ลายอสูร
บทที่ 1 ความจริง

“แกท้อง...แกท้องกับไอ้เด็กจรจัดนั่นใช่ไหม...” เสียงร้องถามแหลมปรี๊ด บอกความผิดหวัง บอกถึงโทสะเจ้าของเสียงเป็นหญิงวัยสามสิบเศษ...เธอกำลังยืนโงนเงน ทำท่าเหมือนจะลมใส่ล้มตึงลงได้ทุกเวลา “แกต้องเอาออก...ไปทำแท้งซะ...” “ไม่ค่ะ ลูกของกาว” “แล้วไง...ลูกของแก...ลูกของนางสาวสกาว...ยังเรียนมัธยมปลาย...แกท้อง...ตอนนี้แกอายุสิบหก...แกจะทำหน้าอย่างไร...แล้วหน้าฉัน...แกเห็นแก่หน้าฉันบ้างไหม ละแวกย่านบ้านนี้ มีใครบ้างไม่รู้จักฉัน...” “ค่า...” สกาวลากเสียงยาว หล่อนทำท่าไม่ยี่หระ...ท่าทางหล่อนร้ายเหลือ...ด้วยวัยเพียงแค่สิบหกเท่านั้นเอง หล่อนค่อนข้างอวบอัดและสูง มองเผินๆ หล่อนไม่ใช่สาวสิบหก...หล่อนเหมือนสาวอายุเกินยี่สิบไปแล้วหลายปี และสกาวยังเป็นสาวสวย หน้าของหล่อนอิ่มเอิบ ผิวนวลปลั่ง แต่หล่อนกำลังเอาความอับอายขายหน้ามาฝากวงศ์ตระกูล...หล่อนร้ายกาจนัก...หล่อนทำให้คุณศรีนวลอยากจะบ้าตาย...นับจากสกาวออกอาการอย่างคนแพ้ท้องมาได้สักสามสี่วัน สกาวก็ยอมสารภาพว่าตัวเองท้อง สกาวบอกว่าประจำเดือนขาดไปสามเดือนแล้ว แต่หน้าท้องของหล่อนยังไม่ปรากฏ... “ใครๆ ก็รู้จักคุณศรีนวล ผู้กว้างขวาง...” “แกอย่ามาประชดฉันนะ สกาว...แกจะเกินไปละ” “แม่ก็...ใจเย็นๆ ซิ” “ฉันจะทำยังไงกับแกดี” “ไม่รู้” สกาวไร้ความเดือดร้อน หล่อนจิ้มเอามะยมดิบๆ ใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ “กาวจะลาออกจากโรงเรียน...ดี...กาวไม่อยากเรียนหนังสือนักหรอก เรียนไม่เห็นสนุกอะไรเลย น่าเบื่อ...” “แกนะแก...” คุณศรีนวลทรุดตัวลงนั่ง น้ำตาคลออยู่ในดวงตา ผิดหวังและอับอายระคนกัน อยากจะบีบคอสกาวให้ตายไปซะ...แต่เธอก็ไม่กล้า...สกาวคงไม่อยากให้เธอบีบคอง่ายๆ สกาวเอาแต่ใจตัวเอง...เธอไม่โทษตัวเอง แต่โทษไปถึงนายเสกสรรสามีที่ตามใจสกาวมาอย่างหนัก เพราะสกาวเป็นลูกคนเดียวในหมู่พี่น้องสามชายด้วยกัน สกาวเลยไม่คุ้นกับระบบระเบียบ วินัยของบ้านไม่เคยครอบงำสกาวได้ “กาว...แกไม่อายบ้างหรือ...ทำไมแกหน้าด้านนัก แล้วลูกแกมันลูกใคร...หน้าไหนเป็นพ่อมัน” สกาวชะงักเล็กน้อย ดวงตาของหล่อนปรากฏแววไหววูบ แล้วหล่อนก็เอ่ยตอบอย่างไม่สนใจอะไรเหมือนเดิม “ไม่รู้” “อะไรนะ กาว คุณศรีนวลทะลึ่งพรวดขึ้นมาแล้วทิ้งตัวลงไปใหม่ “มันหลายคนน่ะ แม่...กาวไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อน...กาวจะเอาใครดีละ แม่ว่าใครเหมาะ...แม่จะเลือกใครมาเป็นเขย...โชคไหม...โชคลูกลุงกำนัน...พี่เทอด...หรือจะให้เป็นเจ้าขวัญ” มีเสียงเหมือนลมตีเอิ้กมาจากคอของคุณศรีนวล และเธอก็หมดสติ...สกาวมองหน้าตาเฉย หล่อนร้องบอกนางมะลิแค่ว่า “น้าลิดูแม่หน่อย เป็นลมซะแล้ว โธ่เอ๊ย...ใจเสาะจัง...” แล้วสกาวก็กระดิกเท้ากินมะยมดิบๆ จิ้มเกลือต่อ หน้าตาแสนจะปกติอย่างยิ่ง แต่จะมีใครบ้างรู้ใจของสกาว... ใจที่กำลังเคียดแค้น...เพราะอาทิตย์ก่อนหน้า หล่อนเจอกับผู้ชายที่หล่อนเอ่ยเรียกอย่างประชดว่าเจ้าขวัญ...หล่อนมั่นใจว่าเขาเป็นพ่อของลูกหล่อน แต่เจ้าขวัญปฏิเสธ...เขาไม่ยอมรับลูกของเขาเอง...ขวัญอ่อนแอเกินไป...เขาทำท่าตระหนกอกสั่นราวกับเขาทำบาปมหาศาลกระนั้นแหละ... และเขาบังเอิญเป็นคนที่สกาวรักมากที่สุด สกาวเลยแบกความแค้นแน่นอก ขวัญทำให้หล่อนเจ็บ...และคนอย่างสกาวเป็นคนรุนแรง...หล่อนจะขอจำจนวันตาย หล่อนจะไม่ยอมให้อภัยต่อเขาเป็นอันขาด...และสกาวจะไม่ระบุชื่อเขาเป็นพ่อของลูก... หล่อนจะแบกแค้นนี้เอาไว้ จนกว่าหล่อนจะได้สะสาง นายเสกสรรรับรู้เรื่องราวของสกาวเมื่อเขากลับมาจากกรุงเทพฯ คุณศรีนวลแซ่วบนเตียงในห้อง เธอร้องไห้ฟ้องกับเขา “ลูกพี่เสกทำเอาฉันเจ็บปวดจนอยากจะตาย...” “กาวหรือ...” เขายังไม่รู้รายละเอียด...แต่เขากลับบ้านคราวนี้ เขาไม่เห็นหน้าสกาวเลย สกาวเคยกระโดดโลดเต้นเสมอเมื่อเขาถึงบ้าน...แต่เขากลับคิดว่าสกาวคงจะออกไปหาเพื่อนฝูง สกาวเป็นคนกว้างขวาง...หล่อนเป็นสาวน้อยสวยที่สุดของหมู่บ้านนี้ ความสวยของหล่อน ความมั่งคั่งของทางบ้านทำให้สกาวเหมือนนางฟ้ามากกว่าเด็กสาวธรรมดาสามัญ คุณศรีนวลเล่าให้เขาฟัง นายเสกสรรก็ทรุดฮวบลง “กาวน่ะรึ...กาวท้อง...กับใคร!” แม้เธอจะรู้ว่าเขาเจ็บปวดมาก แต่เธอก็ต้องบอกเขา... “กาวมันว่าไม่รู้ มันมั่วหลายคน...” ความจริงที่ถูกถ่ายทอดจากปากของภรรยา ทำเอานายเสกสรรมีสีหน้าประหลาด และเขาก็สุดจะระงับความเครียดของตัวเอง...เขาเบิกตากว้าง หายใจแบบตะกุยตะกายเอาอากาศเข้าทรวงอก แล้วต่อจากนั้นเขาก็ล้มฟาดลง คุณศรีนวลร้องกรี๊ด...เมื่อเห็นร่างสามีล้มลงเหยียดยาว...หมดสติสมประดีไปต่อหน้าต่อตา... นางมะลิถลันเข้ามาแล้วพลอยหวีดร้องประสาน... นายเสกสรรเส้นโลหิตในสมองแตก ร่างกายซีกขวาของเขาไม่อาจจะขยับได้ตลอดตัว...

บทที่ 2 ท้อง

“กาวจะลาออกจากโรงเรียนแล้วนะ พี่เทอด” สกาวนั่งอยู่ริมคลอง หล่อนมีไม้ยาวๆ อันหนึ่งในมือ หล่อนเอาราน้ำเล่นอย่างไม่รู้จะทำอะไร กิริยาของหล่อนดูเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย...สายลมจากแมกไม้ที่ร่มครึ้มพัดเอาเส้นผมของหล่อนรุ่ยร่ายระดวงหน้าอิ่มเอิบ... เทอดภูมิมองหล่อนอย่างหลงใหล เขารักหล่อนมาก...สกาวเป็นหญิงคนเดียวในดวงใจเขา...หล่อนเหมือนจันทร์ดวงงาม สุกสกาวบนฟ้า แต่หล่อนส่องสว่างสกาวกลางใจเขาคนเดียว นับจากเขาแตกหนุ่มริรัก...เขามีแต่สกาว สกาวทำให้เขาฝันบรรเจิด...เทอดภูมิอายุสิบเก้า เขาเรียนปีสองในมหาวิทยาลัยแล้ว เขาต้องอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เขาทนความคิดถึงต่อสกาวไม่เคยได้ เขามักจะพาสกาวมาขลุกอยู่ในบ้านเป็นประจำ...พ่อแม่ของเขาไม่ได้ห้ามปราม เพราะสกาวมีประวัติความเป็นมาดี...เว้นแต่ว่าหล่อนค่อนข้างจะปล่อยตัวมากไปสักนิด เทอดภูมิเหมือนคนตาบอด เขามองไม่เห็นความเหลวแหลกของสกาว และหากใครพูด เขาจะโกรธมาก แต่ยามนี้เขาตกใจกับคำบอกของสกาว “ก็ไหนกาวว่าอยากไปกรุงเทพฯ เรียนมหาวิทยาลัย” “ไปไม่ได้แล้วมั้ง” “กาวจะออกทำไม” “บอกแล้วอย่าช็อกนะ!” “ไม่หรอก” “กาวท้อง!” สกาวบอกเสียงเฉยๆ เทอดภูมิแทบพลัดตกจากตลิ่งลงไปในน้ำ...เขามองสกาวเหมือนหล่อนเป็นตัวประหลาด...แต่ไม่ใช่ความรังเกียจหากเป็นความตกใจ “พี่เทอดช็อกแล้วใช่ไหม!” “กาวหลอกพี่ทำไม!” “กาวไม่ได้หลอก” หล่อนยืนยัน “กาวพูดจริง...” “ลูกพี่ใช่ไหม กาว!” เขาถามต่อแผ่วๆ คว้าร่างของสกาวมาหา “ใช่ไหม กาว...ลูกของเรา...ของกาวกับพี่...โอ...” หน้าของเขาแดงก่ำ เลือดสูบฉีดแรง หนุ่มน้อยวัยสิบเก้าบังเกิดความปีติท่วมท้นในใจ เพราะเขามีคู่แข่งหลายคน...เจ้าโชคลูกชายกำนันทำท่ากร่างอวดความเป็นเจ้าของสกาวเสมอ ยังจะเจ้าขวัญเจ้าหนุ่มยากจนแต่รูปงามบ้านท้ายหมู่บ้านนั้นอีกเล่า...รู้กันทั่วว่าสกาวชอบไปตอแยเล่นกับเจ้าขวัญนัก เพราะสกาวมองว่าเจ้าขวัญหล่อเหลาเกินหน้าหนุ่มน้อยคนอื่นๆ ทั้งหมู่บ้าน...หรือทั้งตำบลย่านนี้ไม่มีใครเกินหน้าเจ้าขวัญ... สกาวปลื้มเจ้าขวัญต่อหน้าเขาออกบ่อยๆ สกาวไม่เคยรังเกียจหัวแดงๆ ของเจ้าขวัญ...หล่อนไม่สนใจว่าเจ้าขวัญแค่ลูกฝรั่งที่แม่ของมันเป็นเมียเช่าชั่วคราว แม่เจ้าขวัญหอบมันมาทิ้งให้ตายายช่วยกันเลี้ยง แล้วตัวแม่ก็เผ่นลงไปหากินในกรุงเทพฯ ต่อ ก็ลูกผู้หญิงหากิน...ใครๆ ก็เดียดฉันท์เจ้าขวัญ ยกเว้นแต่สกาว... เขาเองเคยหมั่นไส้เจ้าขวัญ แต่เทอดภูมิไม่กล้า... เพราะเขาไม่ใช่ลูกนักเลง...แต่ตัวเองค่อนข้างจะเรียบร้อย แต่เจ้าโชคของกำนัดซิเคยยอม ‘ลง’ ให้เจ้าขวัญเสียที่ไหน ลากเอาไปกระทืบเล่นบ่อยไป แต่ลากไประบายอารมณ์โกรธแค้นหนใด เจ้าโชคก็จะถูกสกาวด่าเปิงทุกครั้ง... แล้วเจ้าโชคอันธพาลของหมู่บ้านตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ก็ไม่กล้าหือกับสกาวคนเดียว กำนันชัยเคยว่าเจ้าโชคยอมให้สกาวเป็นแม่... เจ้าโชคก็หัวเราะแหะๆ เท่านั้นเอง... “ไม่ใช่ลูกพี่เทอดหรอก” เขากำลังคิดเพลินๆ สกาวก็ตอบโพล่งออกมา หล่อนทำหน้าเฉยๆ “อะไรนะ กาว” “กาวบอกว่าไม่ใช่ลูกที่เทอด” หล่อนเน้นเสียงบอกช้าๆ ชัดเจน เขาจับบ่าสองข้างของสกาวเอาไว้ มองหน้าสกาวอย่างไม่กะพริบตา “บอกพี่...แล้วพี่จะรับผิดชอบเอง...!” “ไม่ใช่ จะบอกพี่เทอดได้ไง!” “แล้วลูกใคร” หล่อนมองสบตาเขา...เทอดภูมิไม่รู้ว่าเขากำลังจิกมือลงไปในบ่าบอบบางของหล่อน...แววตาของเขาปวดร้าวมาก “กาว...อย่าบอกนะ...อย่าบอก...ลูก…” น้ำเสียงของเขาขาดเป็นห้วง...แววตาของเขาออกประกายปวดร้าวถมทวี “มันใช่!” หล่อนบอกเรียบๆ “ทำไม...ต้องเป็นไอ้ขวัญ...ไอ้สัตว์หมานั่น...มันมีดีอะไร!” “พี่เทอดโกรธกาวเหรอ” “พี่จะฆ่ามัน...มันหยามพี่!” “กาวจะออกจากโรงเรียน...คลอดลูก...” “กาว...ไม่แต่งงานหรือ!” “แต่งกับใคร...” “กับไอ้ขวัญ...มันต้องรับผิดชอบซิ” “เขาว่าเขาไม่รู้ไม่เห็น!” “อะไรนะ กาว” “กาวว่าเจ้าขวัญมันไม่รับ...ทั้งที่กาวนอนกับมันก่อนใคร...” กรามของเทอดภูมิขบแน่นเข้าหากัน...เขาอยากจะปิดปากสกาว อยากจะห้ามหล่อนไม่ให้พูดอีกแล้ว แต่เขาทำไม่ได้ ข้างในใจของเขากำลังร้องไห้...สกาวทำให้ลูกผู้ชายอย่างเขามีดวงตาแดงก่ำ...เขาคงจะปล่อยโฮ...หากไม่คิดว่าเท่านี้เขาก็อ่อนแอมากไปแล้ว “กาวนอนกับมันมากกว่าใครๆ...” “พอนะ...กาว...พอที” เขาห้ามเสียงแข็ง สกาวยื่นหน้ามาใกล้ “ตบกาวสิ...พี่เทอด...ตบให้กับความใจง่ายของกาว” “ไม่...” เขากัดฟันบอก “พี่ทำร้ายกาวไม่ได้...” “ขวัญมันทำ...” “อะไรนะ กาว” “มันตบกาวบ่อยๆ ไป...” หล่อนไม่ได้บอกว่าตัวเองชอบ...แล้วหล่อนก็โผเข้ามากอดเทอดภูมิเอาไว้ “ตบตีกาวเลย...แล้วรักกาวซิ...นะ...นะ...พี่เทอด...” เริ่มพลบค่ำ...ริมฝั่งน้ำเงามืดเริ่มปกคลุม...และห่างออกไปไม่มากคือสุมทุมพุ่มไม้...น้ำเสียงกระซิบบอกของสกาวบอกความต้องการอันแรงกล้า...เทอดภูมิทำท่าว้าวุ่นใจอย่างนัก เขาจะทำอย่างไรดี เสียงเรียกร้องของสกาวก็เข้าไปอึงอลในอก...ต่อสู้กับการรู้ถูกผิด...ความยับยั้งชั่งใจกำลังจะขาดผึงลง... “พี่เทอด...ไม่รักกาวหรอกหรือ...ทำไมคิดนานจัง...กาวบากหน้ามา...” ตอนเขาลากสกาวไปนั้น สกาวไม่ร้องสักแอะ...หล่อนรอเวลา...หล่อนมีความต้องการ สกาวรู้จักรสทางนี้เสียแล้ว และสุดจะห้ามปรามตัวเอง สกาวยังอ่อนเยาว์เกินไป อีกทั้งเคยเอาแต่ใจตัวเองมาช้านาน สกาวไม่รู้จักคำว่ายับยั้ง... แต่ยามสกาวทอดร่างลงแตะต้องละอองดินและฝุ่นผงรอบข้างหลังพุ่มไม้นี้ สกาวกำลังคิดถึงเจ้าขวัญอย่างแรงกล้า รสสวาทจากหนุ่มคนไหนๆ ก็ไม่เท่าเจ้าขวัญ...แต่เขากระบิดกระบวนเล่นตัวกับสกาวนักหนา... แม้แต่ลูกที่สกาวกล้ายันว่าใช่ลูกเขา เจ้าขวัญก็ไม่ยอมรับ “เทอด...อยู่ไหน...กาวล่ะ...” เสียงเรียกหามา เทอดภูมิลนลานจากไป สกาวค่อยๆ เก็บงำผ้าผ่อนของตัวเอง นุ่งห่มช้าๆ ก่อนจะตามออกมาด้วยสีหน้าท่าทางปกติ... นางทับทิมมองสกาวหน้าเผือดลง...และนางก็ได้ยินเสียงบอกแหบแห้งของลูกชาย “กาวกับฉันกำลังตกลงกันน่ะ แม่...กาวบอกว่ากาวท้อง” นางทำท่าตกตะลึงหนัก สกาวท้อง... “เทอด แกพูดอะไร” “กาวท้องกับผม...ลูกผม” สกาวมองเทอดภูมิเหมือนคาดไม่ถึง...เทอดภูมิแอ่นอกออกมารับว่าเป็นพ่อของลูกในท้องหล่อน... นางทับทิมมองสกาวแปลกๆ แต่นางตัดบทว่า “กาว...ทางบ้านตามหา พ่อของหนูล้มฟาดลง ส่งเข้าโรงพยาบาลโน่นแน่ะ”

บทที่ 3 กาลกิณี

เสียงลืออึงไปทั่วตำบล...จากหมู่บ้านที่สกาวพำนักมาถึงหมู่บ้านของเขา ขวัญรู้ว่าสกาวก่อเรื่องงามหน้า สกาวท้อง!... ข่าวของหล่อนเหมือนไฟไหม้ป่า และลือกันต่อว่านายเสกสรรพ่อของหล่อนเสียใจมากจนเส้นโลหิตในสมองแตก ยังอยู่ในโรงพยาบาล “หนูกาวท้อง...” ยายของเขาได้ข่าวมาเหมือนกัน นางมองหน้าเขา...ขวัญหลบตาจากนาง ใจเต้นไม่เป็นส่ำ “เอ็งรู้เรื่องไหม เจ้าขวัญ” “ก็ได้ยินข่าว...” เขาตอบอ้อมแอ้ม “เอ็งเข้าไปข้องแวะด้วยหรือเปล่า!” “เอ้อ...ฉัน...คือ...ฉัน...” เขาจะบอกอย่างไรดี สกาวกับเขา ‘นอน’ ด้วยกันหลายหน เขาไม่เคยต้องการแบบนั้น แต่เขาต้านสกาวไม่เคยได้ หล่อนมีอิทธิพลบางอย่างโน้มน้าวเหนือเขาเสมอมา จริตกิริยาของหล่อนนั้นล้ำหน้าสาวคนใดที่เขาเคยพบพาน...หล่อนทั้งน่ารักน่าชัง...หล่อนทำให้เขารัก ทำให้เขาโกรธขุ่นแค้น...และความรุนแรงที่เขาเก็บซ่อนไว้จะปะทุออกเสมอยามที่เขาอยู่กับสกาวตามลำพัง หล่อนยั่วยุเขา หล่อนยอมเจ็บตัวเพราะเขา...หล่อนท้าทายเขาเสมอให้เขาตบตีหล่อน... ขวัญคิดว่าเขาเกลียดสกาว...เพราะหล่อนเป็นคนกระชากเอาความดำมืดของเขาออกมาตีแผ่ หล่อนรู้ทันเสมอ “ขวัญ...เอ็งตอบชัดๆ” “ไม่มีอะไรนะ ยาย...กาวน่ะไม่เหมาะกับฉันหรอก...” “แล้วไป...” “ฉันเองไม่อยากยุ่งกับสกาว...มีแต่คนจ้องจะลากฉันไปกระทืบ” “เอ็งรู้ตัวก็ดีแล้ว...นี่เจ้าโชคมันจะมาระรานเอ็งอีกไหม...ข้าว่าเอ็งน่าจะไปกรุงเทพฯสักพัก...” “ไปหาแม่หรือยาย!” “ใช่” “ฉันไม่อยากไปอยู่กับแม่...” “เอ็งต้องไป...หลบภัยตีนเจ้าโชค...คราวนี้เอ็งอาจจะถึงตายเพราะมันคงจะโกรธมาก...” “ข่าวลือว่ากาวท้องกับพี่เทอดนี่นา!” “เจ้าโชคมันไม่กล้ากับเทอด แต่มันกล้าออกกะเอ็ง...มันอาจจะพาล...ขวัญ...เอ็งไปซะคืนนี้เลย...เอ็งมีอะไรที่นี่ต้องห่วง...ปีนี้เอ็งก็ไม่ได้เรียนหนังสือ ว่างมาปีนึง...ไปกรุงเทพฯซะ ห่อผ้าห่อเดียว...กรุงเทพฯเอ็งก็เคยไป...” ขวัญออกจากหมู่บ้านไปในตอนพลบ และหลังจากพลบวันนั้นแล้ว ขวัญไม่เคยกลับมาเหยียบหมู่บ้านนี้อีกเลย ***************** นายเสกสรรไม่ตาย เขารักษาตัวยาวนานในโรงพยาบาล หมดเงินไปมากมาย คุณศรีนวลโทษสกาว แต่นายเสกสรรไม่เคยโทษลูกสาวสักคำ...เขากอดสกาวไว้เมื่อหล่อนมาร้องไห้กราบขอโทษต่อเขา นายเสกสรรเป็นอีกคนนอกเหนือจากเทอดภูมิที่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้องของสกาว และต่างปิดปากเงียบ สกาวแต่งงานในเดือนที่เจ็ดของการตั้งท้อง...เมื่อขวัญหายตัวไปจากหมู่บ้าน...ท่ามกลางความเคียดแค้นแสนสาหัสของสกาว...หล่อนเกลียดเขา ขวัญหลบลี้หนีหน้า... สกาวพาลเกลียดลูกในท้อง...หล่อนจะเอาลูกออก แต่เทอดภูมิห้ามไว้ สกาวจำใจเก็บไว้...ตราบจนกระทั่งหล่อนคลอด สกาวได้ลูกชาย แม้แต่หน้าเด็กสักแวบ หล่อนก็ไม่ชายตามอง...กิริยาของหล่อนเฉกเช่นเดียวกับคุณศรีนวล...และทารกคลอดใหม่ทำให้บรรดาคนรุ่นผู้ใหญ่ตกอยู่ในอาการพูดไออกไปตามๆ กัน เพราะทารกเพศชาย ผิวขาวอมชมพู จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักแดงสวย เส้นผมสีอ่อนกระเดียดไปทางเจ้าขวัญนักหนา แต่ใครจะกล้าพูด เพราะแค่แย้มๆ สกาวก็ร้องกรี๊ดกร๊าด...หล่อนอาละวาดใส่คนที่แอบพูดว่าหล่อนท้องกับเจ้าขวัญ... “กาวดูรูปเด็กฝรั่งมากไป...ติดออกทั่วห้อง...ใครพูดมาก กาวจะเอารองเท้าตบปากให้ คอยดูซิ...” นางทับทิมยังต้องหุบปาก...กลัวฤทธิ์สกาวนั่นเอง และลูกชายของนางเองก็หลงสกาวนักหนา... สกาวพักอยู่บ้านตัวเอง...การแต่งงานของสกาวคือการพาเทอดภูมิเข้ามาอยู่ในบ้านของสกาว เขาเป็นลูกบ้านอื่น นางทับทิมเลยจำต้องยอม...นางมองลูกชายอย่างสังเวชใจ...เทอดภูมิรักสกาวเกินไป...เขาทำท่าไม่รู้สึกอะไรเลย สกาวไม่รักลูก...หล่อนแทบจะไม่อุ้ม ไม่แตะต้อง ไม่เคยให้นม...หน้าที่นี้ไปตกหนักกับนางวิมล...พี่สะใภ้ของสกาว...นางวิมลท้องแล้วแท้งมาสักสามหน...นางจึงรับเอาทารกตัวน้อยๆ ไปประคบประหงมเสียเอง และออกจะปกป้องทารกเสมอสายเลือดในอก โดยไม่สนใจที่มาของเด็กชายเลย สกาวเองก็มิได้ทวงถาม คุณศรีนวลนั้นเล่า...อคติต่อทารกตั้งแต่ไหนแต่ไร...เธอโทษทารกตัวน้อยๆ ว่าเป็นกาลกิณี... เธอเกลียดชัง ‘ภานุกร’ และไม่ยอมรับว่านั่นคือหลานของเธอเอาเสียเลย

อ่านต่อ