นิ่มมองพี่ชายที่เคารพด้วยสายตารักใคร่ โมกข์วางมือบนศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยวัยห้าขวบแล้วยิ้มกว้าง “พี่ต้องไปแล้วนะคะแม่นิ่มน้อย” โมกข์นั่งยองๆ ลูบศีรษะเด็กน้อยที่อยู่ในชุดเดรสสีชมพูสดใส นิ่มเป็นเด็กหญิงตัวเล็กผิวขาวเนียนละเอียด ใบหน้ากลมหวาน ปากแดง แก้มใส ผมดำขลับหยักศก ดวงตาสีนิลแต่ดูอ่อนหวานสดใส “พี่โมกข์จะไปนานไหมคะ” เด็กน้อยรับรู้แค่ว่าพี่ชายต้องไปเรียนหนังสือไกลถึงต่างแดน “ไปไม่นานค่ะ แม่นิ่มน้อยของพี่ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะคะ” เขาลูบผมของเธอไปมาเบาๆ อยู่เช่นนั้น ด้วยว่าผูกพันกันมาแต่เล็กแต่น้อย “นี่เป็นขนมฝอยทองที่นิ่มชอบกินค่ะ พี่โมกข์เอาไว้รองท้องระหว่างทางนะคะ” เด็กหญิงตัวน้อยหยิบขนมฝอยทองออกมาให้พี่ชายตรงหน้า ประโยคของเด็กหญิงตัวน้อยทำให้ผู้ใหญ่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ด้วยว่านิ่มเอาขนมที่ตัวเองชอบให้โมกข์รับประทาน “ขอบใจมากจ้ะคนดี” “พี่โมกข์ต้องคิดถึงนิ่มด้วยนะคะ” เด็กน้อยเอ่ยบอกเสียงสั่นเครือ ทำท่าจะร้องไห้เมื่อรู้ว่าจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกหลายปี “แน่นอนค่ะ พี่จะคิดถึงแม่นิ่มน้อยของพี่ทุกเวลา เรียนจบแล้วพี่จะรีบกลับมานะคะ พี่สัญญา” โมกข์ให้คำมั่นสัญญากับน้องน้อยด้วยการเกี่ยวนิ้วก้อยเล็กๆ นั้นอย่างมั่นคง “ได้เวลาเดินทางแล้วพ่อโมกข์ ขึ้นเรือได้แล้วลูก” คุณนายละมัยผู้เป็นมารดากับคุณพร้อมผู้เป็นบิดารีบบอกลูกชายโดยไว “แม่กับพ่อจะจดหมายไปหาโมกข์นะลูก ไปอยู่ที่โน่นตั้งใจเรียนนะจ๊ะ” “ครับคุณแม่ ผมลาครับคุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า” โมกข์ยกมือไหว้บิดามารดาและผู้เป็นป้า ก่อนจะโบกมือลาเด็กน้อยที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้ใหญ่ พอโมกข์เดินไปขึ้นเรือ นิ่มก็ร้องไห้ออกมาในทันที ทำให้ผู้ใหญ่ต้องเอ่ยปลอบโยน “ไม่ร้องไห้นะคะคนดี” คุณนายละมัยดึงเด็กน้อยมากอดแนบอก “พี่โมกข์จะปะ... ไปนานใช่ไหมคะ” เด็กน้อยถามเสียงสะอึกสะอื้น “พี่โมกข์ไปเรียนนะแม่นิ่ม เรียนจบพี่เขาก็จะกลับมาเพื่อแต่งงานกับแม่นิ่มไง” เด็กน้อยสะอื้นฮักๆ มองเรือลำใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนออกไปอย่างเศร้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมโมกข์ต้องไปเรียนไกลจนไม่ได้เจอหน้ากันนานหลายปีแบบนี้ “ไม่ร้องนะจ๊ะ ถ้าแม่นิ่มร้องไห้ พี่โมกข์จะเป็นกังวลนะจ๊ะคนดี” มาลัยเองก็ช่วยปลอบโยน เข้าใจว่าเด็กๆ นั้นสนิทสนมกันมากเพียงใด พอคนหนึ่งคนใดต้องไปเรียนถึงแดนไกล ทำให้ไม่ได้เจอกันนานหลายปีจึงทำให้ทำใจไม่ได้ บิดามารดาของนิ่มนั้นเสียชีวิตไปเมื่อปีกลาย เหลือเพียงแค่ญาติที่ไม่ไยดีเด็กน้อยและหวังเพียงแค่ทรัพย์เงินทอง คุณพร้อมกับคุณนายละมัยทนไม่ไหวจึงไปรับเด็กหญิงมาอยู่ด้วยกัน เนื่องจากบิดามารดาของนิ่มเป็นเพื่อนรักกับคุณพร้อมกับคุณนายละมัย จึงได้หมั้นหมายบุตรชายกับบุตรสาวเอาไว้ตั้งแต่แบเบาะ คุณพร้อมทำงานที่กระทรวงการคลัง ท่านจึงช่วยเหลือจัดการเรื่องทรัพย์สินของนิ่มและช่วยเก็บรักษาเอาไว้ให้เป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นคงโดนญาติๆ แย่งชิงฉ้อโกงไปจนหมดเพราะนิ่มยังไม่ประสาและรู้ความอันใด นิ่มสนิทสนมกับบ้านของคุณพร้อมเป็นอย่างดีเพราะบิดามารดาได้ไปมาหาสู่กันเนืองๆ เมื่อครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นการย้ายมาอยู่กับครอบครัวของคุณพร้อมจึงทำให้นิ่มมีความสุขมากกว่าอยู่กับญาติที่จ้องจะฮุบสมบัติและไม่สนใจไยดีเธอเลยแม้แต่น้อย คุณพร้อมเป็นลูกหลานผู้ดีเก่าที่มีที่ดินเป็นอันมาก รวมถึงท่านเป็นคนดีมีความยุติธรรม ท่านจึงเป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป ส่วนคุณนายละมัยนั้นเป็นหลานสาวของพระยาพิพัฒน์ ทรัพย์สินมรดกและบ้านเช่าของท่านจึงสืบทอดมายังลูกหลานทำให้คุณนายละมัยร่ำรวยไม่เป็นสองรองใคร สองสามีภรรยานั้นเป็นคนดี ยึดถือความถูกต้องเป็นหลัก ไม่เคยเอาเปรียบใครมีแต่จะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ นั่นจึงทำให้ท่านทั้งสองเป็นที่รักใคร่ของญาติสนิทมิตรสหายและผู้คนเป็นจำนวนมาก พ.ศ. ๒๕๑๙... โมกข์ เทพรักษา บุตรชายคนเดียวของคุณพร้อมและคุณนายละมัยเดินทางกลับมายังประเทศไทยก่อนกำหนดหลายวันหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากต่างประเทศ เนื่องด้วยบิดากับมารดานั้นเสียชีวิตพร้อมกันทั้งสองคน งานศพของบุพการีทั้งสองมีแขกผู้มีเกียรติมากันอย่างคับคั่งเพราะบิดามารดาเป็นคนกว้างขวางและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป มาลัยผู้มีศักดิ์เป็นป้านั้นเป็นแม่งานจัดการงานทุกอย่างให้อย่างเรียบร้อย โดยมีนิ่มคอยช่วยเหลือทุกอย่าง นิ่มมีความสามารถในการจัดดอกไม้หน้าศพและจัดการให้คนงานในบ้านทำดอกจันทน์ด้วยตัวเอง จึงไม่ต้องซื้อหา ครั้งแรกที่โมกข์ในวัยยี่สิบเจ็ดปีได้เจอกับแม่นิ่มน้อยของเขา หัวใจหนุ่มก็เต้นแรงแทบจะหลุดอกอมานอกทรวงอก เด็กหญิงตัวน้อยที่เพียรเขียนจดหมายแนบไปกับจดหมายของบิดามารดาและส่งของไปให้เขาทุกปี ทั้งเสื้อถัก ผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอนปักลายสวยๆ คือหญิงสาววัยสิบแปดที่เรียบร้อยน่ารัก รวมถึงยังพูดจาอ่อนหวานไพเราะเสนาะหู โมกข์มองหน้าสาวน้อยแล้วเหมือนหลงเข้าไปอยู่ในภวังค์รัก ความสัมพันธ์ของเขากับสาวน้อยคือจดหมายที่ส่งถึงกันตลอดระยะเวลาหลายปี เมื่อได้พบเจอกันอีกครั้งจึงทำให้ทั้งสองไม่ได้รู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า แต่กลับรู้สึกสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว โมกข์มองคู่หมั้นวัยเด็กของเขาที่บิดามารดาอุปการะเลี้ยงดูเอาไว้ด้วยสายตาลึกซึ้ง การได้เจอเธออีกครั้งทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในห้วงรักห้วงเสน่หา นิ่มเป็นคนสุภาพเรียบร้อย เนื้อตัวของเธอสะอาดสะอ้านหอมกรุ่น เขามองเธอทีไร รู้สึกได้ถึงความเย็นตาเย็นใจ ในขณะที่เธอคอยช่วยต้อนรับแขกเหรื่อก็มีชายหนุ่มที่เดินทางมางานศพของบิดามารดาเข้ามาทักทายยิ้มหวานให้เธอมากมาย เป็นครั้งแรกที่โมกข์รู้สึกหึงหวงผู้หญิงคนหนึ่งสุดใจและคนคนนั้นก็คือคู่หมั้นคู่หมายวัยเยาว์ของเขานั่นเอง เขาอยากรู้นักว่าผู้ชายพวกนั้นไม่รู้หรืออย่างไรว่าเธอมีเจ้าของแล้ว นิ่มได้รู้จักกับเพื่อนของโมกข์ที่เรียนจบกลับมาจากอังกฤษในรุ่นเดียวกัน เพื่อนๆ ของโมกข์มาร่วมงานศพครบกันทุกคน มีพฤกษ์ ฤทธิ์ ศักดิ์ กริช ไกรและนพ แต่คนที่นิ่มต้องรับหน้าด้วยความไม่สบายใจคือญาติๆ ของเธอ นานหลายปีแล้วที่ไม่ได้เจอกัน เจอกันทีไรก็คุยกันแต่เรื่องทรัพย์สมบัติซึ่งเธอได้แต่ปิดปากเงียบเพราะไม่อยากโต้แย้งด้วย คิดว่าญาติๆ ได้ทรัพย์สมบัติจากครอบครัวของเธอไปมากพอแล้ว ส่วนที่ยังเหลืออยู่ตกมาถึงมือเธอคือส่วนที่บิดามารดาของโมกข์ช่วยดูแลรักษาเอาไว้ให้ ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่เหลืออะไรติดตัวเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว โมกข์มีท่าทีปกป้องและห่วงใย เขาออกหน้าโดยการสนทนาแทนเธอทุกอย่าง เธอรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่อมีเขาอยู่ใกล้ๆ โมกข์เหมือนเสาหลักของชีวิตหลังจากที่บิดามารดาของเขาเสียชีวิต แม้ไม่ได้เจอกันนานหลายปีแต่พอได้เจอกันอีกครั้งเธอกลับรู้สึกว่าโมกข์ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยยามที่มีเขาอยู่ข้างกาย เขามีความเป็นผู้นำสูง ตัดสินใจเด็ดขาดและพูดคำไหนคำนั้น จนญาติๆ ของเธอไม่กล้าหาเรื่องอะไรเธออีก ญาติๆ ของเธอคงคิดว่าสิ้นคุณพร้อมและคุณนายละมัยแล้ว โมกข์เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนจะข่มเหงอะไรก็ได้ รวมไปถึงเธอด้วย แต่โมกข์ก็แสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่พูดจาตรงไปตรงมาและน่ายำเกรงจนญาติๆ ที่แสนละโมบของเธอต้องล่าถอยกลับไปแทบไม่ทัน “ขอบคุณนะคะพี่โมกข์” “เรื่องอะไรคะ” “เรื่องญาติๆ ของนิ่มน่ะค่ะ และต้องขอโทษพี่โมกข์ด้วยนะคะ หากทำอะไรให้รู้สึกไม่สบายใจ” เธอยกมือไหว้เขา แต่โมกข์รวบมือน้อยของเธอเอาไว้ “ขอโทษทำไมคะ นิ่มไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ถ้าต้องขอโทษกันจริงๆ ให้ทำผิดเสียก่อน
แต่สำหรับแม่นิ่มน้อยของพี่แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรผิดพลาดลงไป พี่ให้อภัยได้เสมอค่ะ” ประโยคนั้นของเขาทำให้เธอสะเทิ้นอายอยู่ไม่น้อย เพราะดวงตาของเขาเจือแววหวานละมุนสื่อความหมายชัดเจนถึงความรักใคร่ที่มีต่อเธอ “งั้นนิ่มขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ” เธอเอ่ยขอตัวก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวเรากลับกับแม่นิ่มนะ ป้าจะล่วงหน้ากลับไปก่อน” โมกข์ยืนรอสาวน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ผู้เป็นป้าก็เดินมาหา มาลัยไม่ได้พักบ้านหลังเดียวกับหลานชาย ท่านพักอยู่หลังหนึ่งซึ่งไกลออกไปมาก เป็นบ้านหลังเก่าแก่ของบิดามารดา นั่นก็คือตาและยายของโมกข์นั่นเอง ที่เรือนจึงมีแค่เขากับนิ่มเท่านั้นในตอนนี้ “ครับคุณป้า” “ฝากแม่นิ่มด้วยนะ” “ครับ” โมกข์รับคำเสียงสุภาพ ทอดสายตามองสาวน้อยที่กำลังเดินมาหาเขากับมาลัยด้วยสายตารักใคร่ระคนห่วงหาอยู่มิน้อย “ป้าจะกลับแล้วนะแม่นิ่ม เราก็กลับกับพี่เขานะ” “ค่ะคุณป้า เดินทางปลอดภัยนะคะ” นิ่มยกมือไหว้มาลัยอย่างอ่อนน้อม “จ้ะ” มาลัยยิ้มให้เด็กทั้งสองก่อนจะเดินไปขึ้นรถ “ทางนี้ให้คนงานจัดการเถอะค่ะ” หลังจากผู้เป็นป้านั่งรถออกไปจากวัดแล้ว โมกข์ก็หันมาคุยกับสาวน้อยข้างกายเพื่อชวนกลับ เขาทอดสายตามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “เดี๋ยวนิ่มกลับกับคนงานก็ได้ค่ะ” เธอยังอยากอยู่ดูแลความเรียบร้อย โมกข์เข้าใจเธอดีเพราะอยากให้งานทุกอย่างออกมาดีที่สุด นั่นยิ่งทำให้เขาเอ็นดูเธอมากยิ่งขึ้นไปอีก “กว่าคนงานจะเลิกคงดึกกว่านี้อีก พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไม่ใช่หรือคะ เดี๋ยวร่างกายจะไม่ไหวเอานะ” โมกข์บอกเด็กสาวด้วยความห่วงใย มือหนาเลื่อนไปปัดปอยผมนุ่มให้เธอเบาๆ นิ่มเบี่ยงหลบด้วยความเขินอาย ทำให้เขาต้องละมือออกห่าง “ค่ะพี่โมกข์” เธอติดปากเรียกเขาว่าพี่โมกข์ตั้งแต่เด็ก พอได้เจอกันอีกครั้งจึงเรียกเขาเหมือนเมื่อวัยเยาว์ ร่างน้อยเดินตามเขาไปขึ้นรถยนต์ที่ลุงสมัยจอดคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว ที่บ้านมีรถยนต์หลายคันเพราะคุณพร้อมชอบสะสมรถรุ่นต่างๆ เอาไว้ ตั้งแต่ราคาหลักแสนต้นๆ จนกระทั้งหลายแสนบาท บ้านไหนมีรถราคาหลายแสนบาทถือว่าเป็นคนมีฐานะในสมัยนี้ ลุงสมัยเปิดประตูรถให้เจ้านายทั้งสองอย่างอ่อนน้อม ลุงสมัยดูแลเอาใจใส่รถของเจ้านายเป็นอย่างดี วันๆ หนึ่งนอกจากขับรถแล้วยังหมั่นล้างรถ คอยขัดถูรถทุกๆ คันจนขึ้นเงา ทั้งยังคอยเช็คเครื่องยนต์เอาไว้ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เนื่องจากเมื่อก่อนลุงสมัยได้เรียนวิชาช่างซ่อมรถยนต์และเก่งพอตัว ก่อนที่จะมาทำงานกับคุณพร้อม นิ่มขึ้นไปนั่งบนรถอย่างเรียบร้อยเมื่อคนขับรถเปิดประตูให้ โมกข์เหลือบมองสาวน้อยข้างกายแล้วเผลอยิ้ม กิริยามารยาทของเธอเรียบร้อยอ่อนหวาน จะลุกจะนั่งจะเดินก็น่ามองไปเสียทุกอิริยาบถ “พรุ่งนี้ปลุกพี่ด้วยนะคะ” เขาสนทนากับคนข้างกาย “ค่ะพี่โมกข์” เธอตอบรับเสียงนุ่มตามนิสัย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเนื้อกายสาวทำให้โมกข์เผลอสูดเข้าปอดแรงๆ เขาอยากดึงเธอมากอดเหลือเกินแต่มันไม่สมควร พอถึงบ้าน ลุงสมัยก็ขับรถเข้าไปจอดเทียบกับรถอีกหลายคันที่จอดเรียงรายกันอยู่ในโรงรถซึ่งมีหลายยี่ห้อด้วยกัน นิ่มเอ่ยขอตัวเข้าห้องของตนเพื่อไปทำธุระส่วนตัว เมื่ออาบน้ำและใส่ชุดนอนเรียบร้อยแล้วเธอก็ไหว้พระสวดมนต์เตรียมตัวเข้านอน แต่เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นเสียก่อน ก๊อก ก๊อก ก๊อก... “ใครคะ” เธอเอ่ยถามเพราะดึกมากแล้ว “พี่เองค่ะ” “พี่โมกข์มีอะไรจะเรียกใช้นิ่มหรือต้องการอะไรหรือคะ” เธอเปิดประตูให้เขา ก่อนจะเอ่ยถามอย่างใส่ใจ “จะนอนแล้วหรือคะ” “ค่ะ นิ่มจะเข้านอนแล้ว” เธอตอบกลับไปเสียงนุ่ม “พี่แค่มาบอกราตรีสวัสดิ์ แค่นั้นเองค่ะ” “เอ่อ... ค่ะ” นิ่มก้มหน้าอมยิ้มอย่างเขินอาย มองแผ่นหลังบึกบึนของโมกข์แล้วยิ้มกว้าง ก่อนจะปิดประตูห้องนอนและลงกลอนอีกครั้ง เธอขึ้นไปนอนบนเตียงในขณะที่ใบหน้ายังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเมื่อนึกถึงประโยคของโมกข์ รู้ดีว่าเขาเอ็นดูเธอมาก ในขณะที่ใจของเธอก็รักและเคารพเขามากเช่นเดียวกัน ในค่ำคืนนั้นนิ่มนอนหลับฝันหวานและเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนย่ำรุ่งเพราะปกติเป็นคนตื่นนอนเร็วอยู่แล้ว เธอลุกมาอาบน้ำอาบท่าก่อนจะเดินไปเคาะห้องของโมกข์ตอนตีห้าครึ่ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก... “พี่โมกข์คะ พี่โมกข์” เธอเรียกแค่สองครั้งร่างสูงสง่าของโมกข์ก็เดินมาเปิดประตูให้ เธอเงยหน้ามองใบหน้าหวานไม่แพ้สตรีอย่างเอียงอาย ก่อนจะตระเตรียมน้ำล้างหน้าและเสื้อผ้าให้เขา โมกข์เป็นหนุ่มร่างสูงสง่า ใบหน้าหวานไม่ผิดกับสตรีเพศ ผิวขาวจัด เธอมองปากกว้างหยักหนาสีแดงจัดอย่างคนสุขภาพดีแล้วเผลอยิ้ม คิ้วของเขาคมเข้ม ดวงตาเอื้ออาทรและเอ็นดูเธออยู่เสมอเมื่อได้สบตากัน ใบหน้าของเขาเรียวยาวได้รูป ปีกจมูกกว้างและโด่งเป็นสัน ร่างกายของเขาแข็งแรงสมส่วนดูอบอุ่นและน่ายำเกรงในเวลาเดียวกัน โมกข์มองร่างน้อยที่ทำทุกอย่างด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนหวาน เธอหยิบผ้าขนหนูให้เขาซับใบหน้าก่อนจะขยับถอยห่างออกไปแล้วเอ่ยถามเสียงหวาน “พี่โมกข์ต้องการอะไรอีกไหมคะ” “วันนี้ทำอะไรรับประทานหรือคะ” ตอนเด็กๆ เขาชอบเรียกเธอว่าแม่นิ่มน้อย โตขึ้นมาก็ติดจะเรียกเช่นนี้แต่ก็ยั้งปากเอาไว้เพราะเธอโตเป็นสาวแล้วไม่ใช่เด็กน้อยที่ชอบวิ่งเล่นตามเขาเหมือนสมัยก่อน บิดามารดาของเขาฝึกให้เธอเรียนวิชาการบ้านการเรียน พวกวิชาคหกรรมเธอจึงมีความสามารถในการทำอาหารและดูแลบ้านเรือนได้เป็นอย่างดี เขานึกขอบคุณพวกท่านที่เลี้ยงเธอได้ดีเช่นนี้ “ข้าวต้มทรงเครื่องค่ะพี่โมกข์” เขาพยักหน้าพึงพอใจกับสิ่งที่เธอบอกกล่าว “น้องนิ่มทำเองหรือคะ” โมกข์เอ่ยถามหล่อนเสียงหวาน คิดว่าเธอคงจะตื่นก่อนเขานับชั่วโมงเพราะทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว “ค่ะ ถ้าพี่โมกข์ไม่ต้องการอะไรแล้ว นิ่มขอตัวก่อนนะคะ” “เดี๋ยวสิ” เขารั้งแขนของเธอเอาไว้ นิ่มรีบดึงมือหนีอย่างขัดเขินแต่โมกข์ไม่ยอมปล่อย “ช่วยพี่สวมเสื้อผ้าให้พี่หน่อยจะได้ไหม” “มันจะดูไม่ดีนะคะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะเอาไปนินทาได้ค่ะ” เธอตาโต ก่อนจะหน้าแดง ไม่กล้ามองสบสายตาที่เต็มไปด้วยแววหวานของเขา ไม่คิดว่าจะถูกเชื้อเชิญให้ช่วยสวมใส่เสื้อผ้าให้แบบนี้ “แล้วที่น้องนิ่มเข้ามาในห้องพี่เช่นนี้ไม่กลัวคนจะนินทาหรือคะ” “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้นิ่มจะไม่เข้ามาแล้วนะคะ อุ๊ย!” เธออุทานเมื่อเขาดึงร่างน้อยเข้าหา ใบหน้าของหล่อนแดงระเรื่อเมื่อแนบชิดกับอกแกร่ง มือน้อยดันอกกว้างของเขาเอาไว้อย่างตื่นตกใจ “กลัวใครจะนินทากันเล่า น้องนิ่มเป็นคู่หมั้นคู่หมายของพี่นะคะ ลืมไปแล้วหรือ” โมกข์ทวงสิทธิ์เอากับสาวน้อย เขาเห็นผู้ชายมากหน้าหลายตามองเธอด้วยแววตาหยาดเยิ้มก็นึกหึงหวงขึ้นมาจับจิตจับใจ หล่อนเป็นของเขา โมกข์บอกตัวเองเช่นนั้น “แต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน เราไม่ควรทำอะไรไม่งามนะคะ” เธอบอกเขาเสียงนุ่มตามนิสัย ผู้ใหญ่สอนให้รักนวลสงวนตัวอย่าชิงสุกก่อนห่าม “น้องนิ่มโตเป็นสาวแล้ว พี่หวงมากเลยรู้ไหม” โมกข์ประทับจุมพิตบนกลีบปากบอบบางของหล่อน นิ่มตกใจไม่คิดว่าจะโดนจูบ สติของเธอจึงดับวูบไปในทันที “น้องนิ่ม น้องนิ่ม” โมกข์เองก็ตกใจอยู่มากที่สาวน้อยในอ้อมแขนเป็นลมไปเสียแล้ว เขารีบอุ้มเธอไปที่เตียงนอนกว้าง หาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาและปฐมพยาบาลให้อย่างเบามือ ก่อนนำยาดมมาจ่อที่จมูกเล็กๆ โมกข์มองร่างน้อยอรชรอ้อนแอ้นแล้วอมยิ้ม เขาไล้แก้มเนียนของเธอเบาๆ แก้มสาวเนียนใสไร้ไฝฝ้า
ริมฝีปากเป็นกระจับน่าจุมพิต หน้าผากนูนเกลี้ยงผุดผ่อง ผิวของเธอขาว เนียนละเอียด กลิ่นกายสาวหอมกรุ่นจนต้องขยับใบหน้าเข้าไปสูดดมพวงแก้มสาวอย่างหักห้ามใจไม่ไหว แม่นิ่มน้อยของเขามีใบหน้ากลมหวาน คิ้วเรียวสวย ปากเป็นสีชมพูระเรื่อ ยามที่เธอพูดคุยกับเขาทำให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวเป็นระเบียบน่ามอง แม้กระทั้งที่เธอแย้มยิ้มเขาก็มองเพลินแทบไม่อยากละสายตาไปจากดวงหน้าผุดผ่องเลยแม้แต่วินาทีเดียว เธอเป็นคนสะอาดสะอ้านเรียบร้อยอ่อนหวานและเชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่พูดจาหยาบคายกระโชกโฮกฮากให้รู้สึกระคายหู ยามได้พิศมองใบหน้าหวานละมุน เขารู้สึกได้ว่าหัวใจหนุ่มเต้นเร็วและมีความสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เคยมีหญิงใดทำให้เขารู้สึกเช่นนี้มาก่อนในชีวิตหนุ่ม แม้จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนไกลถึงเมืองนอกเมืองนา เจอผู้หญิงสวยๆ มาเยอะ แต่ไม่เคยมีใครทำให้เขาหวั่นไหวได้เท่าเธอมาก่อน ดวงตาที่ปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เธอมองเขาอย่างงุนงง ก่อนจะหน้าแดง ทำท่าจะลุกหนีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ เขาใช้มือกักเธอเอาไว้ใต้ร่างเพื่อไม่ให้หนีหายไปไหน “จะไปไหนครับ” เขาเอ่ยถามพลางยิ้มหวานใส่ตาคนขี้อาย “นิ่มจะไป เอ่อ... จะไป” เธออึกอักหน้าแดงขัดเขิน “ไม่เคยโดนจูบหรือคะ โดนพี่จูบเข้าถึงได้เป็นลมล้มพับไปแบบนี้” เขาถามทั้งๆ ที่รู้ว่าสาวน้อยคงไม่เคยโดนใครจูบมาก่อน แต่การได้รับคำตอบจากเธอว่าไม่เคยโดนใครกระทำเช่นนี้กับเธอมาก่อน ทำให้เขาพึงพอใจไม่น้อย “ใครจะเคยกันล่ะคะ” เธอตอบเขาในขณะที่ใบหน้าแดงเรื่อ พยายามจะลุกหนีแต่เขาก็กักกอดเอาไว้ในอ้อมแขน “จะรีบไปไหนคะ มาให้พี่กอดก่อนสิ” แน่ะ! เธอขัดเขินจนแทบมุดเตียงหนี “ต้องรีบไปเตรียมตัวค่ะ เดี๋ยวต้องไปงานศพคุณลุงกับคุณป้าอีก หากพี่โมกข์ไม่ต้องการอะไรแล้วนิ่มขอตัวก่อนนะคะ” แม้จะพูดแบบนั้นแต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอง่ายๆ “พี่ยังไม่อยากให้น้องนิ่มลุกไปไหนเลยค่ะ” “อุ๊ย! พี่โมกข์” เธออุทานเมื่อเขาสวมกอดรัดรึงแนบแน่นขึ้น นิ่มตาโตไม่เคยโดนชายใดกอดรัดเช่นนี้มาก่อน “ปล่อยนิ่มนะคะพี่โมกข์” “จะหวงตัวกับพี่ไปไย น้องนิ่มเป็นคู่หมั้นคู่หมายของพี่จะโดนพี่กอดสักน้อยไม่ใช่เรื่องแปลก” “พี่โมกข์คะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” หล่อนพยายามดิ้นแต่เขาไม่คิดจะปล่อย “บนเรือนเป็นสถานที่ส่วนตัวใครจะขึ้นมาป้วนเปี้ยนกันเล่า มีเพียงน้องนิ่มกับพี่เท่านั้นที่พักอยู่บนนี้” เขาจับคางสาวเอาไว้ เธอเขินอายทำตัวไม่ถูกเอาเสียเลยเมื่อเขาแนบใบหน้าเข้ามาหา “พี่จะจูบน้องนิ่มอีก” เขาบอกด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม “ห้ามเป็นลมนะคะสาวน้อยของพี่ ไม่งั้นพี่จะปล้ำให้เสร็จคาเตียง” ได้ยินแบบนั้นนิ่มก็ตาโต หล่อนจิกมือกับไหล่กว้างของเขายามที่ปากเร่าร้อนกดประทับเข้าหา โมกข์บดจูบขบเม้มริมฝีปากทั้งด้านบนและล่าง เขาดูดลิ้นเล็กๆ ของเธอที่พยายามหลบเลี่ยงอย่างไร้เดียงสา “ปากแม่นิ่มน้อยของพี่หวานนักรู้ไหมคะ หากไม่เพราะต้องไปงานศพพี่คงได้ปล้ำน้องนิ่มเสียจริงๆ ให้หนำใจ” เขาพูดตรงเสียจนเธอใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู พอเขายอมถอยหนีเธอก็รีบลุกหนี ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแล้ววิ่งเตลิดออกจากห้องไปแทบจะทันที โมกข์มองตามร่างคู่หมั้นตัวน้อยของตนไปอย่างเอ็นดู ก่อนจะเดินไปแต่งตัวอย่างไม่รีบร้อน ออกมาจากห้องอีกครั้งก็เจอเข้ากับสาวน้อยที่รอเขาอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นเขาเข้าเธอก็ก้มงุดขัดเขิน วางไม้วางมือแทบไม่ถูก “รอพี่นานไหม” “ไม่นานค่ะ” “งั้นรับประทานอาหารกันเถอะ” “อืม... รสมือของแม่นิ่มอร่อยไม่เป็นสองรองใคร” เขาเอ่ยชมเมื่อได้ชิมข้าวต้มฝีมือของเธอ “ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณเบาๆ ก่อนจะรับประทานอาหารเงียบๆ เพราะเงยหน้าขึ้นทีไรก็เจอเข้ากับดวงตาคมเข้มคู่นั้นของโมกข์ ทำให้เธอตกประหม่าอยู่ไม่น้อย หลังจากรับประทานอาหารเสร็จสิ้นทั้งสองก็เดินทางไปวัดเพื่อจัดการเรื่องงานศพ “ไปเถอะครับลุงสมัย” โมกข์บอกคนขับรถ ขึ้นไปนั่งบนรถเคียงคู่ไปกับสาวน้อยทางด้านหลัง เธอหันไปมองนอกรถ ไม่กล้ามองหน้าคนข้างๆ เพราะเขินอาย “นอกรถมีอะไรน่าดูชมมากว่าหรือคะน้องนิ่ม” โมกข์เอ่ยถามเบาๆ นิ่มหันมามอง ยิ่งขัดเขินหนักกว่าเดิม “มองหน้าพี่บ้างเถิดแม่นิ่มน้อย รู้บ้างไหมว่าพี่น้อยใจแล้วนะคะ เห็นอย่างอื่นน่ามองมากกว่าพี่อีก” เขาอยากให้เธอหันมาสนใจเขาบ้าง “นิ่มแค่มองวิวทิวทัศน์เองนะคะ ไม่ได้เห็นอย่างอื่นสำคัญกว่าพี่โมกข์เสียหน่อยค่ะ” เธอตอบเขาเสียงนุ่มแต่ไม่กล้ามองสบตา ท่าทีเหนียมอายนั้นทำให้โมกข์มองแล้วยกยิ้มตรงมุมปาก “แต่พี่ไม่อยากมองนอกรถเลยนะคะ” เขาขยับใบหน้าเข้าไปใกล้สาวน้อย “ทำไมหรือคะ” “ในรถน่ามองกว่านอกรถน่ะสิคะ โดยเฉพาะแม่นิ่มน้อยของพี่ น่ามองกว่าทิวทัศน์ด้านนอกเป็นไหนๆ” เขามองเธอด้วยแววตาหวานซึ้ง นิ่มเขินหนักกว่าเดิมวางไม้วางมือแทบไม่ถูก ลุงสมัยได้ยินเจ้านายหนุ่มเกี้ยวสาวน้อยถึงกับอมยิ้มมุมปาก งานศพของคุณพร้อมกับุคณนายละมัยมีแขกมาร่วมในงานสวดอภิธรรมเต็มศาลาทุกวัน โมกข์จัดงานศพอย่างสมเกียรติ เขาบวชให้บิดามารดาด้วยเพราะไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนาหลายปียังไม่ได้บวชเรียน มาลัยเป็นคนจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้หลานชายได้บวชหน้าศพ ทุกคนไว้ทุกข์พร้อมด้วยทำบุญครบร้อยวัน หลังจากเผาศพก็นำอัฐิไปลอยอังคารตรงแม่น้ำ หลังจากเสร็จสิ้นงานศพ โมกข์ก็ยังบวชต่ออีกหลายเดือน เขาอยากบำเพ็ญเพียรและทำความดีให้บิดามารดาเป็นครั้งสุดท้าย มาลัยและนิ่มนำอาหารไปถวายทุกวัน จนกระทั่งโมกข์สึกจากพระกลับมาอยู่บ้านดังเดิม “คุณพ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะทำตามที่คุณพ่อกับคุณแม่ต้องการอย่างไม่บิดพลิ้ว น้องนิ่มตัวคนเดียว ผมขอสัญญาว่าจะไม่ทิ้งน้องโดยเด็ดขาด และจะจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี รวมถึงดูแลทรัพย์สมบัติของคุณพ่อกับคุณแม่ให้เจริญงอกงามสืบไป” เขาพูดกับรูปถ่ายของบิดามารดาด้วยความสัตย์จริง พวกท่านเอ็นดูนิ่มมากเนื่องด้วยว่าตอนที่บุพการีของเธอยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านเคยให้การช่วยเหลือบิดามารดาของเขาเอาไว้ในหลายๆ เรื่อง ดังนั้นเมื่อพวกท่านจากไป บิดามารดาของเขาจึงดูแลนิ่มเป็นอย่างดี ให้ความรักใคร่ประดุจดั่งบุตรสาวอีกคนหนึ่ง นิ่มมองสบตากับผู้ชายที่เป็นคู่หมั้นคู่หมายและเธอต้องแต่งงานด้วยในเร็ววันนี้ด้วยสายตาเคารพรัก เขาเหมือนพี่ชายที่แสนดีของเธอเสมอ “คุณนิ่มไปไหนหรือแม่อาบ” โมกข์เอ่ยถามหาสาวน้อยที่เขาไม่เห็นหน้าของหล่อนเลยหลังจากมื้อกลางวัน “คุณนิ่มเก็บดอกไม้อยู่ในสวนค่ะคุณโมกข์ พรุ่งนี้วันพระเธอจะเก็บดอกไม้มาร้อยมาลัยนำไปถวายพระค่ะ” แม่อาบรายงานเจ้านายหนุ่ม เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนโบกไม้โบกมือให้เพื่อบอกว่าจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ นิ่มชอบทำบุญจึงมักจะทำอาหารไปถวายพระ ร้อยมาลัยและจัดดอกไม้ไปบูชาพระอยู่เป็นนิจเขารู้ข้อนี้ดี ร่างสูงเดินไปยังสวนดอกไม้หลังบ้าน เห็นสาวน้อยกำลังเก็บดอกไม้อยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในสวนหลังบ้านมีดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณเพราะมารดานั้นชอบทำบุญ ปฏิบัติธรรมและรักธรรมชาติ บิดาก็รักการปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจนั่นทำให้คนทั้งสองปลูกต้นไม้เอาไว้แทบจะทุกชนิด จึงมีสวนหลังบ้านที่กว้างขวางน่าพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างยิ่ง