กลรักวิวาห์ลวง
บทที่ 1 พี่ชายข้างบ้าน

เด็กสาววัยสิบสี่กำลังยืนมองบ้านเรือนไทยที่อาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่อยากจากที่นี่ไปแต่เพราะบิดาจำต้องย้ายไปทำงานที่กรุงเทพ ถึงรู้สึกผูกพันแต่ก็ไม่อาจแยกจากบิดามารดาได้ “แม่คะ เราต้องไปจากที่นี่จริงๆ เหรอคะ”เด็กสาวถามมารดาเสียงแผ่วเบา “ต้องไปสิลูก พ่อต้องไปทำงานที่กรุงเทพถ้ามิไม่ไปมิจะอยู่กับใครล่ะลูก” มิลันดาไม่อาจเถียงมารดาได้ เจ้าของร่างอวบจึงเดินตามมารดาและบิดาไปที่รถอย่างว่าง่าย เมื่อรถเคลื่อนออกไป ดวงตาเรียวมองตามบ้านเรือนไทยแสนรักน้ำตารื้น ก่อนยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ รถแล่นมาร่วมหลายชั่วโมงก่อนจอดลงที่บ้านหลังหนึ่ง มิลันดาลงจากรถกวาดตามองรอบๆ บ้าน พลางเดินสำรวจ เด็กสาวยิ้มเล็กๆ ออกมาด้วยความพึงพอใจอย่างน้อยบ้านหลังนี้ก็ไม่แย่เท่าไหร่นักแม้ว่าจะไม่สวยเท่าบ้านเรือนไทยที่จากมาก็ตาม ไม่นานนักสัมภาระก็ถูกขนย้ายออกมาจากรถ ภายในบ้านมีคนใช้ที่บิดาจ้างมาคอยดูแลอยู่สองคน ต่างมาช่วยยกกระเป๋าอย่างขะมักเขม้น มิลันดาจึงเลี่ยงมาเดินเล่นรอบๆ บ้าน เสียงน้ำที่กำลังสาดกระเซ็นจากการรดต้นไม้ ทำให้เด็กสาวมองด้วยความสนใจ มิลันดานิ่งงันเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่ง เด็กสาวพิศมองใบหน้าคมเข้ม คิ้วหนา ริมฝีปากหยักลึก จมูกโด่งเป็นสันรับกับใบหน้า องค์ประกอบทุกอย่างทำให้สายตาไม่อาจละจากใบหน้านั้นได้เลย คมฉณัฐจ้องมองเด็กสาวที่ยืนมองเขาไม่วางตา รู้สึกแปลกใจ แต่เห็นบิดาเอ่ยปากว่าเป็นเพื่อนที่ย้ายมาจากต่างจังหวัด ท่าทางเด็กร่างอวบคนนี้คงเป็นบุตรสาวเพื่อนพ่อ “มีอะไรหรือเปล่าครับ?” ชายหนุ่มตะโกนถามข้ามรั้ว มิลันดารีบย่อกายลงนั่งกับพื้น ใบหน้าใสไร้เครื่องสำอางร้อนผ่าว แล้วยิ่งร้อนไปทั่วร่างเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะห้าวๆ ของเขาดังออกมา “กลัวพี่เหรอครับ พี่ไม่ทำอะไรหรอกไม่เห็นต้องกลัวเลย” คมฉณัฐบอก เด็กสาวกัดฟันหลบความอายค่อยๆ ยืนขึ้น เห็นสายตาเขาจ้องมองอยู่ก่อนแล้วยิ่งทำให้แทบอย่างแทรกแผ่นดินหนี “สวัสดีครับ พี่ชื่อคมฉณัฐเรียกว่าพี่คมเฉยๆ ก็ได้” ชายหนุ่มแนะนำตัวก่อนจะยิ้มพราย มิลันดารู้สึกว่ามันเป็นรอยยิ้มที่สุดแสนจะมีเสน่ห์ เด็กสาวอึกๆ อักๆ ไม่กล้าพูดอะไรออกมา “หนูชื่อ... มิลันดา... เรียกมิเฉยๆ ก็ได้ค่ะ” มิลันดาบอกเขาแล้วรีบชิ่งหนีออกมาด้วยความอายทันที เด็กสาววิ่งเข้าไปในบ้าน จนดาวเรืองและชัยเดชตกใจกับท่าทีของบุตรสาว “เป็นอะไรลูกวิ่งหนีอะไรมา!” ดาวเรืองถามบุตรสาวเสียงลั่น “เปล่าค่ะ” มิลันดาตอบแก้เก้อ “นี่คุณลุงพิภัทรนะลูก เพื่อนพ่อจ้ะ อยู่ข้างบ้านเรานี้เอง” ดาวเรืองแนะนำ เด็กสาวไหว้พิภัทร แล้วรีบสาวเท้าเข้าห้องนอนของตนเองเพื่อจัดการกับข้าวของที่กองอยู่มากมายภายในห้อง พิภัทรมองบุตรสาวเพื่อนด้วยความพอใจก่อนหันไปพูดคุยกับเพื่อนสนิทต่อ “ลูกสาวนายโตเป็นสาวแล้วนะเดช” พิภัทรเอ่ยปาก “โอ้ย! ยังหรอก ยังดื้อเป็นเด็กกะโปโลอยู่เลย” ชัยเดชตอบปนหัวเราะ “ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ขอจองให้ลูกชายฉัน” พิภัทรหัวเราะร่าด้วยความถูกใจ “จะจองได้ไงไอ้ภัทร ลูกชายนายอายุเท่าไหร่แล้วป่านนี้” “ยี่สิบทำไมเหรอห่างกันแค่หกปีเองไม่เป็นไรหรอก” “เอาไว้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า” ชัยเดชตัดบท มิลันดารีบจัดข้าวของในห้องจนเสร็จ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงพลางนึกถึงใบหน้าของพี่คมที่เธอเพิ่งได้เจอ ยิ่งนึกถึงใบหน้าของเขายิ่งรู้สึกเป็นสุขอย่างประหลาด พิภัทรแวะหาชัยเดชแต่เช้า โดยนำบุตรชายมาแนะนำตัวให้รู้จัก คมฉณัฐไหว้ดาวเรืองและชัยเดชก่อนขอตัวออกไปเดินเล่นที่สวนด้านหลังบ้าน “ลูกชายโตเป็นหนุ่ม แถมหล่อซะด้วยนะไอ้ภัทร!” ชัยเดชบอก “ก็นั่นแหละ เพราะมันหล่อแบบนี้สาวถึงได้ตามเกาะแจเลย” พิภัทรแกล้งบ่น “แล้วเรียนอยู่ปีไหนแล้วล่ะคะ?” “เรียนมหาวิทยาลัย ปีสามแล้วละครับ” “ใกล้จบแล้วละสิคะเนี่ย” “ใช่ครับ” “ยัยมิ ยังไม่รู้ว่าจะยังไงต่อดีอีกนานกว่าจะได้เข้ามหาลัย” “แกหัวดีเรียนหนังสือเก่งไม่ใช่เหรอครับ เห็นเจ้าเดชบอกผม” “อ๋อค่ะ ยัยมิเรียนเก่งอยู่เหมือนกันแต่ถ้ามาเรียนที่กรุงเทพฉันก็ไม่มั่นใจเหมือนกันล่ะค่ะ” บทสนทนาของผู้ใหญ่สามคนยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินลงบันได แขกผู้มาเยือนเหลือบมองแล้วยิ้มกว้าง เด็กสาวยกมือไหว้ทันที “หิวข้าวหรือยังล่ะมิ” คนเป็นแม่ถามเมื่อบุตรสาวเดินมาใกล้ “ยังค่ะแม่” “ไปเล่นกับพี่คมสิหนูมิ พี่เขาอยู่ที่สวน” พิภัทรบอกลูกเพื่อน เขาอยากให้สองคนรู้จักสนิทสนมกันไว้

บทที่ 2 พี่ชายข้างบ้าน

เด็กสาวขมวดคิ้วเมื่อสะดุดกับชื่อของลูกเพื่อนพ่อ จำได้ว่าหนุ่มข้างบานก็ชื่อนี้เหมือนกัน รีบเดินเลี่ยงออกมาจนถึงสวนด้านหลังใจเต้นไม่เป็นส่ำภาวนาให้เป็นเขาคนนั้น มิลันดาหยุดเท้าเห็นชายรูปร่างสูงโปร่งยืนมองแมกไม้ หล่อนจำได้ดีว่าเขาคือใคร “ใช่เขาจริงๆ ด้วย”เด็กสาวนึกในใจ เปราะ! เสียงกิ่งไม้หักทำให้เขาหันมามองตามเสียง ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมาเมื่อพบว่าเป็นใครที่ยืนอยู่ตอนนี้ มิลันดาตกใจเด็กสาวพยายามจะวิ่งหนีเขาอีกครั้ง แต่คมฉณัฐกลับไวกว่ารีบคว้าท่อนแขนอวบไว้ “จะหนีพี่ไปไหนอีกแล้วน้องมิ มานั่งเล่นด้วยกันไหม?” คมฉณัฐฉุดแขนไว้เสียก่อน หล่อนเหลือบมองเขาแล้วเมินหนีเพราะอาย “คือว่า...” เด็กสาวอึกอักไม่กล้าพูดอะไรออกไป “เป็นอะไรหรือเปล่าน้องมิ พี่ทำให้อึดอัดอย่างนั้นหรือ?” “เปล่าค่ะ พี่คมไมได้ทำให้มิอึดอัดนะคะ”เด็กสาวรีบตอบทันควันเพราะกลัวเขาเข้าใจผิด “งั้นหรือ? พี่คิดว่าน้องมิอาจจะไม่ชอบพี่เพราะเวลาน้องมิเห็นหน้าพี่เอาแต่จะวิ่งหนีพี่อยู่เรื่อย” มิลันดาไม่กล้าพูด ที่วิ่งหนีเขาเพราะอายที่จะอยู่ใกล้เขาต่างหาก “มิไม่ได้ไม่ชอบพี่คมนะคะ มิแค่ไม่คุ้นกับคนแปลกหน้าเท่านั้นเองค่ะ” หล่อนแก้ตัว สองคนพากันนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวยาวในสวน เขาพูดคุยกับเด็กสาวพักใหญ่ จนเห็นบิดาออกมาตาม เขาบอกลาเด็กสาวแล้วยกมือไหว้เพื่อนบิดา มิลันดามองตามแผ่นหลังซึ่งลับหายออกจากบ้าน คืนนี้หล่อนต้องฝันดีแน่นอนเลยทีเดียว เช้าวันรุ่งเด็กสาวรีบตื่นแต่เช้าเพราะเป็นวันที่ต้องเริ่มเข้าเรียนวันแรก มิลันดากระหืดกระหอบรีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วบ้านเพื่อไปโรงเรียน หล่อนชะงักเมื่อเห็นรถยนต์สีขาวจอดหน้ารั้วบ้าน เด็กสาวมองด้วยความแปลกใจจนกระทั่งกระจกรถเลื่อนลงมาใบหน้าคุ้นเคยก็มาปรากฎให้เห็น “น้องมิขึ้นมาเร็วครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง!” มิลันดาไม่ลังเลอะไรอีกแล้วหากไม่ไปคงไปเรียนสายเป็นแน่ มืออวบเอื้อมเปิดประตูแล้วนั่งลงข้างคนขับ คมฉณัฐเหลือบมองแล้วถอนหายใจออกมาก่อนโน้มกายเข้าหาฝั่งคนนั่งแล้วจัดการกับเข็มขัดนิรภัยให้ เสี้ยวหน้าเขาใกล้เสียจนมิลันดาใจสั่นผิวแก้มเลยแดงปลั่ง “ต้องคาดเข็มขัดด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัย” คมฉณัฐเตือนแล้วทะยานรถ รถหยุดตรงหน้ารั้วโรงเรียน มิลันดาหันมากล่าวขอบคุณแล้วหยิบกระเป๋าเปิดประตูลง ระหว่างชั้นเรียนแทบไม่มีสมาธิเพราะนึกถึงใบหน้าพี่คมเป็นระยะๆ เสียงกริ่งของโรงเรียนดังบอกเวลาเลิกชั้นเพื่อเดินทางกลับ เจ้าของร่างอวบถอนหายใจเฮือกใหญ่ วันนี้หล่อนเรียนไม่รู้เรื่องเลยเพราะมัวแต่คิดถึงเขาทั้งวัน เดินทอดน่องมาจนถึงหน้ารั้ว เห็นรถยนต์คุ้นตาพร้อมเจ้าของยืนกอดอกพิงอยู่ หล่อนรีบก้าวยาวเข้าหา “พี่คมมาทำอะไรคะ?” หล่อนถามสีหน้าสงสัย “พี่มารับน้องมิครับ” “ทำไมพี่คมมารับมิล่ะคะ ลำบากแย่” “ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่รับปากพ่อน้องมิไว้ว่าจะมารับมาส่งน้องมิทุกวัน” “ขอบคุณมากนะคะ”เด็กสาวบอกเขา คมฉณัฐลูบศีรษะเด็กสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู แต่หล่อนกลับใจเต้นแรงเพราะการกระทำของเขา ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของเขากำลังทำให้เด็กสาวเข้าใจผิด รถเคลื่อนออกจากโรงเรียนจนมาจอดเทียบหน้าประตูรั้วมิลันดาลงจากรถแล้วเข้าสู่ตัวบ้าน หล่อนยิ้มด้วยความสุขกับเรื่องดีๆ ในวันนี้ เสียงลงบันไดอย่างรวดเร็วตั้งแต่เช้าทำให้ดาวเรืองหันมอง เห็นบุตรสาวยิ้มกว้างสีหน้ายินดีราวกับพบเจออะไรมา น่าแปลกไม่กี่วันเหตุใดบุตรสาวถึงอารมณ์ดีหรือโรงเรียนใหม่มีเรื่องน่าสนุกกัน “แม่คะมิไปเรียนก่อนนะคะ” หล่อนบอกมารดาแล้วรีบวิ่งไปหน้าประตูบ้าน ดาวเรืองยิ่งมองยิ่งสงสัยกับอาการของบุตรสาว รถยนต์คันเดิมจอดอยู่หน้ารั้วบ้าน มิลันดาเดินมาถึงมันแล้วเปิดแต่กลับต้องชะงักเมื่อพบว่ามีหญิงสาวแปลกหน้านั่งจองอยู่ “น้องมิวันนี้นั่งเบาะหลังนะครับ พอดีพี่ไปรับแฟนมาด้วย” เจ้าของรถบอก มิลันดารู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่า เม้มริมฝีปากปิดประตูลงเช่นเดิมแล้วนั่งลงบนเบาะด้านหลังแทน หล่อนดีใจทุกวันที่ได้พบหน้าพูดคุยกับพี่คม ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีแฟนแล้ว รู้สึกเหมือนตนเองโง่งมสิ้นดี หลงระเริงดีใจไปได้แทนที่จะคิดตรึกตรองให้ดีเสียก่อน “ใครหรือคะคม?” กานต์สินีหันมาถามแฟนหนุ่ม “ลูกสาวเพื่อนพ่อครับกานต์” “เหรอคะ แล้วคุณจำเป็นต้องไปรับไปส่งด้วยเหรอ!” “ใช่ครับ ทำไมเหรอ ผมต้องไปทางเดียวกับน้องมิอยู่แล้ว” คมฉณัฐตอบตามตรง “กานต์ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะ อย่าใจดีกับคนอื่นมากไปนะคะคม คุณน่ะเป็นคนแบบนี้เสมอผู้หญิงถึงได้เข้าใจผิดไปหมดนึกว่าคุณมีใจให้!” หล่อนจงใจพูดกระทบให้เด็กสาวด้านหลังรู้ว่าใครกันแน่เป็นตัวจริง

บทที่ 3 พี่ชายข้างบ้าน

คนนั่งเบาะหลังกำมือแน่นทนฟังน้ำคำถากถามตลอดเส้นทาง พี่คมไม่ปริปากพูดอะไรออกมา และหล่อนก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง แค่นี้ก็แทบกล้ำกลืนฝืนทนไม่ไหวแล้ว ถึงหน้าโรงเรียนเด็กสาวเปิดประตูรีบลงไม่สนใจหันกลับมามองอีกเลย กานต์สินีเบ้ปากแสดงท่าทางไม่พอใจ สงสัยเด็กนั้นคงชอบแฟนหล่อนจริงๆ “เด็กอะไรไร้มารยาท!” กานต์สินีบ่น “พอเถอะกานต์ ตลอดทางคุณพูดจาใส่น้องมิในเชิงไม่ดี ผมไม่อยากต่อว่าคุณต่อหน้าน้องมิผมเลยเงียบไว้ แต่ผมอยากให้คุณรู้จักรักษามารยาทบ้าง” “ทำไมกานต์จะต้องรักษามารยาทกับเด็กกะโปโลอย่างนั้นด้วย ใครจะทนได้คะถ้าหากมีคนที่ชอบแฟนตัวเองนั่งอยู่ในรถมาด้วย” “ไม่จริงหรอกกานต์คุณคิดมากไป น้องมิไม่ได้คิดอะไรกับผมหรอก” เขาแย้ง “คุณไม่เชื่อก็คอยดูแล้วกัน!” ชั่วโมงคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ชอบมาก หล่อนมักตั้งใจเสมอแต่วันนี้มันผิดกว่าทุกวัน ในอกสั่นไหวน้ำตาปริ่มจนขอบตาแดง อึดอัดเหมือนคนกำลังจมน้ำ คำพูดของแฟนพี่คมก้องในหู ตลอดคาบมิลันดาไม่อาจบังคับตนเองให้สนใจกับการเรียนได้อีกเลย เมื่อสัญญาณการเลิกเรียนดังหล่อนเลยเก็บกระเป๋าออกจากห้องทันที สองเท้าก้าวมาจนถึงหน้าโรงเรียนเห็นรถคันเดิม เขามาทำไมอีก มิลันดารีบชิ่งจนหันมาชนเพื่อน “มิเป็นอะไร?” เพื่อนถาม “เราไปก่อนนะ” มิลันดาบอกเพื่อนแล้วรีบวิ่งหนีออกไปด้านหลังโรงเรียน หล่อนโบกแท็กซี่กลับบ้านทันที ดางเรืองเห็นบุตรกำลังจะวิ่งขึ้นชั้นบน น่าแปลกที่วันนี้พ่อคมไม่ได้มาส่งบุตรสาวเช่นทุกวัน “วันนี้ไม่ได้กลับบ้าน กับพี่คมเหรอ?” “ไม่ค่ะ แม่คะต่อไปนี้เลิกให้พี่คมมารับหนูสักที เราต้องเกรงใจพี่เค้าบ้างนะคะพี่เขามีแฟนแล้วให้เขาไปรับส่งแฟนเขาเถอะค่ะแม่” หล่อนบอกมารดาแล้วเดินขึ้นห้องทันที “วันนี้เป็นอะไรไปนะลูกสาวแม่แปลกชอบกล” ดาวเรืองบ่นกับตัวเอง คนรอมองนาฬิกาข้อมือตนเอง สุดท้ายตัดสินใจเดินเข้าไปในโรงเรียน เขาไม่พบใครเลยนอกจากห้องเรียนว่างเปล่า มิลันดาหายไปไหนกันแน่ ชายหนุ่มตัดสินใจขับรถออกมาเพื่อเดินทางกลับมายังบ้าน เมื่อจอดรถเขารีบเดินไปข้างบ้านเพื่อสอบถามเรื่องเด็กสาว “มาทำอะไรเหรอคม” ดาวเรืองถามเมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน “น้องมิกลับมาหรือยังครับ” “กลับมาแล้วจ้ะ เดี๋ยวไปตามให้นะ รอแป๊บเดียว” คนอกหักนอนสะอื้นบนเตียง การกระทำของพี่คมทำให้หล่อนสับสน เหตุใดเขาต้องทำดี ทำให้หล่อนรู้สึกมีหวังขึ้นมา เสียงฝีเท้านอกห้องมิลันดารีบปาดน้ำตาออกแล้วฟุบหน้าแสร้งหลับ ก๊อก ก๊อก ดาวเรืองเคาะห้องบุตรสาวแล้วเปิดออก หล่อนเห็นลูกกำลังนอนอยู่ ปกติยัยมิไม่ใช่เด็กชอบนอนตอนเย็น หรือสองคนกำลังมีปัญหากันอยู่ “มิ พี่คมเขาแวะมาหา ลูกลงไปเจอพี่เขาหน่อยสิ” ดาวเรืองบอก “แม่ช่วยไปบอกพี่เขาทีนะคะว่ามิไม่สบาย” มิลันดาปฏิเสธ แสร้งทำเสียงแหบตอบมารดา “ไม่สบายเหรอลูก ขอแม่เข้าไปดุหน่อย” ดาวเรืองเดินเข้าห้องนั่งลงบนเตียงใช้หลังมือแตะหน้าผากลูกเพื่อวัดไข้ “ตัวไม่เห็นร้อนเลย” “มิเวียนหัวนิดหน่อย ขอพักนะคะแม่ ไม่อยากไปเจอพี่คมตอนนี้” อาการบุตรสาวแปลกเสียแล้ว ดูท่าข้อสันนิษฐานคงจริง สองคนต้องมีเรื่องอะไรกันมา “งั้นก็นอนพักแล้วกันลูก แม่จะลงไปบอกพี่คมให้” คนเป็นแม่ก้าวออกจากห้องปิดประตูลงตามเดิม ลงมาชั้นล่างคมฉณัฐนั่งรออยู่ในห้องรับแขกสีหน้าเครียดขรึม เธอยิ้มบางๆ “คมจ๊ะ น้องไม่ค่อยสบาย พรุ่งนี้มาใหม่ก็แล้วกันนะ” “อ่อครับ ถ้างั้นผมลากลับก่อนนะครับ” เขายกมือไหว้แล้วเดินออกจากตัวบ้าน รุ่งเช้าวันถัดมา มิลันดาตื่นนอนก่อนคนในบ้าน หล่อนจงใจหลบหน้าเขาเพื่อตัดปัญหาทุกอย่าง ที่สำคัญถอยคำถากถางของแฟนพี่คมยังดังก้อง หล่อนไม่อยากมีปัญหาในภายหลัง สู้ตัดใจเสียตอนนี้ให้สิ้นเรื่องไปดีกว่า ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดีดูเวลาใกล้หกโมงแล้ว ร่างอวบเปิดประตูรั้วบ้านเพื่อเดินทางสู่โรงเรียนแต่กลับต้องชะงัก “พี่คม!” เด็กสาวเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจ คมฉณัฐจ้องมองเด็กสาวสีหน้าบึ้งตึง ไม่คุยกันแถมยังพยายามหลบหน้า เขาทำอะไรให้กันถึงได้ทำเช่นนี้ มิลันดาตั้งท่าจะหนีแต่กลับถูกคว้าท่อนแขนไว้ ร่างอวบถูกรั้งให้เข้ารถแต่มิลันดากลับดื้อดึง “พี่คมปล่อยมินะ!” เด็กสาวร้อง “มิเราต้องคุยกันไม่อย่างนั้นพี่ไม่สบายใจ” หล่อนไม่อาจสู้แรงพี่คมได้ สุดท้ายต้องมานั่งทนอึดอัดในรถซึ่งกำลังเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า นี่คือสถานการณ์อันน่าลำบากใจที่สุดที่มิลันดาเคยพบพานเลยทีเดียว “พี่คมมีอะไรจะพูดกับมิก็พูดมาเถอะค่ะ มิอยากไปโรงเรียนเอง” เด็กสาวเอ่ยปากก่อนเพราะทนไม่ไหว “พี่อยากรู้ว่ามิโกรธอะไรพี่” เขาหันมาถามขณะขับรถอยู่ “มิไม่ได้โกรธค่ะ” “แล้วทำไมต้องคอยหลบหน้าพี่ด้วย” “มิไม่ได้หลบค่ะ” เด็กสาวตอบเลี่ยง

อ่านต่อ