้อม ๆ ยื่นมาปาดน้ำตาหล่อนจึงรู้ตัว “อะ... อาร์มลูก” “อย่าร้อง” เด็กน้อยสีหน้าเหยเกได้แต่เรียบเรียงประโยคสั้น ๆ แล้วหอมแก้มมารดาพลางไล้นิ้วมือเล็กที่ร่องแก้มแผ่วเบา “ไม่ร้องจ้ะ มอมมี้ไมได้ร้อง” หญิงสาวพูดจบก็กอดร่างกลมแนบแน่นแล้วยิ้มออกมาก่อนจะลุกยืนแล้วช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นมากอดแนบอก ทันใดก็ปรากฏร่างใหญ่ในชุดโอเวอร์โค้ดสีเทาเข้มวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาก่อนจะมาหยุดลงตรงหน้า “ขอโทษนะมิน... พี่มาช้าไปหน่อย” “แด๊ดดี้!” อาร์มร้องลั่นดีดขาแทนการขอลง “หิวแล้วใช่ไหมอาร์ม” “ค้าบ” เด็กน้อยรับคำทั้งสีหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกความยินดี สิมิลันยิ้มจาง ๆ ให้คนมาทีหลังก่อนวางร่างเล็กลง พอเป็นอิสระเด็กน้อยก็กระโจนเข้าหาอ้อมแขนแข็งแรงแล้วร่างป้อมก็ลอยหวือขึ้นสู่อ้อมอกอีกฝ่ายทันที “แด๊ดดี้มาช้าเห็นทีมอมมี้ต้องโกรธแน่ ๆ เลย” “ไม่หรอกค่ะ แค่พี่นนท์มาทันไปกินวันเกิดอาร์มก็ดีใจมากแล้ว” สิมิลันแบ่งรับแบ่งสู้ ขัดเขินสายตาชายหนุ่มที่แฝงความหมายส่งมา “พี่จะไม่มาได้ยังไง ในเมื่อพี่เป็นแด๊ดดี้ของอาร์มนี่จ๊ะ” “ขอบคุณที่พี่นนท์เมตตาแกนะคะ” สิมิลันเสียงแผ่ว จ้องมองภาพความสนิทสนมของบุตรชายกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่พลันเกิดอาการสะเทิ้นสะท้าน หล่อนไม่ควรคิดถึงใครคนนั้นอีก... นาทีนี้ตอนนี้นี่คือครอบครัว คือสองคนที่หล่อนรัก... “งั้นไปกันดีกว่า อาร์มอยากกินอะไรครับลูก” “กินกอก” เด็กน้อยตอบยืนยันความตั้งใจเดิม “โอเค... งั้นไปกัน วันทูทรี โก!” ชานนท์ว่าพลางชี้มือไปด้านหน้า เด็กน้อยปรบมือชอบอกชอบใจก่อนร้องลั่น “ทูทรีโกโก!” สิมิลันมองตามทั้งสองก่อนจะรวบรวมสติที่กำลังเตลิดเพียงเพราะเห็นแผ่นหลังใครคนหนึ่งที่คุ้นตาในเรือเมื่อครู่ ก่อนที่ชานนท์จะหันกลับมาส่งรอยยิ้มใจดีมาให้ทั้งยังกระชับร่างกลมป้อมด้วยแขนข้างหนึ่ง อีกมือโอบประคองมอบไออุ่นให้หล่อนก่อนจะพากันเดินไปตามทางที่มุ่งสู่สวนจูบิลี่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก... ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทสวมทับด้วยโอเวอร์โค้ทสีน้ำตาลตัวหนายืนอยู่บนกาบเรือที่เพิ่งแล่นผ่านสะพานฮังเกอร์ฟอร์ดไป ชายหนุ่มแหงนหน้าภาพสามพ่อแม่ลูกที่เห็นแผ่นหลังไกลออกไปด้วยความชื่นชม ครู่หนึ่งวงล้อขนาดใหญ่ของลอนดอนอายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์จึงปรากฏแก่ สายตา เขารู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาทันใดที่ภาพความทรงจำในอดีตหวนคืนกลับมายามที่เรือแล่นเข้าใกล้จนลอนดอนอายผ่านเข้ามาในครรลองสายตา ใกล้มากจนความทรงจำแสนหวานแล่นผ่านมาในห้วงคิดคำนึงอีกครั้ง “อีกหน่อยฉันจะพามินไปแต่งงานบนลอนดอนอาย” “หืม... นี่โอมกำลังฝันอยู่รึเปล่า” “ไม่ ๆ ฉันคิดอย่างนั้นจริง ๆ” “งั้นวันแต่งงาน โอมต้องเล่นเพลงโปรดของเราด้วยนะ มินจะรอฟัง” “ได้สิ... Kiss in the Rain เนอะ ฉันจะซ้อมตั้งแต่วันนี้เลยเป็นไง” ยังจำได้ว่าเขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าสักวันจะพาหล่อนมาที่นี่มายังสถานที่ที่เป็นเหมือนสัญญารักของเขากับหล่อน ความฝันของหล่อนอยู่ที่นี่... ความรักของเขาก็อยู่ที่นี่... ที่ ‘ลอนดอนอาย’ ดวงตาของ... ลอนดอน เมืองแห่งฝนผู้คนเหงาและเรื่องราวความรักที่มีความทรงจำของเขากับหล่อน ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นคนที่รักกันสุดหัวใจ แต่ตอนนี้หล่อนจากเขาไปนานแสนนานแล้วและไม่เคยได้พบกันอีกเลย...
กรุงเทพมหานคร เมษายน 2558 ไม่ทันแล้ว! อีกสิบห้านาทีได้เวลาเข้าประชุม หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วถึงกับหน้าถอดสีผลุนผลันลงจากรถล็อคประตูด้วยความเร่งรีบ เบี่ยงตัวหลบรถคันข้าง ๆ ที่จอดชิดกันออกมา ในมือถือของพะรุงพะรังทั้งกระเป๋าสะพาย แฟ้มเอกสารสองปึกใหญ่ กระบอกอลูมิเนียมใส่แบบแปลนสะพายไหล่คนละข้างกับกระเป๋า ก้าวเดินแกมวิ่งจากลานจอดรถกลางแจ้งเข้ามาภายในอาคารอย่างกระหืดกระหอบมาตามทางผ่านล็อบบี หล่อนยิ้มทักทายพนักงานต้อนรับอย่างเอื้อเฟื้อก่อนจะต้องชะงักเมื่อถูกเรียกเอาไว้ “เดี๋ยวค่ะ คุณรอก่อนค่ะ” สิมิลันชะงักหันขวับไปหาที่มาของเสียงแล้วเอ่ยถาม “ฉันหรือคะ?” “ใช่ค่ะ” สิมิลันเลิกคิ้วจ้องพนักงานคนนั้นเดินเข้ามาหาพร้อมลิลลี่สีขาวช่อโตห่อด้วยกระดาษสาสีครีมอ่อนผูกโบว์ม่วงขนาดใหญ่สะดุดตา สิมิลันจ้องตาไม่กะพริบทันทีที่อีกฝ่ายยื่นให้ก่อนถามย้ำถึงที่มา “ดอกไม้นี้ของฉันหรือคะ” “ใช่ค่ะ” “จากไหนคะเนี่ย” “ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แมสเซนเจอร์เอามาส่งเมื่อเช้า บอกว่าให้ส่งให้ถึง มือคุณค่ะ” พนักงานสาวแจงเสร็จแล้วถอยหลังกลับไปประจำเคาน์เตอร์ต้อนรับตามเดิม สิมิลันมองช่อดอกงามในมือด้วยความฉงน จะมีใครส่งดอกไม้ให้หล่อนนอกจากคนรู้ใจ แต่หากเป็นเขาย่อมต้องรู้ว่าควรส่งกุหลาบไม่ใช่ลิลลี่ ไม่มีใครรู้ว่าหล่อนชอบลิลลี่... โดยเฉพาะสีขาว นิ้วมือเรียวเคลือบเล็บสีพาสเทลบรรจงไล้ไปตามกลีบดอกนิ่มดุจกำมะหยี่ที่หลชอบนักหนาแล้วรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ มองการ์ดใบเล็กที่แทรกอยู่ลึกลงไปใจกลางช่อแล้วแหวกยิปโซฟิลาที่ล้อมรอบหยิบการ์ดใบนั้นขึ้นมาดู จากสีหน้านิ่ง ๆ ก็เริ่มซีดลงเพราะตัวหนังสือหวัดคุ้นตาเขียนสั้นเพียงประโยคเดียวแต่มีผลให้ใจสั่นได้มหาศาล ...เธอคงจำได้ ฉันบอกแล้วว่าจะกลับมา... แน่แล้ว... ไม่ต้องบอกก็รู้ที่มา จะมีใครกันที่รู้ว่าหล่อนชอบดอกไม้ชนิดไหน สีอะไรนอกจากเขาแต่เขาจะกลับมาทำไม สิมิลันครุ่นคิดเม้มริมฝีปากฉาบสีนู้ดจนรู้สึกเจ็บทั้งยังเผลอกำช่อดอกไม้แน่นราวกับจะให้มันแหลกคามือ หากเป็นกุหลาบหนามคมคงบาดเลือดซิบไปแล้ว แต่นี่เป็นลิลลี่จากคนเคยรักที่ทิ้งกันไปด้วยการกระทำเจ็บแสบจนยากจะลืมเลือนคนนั้น แทบไม่ต้องคิดว่าช่อดอกไม้งามในมือจะกระเด็นลงถังขยะไปโดยที่หล่อนไม่นึกเสียดาย จะเสียดายทำไม... ในเมื่อมันมาจากเจ้าของหัวใจที่ไร้ค่า... สิมิลันยืนมองดอกไม้ในถังขยะครู่หนึ่งจึงเดินจากไป ไม่ทันเห็นว่าพฤกษ์คล้อยหลังเข้ามาและเห็นทุกการกระทำ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มเหลือบมองถังขยะแล้วก้าวตามหล่อนไปจนทันก่อนที่ลิฟท์จะปิด สิมิลันถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นว่าใครก้าวเข้ามายืนเคียงข้างจนไหล่ชนกันทั้งที่ยังมีที่ว่างพออีกมาก ดวงหน้าหล่อเหลาเหลือบมองแล้วยิ้มมุมปากเผยลักยิ้มเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหอมฟุ้งของอาฟเตอร์เชฟชั้นดีลอยมาเตะจมูกจนสิมิลันเขยิบออกห่าง แต่ร่างสูงใหญ่กลับขยับตามแล้วก้มกระซิบข้างหู “ขอโทษนะครับ” “หืม...” หล่อนส่งเสียงในลำคอ กอดอกหน้านิ่งแล้วปรายตามองอย่างมีความหมายก่อนจะถามกลับ “ขอโทษทำไมคะ” ชายหนุ่มแนบริมฝีปากกับข้างแก้มหอมกรุ่นของหญิงสาว กระซิบเบา ๆ ไม่ให้คนด้านหน้าที่เข้ามาเป็นคนสุดท้ายและเป็นก้างขวางคอโดยไม่รู้ตัวได้ยิน “ก็เรื่องเมื่อเช้าไง” “เรื่องแค่นี้ ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนี่คะ” ดวงหน้านวลแย้มยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายกระอักกระอ่วนเพราะถึงกระซิบคุยกันแต่เสียงยังก้องอยู่ดี ชายหนุ่มโอบเอวบางกระชับเข้าหาตัวแล้วกระซิบเบา ๆ “เมื่อคืนคุยงานกับพ่อดึกไปหน่อยก็เลยตื่นสาย…” “เรื่องโพรเจ็กต์ที่จะประชุมวันนี้หรือคะ” “จ้ะ... แล้วอีกสองวันพี่ต้องไปอังกฤษด้วย” พฤกษ์ตอบพลางกระชับร่างระหงแน่นเข้าแล้วกระซิบ “คงคิดถึงมินแย่เลย” “ปล่อยก่อนค่ะ” สิมิลันเบี่ยงตัวออกห่างทันทีที่มีเสียงกระแอมเบา ๆ จากชายในชุดสูทเทาด้านหน้า ดวงตาซุกซนเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายแล้วโบกไล่ไอร้อนบนใบหน้าแทนถ้อยความเก้อเขินที่อยากพูดต่อแต่ก็ยั้งไว้ พฤกษ์อมยิ้มเผยลักยิ้มมุมปากสองข้างแก้มเป็นรอยลึก มือหนึ่งกระชับแฟ้มเอกสารแทนหล่อนอีกมือขยับเนคไทเข้าที่ ไม่มีคำพูดจาใดอีกจนกระทั่งถึงชั้นที่หมายและลิฟท์เปิดออกจึงส่งแฟ้มคืน สิมิลันในชุดสูทสีดำกระโปรงสั้นเหนือเข่าก้าวฉากออกไปทางด้านซ้ายขณะเดียวกับพฤกษ์ที่เลี้ยวไปทางขวาอันเป็นห้องของประธานบริษัท ตามด้วยชายวัยกลางคนออกมาเป็นคนสุดท้ายก้าวตามชายหนุ่มไปติด ๆ พอเข้าประจำที่พฤกษ์ก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความอึดอัดทันทีที่เห็นเอกสารปึกใหญ่กองรอบนโต๊ะทำงาน ชายคนเดิมในลิฟท์ก้าวเข้ามายืนที่หน้าโต๊ะแล้วหรี่ตามองรู้ทันแต่ไม่มีทีท่าว่าเจ้าของห้องจะพูดอะไรจึงเป็นฝ่ายถามก่อน “ไม่เข้าประชุมหรือครับ” “ไม่” พฤกษ์ตอบสั้น ๆ ทั้งที่ยังหลับตา “วันนี้คุณชายเข้าบริษัทช้ามาก เมื่อคืนดึกหรือครับ” ชายหนุ่มหรี่ตามองบ้างเพราะน้ำคำเหมือนจับผิด ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงมองสบตาชายกลางคนด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “เปล่า... ผมก็แค่ตื่นสาย” “นึกว่ามัวแต่เทคแคร์คุณสิมิลัน...” “แล้วทำไมล่ะ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนี่” “แต่คุณชายก็ไม่ควรแสดงออกให้ใครเห็นโดยเฉพาะคำพูดแบบในลิฟต์เมื่อครู่ ผมว่ามัน... เอ่อ...” ชายกลางคนรู้ตัวจึงหยุดพูดเมื่อเห็นสายตาดุแสดงความไม่พอใจ พฤกษ์ถอนหายใจหนักหน่วงก่อนตอบ “ผมพูดผิดตรงไหน ก็แค่ตื่นสายไปรับเธอไม่ทัน” “แต่คนฟังอาจคิดเป็นเรื่องอื่นเช่นว่าพวกคุณอยู่ด้วยกันแล้ว” ชายกลางคนแย้ง “คุณชายจะทำให้เธอลำบาก”
“อยู่กับผมลำบากตรงไหน” พฤกษ์ตอบรวน ถ้าไม่เพราะฉัตรเป็นคนสนิทเก่าแก่ของพ่อและตอนนี้ตกทอดมาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ พฤกษ์คงไม่ทนให้ฉัตรยืนบ่นฉอด ๆ โดยไม่ทักท้วง แต่เขาก็รู้ว่าฉัตรหวังดี “เธอเป็นแค่สถาปนิกของเรา คุณชายแน่ใจหรือครับว่าคุณพ่อคุณจะยอม” ชายกลางคนแหย่เสียงเบาคล้ายกลัวใครจะมาได้ยิน แต่เจ้าของห้องได้ยินเต็มสองหู และชักสีหน้าโดยพลัน “เธอเป็นสมบัติที่มีค่าของบริษัทและตอนนี้ก็เป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงมาก คุณลุงคิดว่าเธอไม่เหมาะกับว่าที่เจ้าของบริษัทอย่างผมหรือครับ” คุณลุงที่หนุ่มอ่อนวัยกว่าเรียกด้วยความเคารพนับถือเพราะเป็นอดีตมือขวาของพ่อส่ายหน้าแล้วตอบย้ำความคิดของตัวเอง “เธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จะผ่านมาตรฐานคุณท่านรึเปล่า ผมว่าคุณชายเผื่อใจไว้หน่อยก็ดี” “มีสิมิลันแล้วผมไม่เคยเผื่อใจให้ใคร” ชายหนุ่มตอบย้ำคำเสียงหนักแน่น “เธอเท่านั้นที่เหมาะสมจะเป็นว่าที่ภรรยาของประธานหิรัญภักดิ์คนต่อไป” “งั้นคุณชายต้องรีบพาเธอไปแนะนำตัวกับคุณท่านก่อนที่คุณนายจะจับคุณชายให้ลูกสาวเพื่อน ๆ อีกนะครับ” พฤกษ์หัวเราะในลำคอเมื่อได้ฟัง ผู้ชายอย่างเขาไม่จำเป็นต้องคบผู้หญิงเพียงเพราะการชักจูงของผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นเลยในเมื่อมีผู้หญิงที่ดีพร้อมและหมายใจไว้นานแสนนานอย่างสิมิลันแล้ว ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เขาก็จะไม่ปล่อยหล่อนหลุดมือไปให้ใครไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม “คุณไม่ต้องห่วง ถ้าโครงการนี้เรียบร้อยเมื่อไรผมจะขอเธอแต่งงาน” ฉัตรฟังคำมั่นของนายน้อยแล้วถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบคนรักของเจ้านาย แต่เรื่องที่ได้ยินมาก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก... สิมิลันถอนหายใจหนักหน่วงเมื่อเห็นเบอร์โทรศัพท์จากปลายสายยังคงดังเซ้าซี้ ต่อเนื่องอย่างน่ารำคาญ ถ้าไม่ติดว่าเป็นสายจากเพื่อนรักหล่อนก็ไม่อยากฟังสักนิดเดียว เพราะนึกรู้ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการพูดและยังคงไม่ละความพยายามในการติดต่อมาคือเรื่องอะไร หากไม่ใช่เรื่องของเจ้าของดอกไม้ช่อนั้น มือเรียวขาวบางตั้งท่าจะกดรับแต่ลังเล ชั่งใจอยู่นานจนได้ยินเสียงตำหนิจากคนข้าง ๆ “ไม่รับซะทีล่ะ คุณมิน” ชายหนุ่มโต๊ะติดกันห่างแค่แผงกั้นท้วงพลางเลื่อนเก้าอี้มาด้านหลังแล้วบอก “เสียงดังแผดหูน่ารำคาญมาก ผมทำงานไม่รู้เรื่องแล้วเนี่ย” “ขอโทษนะคะ” สิมิลันรีบหยิบโทรศัพท์มากดรับแล้วหมุนตัวลุกจากเก้าอี้เดินก้าวฉับ ๆ ไปทางระเบียงจุดปลอดคนทันที “ว่าไง” “กว่าจะรับได้” เสียงหวานแต่ติดห้วนปลายสายตัดพ้อ “นี่มันเวลางาน” สิมิลันกรอกเสียงเบาแทบกระซิบ “มีอะไร ถ้าไม่รีบมากฉันวางก่อนนะ ต้องเตรียมพรีเซนต์งานต่อนี่ก็เพิ่งประชุมเสร็จ” “วิดีโอคอลได้ไหม” “ไม่ได้ ไม่ใช่เวลาส่วนตัว” “ฮื้อ! เรื่องมากจริงบริษัทพี่พฤกษ์เนี่ย กับแฟนตัวเองก็ไม่ลดราวาศอกกันเลย ฉันอยากคุยแบบเห็นหน้านี่นา” “ก็บอกว่าไม่ไง ฉันไม่ว่างขนาดนั้น” “ฉันก็ไม่ได้ว่างนะยะ... แค่คิดถึง” สิมิลันลอบหัวเราะทันทีที่ได้ยินเสียงตัดพ้อ เพราะอรณีเพื่อนรักของหล่อนเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงจึงไม่ค่อยมีเวลามากนัก ระยะเวลาที่ทิ้งห่างกันจึงเป็นช่วงที่อีกฝ่ายมักจะไปทำงานต่างประเทศ กลับมาทีจึงมักจะนัดสังสรรค์กันเสมอ แต่ครั้งนี้แปลก... “แค่นี้นะ ฉันจะเตรียมงาน มะรืนต้องไปสำรวจสถานที่สำหรับโพรเจ็กต์ใหม่แล้ว” “อย่าสนใจแต่งานมากจนลืมเพื่อน ๆ สิ มาหากันมั่ง ไม่ใช่แต่ฉันคิดถึงพี่รินก็คิดถึงด้วย” ปลายสายออดอ้อนเสียงหวาน สิมิลันจึงส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ นึกหน้าเพื่อนสาวคนสวยออกทันทีจึงรีบตอบ “เอาเป็นว่าวันสองวันนี้นัดกันใหม่ก็แล้วกัน” “เยส!” พอตกลงกันได้ สิมิลันจึงตัดบทจะวางแต่ปลายสายกลับตะโกนโหวกเหวกเข้ามาให้ได้ยินเสียก่อนทำให้หล่อนชะงัก “เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งวาง! ฉันหาที่คุยแป๊บ” “แต่ฉันรีบ ค่อยคุยได้ไหม” สิมิลันถามกลับสีหน้าหงุดหงิดเมื่อสบตาผู้บริหารหนุ่มแห่งหิรัญภักดิ์ที่ยืนรีรออยู่หน้าห้องจิ้มที่นาฬิกาข้อมือแทนสัญญาณก่อนตัวจะนำเข้าไปก่อน “เขาตามแล้ว” “แป๊บเดียวน่า เดี๋ยวฉันต้องเข้าฉากถวายตัวจะมีผัวแล้ว... กลัวลืม” ปลายสายตอบเสียงร้อนรน “บ้า! ฉากแบบนี้ก็มีหน้าเอามาบอก” สิมิลันค้อนให้ แม้คนปลายสายจะไม่เห็นแต่หล่อนก็อดหัวเราะไม่ได้ “ฟังนะ” “อืม... เรื่องสำคัญมากรึไง” “มากสิ รู้ไหมว่าเมื่อวานฉันเจอใคร” “ฉันจะไปรู้ได้ไง” สิมิลันตอบขอไปที “เจอใครก็บอกมา จะรีบไปทำงาน” “เมื่อวานฉันเจอเด็กเก่าเธอ” ปลายสายเงียบไป พอๆ กับต้นทางที่เงียบงัน “นี่! ฟังอยู่รึเปล่า” สิมิลันกะพริบตาถี่ไล่ความร้อนที่แล่นขึ้นทั่วใบหน้า อึดใจอีกที่ได้ยินเสียงถามด้วยความเป็นห่วงจากปลายสาย มืออ่อนล้ากระชับโทรศัพท์แนบหูก่อนตอบเสียงเบาหวิว “ฟังอยู่ แล้ว?” “แล้วฉันก็อยากเล่าไงว่ามันพูดอะไรถึงเธอบ้าง” “ไม่อยากรู้” หล่อนตอบสั้นเหลือบมองคนก้าวออกมาที่ระเบียงกวักมือเรียก “ฉันต้องไปประชุมก่อน” “เดี๋ยว ๆ นายโอมมันบอกว่าอยากเจอเธอ แล้วจะให้ฉันตอบว่าไงดี” “บอกไปว่าฉันไม่อยากเจอ” สิมิลันตัดบทแล้วกลั้นใจพูดต่อ “บอกไปอีกว่าฉันมีคู่หมั้นแล้ว” ถึงแม้จะบอกเสียงนิ่งเหมือนคนใจแข็ง แต่จริง ๆ แล้วสิมิลันใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะคำพูดต่อมาของเพื่อนรัก “แต่เขาเลิกกันแล้วนะ” “แล้วมาบอกฉันทำไม ไม่ได้อยากรู้” หล่อนตอบเสียงกร้าว ถึงจะพูดไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองแต่ในใจกลับพองโตอย่างประหลาด เลิก! เขาเลิกกันแล้ว... “เขาบอกว่าอยากเจอพวกเรา” “แค่นี้ก่อนนะ” สิมิลันตัดบททันทีไม่ฟังคำทักท้วง ผู้ชายคนนั้นเป็นอิสระและกำลังกลับเข้ามาวนเวียนในชีวิตหล่อนอีกครั้งอย่างจงใจเพื่ออะไรในเมื่อตลอดมาหล่อนถูกเขาหักหลัง