วันนี้เหมือนเป็นวันพิพากษาชีวิตของกฤตภพเลยก็ว่าได้ เมื่อประมุขใหญ่ของบ้านกับภรรยาเรียกเขาเข้าไปพบ บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดสำหรับเขามากที่สุด “ตากฤต วันนี้แม่ขอยื่นคำขาดเลยนะ แกต้องแต่งงานกับเจ้าสาวที่แม่เลือกให้ได้แล้ว! พ่อกับแม่ให้โอกาสแกหาเมียด้วยตัวเองมาหลายปีแล้วนะ แกก็ยังใช้ชีวิตเป็นหนุ่มเพลย์บอยมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไงๆ วันนี้แม่ไม่มีทางยอมแกอีกแล้ว” “แม่คร้าบ แต่ว่าผมยัง...” “ไม่มีคำว่าแต่ และไม่มีคำแก้ตัวว่ายังไม่พร้อม แม่ได้ยินแกพูดแบบนี้มากี่ปีแล้ว เมื่อไหร่...เมื่อไหร่แกถึงจะพร้อม ต้องรอให้พ่อกับแม่ตายก่อนหรือยังไง” คุณนายกัลยาบ่นว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างเอือมระอาเต็มทน “แล้วแม่จะให้ผมแต่งกับใครล่ะครับ” “ผู้หญิงดีๆ มีเยอะแยะ อย่างเช่นหนูแพรว ลูกคุณหญิงขวัญใจ หนูไอซ์ลูกคุณนายกิมกี่ หนูแข ลูกท่านรัฐมนตรีอดิสร แล้วก็หนูเหมียวลูกคุณหญิงไฉไล แกก็เลือกเอาสักคนสิ” “อ้าว แล้วคุณหนูอัญชนาลูกของคุณหญิงบุษกรเพื่อนแม่อีกคนล่ะครับ หายไปไหน” กฤตภพยังจำได้ ว่าแม่ของเขาก็เคยทาบทามเด็กสาวคนนั้นให้เขาเหมือนกัน “รายนั้นท่าทางเขาเกลียดแกเข้าไส้ แม้แต่หน้าแกเขาก็ยังไม่อยากมอง แม่ไม่อยากฝืนใจเขา” “เหรอครับ” “พรุ่งนี้พ่อกับแม่จะไปเจรจาขอสาวให้แก เลือกเอาว่าจะแต่งกับคนไหนที่ไล่รายชื่อมาเมื่อกี้” ผู้เป็นแม่ทำสีหน้าจริงจัง “แล้วถ้าผมไม่เลือกล่ะครับ” “แกก็จะไม่ได้รับมรดกหมื่นล้านของฉันน่ะสิ” นายพิภพ เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก เขาก็อยากให้ลูกชายแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที หิรัญภักดีจะได้มีทายาทสืบสกุล “พ่อ! แล้วถ้าพ่อไม่ยกสมบัติให้ผม แล้วพ่อจะยกให้ใครล่ะครับ” “ฉันก็จะยกสมบัติทั้งหมดให้กับการกุศลน่ะสิ” นายพิภพตอบสั้นๆ จริงๆ แล้ว คนเป็นพ่อก็แค่คิดที่จะขู่ลูกชายเท่านั้น เขาเองก็แก่มากแล้ว เห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันเขาได้อุ้มหลานสองสามคนแล้ว แต่ลูกชายเพียงคนเดียวของเขากลับยังหาเมียเป็นตัวเป็นตนไม่ได้สักที “พ่อกับแม่ใจร้ายกับผมมากเลยนะครับเนี่ย” กฤตภพทำท่าโอดโอยเหมือนเด็กๆ “แกไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลยนะ พ่อกับแม่ไม่ได้สั่งให้แกไปลงนรกเสียหน่อย” “ผมว่ามันยิ่งกว่าไปลงนรกเสียอีกนะครับ ผู้หญิงน่ากลัวจะตาย เชื่อใจก็ไม่ได้ วันๆ เอาแต่ช็อปปิ้ง คิดถึงแต่สามีรวยๆ แล้วก็เอาแต่แต่งสวยตลอดเวลา น่าเบื่อจะตาย” ผู้มากวัยสองคนได้แต่ส่ายหน้าไปมาในความคิดของบุตรชายคนเดียวของพวกเขา นี่กฤตภพคงไปเจอผู้หญิงคนไหนหักอกมาหรือเปล่า หรือไม่ก็ไปยุ่งกับผู้หญิงไม่ค่อยดีมา จนทำให้มุมมองในการมองผู้หญิงของเขาถึงได้ดูเลวร้ายแบบนี้ “แกลืมไปแล้วเหรอว่าแม่ก็เป็นผู้หญิง” “โธ่ แม่ก็ส่วนแม่สิครับ ผู้หญิงที่ผมรู้จักไม่มีใครดีเหมือนแม่สักคน ไม่งั้นผมคงสละโสดไปนานแล้ว ไม่อยู่เป็นโสดมาจนถึงป่านนี้หรอกครับ” เขาไหลลื่นไปได้ยิ่งกว่าปลาไหลเสียอีก แต่หนนี้ไม่รู้ว่าจะลื่นไหลไปได้อีกหรือเปล่า “แต่แกก็ยังไม่เคยคบกับลูกสาวของเพื่อนแม่ที่แม่แนะนำ เอาละ ตอบแม่มาเดี๋ยวนี้...ว่าแกจะเลือกใคร พรุ่งนี้แม่จะไปสู่ขอน้องเขาให้” “แล้วแม่ถามลูกสาวของเพื่อนแม่แต่ละคนแล้วเหรอครับ ว่าเขาจะแต่งงานกับผมหรือเปล่า” “แกไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น แม่หยั่งเชิงมาหมดแล้ว ไม่มีปัญหาแน่นอน แกเลิกถามเซ้าซี้ได้แล้วนะ บอกมาซะดีๆ ว่าจะเลือกใครเป็นเจ้าสาวของแก” “โอเคครับแม่ คราวนี้ผมยอมพ่อกับแม่ก็ได้ แต่ผมขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ได้มั้ยครับ แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น ผมสัญญา...ว่าถ้าผมหาผู้หญิงที่ผมจะแต่งงานด้วยไม่ได้จริงๆ ผมจะยอมทำตามที่พ่อกับแม่สั่ง ได้ไหมครับ” กฤตภพอ้อนวอนด้วยสายตา “สัญญาแน่นะ” นายพิภพมองลูกชายด้วยแววตาคาดคั้น เพราะลูกชายของเขาคอยผ่อนผันเรื่องนี้มาโดยตลอด พยายามที่จะหาเหตุผลมาคัดค้านสารพัด แต่ว่าวันนี้เขากับภรรยาได้คุยกันแล้วว่า ยังไงก็ต้องพูดให้กฤตภพยอมแต่งงานให้ได้ ถ้าพูดไม่ยอมฟังก็ต้องบังคับกันจริงๆ จังๆ เสียที “แน่ครับพ่อ” แต่สายตาของคนพูดกลับไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย เขาก็แค่ตอบพ่อกับแม่ไปแบบส่งๆ เท่านั้น ทั้งที่หัวใจของเขาตอนนี้มันยังว่างเปล่า แล้วก็ว่างมาสองสามปีแล้วด้วย นายพิภพกับศรีภรรยามองหน้ากันครูหนึ่ง เหมือนพูดคุยกันทางสายตาบางอย่าง อย่างคนที่รู้ใจกันมานาน และคงเป็นครั้งสุดท้ายที่สองสามีภรรยาจะยอมอุทธรณ์ให้ลูกชายที่ลื่นยังกับปลาไหลคนนี้ เพราะกฤตภพขอเลื่อนเรื่องการแต่งงานมานานเป็นสิบๆ ปีแล้ว “ตกลง แม่จะให้เวลาแกหนึ่งอาทิตย์สุดท้าย ให้แกเลือกเจ้าสาวเอง แต่มีข้อแม้นะ ผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นคนดีมีการศึกษา แต่แม่ขอเตือนแกก่อนนะ ไม่ว่าแกจะแต่งงานกับใคร อย่างน้อยแกจะต้องอยู่กับเขาให้ครบสองปี เมื่อครบสองปีเมื่อไหร่ พ่อกับแม่ถึงจะยกมรดกหมื่นล้านให้กับแก และเมื่อไหร่ที่แกมีหลานให้พ่อกับแม่อุ้ม ถ้าแกอยากได้อะไรก็เอาไปเลย เข้าใจที่แม่พูดมั้ย” คุณนายกัลยายื่นคำขาด “เข้าใจครับแม่” กฤตภพตอบเสียงเบาอ่อยๆ แทบจะไม่ได้ยิน มรดกก็อยากได้ แต่ไม่อยากมีเมียเป็นตัวเป็นตน แล้วเขาจะไปหาเจ้าสาวที่ไหนได้ไวขนาดนี้เนี่ย ขอเวลามากกว่านี้ก็ไม่ได้ กฤตภพรู้สึกกลุ้มใจมากที่สุดก็วันนี้ ตายแน่ๆ เขาต้องตายแน่ๆ เขาเกลียดการคลุมถุงชนที่สุด! แต่ทำไมยิ่งเกลียดก็ยิ่งเจอก็ไม่รู้ กฤตภพกลุ้มใจมาก เขาขับรถไปเรื่อยๆ จนถึงจังหวัดขอนแก่น เขาหวังว่าการเดินทางไปปรึกษาเพื่อนรักคราวนี้ เขาคงจะมีทางออกที่ดีบ้าง เพราะเพื่อนรักของเขาคนนี้ประสบความสำเร็จในชีวิตรักและครอบครัวอย่างน่าอิจฉาที่สุด “ไฮ กฤตภพ ลมอะไรพัดนายมาถึงที่นี่เนี่ย” “ลมขื่นขักมั้ง” ฟินิกซ์ทำหน้างง เพราะผวนภาษาไทยไม่เป็น แม้ว่าจะได้ภรรยาเป็นคนไทย และพูดภาษาไทยได้ แต่ถ้าให้ผวนคำ เขาผวนไม่เป็นเลย “ลมขื่นขัก ก็รักขื่นขมยังไงล่ะ” กฤตภพผวนคำเพี้ยนๆ ของเขาเอง แต่ฟินิกซ์ก็พอจะฟังเข้าใจบ้าง “นายถูกสาวที่ไหนหักอกมาเหรอ” ฟินิกซ์ถามขณะเดินนำกฤตภพเข้าไปในร้านอาหารของตนเอง ก็พบม่านไหมกำลังป้อนข้าวให้ลูกชายคนเล็ก ท่าทางของคุณแม่ยังสาวยังสวยดูจะมีความสุขมากในการป้อนข้าวลูก “ถ้าแค่โดนสาวๆ หักอก ฉันคงไม่มาหาแกถึงที่นี่หรอก” ร่างสูงใหญ่ตอบขณะที่เดินตามหลังเพื่อนรักไปเรื่อยๆ พอเด็กน้อยหันมาเห็นก็ยิ้มแป้นให้กับเขา “คุณกฤต! หวัดดีค่ะ ตามสบายนะคะ ไหมขอป้อนข้าวให้เจ้าตัวเล็กนี่ก่อนนะคะ” ม่านไหมยิ้มให้กฤตภพ ขณะที่ในมือยังถือช้อนที่มีคำข้าวพร้อมที่จะป้อนลูกชายแสนซนของหล่อน พ่อหนูน้อยไม่ยอมอ้ำคำข้าวง่ายๆ เพราะมัวแต่หันมามองผู้มาใหม่ด้วยความอยากรู้และเรียกร้องความสนใจ “ตามสบายเลยครับ ไงเจ้าตัวเล็ก จ้ำม่ำเลยนะ ฮ่าๆ อิจฉาแกจริงๆ เลยว่ะฟินิกซ์ มีเมียมีลูกน่ารักขนาดนี้” กฤตภพย่อตัวลงนั่งยองๆ เอื้อมมือไปหยิกแก้มพ่อหนูน้อยด้วยความหมั่นเขี้ยว ก่อนที่จะเดินตามหลังคุณพ่อยังหนุ่มไป “แล้วทำไมแกถึงไม่แต่งงานเสียทีล่ะ แกจะได้ไม่ต้องมาอิจฉาฉัน” กฤตภพถอนหายใจยาวเมื่อโดนฟินิกซ์พูดจี้ใจดำพอดีเป๊ะ ไม่รู้ว่าเขาเดินทางมาปรึกษาเพื่อนรักคราวนี้จะได้เรื่องได้ราวบ้างหรือเปล่า หรือว่าจะโดนเพื่อนสวดเอาก็ยังไม่รู้ “ก็เพราะไอ้เรื่องแต่งงานนี่แหละ ฉันถึงได้หอบสังขารมาหาแกถึงที่นี่ไงล่ะ” คนตอบทำสีหน้าเซ็งๆ สายตาก็กวาดมองไปทั่วบริเวณบ้าน เจ้าของร้านอาหารหรูหันขวับกลับมามองเพื่อนรักทันทีอย่างแปลกใจ และยังไม่เข้าใจว่ากฤตภพเดือดร้อนอะไรกับเรื่องแต่งงาน “เล่ามาสิ เผื่อฉันจะช่วยแกได้” ฟินิกซ์ผายมือให้กฤตภพนั่งลงเมื่อเดินมาถึงมุมรับแขกพิเศษ ในศาลาที่ร่มรื่นไปด้วยพรรณดอกไม้ และน้ำพุสวยงามที่ประดับตกแต่งอย่างลงตัว มีสุนัขหลายพันธุ์วิ่งเล่นหยอกล้อกันไปมาอยู่แถวๆ นั้นหลายตัว กฤตภพรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างเมื่อมาอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติสวยงามแบบนี้ “บ้านแกน่าอยู่จังเลยนะ เฮ้อ! ฉันขอค้างที่นี่สักสองคืนนะ เบื่อกรุงเทพฯ ว่ะ” กฤตภพถอนหายใจ ออกอาการเบื่อๆ เซ็งๆ จนคนนั่งดูต้องอมยิ้มอย่างรู้ทัน เพราะฟินิกซ์รู้จักนิสัยความเจ้าชู้ของเพื่อนรักคนนี้ดี “แกเบื่อกรุงเทพฯ หรือว่าเบื่อสาวๆ ที่กรุงเทพฯ กันแน่ แล้วที่บอกว่ามาหาฉันด้วยเรื่องแต่งงานหมายความยังไง” ฟินิกซ์เข้าประเด็นทันที เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ากฤตภพมีเรื่องไม่สบายใจอะไรนักหนา ถึงได้ขับรถมาปรึกษาเขาถึงที่ขอนแก่นนี่ “พ่อกับแม่ฉันบังคับให้ฉันแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่เลือกให้” สีหน้าคนพูดดูถมึงทึงเครียดขรึมเหมือนกับว่าเขาเจอปัญหาหนักจริงๆ แต่คนฟังดูจะไม่ทุกข์ร้อนไปกับเขาด้วย ฟินิกซ์ดูอารมณ์ดีตลอดเวลา ซึ่งมันขัดกับใบหน้าเรียบตึงของกฤตภพเป็นอันมาก “ฮ่าๆ ๆ ๆ” ฟินิกซ์ขำกลิ้ง แต่กฤตภพไม่ขำด้วย “แกหัวเราะอะไรวะ” “ก็ฉันไม่คิดว่าพ.ศ. นี้ยังมีการคลุมถุงชนอยู่อีกน่ะสิ แล้วจะให้ฉันช่วยอะไรแกได้บ้างล่ะเนี่ยไอ้เพื่อนรัก ไหนลองบอกมาซิ จะให้ฉันช่วยยังไง” ฟินิกซ์ยังคงยิ้มขันในสีหน้าท่าทางของเพื่อนรัก ที่ดูอมทุกข์ยิ่งกว่าอมยาขมเสียอีก “แกช่วยหาสาวๆ สวยๆ มาให้ฉันเลือกได้มั้ยวะ เอาแบบไม่ให้น้อยหน้าเมียแกนะ ฉันจะได้จ้างเอาไปเป็นเมียสักสองปี” “โอ้มายก๊อด แล้วไอจะหาผู้หญิงที่ไหนให้ยู ผู้หญิงดีๆ เหมือนม่านไหมหายากมากๆ แล้วผู้หญิงของนายที่คบอยู่ตอนนี้ล่ะ ไม่สวยไม่สาวเลยเหรอ หรือผู้หญิงที่แม่นายเลือกให้ขี้เหร่มากจนนายแต่งงานด้วยไม่ได้” “มันก็ไม่เชิง แต่ฉันกลัวจะมีปัญหาทีหลัง แต่ละคนร้ายไม่ใช่เล่น ขืนฉันแต่งงานด้วย คงต้องติดคุกไปตลอดชีวิตแน่เลย” กฤตภพทำสีหน้าทุกข์ร้อนจนฟินิกซ์ทั้งเห็นใจทั้งขำ เพื่อนของเขาเจอปัญหาหนักเข้าแล้วจริงๆ คงเป็นเพราะกฤตภพใช้ชีวิตเป็นหนุ่มเพลย์บอยที่แสนสำราญมานาน เขาจึงไม่อยากจะผูกมัดตัวเองกับสาวๆ คนไหน ถึงได้ออกอาการทุกข์ร้อนแสนสาหัสเมื่อมาเจอไม้แข็งของพ่อกับแม่ตัวเองเข้าแบบนี้ “โอเค ฉันจะหาทางช่วยแกเอง พักที่นี่ให้สบายใจสักคืนสองคืนก่อน ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขในตัวของมันอยู่แล้ว แกต้องใจเย็น ไอเชื่อว่ายูต้องผ่านมันไปได้แน่นอน” ฟินิกซ์ให้กำลังใจเพื่อนรัก ทั้งๆ ที่เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าจะช่วยคนที่เกลียดการคลุมถุงชนยังไงดี ตี๊ดๆ ! ตี๊ดๆ! กฤตภพรีบกดรับสายที่โทรเข้ามา ดูหน้าจอก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะโชว์แต่เบอร์บนหน้าจอมือถือ “กฤตภพพูดครับ” “คุณกฤต นี่ฉันเองนะคะ อัญชนา ศิริพันธ์ไพบูรณ์ คุณคงพอจำฉันได้” อัญชนา ศิริพันธ์ไพบูรณ์ ทำไมเขาจะจำชื่อนี้ไม่ได้ ผู้หญิงคนแรกที่ปฏิเสธการหมั้นหมายกับเขาอย่างหยามเหยียด และเกลียดเขาเข้าไส้ ว่าแต่หล่อนมีอะไรถึงได้โทรมาหาเขากันนะ กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้ติดต่อหล่อนเลย “ถึงจะผ่านไปสิบกว่าปี ผมก็ยังจำได้ไม่ลืม คุณหนูอัญชนาคนสวย คิดถึงผมเหรอครับถึงได้โทรมาหา” “ใช่ ฉันคิดถึงคุณ คิดถึงมากเสียด้วยสิ” “ครับ แล้วคุณโทรมาบอกผมแค่นี้เหรอ” “ฉันได้ข่าวว่าแม่ของคุณ อยากให้คุณแต่งงานกับคนที่ท่านเลือกให้เต็มที และฉันก็รู้ว่าคุณเกลียดการคลุมถุงชน ฉันก็เลยมีข้อเสนอดีๆ มาให้คุณฟัง คุณจะลองพิจารณาดูมั้ยล่ะ เผื่อว่าฉันอาจจะยอมเป็นเมียชั่วคราวให้กับคุณ” กฤตภพมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย และทำท่าครุ่นคิดสองสามวินาทีก่อนที่จะตอบกลับไป “น่าสนใจนะ เพราะท่าทางคุณจะเข้าใจผมดี ผมจะลองฟังข้อเสนอของคุณก็ได้ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ต้องเป็นข้อเสนอที่ดีจริงๆ เท่านั้น” เขาเน้น และรอฟังว่าทางปลายสายจะตอบกลับเขายังไง “แน่นอน ฉันว่าคุณต้องพอใจแน่” ทางปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจมากเช่นกัน “ก็ได้ พูดมาสิครับ ผมกำลังฟังอยู่” “แต่ฉันไม่สะดวกคุยทางโทรศัพท์ ฉันอยากคุยกับคุณในห้องตามลำพังสองคน จะได้รู้คำตอบกันไปเลย” “โอ คุยกันในห้องตามลำพังสองคนงั้นเหรอ น่าสนใจมากจริงๆ ถ้าอย่างนั้นอีกสองวันค่อยพบกัน แล้วผมจะโทรนัดเวลาและสถานที่อีกทีนะคนสวย” “ตกลงค่ะ ฉันจะรอ แค่นี้นะคะ” หลังจากวางสายจากอัญชนา กฤตภพก็หันหน้ามาปรึกษาเพื่อนรักทันที ในหัวข้อใหม่ที่อยู่ในเรื่องเดียวกัน แต่คราวนี้มีชื่อของอัญชนามาเกี่ยวข้องด้วย เขากำลังคุยกับฟินิกซ์ว่าเขาจะเอายังไงกับหล่อนดี และเขาเองก็พอจะรู้ว่าตอนนี้อัญชนาต้องมีเรื่องเดือดร้อนแน่ๆ และมันคงหนีไม่พ้นเรื่องเงิน
วันนี้อัญชนาตั้งใจจะมาคุยเรื่องงานแต่งงานกับกฤตภพให้รู้เรื่อง หญิงสาวรู้ว่าการคลุมถุงชนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครยินดีที่จะให้มันเกิดขึ้น โดยเฉพาะเขา ผู้ชายที่หวงชีวิตโสดของเขามากที่สุด แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อเธอจำเป็น ครอบครัวของเธอกำลังเดือดร้อน เคเคไดมอนด์กำลังจะโดนฟ้องล้มละลายในไม่ช้านี้ รถฮอนด้าแจ๊สสีแดงคันหรูที่เพิ่งไปถอยออกมาใหม่แลกเปลี่ยนกับรถเบนซ์คันหรูที่หล่อนเพิ่งเสียไป เพื่อเอาเงินไปจ่ายเป็นค่าจ้างและค่าโบนัสให้แก่พนักงานในร้าน และเป็นค่าเช่าที่ที่ติดค้างเจ้าของเขามาหลายเดือน ในฐานะพี่สาวคนโตที่ต้องช่วยพ่อแม่ดูแลธุรกิจค้าเพชรที่กำลังซบเซาลงเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจที่ผันผวน บวกกับข่าวเสียๆ หายๆ ที่คู่แข่งทางการค้าใส่ร้ายป้ายสีมากมาย ทำให้อัญชนาต้องตัดสินใจมาคุยเรื่องการแต่งงานที่ทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเคยคุยตกลงกันไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว เพราะครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเป็นเพื่อนรักกัน แต่ที่เธอกับเขายังไม่ได้แต่งงานกันเพราะกฤตภพพยายามหลบหนีการคลุมถุงชนมาโดยตลอด และตัวเธอเองก็เหมือนกัน ไม่เคยคิดที่จะแต่งงานกับเขาเลย อัญชนารู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่กฤตภพไม่อยากแต่งงานกับเธอ ก็เพราะว่าครั้งหนึ่งเธอกับเขาเคยมีเรื่องกันมาก่อน ก่อนที่ครอบครัวของกฤตภพจะร่ำรวยมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วครั้งแรกที่สองครอบครัวมาคุยเรื่องงานแต่งงานระหว่างเธอกับเขา และครั้งนั้นเป็นวันแรกที่หญิงสาวตั้งใจที่จะปฏิเสธว่าที่เจ้าบ่าวของเธอในอนาคตอย่างไร้เยื่อใย “นายเองเหรอที่ชื่อกฤตภพ คนที่พ่อกับแม่ของฉันอยากให้แต่งงานด้วย ท่าทางก็งั้นๆ ทรงผมก็ดูไม่ได้ รูปก็ไม่หล่อ พ่อแม่ก็ไม่รวย รูปร่างก็ผอมแห้งอย่างกับขี้ยา ผู้ชายแบบนี้อย่าว่าแต่จะให้เป็นคู่หมั้นเลย แค่เดินควงด้วยฉันก็อายเขาจะแย่ ฝันไปเถอะว่าผู้หญิงอย่างฉันจะยอมเป็นเจ้าสาวของนาย” เพราะวันนี้กฤตภพในร่างของเด็กหนุ่มเซอร์ๆ แต่งตัวมอซอตามใจฉัน ไม่แคร์สังคมไม่สนคนมอง แต่เมื่อถูกผู้หญิงสวยๆ ไฮโซคนหนึ่งมายืนวิพากษ์วิจารณ์เขาตรงๆ โดยไม่เกรงใจแบบนี้ และมาพูดจาดูถูกกันด้วยสายตาแบบนี้ เขาก็ไม่แคร์เหมือนกันว่าเจ้าหล่อนจะสวยเลิศเลอหยาดฟ้ามาดินสักแค่ไหน หล่อนถือดีอะไรมาพูดกับเขาแบบนี้ แล้วคิดเหรอ ว่าเขาจะสนคนอย่างหล่อน ผู้หญิงปากเก่งคนนี้น่ะเหรอจะมาเป็นคู่หมั้นคู่หมายที่จะต้องแต่งงานกับเขาในอนาคต เชอะ! เขาไม่ตาต่ำขนาดนั้นหรอก สิบปีกว่าแล้วที่ทั้งคู่ไม่ได้เจอกัน แต่วันนี้กฤตภพถูกอัญชนาขอร้องให้มาเจรจาด้วย ชายหนุ่มอยากจะรู้นักว่าหล่อนมีความจำเป็นอะไรนักหนา ถึงยอมลดตัวมานัดคุยกับผู้ชายที่หล่อนไม่คิดที่จะชายตาแลตั้งแต่แรกเห็น แต่เขาก็พอจะรู้เหมือนกันว่าตอนนี้ฐานะทางครอบครัวของหล่อนไม่ค่อยจะมั่นคงนัก หรือเพราะด้วยเรื่องนี้หรือเปล่าที่อัญชนาตั้งใจจะมาคุยกับเขา ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาก็อยากจะลองฟังข้อเสนอที่น่าสนใจจากหล่อนดูสักครั้ง รถสปอร์ตคันหรูราคาแพงลิบสีแดงวาววับแล่นเข้ามาจอดใกล้ๆ กับรถฮอนด้าแจ๊สสีแดงคันหรูโดยบังเอิญ ทั้งคู่เปิดประตูรถออกมาพร้อมกัน อัญชนาสาบานได้ว่า ตาของหล่อนไม่ได้ฝาดไปแน่ๆ ว่าผู้ชายที่หล่อนเห็นตรงหน้าคือกฤตภพ หล่อนจำแววตาของเขาและริมฝีปากของเขาได้ดี แววตากระด้างเย็นชา ริมฝีปากบางหยักได้รูปแต่ไม่เคยยิ้มนั่น ต้องใช่เขาแน่! แต่ทำไมวันนี้ชายหนุ่มกลับไม่ได้ผอมแห้งอย่างแต่ก่อน ทรงผมก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนละคน ผู้ชายรูปร่างสูงราวกับนายแบบ ที่กำลังยืนมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจพิจารณาเช่นกัน ร่างกายของเธอร้อนผ่าวราวกับจะจับไข้ เมื่อสบสายตาที่มีเสน่ห์แสนร้ายกาจของเขานั่น ท่าทางเย็นชาที่ยังสัมผัสได้ว่ามันดูเร้าใจแค่ไหนเมื่ออยู่ภายใต้ท่วงท่าน่าเกรงขามในชุดสูทสีเทามันเลื่อมอย่างมีคลาส กลิ่นน้ำหอมจางๆ แนวสปอร์ตที่ลอยมากระทบจมูกทำให้หญิงสาวแทบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อสูดมันเข้าไป “คุณมองผมพอหรือยัง ถ้ายังคุณอยากจะไปสำรวจต่อในห้องนอนของผมก็ได้นะ ผมยินดีให้คุณสำรวจทุกซอกทุกมุมเชียวละ” ทั้งแววตาและคำพูดส่อเสียดเป็นนัยๆ ให้รู้ว่าเขาไม่คิดจะให้เกียรติหล่อนเลยสักนิด นี่เขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงประเภทไหนกันนะ ถึงได้พูดจาจาบจ้วงหยาบคายไร้มารยาทผู้ดีแบบนี้ หรือเพราะรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นต่อ หรือเพราะรู้ว่าเธอกำลังเดือดร้อนเขาจึงอยากจะแกล้งเธอให้ได้อายและเจ็บใจเล่น ผู้ชายอะไรช่างร้ายกาจและปากมอมเป็นที่สุด แต่หญิงสาวก็ต้องควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองไว้สุดฤทธิ์ เธอยังมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเขา “ขอบคุณค่ะที่คุณให้เกียรติฉันถึงเพียงนี้ และจะขอบคุณมากถ้าคุณจะคุยกับฉันต่อในที่ที่เรานัดกันเอาไว้ตามลำพังสองคน” “ใจร้อนจริงนะแม่คู้ณ” กฤตภพมองอัญชนาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่การดูถูกแต่เขากำลังมองหล่อนอย่างทึ่งๆ ต่างหาก ไม่คิดเลยว่าเด็กสาวที่เขาเห็นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วจะสวยขึ้นจนผิดหูผิดตามากขนาดนี้ หล่อนดูสวยขึ้นใสขึ้นและยังอึ๋มมากขึ้นอีกด้วย ผิวพรรณของหล่อนก็น่าสัมผัส โดยเฉพาะริมฝีปากอิ่มบางสีสตรอว์เบอร์รี่สุกนั่นช่างน่าลิ้มลองยิ่งนัก อยากจะรู้เหมือนกัน ว่านอกจากปากของหล่อนจะช่างเจรจาแล้ว ปากเล็กนั่นยังสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง “ว่าไงคะ คุณพร้อมที่จะคุยหรือยัง ฉันใจร้อนจริงๆ ค่ะ” หล่อนยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย มองเขาด้วยแววตาท้าทาย “ได้สิ” ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ วางแขนงอข้อศอกอยู่ในท่าที่เชิญชวนให้หล่อนเข้ามาควง อัญชนาฝืนใจมากที่สุด ร่างบางยืนถอนหายใจครู่หนึ่งก่อนที่จะหายใจเข้าปอดลึกๆ เม้มริมฝีปากแน่น แล้วยื่นมือออกไปควงแขนเขาด้วยสีหน้าที่พยายามปรับให้ดูเรียบเฉยมากที่สุด ผู้บริหารหนุ่มพาคู่กรณีของเขาเดินขึ้นไปยังห้องพักส่วนตัวบนโรงแรมสุดหรูของเขา วันนี้จะเป็นวันเดียวที่เขาจะเจรจาต่อรองกับหล่อน โดยที่ทางครอบครัวของแต่ละฝ่ายไม่ได้รับรู้ และเป็นวิธีเดียวที่เขาคิดว่าจะสามารถทำอะไรตามหัวใจของตนเองได้ ถ้าอัญชนาจะร่วมมือกับเขา แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ว่าหล่อนจะเอายังไง และเขายังจำได้แม่นกับคำที่หล่อนเคยสบประมาทเขาเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่เขาจะเอาคืนหล่อนแน่นอน เมื่อเข้ามาในห้องพักสุดหรู อัญชนาก็รู้สึกหวาดหวั่นในใจชอบกล นี่หล่อนประหม่ามากขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย ทั้งที่ก่อนหน้านี้หญิงสาวก็เตรียมใจในการที่จะมาเข้าพบกับเขาในวันนี้แล้ว ว่าหล่อนจะไม่มีทางหวั่นไหวต่อเขาโดยเด็ดขาด แต่พอมาอยู่ต่อหน้าเขาจริงๆ ทำไมหล่อนถึงได้ตื่นเต้นและประหม่าแบบนี้ก็ไม่รู้สิ ก็เธอรู้สึกตลอดเวลาว่าสายตาคมกริบของเขาจ้องมองเธอทุกฝีก้าว จนร่างกายของเธอรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ พอเอาเข้าจริงๆ หัวใจที่เคยแข็งแกร่งไม่เคยหวั่นไหวอะไรง่ายๆ ก็มาตกม้าตายเพียงเพราะอยู่ชิดใกล้กับเขา ผู้ชายที่เต็มไปด้วยอำนาจเสน่หาบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ นี่เขาจะรู้มั้ยนะว่าตอนนี้ภายในหัวใจของเธอมันรู้สึกสั่นไหวแปลกๆ “เชิญนั่งครับ” เขาพูดยิ้มๆ แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์มากที่สุดเท่าที่หล่อนเคยเจอ นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่นะ “ขอบคุณ” ร่างบางนั่งลงตรงเก้าอี้ที่แกะสลักเสลาลวดลายได้สวยงามเป็นพิเศษ ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับเขา เขามองเธอแบบนี้อีกแล้ว จนเธอเรียบเรียงคำพูดที่จะคุยกับเขาแทบไม่ถูก “คุณพูดธุระของคุณมาก่อนแล้วกัน แล้วกรุณาพูดสั้นๆ กะทัดรัด และได้ใจความด้วยนะครับ” เขาพูดเสียงเรียบ แต่ทว่านัยน์ตาของเขานี่สิมันดูไหวระริกไปมาไม่หยุดนิ่ง และดูเหมือนว่าเขากำลังจ้องมองเธออย่างสำรวจคล้ายกำลังประเมินราคาตัวเธออยู่อย่างนั้นแหละ “ค่ะ” แววตาชวนฝันของเขามองริมฝีปากอิ่มเล็กของหญิงสาวนิ่ง รอฟังว่าหล่อนจะพูดอะไรกับเขา อัญชนารู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก นี่เขาจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าสายตาของเขาทำให้เธอเสียสมาธิมากแค่ไหน “วันนี้ฉัน...ตั้งใจมาคุยเรื่องงานแต่งงานของคุณกับฉัน” หญิงสาวเงียบไปสักพัก เพราะกำลังกลั่นกรองคำพูดที่น่าจะกะทัดรัดและได้ใจความตามที่เขาต้องการมากที่สุด “ครับ ผมกำลังฟังอยู่” เขามองพวงแก้มที่กำลังแดงระเรื่อขึ้นอย่างเผลอไผล ก่อนที่จะตวัดสายตามามองดวงตาคู่สวยของหล่อนอีกครั้งอย่างตั้งใจ “ฉันต้องการแต่งงานกับคุณ เอ่อ...ไม่ใช่ว่าฉันจะเต็มใจนะคะ คือว่าฉัน...จำเป็นต้องแต่งงานกับคุณ เพราะ...เพราะพ่อกับแม่ของฉัน ท่าน...ท่านกำลังไม่สบาย” หญิงสาวพูดตะกุกตะกักไม่ค่อยจะเต็มเสียงนัก เพราะถูกเขาจ้องมองแทบไม่กะพริบตา ผู้หญิงคนไหนที่ถูกเขามองด้วยสายตาแบบนี้ก็คงจะขาดความมั่นใจเหมือนหล่อนเช่นกัน “จำเป็นมากเลยเหรอ ทีเมื่อก่อนไม่เห็นพูดแบบนี้นี่ คุณคิดเปลี่ยนใจตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หรือตั้งแต่ที่คุณเห็นผมที่ลานจอดรถ” เขาอยากจะรู้นักคุณหนูไฮโซผู้เหย่อหยิ่งจะหยิ่งผยองไปได้สักกี่น้ำ เขายังจำได้ดีในท่าทางเหย่อหยิ่งยโสของหล่อนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หญิงสาวหยิ่งผยองไม่พอ หล่อนยังมีสีหน้าท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์และหยามหมิ่นศักดิ์ศรีของเขาอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ ในตลอดระยะเวลาหลายปีที่เคยรู้จักกันมา “ฉันจำเป็นต้องแต่งงานกับคุณเพื่อทดแทนพระคุณพ่อกับแม่ของฉัน ท่านแก่มากแล้ว” “ฟังดูดีนี่ แต่งงานเพื่อทดแทนพระคุณ ถ้าผมไม่ตกลงล่ะ” เขามองหญิงสาวอย่างหยั่งเชิง “คุณไม่ตกลงไม่ได้นะคะ! ฉัน...ฉันขอร้อง ฉันยอมทุกอย่างเพื่อ...เพื่อให้ได้แต่งงานกับคุณ แล้วแต่คุณจะยื่นข้อเสนอมา” วันนี้อัญชนาตั้งใจไว้แล้วว่า ยังไงก็ตามเธอจะต้องเจรจาให้สำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้ ไม่ว่าจะยังไงเธอจะต้องช่วยพ่อกับแม่ของเธอกู้ฐานะของร้านเคเคไดมอนด์มาให้ได้ เหนือสิ่งอื่นใด พ่อกับแม่ของเธอกำลังป่วยจริงๆ เธอทนไม่ได้หรอก ถ้าจะต้องเห็นอาการของท่านทั้งสองทรุดลงไปต่อหน้าต่อตา ทั้งๆ ที่เธอมีโอกาสที่จะสามารถช่วยท่านทั้งสองได้ ดังนั้นผู้หญิงที่เคยหยิ่งผยองจึงดูอ่อนลงอย่างน่าแปลกใจในสายตาของชายหนุ่ม กฤตภพก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าอัญชนาจะเปลี่ยนไปได้มากถึงขนาดนี้ แต่มันก็แค่การเริ่มต้นเท่านั้น เขายังต้องทำความรู้จักกับหล่อนอีกมาก “แน่ใจนะว่าจะยอมทำทุกอย่างที่ผมเสนอ” ร่างสูงใหญ่ลุกยืนขึ้นเดินเข้ามาคร่อมร่างเล็กเอาไว้ในกรงแขนแข็งแรง เขาค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาใกล้ซอกคอหอมกรุ่นของหญิงสาว แล้วสูดเอาความหอมจากลำคอขาวผ่องเข้าไปจนชุ่มปอด ร่างเล็กเบี่ยงกายหนี แต่เขาก็ยังดักหล่อนอีกทางจนได้
“นี่คุณ! กรุณาให้เกียรติฉันด้วย ตอนนี้ฉันยังไม่ได้เป็นอะไรกับคุณนะ ดังนั้นคุณจะทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ!” หล่อนแหวใส่เสียงห้วนจัด ใบหน้าของหล่อนแดงก่ำเพราะความโกรธที่กำลังคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขายังไม่ยอมหยุดรุกรานเธอด้วยเสน่หาอันร้ายกาจของเขา จนหล่อนหายใจแทบไม่ทั่วท้อง “ไหนว่าคุณจะยอมทุกอย่างไง แค่นี้ก็ไม่ได้เหรอ” “ฉันหมายถึงว่า ฉันจะยอมคุณทุกอย่างหลังจากที่ผ่านพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับคุณแล้วต่างหากล่ะ” “ข้อแม้เยอะจังเลยนะ ไม่ขอมากไปหน่อยเหรอคุณ” ร่างหนาตั้งท่าจะโน้มตัวลงมาใกล้เธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้อัญชนาทนให้เขาเอาเปรียบเธอต่อไปไม่ไหวแล้ว หล่อนจึงลุกขึ้นมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง ทั้งๆ ที่พวงแก้มของหล่อนแดงเถือกไปหมด ทั้งโมโหทั้งโกรธทั้งขัดเขินปนเปกันไปหมดจนแยกแยะไม่ออกว่าเป็นอารมณ์ไหน “คุณกฤตภพ คุณกำลังคุกคามฉันอยู่นะ ตกลงคุณจะเอายังไง คุณจะต้องให้ฉันทำยังไงคุณถึงจะยอมตกลง” “คุณก็ลองบอกข้อเสนอดีๆ ของคุณมาก่อนสิ เผื่อผมจะพิจารณา” “ข้อเสนอของฉันคือ ให้คุณเป็นคนยื่นข้อเสนอเอง ว่าคุณจะให้ฉันทำยังไงคุณถึงจะยอมแต่งงานกับฉัน” “แน่ใจนะที่พูด” เขามองหญิงสาวนิ่งอย่างครุ่นคิด และกำลังคิดแผนการอันชาญฉลาดอย่างแยบยล ภายในเวลาไม่กี่วินาทีก็นึกออก และหันมายิ้มให้อัญชนาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์แพรวพราวอย่างแสนร้ายกาจ “แน่ใจ” อัญชนาตอบสั้นๆ สบตาเขานิ่งเช่นกัน “โอเค ผมรู้ว่าคุณคงอยากแต่งงานกับผมจนตัวสั่น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง ผมไม่สน แต่ผมต้องการเพียงแค่สามอย่าง หนึ่ง คืออิสระที่ผมจะทำอะไรก็ได้ จะคบกับใครก็ได้แล้วแต่ใจของผม และสองคุณต้องทำหน้าที่เมียเมื่อผมต้องการ แต่คุณจะไปนอนมั่วกับใครไม่ได้ในขณะที่ยังจดทะเบียนสมรสกับผมอยู่ และข้อสุดท้าย คุณต้องแต่งงานอยู่กินกับผมให้ครบสองปีแล้วค่อยหย่า แค่นี้คุณยอมได้หรือเปล่าแม่ลูกสาวยอดกตัญญู” เขาดันร่างบางจนชิดฝาหนังและกักขังเธอเอาไว้ในอ้อมแขน “ข้อที่สอง คุณไม่คิดว่าคุณจะเอาเปรียบฉันมากเกินไปหน่อยเหรอคะ” อัญชนาพูดเสียงสั่นๆ หัวใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ อยากจะหลุดออกจากการคุกคามของเขาเต็มที เธออึดอัดจนจะหายใจแทบไม่ออกอยู่แล้ว กฤตภพดูร้ายกาจกว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเสียอีก “อ้อ คุณคงอยากไปมีอะไรกับผู้ชายคนอื่นบ้างใช่มั้ย ที่จริงผมไม่ได้คิดจะหวงเอาไว้คนเดียวหรอกนะ แต่ผมกลัวเชื้อโรคน่ะ ผู้หญิงสมัยนี้ไว้ใจยาก โดยเฉพาะผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณ” “อ้อ ที่แท้ก็กลัวตายนี่เอง ไม่ใช่ฉันหรอกเหรอค่ะที่สมควรต้องพูดประโยคนี้กับคุณ ฉันต่างหากที่ไม่ควรไว้ใจผู้ชายอย่างคุณ ผู้ชายที่มั่วผู้หญิงมาตั้งครึ่งค่อนประเทศอย่างคุณ จะยังสะอาดไร้โรคติดต่อมาจนถึงตอนนี้หรือเปล่าฉันยังไม่แน่ใจ” “ปากเก่งเหมือนกันนี่ ไม่รู้ว่าปากของคุณจะจูบเก่งด้วยหรือเปล่า” อัญชนาตาโตกำลังจะอ้าปากว่าอะไรเขาแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ปากอุ่นๆ ของเขาประกบลงมาอย่างรวดเร็ว เขาบดขยี้ริมฝีปากบางอย่างเอาแต่ใจไร้ความปรานี อ้อมแขนแข็งแรงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น รัดร่างของเธอจนมันเบียดเข้ากับอกแกร่งของเขาจนไม่เหลือช่องว่างให้แมลงวันสักตัวบินผ่าน ร่างเล็กหอบสะท้านและหอบหายใจจนตัวโยน เมื่อเขาไม่คิดจะหยุดให้เธอได้หายใจสักวินาทีเดียว กำปั้นเล็กทุบระรัวลงบนอกกว้างของเขาหลายที แต่ร่างแกร่งดุจหินผากลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด กฤตภพยังแอบหัวเราะในใจ เมื่อแกล้งหล่อนได้สำเร็จ และเขาไม่คิดที่จะหยุดแค่นั้น กลิ่นกายสาวและรสหอมหวานจากโพรงน้ำผึ้งที่เขาเพิ่งตวัดลิ้นร้อนๆ ไล้เลียดูดกลืนมันยิ่งกว่าสิ่งเสพติดที่ไม่อยากจะหยุดง่ายๆ ขัดขืนได้ก็ขัดขืนไปสิ ยังไงหล่อนก็ต้องยอมเป็นของเขาอยู่วันยังค่ำ ไม่เป็นวันนี้ก็ต้องเป็นวันพรุ่งนี้ หล่อนร้องขอเขาเองนี่ เขาไม่ได้บังคับหล่อนเสียหน่อย แค่จูบแค่นี้จะสึกหรอแค่ไหนกันเชียว เขาจูบเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งหลบหนีเขาก็ยิ่งไล่ตาม ยิ่งขัดขืนเขาก็ยิ่งรัดร่างเธอแน่นจนหญิงสาวเจ็บไปหมด กระดูกของหล่อนต้องแหลกไม่เป็นชิ้นดีแน่ๆ ถ้าเขายังกอดรัดเธอแรงๆ แบบนี้ ร่างบางดิ้นขลุกขลักขัดขืนต่อต้านเขาจนเหนื่อยอ่อน จนแทบไม่มีแรงพยุงตัว แต่กฤตภพไม่ยอมปล่อยให้ร่างบางหลุดลงไปกองกับพื้นง่ายๆ หรอก เพราะที่ที่เขาอยากให้หล่อนทรุดลงไปนอนไม่ใช่ที่พื้น แต่เป็นที่นอนหนานุ่มที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้ต่างหากล่ะ ร่างสูงใหญ่ย่อตัวลงเล็กน้อย ตวัดแขนอุ้มคนพยศไว้แนบอก แล้วพาหล่อนไปยังเตียงกว้าง วางหล่อนลงอย่างไม่ค่อยจะนิ่มนวลนัก และไม่ยอมปล่อยให้เหยื่อสาวหลบหลีกได้ทัน “ไม่นะ! คุณจะทำอะไรฉัน...ปล่อยฉันนะ!” “ไม่ปล่อย!” “ปล่อยนะ! คนบ้า!” อัญชนาตะโกนสุดเสียงเมื่อมีโอกาส แต่เขาก็ปิดปากของเธออีกครั้งอย่างเร่าร้อน เรียกร้องมากกว่าเดิมหลายเท่า สองมือหนาประสานมือเล็กไว้เหนือศีรษะ และคร่อมร่างเล็กเอาไว้ด้วยร่างกายใหญ่โตของเขา จนหล่อนไร้หนทางหลีกหนี ได้แต่ฮึดฮัดเพียงแค่ชั่วครู่ก็หมดแรงสู้ ปล่อยให้เขารุกรานเธอได้ตามอำเภอใจ จากจุมพิตที่จาบจ้วงแต่แรกแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานนุ่มนวลในเวลาต่อมา เมื่อคนตัวเล็กในอ้อมกอดเลิกพยศ เขาแค่อยากสั่งสอนหญิงสาวให้รู้ว่า ผู้หญิงอย่างหล่อนไม่ควรอวดดีกับเขา เพราะผู้ชายอย่างเขาก็ไม่เคยคิดให้ผู้หญิงมามีอำนาจเหนือกว่า และอัญชนาจะต้องยอมเขาทุกอย่าง อัญชนาคือผู้หญิงที่เขาจดจำชื่อของหล่อนไว้ในใจเสมอมา ว่าเขาไม่มีทางรักหล่อนแน่ แต่หล่อนนั่นแหละที่จะต้องหลงเสน่ห์เขาเข้าสักวัน หล่อนก็เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขานั่นแหละ ต้องการแค่เงิน ลองถ้าเขาไม่มีเงินสิ จ้างให้ผู้หญิงอย่างอัญชนาก็ไม่มีทางยอมมาเป็นเจ้าสาวของเขาแน่ และครั้งนี้เขาก็รู้ว่าเขาถือไพ่เหนือกว่าหล่อน ร่างกายที่กำลังสั่นสะท้านในอ้อมกอด ทำให้กฤตภพต้องนิ่งสำรวจความรู้สึกของหล่อนชั่วครู่ แล้วก็รู้ว่าอัญชนากำลังตัวสั่นเพราะร้องไห้นี่เอง รสเค็มที่ลิ้นของเขาที่สัมผัสได้ คือน้ำตาของหล่อนที่ไหลเปรอะออกมาจนเลอะข้างแก้มนวลของหล่อนนี่เอง หัวใจของเขาอ่อนยวบลงอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าสู่หัวใจ นี่เขาทำอะไรลงไป เขารังแกผู้หญิงจนหล่อนร้องไห้หนักขนาดนี่เชียวเหรอ เขาไม่ได้รุนแรงกับหล่อนสักหน่อย บ้าที่สุด! กฤตภพถอนริมฝีปากออกอย่างหงุดหงิดและเสียดายเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าอัญชนาทำมารยาใส่เขาหรือเปล่า มารยาหญิงหลายร้อยเล่มเกวียน น้ำตาก็เป็นอุบายอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงทำให้ผู้ชายใจอ่อนมาเยอะแล้ว เขาไม่มีทางหลงกลหล่อนง่ายๆ หรอก เขารู้ว่าวันนี้อัญชนาต้องเตรียมแผนการต่างๆ ไว้ในใจอยู่แล้ว แผนการที่จะทำให้เขาต้องแต่งงานกับหล่อน “อะไรกันคุณ แค่นี้ก็ร้องไห้ ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้อย่าเอามาใช้กับผมอีกนะ ผมไม่มีทางใจอ่อนกับน้ำตาของผู้หญิงที่มาร้องขอให้ผมแต่งงานด้วยหรอก นี่ขนาดจูบยังร้องไห้แบบนี้ แล้วนี่ถ้าผมทำอะไรคุณมากกว่านี้ คุณจะไม่ร้องไห้ลั่นห้องจนถึงขนาดคิดฆ่าตัวตายหรอกเหรอ แบบนี้ผมไม่แต่งงานด้วยหรอกนะ ผมไม่ชอบน้ำตาผู้หญิง มันน่าเบื่อ เข้าใจมั้ย!” ร่างหนาลุกยืนขึ้น รีบแต่งตัวให้เข้าที่ มองเธออย่างเหยียดหยาม และกำลังจะเดินไปที่ประตู อัญชนามองแผ่นหลังของเขาด้วยหัวใจที่ร้าวราน ทำไมเขาถึงได้ร้ายกาจแบบนี้ ผู้ชายไม่มีหัวใจ เธอเกลียดเขาที่สุด แต่เธอก็ต้องร้องขอทั้งน้ำตา แม้ว่าจะถูกเขามองมาอย่างดูถูกเหยียดหยามจนไม่เหลือศักดิ์ศรีก็ตาม “คุณกฤต” เสียงเรียกชื่อของเขาขณะที่มือเรียวใหญ่กำลังจะบิดลูกบิดเปิดประตูออกไปจากห้อง เท้าสองข้างต้องชะงัก มือเรียวลู่ลงข้างลำตัว ก่อนที่จะหันมาสบตาหญิงสาวอีกครั้ง “ฉันจะไม่ร้องไห้ให้คุณเห็นอีก ฉันสัญญา แต่ได้โปรด...แต่งงานกับฉันเถอะนะ ฉันจะอยู่กับคุณให้ครบกำหนดสองปี หลังจากนั้นฉันจะหย่าให้คุณ และระหว่างที่ฉันอยู่กับคุณ คุณจะทำอะไรก็ได้ ฉันขอแค่อย่างเดียว ช่วยพยุงเคเคไดมอนด์ของครอบครัวฉันให้กลับมายืนหยัดได้เหมือนเดิมฉันก็พอใจแล้ว ที่เหลือคุณจะให้ฉันทำอะไรฉันก็ยอมทั้งนั้น” มือบางปาดน้ำตาออกจากแก้ม กัดริมฝีปากแน่นเพื่อให้น้ำตาหยุดไหล จนมันเหือดแห้งไปในที่สุด ร่างสูงใหญ่หันมามองด้วยแววตาเรียบเฉย นี่เหรอคือผู้หญิงที่ไม่คิดจะเป็นเจ้าสาวของเขา หล่อนเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำไมพ่อแม่ของหล่อนถึงอยากยัดเยียดลูกสาวตัวเองให้กับเขานัก เศรษฐีคนอื่นรวยๆ ก็มีมากมายทำไมถึงไม่ไปเอามาเป็นลูกเขย ทำไมผู้ชายโชคร้ายคนนั้นต้องเป็นเขาด้วย เขาไม่เข้าใจจริงๆ “ทำไมผู้ชายคนนั้นต้องเป็นผมด้วยล่ะอัญชนา ทำไมคุณถึงไม่ไปหาสามีรวยๆ คนอื่น คุณเองก็ไม่ได้พิศวาสผม ส่วนผมก็ไม่คิดนึกชอบคุณ เราต่างก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษต่อกัน ทำไมคุณยังต้องอ้อนวอนขอร้องผมอีก ผมไม่เข้าใจ” ทำไมนะ พอเขาพูดแบบนี้ตรงๆ หล่อนกลับรู้สึกเสียวแปลบๆ ในหัวใจ ทั้งๆ ที่หล่อนไม่ควรจะรู้สึกแบบนี้ด้วยซ้ำ มันเป็นเพราะอะไรกัน “เพราะพ่อแม่ของฉันกับพ่อแม่ของคุณเป็นเพื่อนรักกัน และพ่อกับแม่ของฉันต้องการคุณเป็นลูกเขย ที่สำคัญพ่อของฉันกำลังไม่สบาย ท่านเป็นโรคความดันโลหิตสูงเครียดไม่ค่อยได้ ส่วนแม่ของฉันก็เพิ่งตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจ ฉันไม่อยากให้ท่านทั้งสองเครียดไปมากกว่านี้” อัญชนาพยามสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดฤทธิ์เมื่อนึกถึงอาการป่วยของพ่อกับแม่ของเธอ แค่กลัวว่าท่านอาจจะจากไปก่อนเวลาอันควร แค่นี้หัวใจของเธอก็เหมือนถูกบีบอย่างแรงจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว กฤตภพถอนหายใจหลายครั้ง มองหน้าผู้หญิงที่เคยพูดจาและมองเขาด้วยแววตาดูถูกเหยียดหยามมาก่อนอย่างเบื่อหน่าย เพื่อพ่อแม่หล่อนยอมทำได้ทุกอย่างจริงเหรอ อยากจะรู้นัก “แต่งตัวสำรวจตัวเองหน้ากระจกให้เรียบร้อย แล้วลงไปรอผมที่รถ ผมสั่งงานลูกน้องเสร็จแล้วจะตามลงไป ไม่ต้องถามว่าจะไปไหน เวลานี้คุณต้องทำตามที่ผมสั่งเท่านั้น เข้าใจนะ” เขามองเธอด้วยสายตาทรงอำนาจ ออกคำสั่งกับเธอเหมือนเธอเป็นแค่ลูกน้องของเขา แต่ที่แย่ไปกว่านั้น คือหล่อนไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ใดๆ นี่สิ แล้วนี่เขากำลังคิดจะทำอะไร เขาจะพาเธอไปไหน อัญชนาเดาไม่ถูกเลย ตกลงเขาจะยอมแต่งงานกับเธอหรือเปล่า สมองของเธอว้าวุ่นไปหมด แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ถาม ร่างบางได้แต่ลุกออกจากเตียงและทำตามที่เขาสั่ง ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปรอเขาที่รถ