“กรี๊ด! ช่วยด้วยค่ะ!” เสียงลมหวีดหวิวรอบๆ กายกับสายลมหนาวที่เย็นยะเยือกเข้าไปถึงกระดูก ไม่ได้น่ากลัวเท่าสัตว์สี่เท้าสองสามตัวที่กำลังวิ่งไล่ตามหลังเธอมาติดๆ ร่างระหงวิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต ปากเล็กก็ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือเสียงดังก้องอยู่ในความมืดสลัว ตุบ! “โอ๊ย!” เท้าเล็กที่วิ่งไปโดยไม่มองทางสะดุดเข้ากับตอไม้จนล้มลงไถลไปกองกับพื้นหญ้ารกๆ ที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้ง กิ่งไม้ผุๆ และความชื้น ขณะที่เจ้าสัตว์หน้าขนวิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงตัว เจ้าของร่างเล็กกระถดถอยหนี รู้สึกหวาดกลัวจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น ลืมหายใจไปชั่วขณะเมื่อเห็นเจ้าสุนัขตัวโตกระโจนพุ่งเข้าใส่ “กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องดังลั่นผืนป่า แล้วทุกอย่างก็เหมือนจะเงียบงันลง เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิมโดยมีสองมือป้องประสานกันอยู่ตรงหน้า ความเงียบอย่างฉับพลันนั้นทำให้สาวน้อยค่อยๆ เอามือที่บังตาตัวเองออก กะพริบตาสองสามครั้งเพื่อมองภาพตรงหน้าให้เต็มตาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น บุรุษนิรนามรูปร่างสูงเปรียวคนหนึ่งกำลังหันไปเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าสามตัวที่มีท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือน้ำลายสอที่อยากจะกระโจนขย้ำเหยื่อตรงหน้าให้หนำใจ แต่พวกมันก็ต้องหยุดเท้าไว้กับที่ เพียงเพราะมีผู้ชายคนนี้ยืนจ้องหน้า เขาเพียงแค่ยืนอยู่นิ่งๆ เธอเห็นเพียงแค่ด้านหลังของร่างสูงในชุดดำทมิฬที่น่าเกรงขามเท่านั้น ...เขาเป็นใคร ทำไมฝูงหมาป่าถึงได้กลัวเขา... เกิดคำถามขึ้นมาในใจของสาวน้อยที่ยังนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นหญ้า เธอยังหวาดกลัวเจ้าสัตว์หน้าขนทั้งสามตัวจนไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน กระทั่งหมาป่าตัวโตทั้งหมดเดินลับหายเข้าไปในป่า ร่างเล็กในชุดกระโปรงสีขาวบางเบาจึงได้ขยับกายค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วใช้มือปัดเศษใบไม้ใบหญ้าออกจากตัว “ขอบคุณมากนะคะ ที่มาช่วยฉัน” เจ้าของร่างสูงที่น่าเกรงขามยังคงยืนอยู่ในท่าเดิม หญิงสาวจึงเดินเข้าไปใกล้อีกนิดอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่เธอก็อยากให้เขาหันมา แล้วเหมือนชายหนุ่มจะล่วงรู้ความในใจ เขาค่อยๆ หมุนร่างเพื่อที่จะหันหน้ามาทางเธอช้าๆ ...เธอกำลังจะได้เห็นหน้าผู้มีพระคุณแล้ว... พรึบ! มือเรียวตวัดผ้าห่มออกจากตัวโดยไม่รู้ตัวพร้อมกับดวงตากลมโตลืมตาขึ้นมาในความมืดสลัว ไม่รู้ว่าเวลานี้มันตีไหนแล้ว ทุกอย่างรอบกายดูเงียบสงบ มีเพียงผ้าม่านสีขาวตรงหน้าต่างเท่านั้นที่ยังปลิวไสว สงสัยว่าเมื่อคืนก่อนนอนเธอคงลืมเปิดหน้าต่างเอาไว้กระมัง หญิงสาวลุกขึ้นนั่งหย่อนปลายเท้าลงข้างขอบเตียง “ไม่น่ารีบตื่นเลยยัยบาบี้เอ๊ย เธอเกือบจะได้เห็นหน้าเขาแล้วเชียว” รุ้งราตรีบ่นอุบอิบกับตนเองอย่างเสียดาย ก่อนจะเดินไปปิดหน้าต่างแล้วเดินมาที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กริ๊งๆ! มือเรียวยื่นออกไปควานหาโทรศัพท์ตรงโต๊ะโคมไฟข้างเตียง “บาบี้ ตื่นหรือยังลูก” “สวัสดีค่ะพ่อ มีอะไรหรือเปล่าคะ โทรมาหาหนูแต่เช้าเลย” เสียงอ้อแอ้ของคนที่เพิ่งตื่นนอนถามออกไป พร้อมกับขยี้ตาไปพลาง ก่อนจะได้ยินเสียงนุ่มๆ ของบิดาท้วงมาตามสาย “เช้าอะไรกันลูก นี่มันเจ็ดโมงกว่าแล้วนะ รีบลุกอาบน้ำเตรียมตัวเดินทางมาเชียงใหม่ได้แล้ว” “เจ็ดโมงกว่าแล้วหรือคะ! ได้ค่ะบาบี้จะรีบลุกอาบน้ำเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” คนขี้เซาวางสายเสร็จแล้ว ก็งัวเงียลุกขึ้นมาเอามือขยี้ตาอีกสองสามครั้งเพื่อขับไล่ความง่วงงุนออกไปจากหัว ก่อนจะเดินคว้าเอาผ้าขนหนูสีขาวเดินเข้าไปห้องน้ำ รุ้งราตรีหรือบาบี้ สาวน้อยลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ซึ่งได้ถือกำเนิดใน ‘คืนพระจันทร์ทรงกลด’ ที่เพิ่งคว้าปริญญาโทภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการสื่อสารและพัฒนามาหมาดๆ ถูกบิดาขอร้องแกมบังคับให้มาทำงานเป็นผู้ช่วยเธมเจ้านายใหญ่ของเขา ซึ่งเป็นผู้ที่ควบคุมดูแล ‘อรุณดารา รีสอร์ต’ สาขาสอง เนื่องจากเธมต้องไปเปิดรีสอร์ตอีกหนึ่งแห่งทางภาคใต้ของไทยและจำเป็นต้องให้บิดาของเธอซึ่งสามารถพูดภาษาปักษ์ใต้ได้ไปประสานงานอยู่ที่รีสอร์ตในเครืออรุณดาราสาขาสามที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ทำให้ขาดคนดูแลรีสอร์ตสาขาสองที่บิดาของเธอกำลังทำงานอยู่ ทั้งที่รุ้งราตรีอุตส่าห์ตั้งใจไว้ว่า พอเรียนจบปุ๊บเธอก็จะไปทำงานเป็นไกด์นำเที่ยวในหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง แต่ก็ถูกบิดาเรียกตัวมาทำงานให้กับนายจ้างจอมเผด็จการของเขาเสียก่อนโดยที่สาวน้อยไม่ได้รับสิทธิ์ในการอุทธรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น นั่นเพราะที่เธอเรียนจบมาได้ก็เพราะเงินทองของบิดาล้วนๆ นั่นเอง รุ้งราตรียังจดจำวันที่บิดาได้พูดขอร้องแกมบังคับให้เธอมาทำงานแทนท่านเมื่อวันก่อนได้ วันนั้นเป็นวันที่แฟนหนุ่มคนที่เท่าไรก็ไม่รู้ของเธอบอกเลิกอย่างไม่เหลือเยื่อใย เหตุผลที่คู่ควงคนล่าสุดบอกเลิกกับเธอก็คือ ‘ผมทนความเป็นผู้หญิงหัวโบราณของคุณไม่ได้’ เธอผิดด้วยหรือที่ไม่คิดชิงสุกก่อนห่าม ไกรวุธ เขาก็ไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นๆ เขาพยายามขอนอนกับเธอหลายครั้งแต่หญิงสาวก็ปฏิเสธมาโดยตลอด จนกระทั่งคืนหนึ่งในผับเขาควงสาวสวยคนหนึ่งมาเย้ยเธอแล้วบอกว่า ผู้หญิงคนนั้นคือเมียของเขา มันหยามหน้ากันชัดๆ ‘ชิ ผู้ชายคนไหนก็คิดว่าเธอหัวโบราณอย่างนั้นหรือ ถึงได้พากันบอกเลิก แต่มันก็ไม่แน่หรอก หากวันใดที่เธอพบเทพบุตรสุดหล่อแสนดี ที่ถูกตาต้องใจเข้าจริงๆ เธออาจจะยอมมอบทั้งตัวและหัวใจให้กับผู้ชายคนนั้นตั้งแต่แรกพบสบตาเลยก็เป็นได้ใครจะรู้ ก่อนจะเดินทางออกจากบ้านรุ้งราตรีก็โทรไปโอดครวญกับบิดาของเธออีกครั้งเพื่อขอความเห็นใจ “พ่อคะ หนูเพิ่งถูกแฟนบอกเลิก ยังทำใจไม่ได้เลย พ่อก็จะให้หนูไปทำงานแล้วเหรอคะ หนูขอไปเที่ยวให้สบายใจก่อนไม่ได้เหรอ” “ไม่มีเวลาแล้วบาบี้ ที่รีสอร์ตกำลังต้องการคนไปทำงานแทนพ่อที่เก่งภาษาและไว้ใจได้ด่วนที่สุด” “แต่พ่อคะ หนู...” “อย่าเพิ่งปฏิเสธบาบี้ ฟังพ่อพูดให้จบก่อน” คนเป็นพ่อรีบห้ามก่อนจะพูดแทรกขึ้นในหัวข้อที่เขามั่นใจว่ารุ้งราตรีต้องสนใจอย่างแน่นอน “ใกล้ๆ รีสอร์ตที่พ่อทำงานอยู่ มีคฤหาสน์หลังหนึ่งอยู่ใกล้ๆ มันคือบ้านของผู้ชายที่ชื่อแดเนียลที่ลูกเคยบอกพ่อว่าอยากเจอหน้าไง ทีนี้สนใจอยากจะไปทำงานที่ อรุณดารา รีสอร์ต บ้างหรือยัง” รุ้งราตรีนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความสนใจเมื่อได้ยินถึงสิ่งที่บิดาบอกกล่าว ‘สนใจสิ...เธอสนใจแน่นอน แต่ไม่ได้สนใจที่จะไปทำงานเป็นผู้ช่วยฯ อย่างที่บิดาของเธอต้องการหรอกนะ เหตุผลที่เธอตัดสินใจทำงานในครั้งนี้ ก็เพราะอยากจะไปเจอหน้าไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นต่างหาก’ “ตกลงก็ได้ค่ะพ่อ” “บาบี้ พ่อมีเรื่องจะเตือนลูกอย่างหนึ่งนะ” “อะไรคะพ่อ” น้ำเสียงที่จริงจังของบิดาทำให้รุ้งราตรีต้องตั้งใจฟัง “เรื่องที่พ่อบอกว่ามีผู้ชายที่ชื่อแดเนียลอยู่ในคฤหาสน์หลังนั้น ลูกต้องเก็บไว้เป็นความลับนะ และถ้าไม่จำเป็นอย่าได้เอ่ยชื่อนามสกุลของผู้ชายคนนั้นให้ใครฟังเป็นอันขาด!” “ทำไมคะพ่อ เขาเป็นคนอันตรายมากเลยเหรอคะ” “เปล่าหรอกลูก เขาเป็นคนสำคัญของเจ้านายพ่อ คุณเธมเจ้านายของพ่อบอกว่าคุณแดเนียลชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใคร สัญญากับพ่อนะว่าลูกจะทำตามคำสั่งของพ่อ” คิ้วเรียวสวยย่นเข้าหากันจนเป็นรูปโบว์กลางหน้าผากเนียนหลายวินาทีก่อนจะตอบรับหนักแน่นเพื่อความสบายใจของบิดา
“สัญญาก็ได้ค่ะ ว่าหนูจะไม่เอ่ยชื่อของผู้ชายคนนั้นให้ใครฟัง” แม้ว่าจะยังไม่ค่อยเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อว่าทำไมถึงเอ่ยชื่อผู้ชายคนนั้นให้ใครฟังไม่ได้ และทำไมจะต้องเก็บชื่อของผู้ชายคนนั้นไว้เป็นความลับมากถึงขนาดนั้น แต่รุ้งราตรีก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยนั้นไว้กับตัวเอง หวังว่าไม่นานเธอคงจะรู้คำตอบในทุกๆ เรื่องที่คาใจ รุ้งราตรีก้มมองกระเป๋าเดินทางใบโตแล้วถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ ตั้งแต่เล็กจนโตเธอใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองหลวง ไม่เคยที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างจังหวัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่าการไปทำงานแทนบิดาในครั้งนี้ ในจังหวัดที่อยู่เกือบเหนือสุดของประเทศไทยเธอจะทนทำงานอยู่ที่นั่นได้นานสักกี่วัน รีสอร์ตแสนร่มรื่นตรงหน้า ปกคลุมไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ที่ออกดอกสวยงามสะพรั่งหลากสี ท่ามกลางสายลมหนาวที่กำลังพัดโชยเย็นสบายในยามสายของวันนี้ บ้านพักแต่ละหลังในสไตล์อิงลิชคันทรี ที่แทรกอยู่ในแมกไม้ใหญ่สีเขียวขจีดูโออ่าหรูหราน่าอยู่ราวกับวิมานในฝันในสายตาของสาวน้อยร่างเพรียวบาง ที่กำลังกวาดสายตามองสถาปัตยกรรมและสวนสวยที่งดงามสุดพรรณนาไปรอบๆ ตัว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่เป็นเจ้าของรีสอร์ตแห่งนี้คงจะร่ำรวยมากๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าอภิมหาเศรษฐีที่เป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติแสนสมบูรณ์คนนี้เป็นใคร เพราะคนที่ควบคุมดินแดนราวกับภาพฝันนี้เป็นเพียงตัวแทนเท่านั้น สาเหตุที่หญิงสาวรู้เพราะบิดาของเธอเป็นคนบอกเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเมื่อไม่นานมานี้เอง ร่างอรชรขาวผ่องอมชมพูที่มีทรวงอกอวบอึ๋มเกินตัวด้วยวัยสาวสะพรั่ง ถอนหายใจยาวๆ เมื่อนั่งแท็กซี่มาจนถึง อรุณดารา รีสอร์ต รุ้งราตรีไม่ต้องการให้รถของรีสอร์ตไปรับ เธอต้องการจะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตนเอง เฉกเช่นเดียวกับเด็กสาวทั่วไปที่ใช้ชีวิตแสนธรรมดา ไม่ยึดติดกับความสะดวกสบายที่บิดาของเธอพยายามจะหยิบยื่นให้ แม้ว่าจะเกิดมาในครอบครัวระดับกลางเข้าขั้นร่ำรวย แต่รุ้งราตรีก็ใช้ชีวิตติดดินยิ่งกว่าพวกบ้านนอกที่ทำตัวไฮโซซื้อของแพงๆ มาใช้เพื่อยกระดับฐานะของตนเองเสียอีก เธอชอบแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงยาวคล้ายชุดแขกผสมกับชุดแม้วทางภาคเหนือของไทย ชอบสะพายกระเป๋าโนเนมที่ถักด้วยมือ ชอบสวมรองเท้ายี่ห้อถูกๆ คู่ละไม่กี่ร้อยบาทที่มีสายผูกเส้นเล็กๆ ส้นสูงไม่เกินสามนิ้ว หญิงสาวชอบปล่อยผมสีน้ำตาลเข้มที่เป็นเงาดุจแพรไหมซึ่งยาวจนถึงบั้นเอวคอดกิ่วให้แผ่กระจายเต็มแผ่นหลังแบบบาง เส้นผมดกหนาที่ทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนักเคลียคลอรอบกรอบหน้าเรียวรูปไข่ ถูกคาดทับด้วยเส้นผมที่ถักเปียเป็นรูปหัวใจไขว้ไปทางด้านหลังแลดูสวยงามเสริมให้ใบหน้าอ่อนเยาว์เปล่งปลั่งดูสวยซึ้งหวานล้ำเกินคำบรรยาย สองสิ่งบนใบหน้าเรียวสวยที่บอกว่าเธอไม่ใช่สายเลือดไทยแท้ๆ ก็คือ ดวงตาคมสีเข้มเป็นเอกลักษณ์และจมูกโด่งเชิดเรียวเล็กไปทางโซนตะวันตก สาวน้อยยืนหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ตัวด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่แต้มบนใบหน้างดงามสดใสตลอดเวลา เธอกำลังรู้สึกประทับใจกับธรรมชาติที่สวยงามตรงหน้า ตอนที่ได้รับคำสั่งจากบิดาตอนแรกก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจนักหรอก แต่พอได้มาเยือนวิมานแสนสวยราวกับภาพฝันนี้ด้วยตาตัวเอง หญิงสาวก็รู้สึกชอบมันขึ้นมาทันที พลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเจ้าสุนัขตัวโตขนฟู ดูเผินๆ มันก็คล้ายสุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ แต่ดูชัดๆ อีกทีมันเหมือนหมาป่ามากกว่า แล้วใครนะช่างกล้าเอาสุนัขหน้าตาท่าทางดุร้ายเช่นนี้มาเลี้ยง หญิงสาวนึกสงสัย เจ้าสัตว์สี่ขารูปร่างเพรียวสง่ากำลังจ้องเขม็งมาทางผู้มาใหม่ด้วยแววตาวาววับน่ากลัว ท่าทางของมันดูทระนงองอาจราวกับสุนัขป่าเมืองหนาวที่ดำรงชีวิตด้วยการล่าเนื้อ แต่เจ้าตัวโตที่เห็นนี้ คงไม่คิดที่จะกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารหรอกนะ พลันรุ้งราตรีก็นึกถึงความฝันเมื่อคืนที่ผ่านมา ...ให้ตายเถอะ สัตว์โลกที่เธอกลัวมากที่สุดไม่กี่ชนิดหนึ่งในนั้นก็คือสุนัขแปลกถิ่นนี่แหละ... สุนัขที่เลี้ยงเองกับมือหญิงสาวไม่ค่อยกลัวนัก แต่สุนัขทุกตัวไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ที่ไม่เคยคุ้นกับมันเธอกลัวทั้งนั้น เพราะความทรงจำเลวร้ายเกี่ยวกับพวกสุนัขแปลกถิ่นเมื่อครั้งยังเด็ก ยังฝังจำอยู่ในใจไม่เคยลืม เมื่อครั้งหนึ่งตอนที่เธออายุประมาณสิบขวบ ขณะที่กำลังปั่นจักรยานไปเที่ยวหาเพื่อนในชุมชนแห่งหนึ่งแถบชานเมืองด้วยจักรยานสองล้อคู่ใจ สุนัขหลายตัววิ่งกรูกันเข้ามาหาเธออย่างประสงค์ร้าย พวกมันทั้งเห่าทั้งพยายามกระโดดงับเท้าขณะที่เธอพยายามปั่นล้อถีบให้เร็วสุดฤทธิ์ เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังไปแปดบ้าน จนชาวบ้านพากันแตกตื่นออกมาดูและช่วยกันปาก้อนหินใส่พวกสุนัขจรจัดเหล่านั้นจนมันวิ่งหนีไป แต่ความกลัวในวันนั้นก็ยังจำฝังใจมาจนถึงนาทีนี้ โดยเฉพาะนาทีที่เธอกำลังเผชิญหน้ากับเจ้าสุนัขน่ากลัวตัวนี้ เหตุการณ์ในอดีตคราวนั้นทำให้รุ้งราตรีไม่คิดที่จะไว้ใจสุนัขตัวใดๆ ในโลก ที่เธอไม่เคยเอาข้าวให้มันกินอีกเลย ร่างเล็กพยายามหยุดอยู่นิ่งๆ พยายามที่จะจ้องตามันด้วยแววตาที่เป็นมิตร พยายามยิ้มให้เจ้าสัตว์หน้าดุ เธอเคยดูรายการโชว์การแสดงของสุนัขที่ได้รับการฝึกฝนมาบ้างเหมือนกัน ที่ครูฝึกเขาบอกว่า หากเราเจอสุนัขแปลกถิ่น พยายามอย่าเข้าไปใกล้มัน เพราะพวกสัตว์จะหวงอาณาเขตของมันมาก และพยายามอย่าวิ่งหนีหากอยู่ในระยะเผาขน แต่ให้เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ด้วยท่าทางปกติทำเป็นไม่สนใจมันจะดีกว่า เท้าเล็กๆ จึงค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปยังตึกสูงข้างหน้าซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นตึกสำนักงานของรีสอร์ต และเจ้าสุนัขตัวนั้นก็ไม่ได้ตามเธอมาจริงๆ เมื่อหันกลับไปมองมันอีกครั้ง เจ้าสัตว์สี่ขาสีขาวแซมเทาก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว และเบื้องหน้าก็มีร่างสูงสง่าของผู้ชายคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำที่สอดชายเสื้อไว้ในกางเกงยีนสีเข้มมีเข็มขัดคาดทับอีกที หุ่นของผู้ชายคนนี้ดูดีกว่านายแบบหลายคนเสียอีก แต่ไม่ใช่แค่รูปร่างของเขาเท่านั้น ใบหน้าที่คมสันของเขายังหล่อเข้มมีเสน่ห์ชวนมอง ท่าทางของเขาดูเป็นมิตร ชายหนุ่มส่งยิ้มมุมปากมาให้ด้วยประกายตาชื่นชมเธออย่างเปิดเผย ดวงตาช่างสำรวจมองการแต่งตัวของผู้ช่วยสาวด้วยความทึ่งจัด และได้ข้อสรุปว่าเจ้าหล่อนมีความเป็นเอกลักษณ์ในตนเองสูงมาก แต่งตัวไม่สนโลกแบบนี้ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอมทองคู่สวยมีแววฉลาดเฉลียวทันคน จมูกเล็กที่โด่งเชิดนิดๆ บ่งบอกถึงความดื้อรั้นในตนเอง แต่จุดเด่นทั้งหมดที่ดึงความสนใจเธมมากที่สุดก็เห็นจะเป็นใบหน้าสวยหวานแปลกๆ ของสาวมาดเซอร์คนนี้ “สวัสดีครับเลดี้ คุณช่างเป็นสุภาพสตรีที่งดงามมาก ผมเธม เป็นผู้ดูแลรีสอร์ตแห่งนี้ครับ คุณคงเป็นลูกสาวของคุณเรืองฤทธิ์” ร่างสูงค้อมศีรษะให้เล็กน้อยเมื่อเอ่ยทักทายหญิงสาวอย่างสุภาพ เพราะว่าเคยเห็นหญิงสาวในรูปถ่ายที่ลูกน้องคนสนิทเอามาให้ดู ก่อนที่สาวน้อยจะเดินทางมาก่อนหน้านี้แล้วนั่นเอง จึงทำให้เธมหนุ่มหล่ออารมณ์ดีจำเธอได้ตั้งแต่แรกเห็น ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีเป็นบ้าเลย แต่ก็ไม่ใช่สเป็คชายในฝันของเธอหรอก เพราะเขาดูหล่อเนี้ยบจนเหมือนเพื่อนเกย์บางคนของเธอเสียมากกว่า แต่เขาก็ดูดีมีเสน่ห์ใช้ได้ทีเดียว รอยยิ้มที่แต้มบนใบหน้าคมสันที่ส่งมาทำให้สาวน้อยรูปร่างเพรียวบางต้องส่งยิ้มกลับไปทักทายชายหนุ่มตามมารยาท
“สวัสดีค่ะคุณเธม คุณเข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ ฉันบาบี้ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” มือเรียวสวยยกขึ้นไหว้ตามแบบฉบับหญิงไทย ซึ่งเธมก็ยกมือไหว้ตอบกลับเช่นกัน เพราะว่าหนุ่มอังกฤษอยู่เมืองไทยมานานหลายปีแล้ว นอกจากเขาจะพูดภาษาไทยได้ชัดเจนแล้วชายหนุ่มยังรู้จักวัฒนธรรมไทยมากพอสมควร “ยินดีที่จะได้ร่วมงานกันในวันมะรืนที่จะถึงนี้นะครับ ท่าทางคุณคงกลัวสุนัขตัวนั้นนะครับ” ชายหนุ่มตั้งข้อสังเกต “ก็ไม่เชิงค่ะ คือฉันไม่ค่อยถูกเคมีกับพวกสุนัขแปลกถิ่นสักเท่าไรค่ะ” รุ้งราตรีตอบยิ้มๆ ไปตามความจริง “ไม่ต้องกลัวหรอกครับ เจ้าบิ๊กบอสมันไม่กัดผู้หญิงสวยๆ หรอกครับ มันแค่ชอบมองด้วยสายตาเท่านั้น” เธมกล่าวยิ้มๆ มองคู่สนทนาสาวด้วยแววตาและรอยยิ้มอบอุ่น พลันสายลมเย็นจากที่ไหนก็ไม่รู้พัดวูบมากระทบผิวหน้าของหญิงสาวจนเส้นผมนุ่มปลิวสะบัด ร่างอรชรยกมือขึ้นลูบลำแขนกลมกลึงของตนเองป้อยๆ เมื่อรู้สึกว่าขนแขนของตนเองลุกเกลียว เพราะบรรยากาศมันเย็นยะเยือกแปลกๆ พิกล ที่อยู่ๆ ลมก็พัดมาแค่วูบเดียวแล้วก็หายไปเมื่อพูดถึงเจ้าสุนัขตัวนั้นที่ชื่อ ‘บิ๊กบอส’ “คุณมั่นใจได้อย่างไรคะว่ามันจะไม่กัดฉัน” รุ้งราตรียังแคลงใจไม่หาย เพราะภาพสายตาวาววับคมกริบของเจ้าสุนัขตัวโตท่าทางดุๆ ตัวนั้นยังติดตาเธออยู่เลย สัตว์เลี้ยงอะไรท่าทางดุดันก้าวร้าวราวกับสัตว์ป่า สีดวงตาก็ดูมืดมิดราวกับสีของท้องฟ้ายามราตรี และถ้าหากเธอตาไม่ฝาด หญิงสาวก็คิดว่าดวงตาของมันเป็นสีเทาเข้มเหลือบดำดูไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด ...หมาบ้าอะไรสีดวงตาน่ากลัวพิลึก... แค่คิดในใจขนอ่อนบริเวณต้นแขนและลำคอก็ลุกชันขึ้นมาอีกครั้ง อาการแบบนี้มันไม่น่าไว้ใจเลย ไม่รู้ว่าคนอื่นที่เข้ามาเที่ยวในรีสอร์ตแห่งนี้จะรู้สึกขวัญอ่อนเหมือนกับเธอทุกคนหรือเปล่า หรือเพราะเธอแปลกประหลาดกว่าชาวบ้านเขาถึงได้มีความรู้สึกแปลกๆ เช่นนี้ “ผมเอาหัวเป็นประกันเลยนะครับว่ามันจะไม่กัดคุณ เพราะเท่าที่ผ่านมามันก็ไม่เคยกัดใครที่ย่างกรายเข้ามาในรีสอร์ตแห่งนี้เลย” ชายหนุ่มยืนยันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงมั่นคง หญิงสาวก็อยากจะเชื่อเหมือนกันแหละว่าเจ้าสัตว์โลกท่าทางน่ากลัวตัวนั้นมันจะไม่แว้งมากัดเธอ แต่ในเมื่อคนดูแลรีสอร์ตยืนยันหนักแน่นขนาดนี้เธอก็ควรจะเชื่อเขาบ้างสักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ต้องพยายามอยู่ห่างๆ มันเอาไว้เพื่อเป็นการป้องกันตนเองดีที่สุด เธมพาผู้ช่วยสาวคนใหม่มายังห้องทำงานของเขา พาสาวน้อยไปแนะนำกับเพื่อนร่วมงานทุกคนในออฟฟิศ จากนั้นก็บอกหน้าที่ที่เธอจะต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน ก่อนที่จะพาเจ้าของร่างเพรียวบางในชุดยาวรุ่มรามไปยังบ้านพักสองชั้นที่อยู่ในมุมที่ค่อนข้างสงบมากไม่ไกลจากตึกสำนักงานนัก เดินไม่กี่นาทีก็ถึง ถ้าสังเกตดีๆ บ้านพักเกือบทั้งหลังแทบจะไม่ถูกแสงแดดเลยก็ว่าได้ เมื่อมันถูกบดบังด้วยร่มไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมหลังคาเอาไว้เกือบทั้งหมด บ้านพักหลังใหญ่โตนี้เป็นบ้านสไตล์อิงลิชคันทรีที่ทาสีภายนอกภายในด้วยโทนสีเทาอ่อนๆ ภายนอกตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับดูร่มรื่นสวยงามน่าอยู่ ส่วนพื้นบ้านเป็นหินอ่อนขัดเงาสีเดียวกันกับผนัง ภายในตัวบ้านดูสงบเยือกเย็น ใช่...สาวน้อยคิดว่ามันสงบ ‘เยือกเย็น’ จริงๆ นั่นแหละ เพราะทันทีที่เธอก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาในบ้าน สายลมวูบวาบเย็นๆ พัดมาจากทิศใดก็ไม่ทราบ พัดมากระทบผิวกายของเธอจนรู้สึกขนคิงลุกชูชันขึ้นมาอีกครั้ง มันทั้งเย็นยะเยือกและรู้สึกแปลกๆ สองครั้งแล้วสินะที่เธอรู้สึกไม่ปกติแบบนี้ “ที่นี่จะมีแม่บ้านคอยดูแลหนึ่งคน แต่ตอนนี้ป้าแกคงเอาอาหารไปให้เจ้าบิ๊กบอสกินที่หลังบ้าน เดี๋ยวผมจะช่วยยกกระเป๋าขึ้นไปให้ที่ห้องพัก แล้วจะพาคุณไปแนะนำให้รู้จักกับป้าสำลี” เธมบอกเสียงทุ้ม ก่อนจะพาสาวน้อยไปยังห้องต่างๆ ของบ้านจนมาถึงห้องสุดท้ายคือห้องครัว ที่ดูสะอาดสะอ้านเช่นเดียวกับทุกๆ ห้องที่เงาวับแตะหาฝุ่นไม่เจอแม้แต่นิดเดียว ไม่น่าเชื่อเลยว่าบ้านพักหลังใหญ่ที่มีจำนวนห้องต่างๆ รวมกันไม่ต่ำกว่าสิบห้องจะถูกทำความสะอาดโดยแม่บ้านเพียงคนเดียว “เอ่อ คุณเธมคะ ฉันมีเรื่องอยากจะถามค่ะว่า บ้านหลังนี้พักอยู่ด้วยกันกี่คนคะ” เจ้าของร่างสูงประมาณสองฟุตหันมามองผู้ช่วยสาวแล้วส่งยิ้มแสนเสน่ห์มาให้สาวน้อยอีกครั้ง ก่อนจะตอบไขข้อกังขาให้กับเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง “บ้านหลังนี้อยู่กันแค่สี่ชีวิตครับ คือผม คุณ แม่บ้านสำลีกับบิ๊กบอสเท่านั้น แต่ผมไม่ค่อยมานอนที่บ้านหลังนี้บ่อยนัก ส่วนใหญ่จะนอนที่ออฟฟิศมากกว่า” “อ้อ ค่ะ” ใบหน้าสวยหวานพยักหน้าเข้าใจแต่ทว่าแววตาสีน้ำตาลเข้มอมทองกลับเต็มไปด้วยคำถามอีกมากมาย ซึ่งเธมพอจะมองออก เพราะบรรยากาศที่ดูเงียบเหงาวังเวงชวนให้ขนลุกแม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลากลางวัน มันก็ทำให้สาวน้อยขี้สงสัยมองทุกอย่างรอบตัวอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก แต่ที่ไม่วิ่งแจ้นออกไปจากรีสอร์ตแห่งนี้ทันทีที่ย่างก้าวเข้ามาในบ้านพักหลังนี้ก็เพราะคำบอกเล่าของบิดาที่บอกว่ารีสอร์ตแห่งนี้จะไม่มีอันตรายใดๆ มากล้ำกลายเธอได้แน่นอน เพราะเจ้าของรีสอร์ตสร้างระบบรักษาความปลอดภัยไว้อย่างแน่นหนา “นั่น แม่บ้านสำลีมาแล้ว สำลี” ท้ายประโยคร่างสูงหันไปเรียกแม่บ้านวัยชราด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ร่างท้วมในชุดกันเปื้อนเบนสายตาจากเจ้าสุนัขตัวโตหันหน้ามามองผู้มาใหม่ด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัยเล็กน้อย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความชื่นชมในตัวหญิงสาวตรงหน้าในนาทีต่อมา แม่บ้านผู้สูงวัยทำท่าเอียงศีรษะเล็กน้อยเมื่อเพ่งพิจารณาร่างเพรียวบางสมส่วนที่เป็นผู้หญิงทุกกระเบียดนิ้วด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะส่งยิ้มให้สาวน้อยแปลกหน้าด้วยท่าทางที่เป็นมิตร “ป้าสำลี นี่คุณรุ้งราตรีหรือบาบี้ ผู้ช่วยคนใหม่ของผม ลูกสาวของคุณเรืองฤทธิ์ที่เพิ่งย้ายไปประจำสาขาสาม คุณบาบี้ นี่คือป้าสำลีแม่บ้านเก่าแก่ของที่นี่” เธมที่เป็นเหมือนเจ้าของบ้านเอ่ยแนะนำสองสาวต่างวัยให้รู้จักกันคร่าวๆ ก่อนที่จะขอตัวไปทำงานบนออฟฟิศต่อ ปล่อยให้สองสาวทำความรู้จักกันตามลำพังสองคน เพราะรุ้งราตรีจะได้เริ่มงานในวันมะรืน ดังนั้นผู้ช่วยสาวจึงมีเวลาเที่ยวชมรีสอร์ตสวยๆ ที่นี่อีกหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนถ้าไม่รวมวันนี้ “คุณบาบี้สวยเหมือนตุ๊กตาเลยนะคะ มาค่ะเดี๋ยวป้าจะพาไปรู้จักกับบิ๊กบอสเจ้าของบ้านหลังนี้” แม่บ้านผู้สูงวัยเอ่ยออกมาด้วยมิตรไมตรี แต่ทว่าดวงตากลมโตของผู้อาศัยคนใหม่กลับเต็มไปด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ ก็เจ้าบิ๊กบอสที่เธมแนะนำว่ามันคือสุนัขที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วมันจะมาเป็นเจ้าของบ้านไปได้อย่างไรแม่บ้านคนนี้พูดจาแปลกๆ ให้คิดอีกแล้ว แต่ความสงสัยก็ถูกเก็บงำไว้ในใจจนกระทั่งร่างท้วมของแม่บ้านมาหยุดยืนอยู่หน้าเจ้าสัตว์สี่ขาที่นั่งมองมาทางพวกเธอสองคนก่อนหน้านั้นแล้ว ดวงตาสีเทาเหลือบดำวาววับของเจ้าบิ๊กบอสจ้องเขม็งมองเธออีกครั้งด้วยแววตาคมกล้าบาดจิตจนหญิงสาวรู้สึกแสบ “นี่บิ๊กบอสเจ้าของบ้านหลังนี้ค่ะคุณบาบี้” ทันทีที่สบตากับมันอีกครั้ง รุ้งราตรีก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเจ้าสัตว์สี่ขาตัวโตตัวนี้มากเหลือเกิน แม้ว่าเธมจะยืนยันว่ามันจะไม่กัดเธอ แต่พอเห็นมันเอาแต่นั่งจ้องมองเธอนิ่งๆ ไม่ไหวติงแบบนี้ หญิงสาวก็รู้สึกปอดแหกขึ้นมาบ้างเหมือนกัน “เจ้าหมาตัวนี้หรือคะที่เป็นเจ้าของบ้าน ป้าพูดเล่นหรือเปล่าคะ” พูดพลางแต่ดวงตาคู่สวยก็จ้องมองเจ้าสัตว์โลกสี่ขาที่เธอหวาดกลัวมากที่สุดอีกครั้ง ก็ท่าทางของมันดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลยนี่ หรือว่าเธอจะคิดไปเองคนเดียวก็ไม่รู้สิ