ในค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว
บทที่ 1

“พี่คีย์ ทางนี้ค่ะ วู่ ๆ พี่คีย์ น้องอยู่นี่” สิ้นเสียงเรียกหาพี่ชายของฐิติชญา ก็ทำเอาหัวใจของเด็กสาววัยสิบห้าปีเต้นไม่เป็นส่ำขึ้นในวินาทีนั้น ภัทรวรินทร์เม้มปากน้อย ๆ มือที่กำลังลงสีบนแผ่นการ์ดของเพื่อนที่สั่งทำไว้เริ่มสั่นนิด ๆ และแน่นอนว่าสมาธิของเธอก็ค่อย ๆ แตกซ่านในที่สุด จนทำต่อไม่ไหว ตัดสินใจเปิดกระเป๋าผ้าสำหรับใส่สัมภาระที่ตัดเย็บด้วยตัวเอง จับการ์ดที่ยังทำไม่เสร็จดี ดันเข้าไปข้างในนั้น เปิดกระเป๋าเรียน เก็บของ ก้มหน้างุด ๆ บอกเพื่อนไปว่า “เดี๋ยวพราวไปหาที่เงียบ ๆ ทำการ์ดก่อนนะครีม” เจ้าของชื่อเล่น ‘ครีม’ รีบตะครุบแขนคนเตรียมหนีเอาไว้แน่น ยิ้มล้อเลียนใส่ ก่อนจะยื่นหน้าลงถามใกล้ ๆ น้ำเสียงยั่วเพื่อนไม่น้อยเลย “จะรีบไปไหนเล่า นี่เขินพี่คีย์ใช่ไหมเนี่ย” ภัทรวรินทร์หลุบตาเพื่อนมองลงที่โต๊ะร้องตอบไปว่า “เปล่า ไม่ได้เขิน พราวจะเขินทำไม” “ครีมรู้นะว่าพราวแอบชอบพี่คีย์ ก็เวลาพี่คีย์เข้ามาอยู่ในรัศมีสามเมตรทีไร พราวก็จะหน้าแดงแบบนี้ทุกที พี่คีย์คุยอะไรกับพราวด้วย พราวก็จะไม่กล้ามองหน้า ไม่กล้าสบตาพี่คีย์ แบบนี้ไม่เรียกว่าแอบชอบ จะให้เรียกว่าอะไรจ๊ะ” ฐิติชญาวิเคราะห์อาการของเธอเป็นฉาก ๆ สมกับเป็นบุตรสาวของแพทย์ชื่อดัง ไม่วายยื่นมือมาจับแก้มของเธอเบา ๆ เชิงหยอกเย้าไปด้วย แล้วปั้นหน้าสยอง บีบเสียงให้ดูน่ากลัว พูดเตือนไปว่า “ครีมจะบอกความลับของพี่คีย์ให้พราวฟังนะ พี่คีย์น่ะเห็นแบบนั้นเถอะเวลาโกรธหรือเกลียดใครขึ้นมา พี่คีย์จำฝังใจแล้วก็จะหาทางเอาคืนเจ็บ ๆ เลยแหละ เพราะฉะนั้นถ้าได้ไปเป็นแฟนกับพี่คีย์แล้ว อย่าไปเผลอปลุกยักษ์ที่สิงในตัวขึ้นมาเด็ดขาดเลย” ยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบ เสียงถามก็ดังมาจากอีกทางของม้านั่ง “ใครชอบใคร เป็นแฟนกับใครหรือ” มณีนาถ เพื่อนในกลุ่มอีกคน เดินเข้ามาพร้อมของกินในมือนั่งลงยังที่ว่างข้างฐิติชญา ถามจบก็เปิดกระเป๋าหยิบการบ้านของวิชาหนึ่งขึ้นมากางออกรอทำ อีกมือแกะถุงจิ้มสาคูไส้หมูเข้าปาก เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนเมื่อไม่มีใครตอบคำถามของตนเองเลยสักคน ฐิติชญายิ้มเจ้าเล่ห์ใส่แล้วว่า “ครีมไม่บอกหรอก” มณีนาถชักสีหน้าไม่พอใจทันที “ตลอดเลยนะ สองคนนี้ชอบมีเรื่องอะไรแล้วไม่ยอมเล่าให้ฟังบ้างเลย” “ไม่มีจริง ๆ” ฐิติชญาบอกปนขำ พร้อมกับจ้องตาเธอยิ้มยั่วใส่อีกต่างหาก มณีนาถไม่ถามเซ้าซี้อีก ก้มหน้าก้มตาทำการบ้านต่อไป แต่ใบหน้าดูออกว่ากำลังงอนเพื่อนทั้งสองคนอยู่ ฐิติชญาเลยหันไปสบตากับเธอ ก่อนจะย้ายไปนั่งเบียดกับคนแสนงอน บอกง้อ ๆ “อะ ๆ ครีมบอกก็ได้” “ครีม!” คนมีความลับรีบส่งเสียงดุ ๆ เรียกเพื่อนออกไปอีกครั้งด้วยอาการตกใจ ฐิติชญาเลยหัวเราะออกมาลั่นที่แกล้งเธอได้ ก่อนจะฉีกยิ้มหวานไปทางหลังของเธอ สนทนากับคนทางนั้นแทน “พี่คีย์มานั่งนี่เร็ว” ถึงได้รู้ในตอนนั้นว่าตนพลาดท่าเสียทีให้เพื่อนสนิทเข้าแล้ว เพราะมัวแต่โต้เถียงกันอยู่ จนไม่ได้มองเลยว่าพี่ชายของอีกฝ่ายเดินมาถึงโต๊ะที่พวกตนนั่งกันอยู่ ฐิรดลในชุดนักศึกษานั่งลงตรงข้างเธอ ภัทรวรินทร์เขยิบหนีด้วยอาการประหม่าเล็กน้อย พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มเป็นสีแดงระเรื่อขึ้น “เอ้า เอาไป” ฐิรดลส่งของให้น้องสาว ฐิติชญารับมาแล้วก็แกล้งส่งสายตาล้อ ๆ มาที่เธอ บอกเสียงอ่อนเสียงเสียงหวานกับพี่ชายไปว่า “ขอบคุณค่ะพี่คีย์ขา” ฐิรดลทำหน้างงเล็กน้อยเมื่อน้องสาวพูดจาผิดจากที่เป็น เขาหันมามองทางเพื่อนของน้องที่นั่งข้าง ๆ กัน กำลังจะเอ่ยปากทัก แต่แล้วน้องสาวตัวดีก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน “ครีมมีอะไรจะบอกพี่คีย์ด้วยแหละ” ฐิติชญาหัวเราะเจ้าเล่ห์พร้อมกับมองมาที่เธอที่นั่งหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม ฐิรดลมองน้องสาวของเขาแล้วก็ถามเสียงขรึมไปว่า “เป็นอะไรของเราน่ะครีม หัวเราะอะไรนัก หึ” “คืองี้พี่คีย์” “ครีม!” ภัทรวรินทร์เรียกเพื่อน พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนไปให้ด้วย แต่ทางนั้นกลับหัวเราะชอบใจตอบกลับมาแทน “สองคนนี้ นินทาพี่ใช่ไหม” ฐิรดลถามน้องสาวก่อนจะมองไปยังเพื่อนของน้องด้วยสายตางุนงงหนักมากยิ่งขึ้น “น่าเบื่อชะมัดเลย มีพี่ฉลาดแบบนี้เนี่ย” ฐิติชญาบ่นพี่ชายตัวเองเสร็จก็อมยิ้ม พูดยั่วเพื่อนซี้ไปว่า “ที่จริงน่ะ พราว...” “พราว อาจารย์ต่ายเรียก” ภัทรวรินทร์พ่นลมออกจากปากเบา ๆ หน้ายังคงแดงและร้อนนิด ๆ เมื่อได้ข้ออ้างเรื่องอาจารย์เรียกให้เธอได้ลุกออกจากตรงนี้ไป ก็ค่อยขยับหยิบของลนลานเล็กน้อย พร้อมกับพูดโดยไม่มองหน้าใครเลยสักคนที่โต๊ะ “พราวไปหาอาจารย์ก่อนนะ” คนชอบแกล้ง ร้องเรียกเพื่อนไป หัวเราะไม่หยุด “อ้าวพราว เดี๋ยวสิพราว ครีมจะบอกเลยนะ” ฐิรดลมองตามหลังคนที่จากไปด้วยสายตาเสียดายเล็กน้อย หันมาถามน้องสาวของเขา “สรุปว่าเราขำอะไรกันแน่เนี่ย” “ก็พราวน่ะสิคะ...” น้องสาวตัวดีพูดไปยิ้มไป “พราวบอกว่า...” พูดกั๊ก ๆ เอาไว้เพื่อรอดูท่าทีของพี่ชายตนเองแล้วก็หยุดไป ไม่พูดต่อเสียอย่างนั้น ฐิรดลนิ่งรอฟังอย่างตั้งใจ พอเห็นว่าน้องสาวทำเล่นแง่ใส่ก็รู้ในทันที ทำท่าจะลุกจากไปอีกคน สุดท้ายแม่ตัวดีเป็นฝ่ายทนไม่ไหวเสียเอง ดึงแขนพี่ชายให้อยู่ฟังก่อน “พราวบอกว่าพี่คีย์น่ะสูงอย่างกับเสาไฟฟ้า ตอนจบได้เป็นหมอ คงต้องนั่งหมอบกับพื้นถึงจะตรวจคนไข้ได้พอดีค่ะ” ฐิรดลบอกอย่างรู้ทันกัน “ไม่ใช่เพื่อนเราหรอกที่พูด เรานั่นแหละ” แล้วยื่นมือออกไปขยี้หัวน้องสาว โดยมีสายตาของมณีนาถมองนิ่งอยู่อย่างนั้น พอเห็นฐิรดลหันมามองที่ตนบ้างก็หลบสายตาวูบลงที่การบ้านตรงหน้า ใจเต้นแรงหน้าแดงไม่ต่างจากภัทรวรินทร์เมื่อครู่นี้เลยสักนิด ส่งของให้น้องแล้ว ฐิรดลขึ้นไปพบอาจารย์ที่ห้องของฝ่ายวิชาการ เพราะทางโรงเรียนนัดให้เขามาถ่ายรูปและสัมภาษณ์ลงในหนังสือของโรงเรียน เพื่อบอกกล่าวแก่รุ่นน้องว่าในรุ่นพี่ที่ผ่านมามีใครที่สอบเข้าที่ไหน พอเชิดหน้าชูตาโรงเรียนได้บ้างและฐิรดลก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่ทางอาจารย์ขอความร่วมมือให้เข้ามาในวันนี้ จนเลิกเรียนแล้ว ภัทรวรินทร์โบกมือลาเพื่อนซี้ แล้วเดินแยกไปขึ้นรถสองแถวเพื่อกลับเข้าบ้านเหมือนอย่างทุกวัน บ้านที่เธอพักอาศัยอยู่เป็นตึกแถวที่จงใจสร้างหน้าบ้านเชื่อมไปทางบ้านที่อยู่อีกตรอกได้ มีขนาดสี่คูหา ตั้งอยู่ในซอยลึกที่เป็นซอยตัน รอบด้านไม่มีบ้านของใครเลย ที่หน้าตึกแบ่งพื้นที่เป็นหน้าร้านเล็ก ๆ ที่ซึ่งเป็นร้านรับตัดเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้า เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปยังด้านหลัง จะเป็นบ้านใหญ่ที่มีหญิงสาวมากมายคอยให้บริการชายทุกวัยที่มีเงินมากพอจะจ่ายให้พวกหล่อน ภัทรวรินทร์สงสัยมาตลอดตั้งแต่จำความได้ ว่าทำไมต้องทำบ้านแบบนี้ แล้วก็ได้คำตอบเมื่อตอนอายุหกขวบจากใครสักคนในบ้านนั่นเอง “บ้านของเราเป็นซ่องหรือจ๊ะ” “ใครบอกแก” “ใคร ๆ เขาก็พูดกันทั้งนั้น” “เขาไม่ได้เรียกซ่องหรอกนังหนู” “แล้วเขาเรียกว่าอะไรล่ะป้านง” “เขาเรียกว่าเรือนมาลีโว้ย ที่นี่เรามีสาว ๆ ให้บริการความสุขกับพวกผู้ชาย ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนนะที่เราจะให้ความสุขกับพวกนั้นน่ะ จะต้องเป็นคนมีเงิน มีหน้ามีตาในสังคมเท่านั้น จำไว้” “ทำไมหนูต้องจำด้วย” “เพราะว่าเดี๋ยวพอแกโตไป ก็ต้องทำแบบพวกพี่ ๆ เหมือนกันนั่นแหละ” “ไม่มีทาง พราวไม่มีทางทำงานแบบนี้แน่” “กูจะรอดู แม่มึงท้องมึงในนี้ คลอดมึงในนี้ มึงจะพ้นไปจากแม่ของมึงได้ยังไงวะอีพราว หน็อยทำมาตั้งชื่อยาวๆ ภัทรวรินทร์ ถุย ดัดจริต เหมือนแม่มึงนั่นแหละ” คำพูดเหยียดหยันดังไล่ตามหลังเธอเสมอมา ภัทรวรินทร์รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเธอเป็นลูกของผู้หญิงคนหนึ่งในนี้ที่ทำงานไม่ต่างจากผู้หญิงที่คอยให้ความสุขกับเหล่าผู้ชายที่ในเรือนมาลีนี้เอง แม่ของเธอคงตั้งครรภ์กับผู้ชายสักคนที่หลับนอนด้วย แล้วก็คลอดเธอออกมา ก่อนจะทิ้งเธอไป เด็กสาวเคยถามหาแม่อยู่หลายครั้ง แต่แล้วใคร ๆ ก็ส่ายหน้า ไม่ให้คำตอบว่าแม่ของเธอคือใคร ภัทรวรินทร์ไม่รู้จักหน้าตาของแม่ตัวเอง ไม่มีรูปถ่าย มีแค่ชื่อในใบเกิดเท่านั้น ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตั้งแต่ที่ได้รับคำตอบในวันนั้น เธอก็ไม่ย่างกรายเข้าไปที่บ้านด้านหลังอีกเลย เด็กสาวใฝ่เรียน ใช้ชีวิต กิน นอน อ่านหนังสืออยู่แต่ที่ร้านตัดเย็บซ่อมเสื้อผ้าที่อยู่ส่วนหน้าของเรือนแห่งความสุขนั่นกับสมสมร เช้าวันหยุดเด็กสาวจะตื่นไวกว่าเดิม เพื่อออกมาช่วยสมสมร จนบ่ายโมงได้ที่แว่วเสียงเรียกดังมาจากในร้าน “พราว” “จ๋า” “ไปซื้อของให้น้าหน่อย” สมสมรไม่ได้ต่อต้านผู้หญิงในเรือนมาลีแบบเธอ ท่านรับซ่อมเสื้อผ้าให้ชาวบ้านในละแวก รวมถึงเสื้อผ้าของสาว ๆ เหล่านั้นอีกด้วย สมสมรส่งเงินให้ พร้อมกำชับว่า “นี่นะรายการทั้งหมด นี่ตังค์ เก็บดี ๆ อย่าทำหายล่ะ” “จ้ะ” ตอบรับแข็งขัน แล้วเดินออกไปขึ้นรถสองแถว เด็กสาวต้องนั่งรถสามต่อเพื่อไปซื้อของให้สมสมร ครั้งแรกท่านพาเธอไปก่อน พอเด็กสาวเริ่มรู้ภาษา พอจะไหว้วานใช้งานได้ ถัดมาจากนั้น ท่านก็ลองให้นั่งรถไปเอง จนคล้อยหลังเด็กสาวแล้ว หนึ่งในสมาชิกของเรือนมาลีก็กอดอกพูดขึ้น “จะให้มันทำร้านเย็บผ้ากระจอก ๆ แบบนี้แทนพี่ไปจนตายเลยหรือยังไงวะ” สมสมรไม่มองคนพูด จับผ้าเย็บตะเข็บพร้อมโต้กลับไปว่า “พราวมันเก่ง มันจะต้องมีอนาคตที่ดี มันไม่มีทางทำงานแบบพวกมึงเด็ดขาด” “กูจะคอยดูว่ามันจะไปได้สักกี่น้ำกันเชียว”

บทที่ 2

เด็กสาวลงจากรถสองแถวได้ก็ตรงดิ่งไปยังร้านของบังหมัก ที่ร้านนี้เน้นขายผ้าและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตัดเย็บ ซ่อมแซมผ้าทุกชนิด “เอาอะไรบ้างล่ะรอบนี้” “นี่จ้ะพี่กบ” เด็กสาวบอกพร้อมส่งรายการของที่น้าจดไว้ให้กับคนงานในร้านขายแล้วก็ยืนคอยไม่นานทางนั้นนำของมาส่งให้ “ได้ไม่ครบหรอกนะพราว เราลองไปดูร้านเจ๊หลีเถอะทางนั้นน่าจะยังมีของอยู่” เด็กสาวยิ้มให้พี่กบพร้อมกับบอก “ขอบคุณจ้ะพี่” “กลับบ้านดี ๆ” กบ ลูกน้องคนสำคัญของร้านขายวัสดุผ้าร้องมาตามหลัง ภัทรวรินทร์มองชื่อรายการของที่เหลือในใบจด ก็จำต้องเดินตรงไปร้านใหญ่อีกร้าน นั่นก็คือร้านเจ๊หลี แต่ก็ยังได้ของไม่ครบอยู่ดีจึงต้องหาต่ออีกสามร้าน กว่าจะครบถ้วนได้เวลาก็ล่วงเข้าไปถึงตอนเย็นพอดี แถมวันนี้ฟ้ายังครึ้มอีกด้วย เมฆก้อนใหญ่นั่นรวมกับอีกก้อนทางนี้เลยพานให้มืดมัวไปหมด ชะเง้อมองดูนาฬิกาในร้านที่กำลังเดินผ่าน ก็ต้องรีบวิ่งสุดฝีเท้าไปที่ท่ารถ แต่แล้วก็ไปไม่ทัน รถเที่ยวสุดท้ายคันที่ผ่านไปยังละแวกบ้านเพิ่งออกไปได้ครึ่งชั่วโมงก่อนนี่เอง ยืนคิดอยู่ครู่ นึกได้ว่ามีรถประจำทางที่น่าจะวิ่งผ่านทางเส้นนั้น จึงเดินหิ้วถุงของไปรอยังศาลาริมถนน ตอนที่ไปถึงมีคนรออยู่ราว ๆ หกคน ไม่นานฝนเริ่มลงเม็ด คนที่นั่งคอยทยอยขึ้นรถหายไปทีละคนสองคน จนตอนนี้เหลือเธอเพียงคนเดียวที่ในศาลา จากไม่กลัวอะไรเลย ตอนนี้เด็กสาวเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว และแล้วก็มีคนวิ่งฝ่าฝนเข้ามานั่งรอในศาลาด้วย คนมาใหม่เป็นผู้ชายเหมือนจะเป็นวัยทำงานแล้ว เขาอยู่ใส่ชุดคล้ายยูนิฟอร์มของสำนักงานอะไรสักอย่าง ที่เธอไม่กล้าจ้องมองเขามากนัก แม้อีกฝ่ายจะมองมาที่เธอบ่อย ๆ ก็ตามที เธอเป็นคนไม่ชอบผูกมิตรกับคนไม่รู้จัก จึงทำเฉยเอาไว้ ไม่นานชายที่นั่งร่วมศาลารอรถก็ขยับเข้ามานั่งใกล้เธอมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่เขานั่งห่างกันคนละฝั่ง ตอนนี้อีกฝ่ายขยับเข้าหาจนแทบจะย้ายมานั่งบนแผ่นที่นั่งเดียวกับเธอแล้วด้วย ภัทรวรินทร์กอดถุงของบนตักแน่นคล้ายจะให้มันเป็นตัวช่วยกันคนแปลกหน้า แล้วก็ขยับตัวหนีห่างออกจากเขา แต่แล้วทางนั้นก็ยังขยับเข้าหาเธออยู่อีก บอกตัวเองว่าคราวหน้าถ้าต้องออกมาซื้อของอีกจะไม่ออกมาหลังเที่ยงวันเป็นอันขาด เด็กสาวผุดตัวลุกขึ้นยืน ทำทีเป็นเดินไปชะเง้อมองดูรถว่าเมื่อไรจะมาเสียที จังหวะที่ชะเง้อมองอยู่นั่นเอง ชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วเดินพุ่งตรงเข้ามาหาเธอ เด็กสาวตกใจมาก วิ่งเลยเตลิดจนออกจากศาลาไปด้วยความกลัว แล้วก็ลื่นไถลตรงนั้นเองทำให้ร่างเล็ก ๆ ถลาลงไปยังพื้นของถนน นาทีนั้นเองที่เสียงเบรกพร้อมแสงไฟจ้าสาดเข้ามาที่ตรงใบหน้าของเธอ เคราะห์ยังดีที่รถคันนั้นเบรกทัน แม้จะส่ายสะบัดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เสียหลักจนล้ม ภัทรวรินทร์มองไปยังทางแสงไฟพบว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่คนขับก็ตัวสูงใหญ่ไม่แพ้กัน เขาหาที่จอดรถไม่ไกลจากศาลารอรถ เรียบร้อยแล้วก็ค่อยเดินตรงมาที่เธอ เด็กสาวมองทางคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยอาการตกใจ ไม่ใช่ว่าเขาจะมาเอาเรื่องเธอหรอกหรือ ที่พรวดพราดลงไปที่ถนนจนทำให้เขาเกือบขับรถชนเธอเข้าน่ะ ภัทรวรินทร์กอดถุงของแน่นกว่าเดิม พึมพำเบา ๆ ว่าทำไมตนเองถึงได้ซวยขนาดนี้ก็ไม่รู้ ชายเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่คนนั้นเดินจนมาประจันหน้ากับเธอแล้ว เขาก็ค่อยถอดหมวกของเขาออก ภัทรวรินทร์ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขา กอดถุงของแน่น ยืนตัวเปียกอยู่ตรงด้านนอกของศาลาอยู่นั่นเอง “เราเองหรือ” เสียงทักจากคนที่เธอเพิ่งทำให้เกือบจะเกิดอุบัติเหตุรถล้ม เงยหน้าไปมองที่เขา แล้วหัวใจของเด็กสาวก็ค่อย ๆ สั่นไหวเบา ๆ ในทีแรกก่อนจะเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ภัทรวรินทร์ทำหน้าไม่ถูก ได้แต่ผงกหัว ตอบหน้าเจื่อนกลับไปว่า “ค่ะ” เขามองของในอ้อมกอดเธอ มองไปยังคนที่มองอยู่ในศาลาแล้วถามต่ออีกว่า “มาซื้ออะไร” ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้คุยกับเขา จึงลนลานตอบไปว่า “มาซื้อ...ซื้อของค่ะ” ฐิรดลเลิกคิ้วเมื่อได้คำตอบแบบกำปั้นทุบดินเช่นนั้น พยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับหัวเราะออกมาน้อย ๆ เขาเงียบไปไม่นานก็ค่อยถามอีกประโยค “แล้วกลับยังไง ใครมารับ” “ไม่มีค่ะ พราวเอ่อ พราวมารอรถค่ะ กลับเองค่ะ” ตอบออกไปแล้วก็ก้มหน้างุด ๆ อารมณ์สารพัดทำให้เด็กสาวไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไรนัก เมื่อกี้ตนพูดอะไรออกไป แล้วทำไมพูดจาไม่รู้เรื่องได้ถึงขนาดนี้ ตั้งสติหน่อยได้ไหมยายพราว ภัทรวรินทร์บ่นตัวเองในใจ ฐิรดลเงียบอีกครั้ง ก่อนบอกขึ้นว่า “ฝนซาแล้วนี่ ก็น่าจะกลับได้แล้ว นี่เรารออะไร” “คะ?” ร้องถามเขาออกไปด้วยไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไรดี ฐิรดลส่งสายตามองไปยังชายคนในศาลา “แล้วคนนั้นใคร มาด้วยกันกับเราหรือเปล่า” “ปะ เปล่าค่ะ พราวมาคนเดียว” “ก็นั่นสิ แล้วเราจะรอรถยังไงคนเดียว ฝนซาก็ไปขึ้นรถ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ได้ยินอย่างนั้นก็ยืนกะพริบตาปริบ ๆ ไม่เคยคิด ไม่เคยฝันมาก่อนเลยสักครั้งว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับชายที่แอบชื่นชอบมากถึงขนาดนี้ ทุกทีเธอได้แค่แอบมอง ไม่ต้องอยู่ใกล้กันขนาดนี้ เธอก็ดีใจมากอยู่แล้ว แต่นี่ได้คุย แถมเขายังอาสาจะไปส่งเธอที่บ้านอีกด้วยก็ให้ตกใจไปใหญ่ ฐิรดลพยักหน้าให้ขึ้นรถเมื่อเห็นว่าฝนหยุดตกแล้ว “บ้านเรา ใช่ร้านที่รับซ่อมผ้าตรงท้ายซอย...ใช่ไหม” เขาเอ่ยชื่อซอยที่เธออยู่อีกด้วย เลยตกใจเล็กน้อยที่เขารู้ ตอบไปว่า “ใช่ค่ะ” “พี่เอากางเกงไปซ่อมบ่อยเลย แล้วทำไมไม่เคยเห็นเราก็ไม่รู้” “พราวอยู่แต่ในห้องมั้งคะ” ตอบเขาไปแล้วก็บอกตัวเองว่าหลังจากวันนี้จะต้องไปขอวิชาตัดเย็บซ่อมผ้าจากสมสมรบ้างแล้ว “เดี๋ยวพราวให้น้าลดค่าซ่อมให้นะคะ” “ลดทำไม” ฐิรดลถามยิ้ม ๆ “ก็ ลดให้ที่...ที่ช่วยมาส่งพราวไงคะ” บอกเขิน ๆ “แบบน้ำเพิ่งเรือ เสือพึ่งนายพราน...” “มีที่ไหนกันสุภาษิตแบบนั้น” ฐิรดลโต้กลับแล้วก็ขำออกมาดังลั่น “อันนั้นมันน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าไม่ใช่หรือ” เด็กสาวหน้าแดงอายหนักกว่าเดิม เพราะเรื่องนี้เป็นปมด้อยของเธอเลย เธอไม่ค่อยสันทัดสุภาษิตคำพังเพยสักเท่าไร ยิ้มแหย ก้มหน้างุด ตอบรับตามเขาไป “ใช่ค่ะ ใช่ ใช่อย่างที่พี่คีย์พูดนั่นแหละค่ะ” แว่วเสียงทุ้มบอกกลับมาว่า “ไม่ต้องหรอก ขอบคุณมาก” เขาคุยกับเธอด้วย แถมยังเป็นกันเองอีกต่างหาก ภัทรวรินทร์อยากร้องกรี้ด ๆ ออกมานักแต่เธอไม่เคยทำกิริยาเช่นนั้น หากให้กรี้ดออกมาจริง ๆ ก็คงมีเพียงเสียงเบา ๆ ผ่านออกจากปากเท่านั้นเองละมัง เด็กสาวเก็บอาการดีใจเอาไว้จนมิดชิด ก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อเห็นว่าเขาพาเรถเลี้ยวเข้าซอยไปยังอีกทางที่ไม่ใช่ทางกลับบ้านของเธอ และเพราะว่ามัวแต่ตกใจเลยไม่ทันได้สังเกตว่าฝนเริ่มตกลงมาอีก รอบนี้ดูจะตกหนักกว่าเมื่อครู่นี้อีกด้วย เห็นเขาพารถออกนอกเส้นทาง ตรงเข้าไปจอดในบ้านที่ภายนอกดูมืด ลึกลับ น่ากลัว ก็ให้ใจคอไม่ดีขึ้นในทันที ฐิรดลจอดรถแล้วถอดหมวกนิรภัยของเขาออกแล้วหันมาบอกเธอว่า “แวะบ้านเพื่อนพี่หลบฝนก่อนนะ” อ้าปากจะบอกเขาว่าเธอลุยฝนกลับบ้านได้ แต่แล้วเสียงทักทายก็แผดดังออกมาจากด้านในเสียก่อน “ใครมาวะ มาไม่บอกก่อน เดี๋ยวยิงหัวหลุดเลย” ฐิรดลส่ายหัวเบา ๆ ตะโกนตอบคนถามกลับไป “กูเอง” คนในบ้านกรูกันออกมาเมื่อได้ยินว่าใครมาเยือน ภัทรวรินทร์เห็นคนพวกนั้นก็มองด้วยสายตาระแวงไม่ไว้ใจกอดถุงของแนบกับอกแน่น มองซ้าย มองขวา หาทางหนีทีไล่ เด็กสาวเกิด เติบโต ใช้ชีวิตในเรือนมาลี ที่ไม่ใช่โลกสีชมพูแสนสวยงาม แล้วยังถูกสมสมรพูดกรอกหูเธออยู่บ่อย ๆ ว่าอย่าได้ไว้ใจใครโดยเฉพาะพวกผู้ชาย ทั้งยังยกกรณีข่าวและเรื่องเล่า ปากต่อปากจากใครต่อใครมาคอยขู่เสมอ ทั้งเรื่องถูกปล้ำ ถูกล่วงเกิน ล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ลืมย้ำตอนท้ายว่าให้เธอหัดกลัวบ้าง หากกลัวแล้วก็จะรู้จักระแวงระวังภยันตรายไม่ให้เข้ามากล้ำกรายใกล้ตัวได้ “ใครวะ” เสียงชายหนึ่งในนั้นถามเสียงดังขัดความคิดของเธอ ฐิรดลมองมาที่เธอแล้วก็ตอบทางนั้นไปว่า “เพื่อนยายครีม” “อ๊ะ ๆ เพื่อนน้องครีม น่ารักกว่าน้องครีมอีก นะเว้ยเฮ้ย หวัดดีครับคนสวยเพื่อนน้องครีม” “ชื่ออะไรครับ” “พราวค่ะ” “มึงอย่าวุ่นวายกับน้องมากนัก” “พี่ชื่อโพด ไอ้นั่นพิษ นี่ชื่อไพ คนโน้นพิพู” จากที่กลัวพวกเขาในทีแรก ภัทรวรินทร์หัวเราะจนตาปิดเมื่อได้รับการแนะนำตลก ๆ จากเพื่อนของฐิรดล ช่วงที่รอให้ฝนซาคนเหล่านั้นชวนสนทนาอยู่ตลอด ทั้งยกน้ำดื่มและขนมมาวางให้เธอกินไปพลาง ๆ อีกด้วย ทีแรกเธอกลัวไม่กล้ากิน ฐิรดลเห็นแล้วก็เข้าใจบอกให้คนในวงสนทนาที่ทำหน้าที่บริการคนอื่น ๆ ไปซื้อน้ำดื่มที่ร้านค้าข้าง ๆ มาให้เธอ จึงเปิดดื่มจิบน้อย ๆ ฟังพวกเขาคุย ค่อยพบว่าเป็นคอเดียวกันในหลาย ๆ เรื่อง พวกเขาคุยสนุกและตลกดี ที่สำคัญไม่มีใครพูดจาไร้มารยาทแทะโลมเธอเลยแม้แต่คนเดียว ไม่เหมือนพวกที่นั่งดื่มกันตรงร้านค้าปากซอยก่อนจะเดินเข้าบ้าน พวกนั้นตะโกนเรียกเธอ ถามเธอด้วยคำถามหยาบ ๆ หลายต่อหลายครั้ง “ฝนซาแล้วนะ” เสียงบอกเป็นรอบที่สามดังขึ้น ภัทรวรินทร์มองออกไปด้านนอกแล้วก็นั่งฟังเรื่องเล่าของชายที่ดูโตสุดที่ชื่อไพ คนที่แนะนำตัวคนแรกด้วยชื่อโพดกล่าวหยอกเย้าเขากลับไปว่า “ไหนครับ ฝนซาแล้วซาตรงไหน ยังลงเม็ดอยู่เลย ขี้หวงนะเนี่ย” ฐิรดลพยักเพยิดหน้าใส่เพื่อน ไม่ตอบว่าอะไร “คุณรีบกลับก่อนเลยก็ได้นะ เดี๋ยวกูไปส่งน้องพราวเองก็ได้ครับ คุณคีย์รีบกลับไปนอน ก็กลับก่อนได้เลยครับ ไม่ต้องเป็นห่วง” ฐิรดลถอนใจเบา ๆ แล้วลุกไปเอาของของเธอมาอุ้มถือก่อนจะส่งสายตาเรียกด้วยแววตาขรึม ๆ บอกขึ้นว่า “กลับได้แล้วพราว เดี๋ยวที่บ้านเป็นห่วง” เธอขยับตัวลุกยืนในทันที แล้วยกมือไหว้เพื่อน ๆ ของเขา “พราวไปนะคะ ขอบคุณพี่ ๆ มากค่ะ” “เดี๋ยวครับน้องพราว” หนึ่งในกลุ่มร้องเรียกเธอไว้ ก่อนจะหายเข้าไปหลังบ้าน กุลีกุจอวิ่งไปหลังบ้านแบ่งชมพู่สาแหรกที่ผลสีแดงเข้มใส่ถุงใบใหญ่ พร้อมกับวิ่งกลับออกมา ยื่นถุงใส่ผลไม้ให้เธอ “เอาม่าเหมี่ยวไปด้วย” “ขอบคุณค่ะ” เธอยกมือไหว้คนให้อีกครั้งก่อนรับของฝากมาถือแล้วเปิดออกดูอย่างสนใจ “ว่าง ๆ พาน้องมาอีกนะเว้ยคุณคีย์” “เรื่องอะไร” ภัทรวรินทร์แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เธอหันไปมองเขาก็เห็นว่าฐิรดลทำเพียงโบกมือลาพรรคพวกของเขาอย่างเอือม ๆ ยื่นมือมาเอาถุงผลไม้ไปถือเอง รอจนเธอขึ้นซ้อนรถเรียบร้อย ค่อยขับออกจากบ้านหลังนั้นไป ฝนยังลงเม็ดเล็กน้อย ตอนที่กำลังจะเลี้ยวออกมา มีรถคันใหญ่ตัดหน้ารถของฐิรดล จนเกือบเสียหลักทำรถล้ม พอตั้งรถใหม่ได้ เขาดึงมือเธอให้ไปกอดเอวของเขา ภัทรวรินทร์ขืนเอาไว้ ด้วยความอาย “กอดไว้ เดี๋ยวตกรถ” เขาบอกแค่นั้น เธอเลยต้องกอดเอวเขาไว้หลวม ๆ เขาพารถออกมาจากตรงนั้นแล้วก็ขับไปอีกเป็นระยะทางพอสมควร จนมาจอดที่หน้าร้านของสมสมรในที่สุด สมสมรปิดร้านแล้ว แต่ยืนรอด้วยสีหน้าไม่ดีนัก พอเห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขับเข้ามาจอด ก็ยืนมองนิ่ง ๆ ถามเสียงเครียดขึ้นว่า “หายไปไหนมาตั้งเป็นนาน” “พราวติดฝน จะรอกลับรถตู้ ก็ไม่มาสักที พี่เขาผ่านมาเจอ เลยพามาส่งจ้ะน้า” “น้าเกือบไปแจ้งความแล้วรู้ไหม” สมสมรบอกเธอจบ หันไปบอกฐิรดลว่า “ขอบคุณมากนะที่มาส่งพราวน่ะ เข้ามาข้างในก่อนไหม” “ไม่ ๆ ไม่ต้องเข้าไปค่ะ” ภัทรวรินทร์รีบร้องห้าม เด็กสาวกลัวว่าเขาจะไปเห็นสาว ๆ ที่เรือนมาลีด้านหลังเดินเพ่นพ่านผ่านกันไปมา แล้วเขาจะรู้ได้ว่าตรงนั้นเป็นอะไร เธอไม่อยากให้เขารู้ ไม่อยากให้เขามองเธอไม่ดี สมสมรพยักหน้า แล้วหันมาถามเธอ “เอาของมานี่ เดี๋ยวน้าจะเอาเข้าบ้าน เราก็รีบเข้าไปอาบน้ำอาบท่าสระผมได้แล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก ” เธอตอบรับน้าแล้วรีบส่งของให้ท่าน หันไปมองทางฐิรดล เมื่อเห็นว่าเขายังยืนตรงนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ พี่ชายของเพื่อนเรียกเธอด้วยชื่อเล่น ราวกับสนิทสนมกัน “พราว” “คะ?” เธอตอบรับแล้วก็มองเขานิ่ง ก่อนจะนึกสงสัยว่าทำไมเขาไม่กลับไปอีก หรือเขารอทวงมารยาทจากเธอ จำได้ที่ฐิติชญาเล่าให้ฟังว่าที่บ้านเคร่งเรื่องมารยาทเอามาก ๆ เธอโตมาในที่แบบนี้เลยบกพร่องเรื่องพวกนั้น จึงบอกเสียงค่อยไปว่า “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” ฐิรดลพยักหน้าเบา ๆ เขายืนเงียบเดี๋ยวเดียวก็เอ่ยปากขึ้นว่า “พี่ขอเบอร์ที่บ้านพราวหน่อยได้ไหม” เด็กสาวยืนกะพริบตาช้า ๆ ถามเขากลับว่า “คะ?” “คือ...พี่มีกางเกงต้องซ่อมอีกหลายตัวเลย ไม่รู้ว่าพอจะมีคิวซ่อมให้พี่ไหม พี่ขอเบอร์โทรหน่อยจะได้โทรมาจองคิว” เสียงบอกของเขาฟังดูเก้อ ๆ อย่างไรชอบกล เธอยืนงงพูดอะไรไม่ออก เคยมีบ้างที่เพื่อนในโรงเรียนมาขอเบอร์ที่บ้านของเธอ แต่ก็บอกทุกคนไปว่าไม่มี ฐิติชญามักจะแซวบ่อย ๆ ด้วย ว่าพวกที่ขอนี่คงเพราะอยากโทรศัพท์ไปจีบเธอแน่ ๆ แต่พี่ชายของเพื่อนสนิทคงไม่ได้ขอเพื่อจะโทรมาจีบเธอหรอกละมัง ก็เขาบอกแล้วนี่ว่าจะโทรมาขอคิวซ่อมเสื้อผ้าของเขา ยืนคิดอะไรงง ๆ ไปคนเดียว เสียงของฐิรดลก็เอ่ยออกมาด้วยอาการอ่อนใจ “หรือไม่มีเบอร์ติดต่อ” “มีค่ะ มี” บอกออกไปแล้วก็ฉุกคิดได้ว่ารีบเกินไปไหม ดูน่าเกลียดไปหรือเปล่า พอเห็นเขายืนรอก็จัดแจงบอกเบอร์โทรศัพท์ให้เขาไป “ขอบคุณครับ” ฐิรดลบอก ก่อนจะหันไปคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของเขาควบออกจากตรงนั้นไป เธอมองตามไฟท้ายรถที่แดงโร่ขึ้นตรงมุมถนน จนลับตาไปแล้วก็ค่อยเงยหน้าขึ้นไปมองบนฟ้า คืนนี้ฟ้าไม่มีดาวเลยสักดวง แถมฝนก็ยังตกลงมาไม่หยุด แต่แปลกที่เด็กสาวกลับไม่รู้สึกหดหู่เลยแม้แต่นิดเดียว รอยยิ้มน้อย ๆ ประดับที่ตรงมุมปากสีสวยจาง ๆ พร้อมกับหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยหัวใจที่แสนเบิกบาน สายฝนของวันนี้ทำเอาหัวใจของเด็กสาวชุ่มชื่นขึ้นราวกับดอกไม้แรกแย้มที่พร้อมจะบาน สวย ล่อภมรให้เข้ามาตอมดอมดม ดูดกลิ่นหวาน ๆ จนพอแล้วก็บินจากไป

บทที่ 3

“คีย์ เดี๋ยวกลับพร้อมคุณพ่อเลยนะลูก” แพทย์หญิงสิรินบอกพร้อมมองด้วยสายตาไม่ใคร่พอใจนักที่เห็นลูกชายนำหนังสือที่ไม่ใช่ตำราเรียนมาอ่านด้วยขณะรับประทานอาหารเช้า ฐิรดลไม่ได้มองที่แม่ของเขาด้วยซ้ำตอนที่ตอบสวนท่านออกไป ตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หนังสือเล่มโปรดนิ่งเพราะถึงตอนไคลแม็กซ์ของเรื่องพอดี “ผมยังไม่กลับวันนี้ครับคุณแม่ เปิดเทอมอีกตั้งสามอาทิตย์” นายแพทย์กัมปนาทมาทันได้ยินคำพูดของบุตรชายเข้าพอดี เดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหัวโต๊ะ บอกเสียงขรึมโต้แย้งทันที “แล้วไม่ต้องไปลงทะเบียน ไปเตรียมอ่านตำราที่พ่อส่งรายชื่อให้เราหรอกหรือไง” ฐิรดลนั่งเงียบ เก็บการ์ตูนเล่มโปรดลง ก้มหน้ากินมื้อเช้าโดยไม่พูดอะไรออกไปอีก คนเป็นพ่อเห็นอย่างนั้นแล้วก็สบสายตากดดันไปยังภรรยา ก่อนจะเอ่ยปากตักเตือนลูกชาย “คีย์ต้องตั้งใจมากกว่านี้นะ กว่าจะจบหมอ มันไม่ง่ายเลย พ่อรู้ว่าคีย์หัวดี และปีหนึ่งก็ยังไม่มีวิชาอะไรที่มันหนักมากเกินกว่าที่คีย์จะต้องมานั่งกังวลมากนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าคีย์จะเที่ยวเล่น ขับรถเที่ยวตะลอน ๆ พ่อว่าถ้าคีย์ว่างมากนักก็น่าจะเอาตำราของปีสองมาอ่านรอเลยก็ได้นะ หนังสือพ่อเตรียมไว้ให้ที่หอแล้วนั่นไง อ่านครบหมดแล้วหรือยัง” ฐิรดลถอนใจหนัก ๆ บอกพ่อไปว่า “ครับ” คนเป็นพ่อได้ยินลูกชายรับปากแล้วไม่ยอมขยายความต่อว่านั่นคืออะไร หมายถึงอ่านตำราที่ตนเตรียมไว้ให้จนครบทุกเล่มแล้ว หรือแค่ตอบรับคำให้รับรู้เพียงเท่านั้นก็ฉุนกึก บอกเสียงมีโมโหกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นพ่อจะส่งแบบทดสอบของปีสองแล้วก็จะเอาตำราของปีสามและปีสี่ให้คีย์อ่านเลย” ฐิรดลก้มหน้าไม่ตอบโต้อะไร นายแพทย์กัมปนาทก็เข้าใจได้ถึงอาการต่อต้านของลูกชาย รู้สึกไม่พอใจขึ้นในทันที แล้วหาเรื่องต่อว่าไม่หยุด “แล้วไอ้พวกเพื่อนที่เรียนช่างกลนั่นน่ะแกควรเลิกคบพวกมันได้แล้ว นอกจากจะเป็นกุ๊ย ไม่ได้เรื่อง ยังไม่ช่วยเสริมบารมีของแกเลย ทีพ่อชวนไปติวที่บ้านลุงชริน แกก็ไม่อยากจะไป ทำไมกันฮึ” ก็ที่นั่นเอาแต่คุยข่ม ลุงชรินที่พ่อพูดถึงเป็นศาสตราจารย์นายแพทย์ที่มีลูกชายโตกว่าเขาเพียงปีเดียว ชนุตม์รวมถึงลุงชรินมีนิสัยชอบคุยข่มทับคนที่ด้อยกว่า ก็ไม่รู้ว่าพ่อของเขาคบกับคนแบบนั้นไปทำไม ฐิรดลเงียบคว่ำหนังสือลงกับโต๊ะ เขี่ยอาหารในจานตรงหน้าไปมาด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ ฟังพ่อกับแม่พูดเตือนเขาอยู่ร่วมชั่วโมง เห็นว่าพวกท่านหนำใจแล้วกับการอบรมเขาและตั้งท่าจะออกจากบ้าน จึงรีบบอกท่านว่าจะขอออกไปทำธุระข้างนอก แล้วจะกลับพร้อมพ่อในช่วงบ่ายของวันตามที่ท่านสั่ง กลับขึ้นห้องได้ ชายหนุ่มเปิดตู้เสื้อผ้าออกยืนมองเป็นนาน ปกติแล้วเสื้อผ้าของเขา จะเป็นแม่ที่จัดซื้อ จัดหามาให้อยู่เรื่อย ๆ น้อยครั้งที่จะเห็นว่ามันชำรุด แต่มันไม่ยากเกินความสามารถของเขาหรอก หากจะทำให้ชำรุดสักยี่สิบหรือสามสิบตัว ดึงเอาตัวที่ดูเก่ากว่าพวกหน่อย ออกมาฉีกตรงชายเบา ๆ ยืดออกมองว่าแบบนี้พอได้หรือไม่ เห็นว่าใช้ได้ เขารื้อเอาออกมากางอีกเป็นตั้ง แล้วจับใส่ลงในถุงผ้า เดินหอบลงมาที่ด้านล่าง เจอน้องสาวตัวดีเข้าเสียก่อนก็ชะงักกึกทันที ฐิติชญาหรี่ตามองพี่ชายก่อนจะลากสายตาลงไปยังถุงผ้าในอ้อมกอดของพี่อย่างสอดรู้สอดเห็น แล้วถึงร้องทักออกไปว่า “เป็นอะไรคะพี่คีย์ ทำไมทำท่ามีลับลมคมแปลก ๆ” ฐิรดลตีหน้าขรึม ถามกลับน้องสาวไปว่า “อะไรล่ะ” “แล้วนั่นหอบอะไรมา ขอครีมดูหน่อย” “เอ้อ เรานี่ ไม่มีมารยาทเลย” ร้องดุน้อง “ขยะ พี่จะเอาไปทิ้ง” ฐิรดลตอบเมิน ๆ น้องแล้วก็เลี่ยงเอาถุงใส่เสื้อผ้าลากไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของเขา รีบตรงไปยังบ้านหลังที่เขาเพิ่งไปมาเมื่อคืนนี้ จอดรถได้ ก็ค่อยตวัดขาลงไปยืนตรงพื้นมองเข้าไปที่ในร้าน เพราะเห็นว่าร้านเปิดแล้ว แต่ไม่มีใครในนั้นเลยสักคน ไม่นานร่างเล็ก ๆ ของภัทรวรินทร์ก็เดินออกมาจากด้านในพร้อมจานข้าวราดกับในมือ เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นเห็นว่าใครอยู่หน้าร้านก็มือไม้อ่อน จานข้าวเกือบร่วงจากมือ พอตั้งสติได้ รีบเอาไปวางไว้ที่โต๊ะแล้วรีบตรงไปที่เขา ยืนยิ้มประดักประเดิดพร้อมเอ่ยปากทักทาย “พี่คีย์ไปไหนมาหรือคะ” ฐิรดลมองร่างเด็กสาวในชุดเสื้อผ้าง่ายด้วยสายตาเป็นประกายยิ้ม สว่างไสว แล้วส่งถุงผ้าให้ “พี่เอากางเกงมาซ่อม” ยื่นมือไปรับมาแล้วก็เสียหลักเล็กน้อยเพราะถุงผ้านั่นหนักมาก จนฐิรดลต้องเข้าไปประคอง รีบขยับห่างออกจากเขาด้วยใบหน้าออกสีแดงระเรื่อ อ้อมแอ้มถามออกไปว่า “พี่คีย์รีบไหมคะ” “ไม่” เขาบอกพร้อมเบ้ปากส่ายหน้าน้อยกระแอมเบา ๆ ที่ตัวเองตอบออกไปไวเหลือเกิน ก่อนขยายความไปว่า “พี่ไม่ได้มีธุระที่ไหน” ภัทรวรินทร์ฟังจบก็กะพริบตาปริบ ๆ อมยิ้มแล้วขำออกมาเบา ๆ จนฐิรดลเริ่มหน้าเครียดลง “ขำอะไร” “พราวขำพี่คีย์” เด็กสาวบอกแล้วก็เม้มปากแล้วรีบแก้คำพูดของตัวเองใหม่ “ขอโทษค่ะ พราวไม่ได้หมายถึงแบบนั้นค่ะ พี่คีย์รีบใช้เสื้อผ้านี้ไหมคะ” “ไม่ครับ เพราะเดี๋ยวพี่ต้องกลับไปลงทะเบียนเรียบของเทอมหน้า ถ้าลงทะเบียนเสร็จแล้วพี่ถึงจะแวะมาเอาได้ ประมาณสองอาทิตย์ ทันไหม” “ทันค่ะ” รีบพยักหน้าบอกเขา ใจหายนิด ๆ ที่รู้ว่าเขากำลังจะกลับไปเรียนแล้ว ก่อนนึกได้ บอกออกไปว่า “หรือให้พราวฝากครีมไปดีคะ” “ไม่ต้องหรอก มันหนัก เดี๋ยวพี่ขับรถมาเอาเองดีกว่านะ” พยักหน้าอย่างเข้าใจ ยืนเงียบ ๆ มองตากันแล้วฐิรดลก็จำต้องเอ่ยลา “พี่ไปนะ” “ค่ะ” เขาเดินหันหลังไปแล้วก็หันกลับมาใหม่ “ถ้าเป็นอาทิตย์หน้าเสร็จทันไหม” กะพริบตาปริบ ๆ แล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็วแทนคนที่เป็นช่างซ่อม ทันค่ะ เห็นเขายิ้มตอบอย่างพอใจก็รู้สึกหัวใจพองฟูขึ้น อาทิตย์หน้าเธอก็จะได้เจอเขาอีก ฐิรดลกลับเข้าบ้านอีกครั้ง เก็บสัมภาระ ก่อนจะมองไปยังของที่เป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งบนโต๊ะ เขาเลือกที่จะไม่เอาของไปจนหมดเพื่อที่จะได้มีข้ออ้างกลับมาที่บ้านอีกในอาทิตย์หน้า ฐิติชญาเข้ามากอดลา แล้วแหงนหน้าขึ้นบอกด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับมารดาแทบไม่เพี้ยน “ตั้งใจเรียนนะคะ อย่าเอาแต่เหล่สาวในเมืองจนเกรดตกซะล่ะ” เขาส่ายหัวเบา ๆ แล้วเคาะหน้าผากน้องสาวด้วยสันมือตัวเองอย่างที่เคยทำเสมอเวลาอีกฝ่ายทำตัวหรือพูดจาทะเล้นใส่เขา บอกกลับว่า “เราก็ด้วย อย่าเอาแต่กินจนอ่านหนังสือสอบเข้าแพทย์ตามพี่ไม่ได้” สองพี่น้องร่ำลากันแล้วก็จำต้องแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตนเองจากนั้น เสียงโทรศัพท์ในร้านซ่อมเสื้อสมสมรดังระรัวติดกันสองสามครั้งแล้ว แต่ทั้งเธอและสมสมรมัวแต่ยุ่งกันอยู่เลยไม่มีใครปลีกตัวไปรับสายได้ จนส่งลูกค้าเจ้าปัญหาของสมสมรกลับไปได้แล้ว ภัทรวรินทร์จึงค่อยเดินไปรับสายที่เพียรโทรเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนนั่นได้เสียที “สวัสดีค่ะ” “พี่เองนะ” ปลายสายบอกมาแค่นั้น เด็กสาวก็ยืนตัวชา หน้าแดง แล้วก็เงียบไปอย่างคนที่ทำอะไรไม่ถูก จนปลายสายต้องเรียกซ้ำ “พราว” “ค่ะ คะ ใครคะ” เด็กสาวจำเสียงของเขาได้ให้หัวใจเต้นแรง ถามกลับด้วยเสียงตะกุกตะกัก แม้จำเสียงเขาได้แต่ก็ยังหลุดปากถามไปอย่างคนไร้ไหวพริบแบบนั้น ขนาดว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเลยนะ เธอยังประหม่าเขาได้ถึงขนาดนี้ ขณะที่คิดกังวลอยู่นั่นเอง ฐิรดลก็เอ่ยตามสายมาว่า “พี่คีย์เองนะครับ” ยิ้มแล้วก็รีบบอกออกไปว่า “จะถามเรื่องเสื้อผ้าที่ส่งซ่อมเอาไว้ใช่ไหมคะ เสร็จหมดแล้วค่ะ มารับได้เลยค่ะ” เด็กสาวซ่อมมันเองกับมือเลย โดยให้สมสมรช่วยแล้วก็ให้น้าสอนวิชาให้ด้วยเลย ความที่เป็นคนตั้งใจและหัวไวมาก ไม่นานก็ทำเองได้และทำได้ดีด้วย เสื้อผ้าของเขา ซ่อมเสร็จตั้งแต่สามวันแรกนู่นแล้ว สมสมรยังบ่นอีกด้วยว่าขาดนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง แถมยังเหมือนว่าฉีกขาด ไม่ใช่ซักหรือใส่จนขาดเสียหน่อย “อาทิตย์หน้าพี่จะกลับบ้าน จะแวะไปเอากางเกงด้วยเลย” “ได้ค่ะได้” “พราว” “คะ?” “มีงานวัดจัดอยู่ด้วยนะ พราวอยากไปเดินเที่ยวดูไหม” เงียบ ยิ้มและหน้าแดงจัดพยักหน้าตอบอย่างไว ก่อนจะเงียบแล้วอ้อมแอ้มพูดไปว่า “ไปค่ะ พราวอยากไปค่ะ” “อย่างงั้นเดี๋ยวพี่ไปรับพราวนะ” ฐิรดลวางสายลงจากนั้น เขารอคอยวันที่จะได้กลับบ้านอย่างใจจดจ่อ แล้วไปรับภัทรวรินทร์ที่บ้าน ขอผู้ใหญ่ของเธอ พาออกไปงานวัดด้วยกัน เด็กสาวไปยืนรอที่หน้างาน ไม่นานก็เห็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขับเข้ามาจอดก่อนจะเห็นว่าเป็นเขานั่นเอง “รอนานไหม” “ไม่ค่ะ ไม่นานเลย พราวก็เพิ่งมาถึงเหมือนกันค่ะ” “พี่ขอโทษนะที่มาช้ากว่าพราว” เด็กสาวยิ้มจนตาแทบปิด ส่ายหน้าบอกไปว่า “พราวมาก่อนเวลานัดต่างหากล่ะค่ะ” “เราเข้าไปในงานกัน” ฐิรดลพาเดินไปที่ซุ้มอาหารพร้อมกับถามว่ากินอะไรมาหรือยัง เธอส่ายหน้าหวือ ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำเพราะความตื่นเต้นที่จะได้ออกมาเที่ยวงานวัดกับชายรุ่นพี่ที่แอบชอบ เขาถามเธออีกเป็นระยะ ๆ ว่าหิวไหม กินไอ้นั่น ไอ้นู่น ไอ้นี่หรือเปล่า แม้จะเดินขนาบข้างเขามาได้พักใหญ่ ๆ แล้ว แต่ภัทรวรินทร์อาการตื่นเต้นก็ไม่หายลงไปเสียที เลยยังไม่หิว ส่ายหน้าตอบเขาไป ฐิรดลหยุดมองป้ายงานขนาดใหญ่ เธอเองก็หยุดมองเช่นกัน อ่านรายละเอียดว่างานจัดถึงวันไหน มีโชว์ มีขายอะไรบ้างในงาน ก่อนจะสะดุดเข้ากับชื่อคนดังบนแผ่นป้ายบอกว่าเป็นคนสนับสนุนหลักของงานนี้ “ถ้ายืนยาว ๆ ลุงต้องเมื่อยแน่ ผมแนะนำให้นั่งลงนะครับ” ฐิรดลเอ่ยล้อเลียนนามสกุลของคนบนป้ายทำเอาเธอหัวเราะลั่นในอารมณ์ขันของเขา เพราะนามสกุลที่ว่านั่นคือ ‘สกุลยืนยาว’ นั่นเอง “ไปทางโน้นดีกว่า” เขาจับข้อมือของเธอพาเดินแล้วปล่อยออก ก่อนเอียงหน้าลงถามเพราะเสียงดนตรี เสียงคนในงานดังมากจนคุยกันแทบไม่รู้เรื่อง “พราวจะสอบเข้าคณะอะไร คิดไว้หรือยัง” “คิดแล้วค่ะ” “อยากเรียนคณะอะไร” “พราวอยากเรียนหมอแบบพี่คีย์ค่ะ” “จริงหรือ” “ทำไมคะ พราวดูโง่จนไม่น่าสอบได้ใช่ไหม” ฐิรดลมองด้วยสายตาเอ็นดู อยากก้มลงหอมแก้มนวล ๆ ใส ๆ นั่นเหลือเกินแต่ไม่กล้าทำ แล้วก็ต้องยกแขนกันคนที่กำลังจะเข้ามาเบียดภัทรวรินทร์ เธอเลยตกอยู่ในอ้อมกอดของเขากลาย ๆ ก่อนจะดึงสติของตัวเองได้ ดันเขาออกให้ห่างจากตัวแล้วเดินตรงไปเรื่อย ๆ ไม่กล้ามองเขา เพราะความใกล้ชิดเมื่อครู่ทำให้รู้สึกเขินอายเขาไม่น้อย “อยากได้ตุ๊กตาไหม” เสียงถามดังมาจากชายรุ่นพี่ ภัทรวรินทร์ส่ายหน้าบอกสั้น ๆ ไปว่า “ไม่ค่ะ” “ไม่ชอบตุ๊กตาหรือ” ฐิรดลถามด้วยความแปลกใจไม่น้อย “ก็ ยังไงดีล่ะ คือพราวก็ไม่ได้ไม่ชอบนะคะ เพียงแต่ไม่ได้อยากได้อะไรขนาดนั้นน่ะค่ะ” บอกเก้อ ๆ แต่ดูเหมือนฐิรดลจะไม่ฟังเสียงของเธอเลย เขาจับแขนเธอดึงให้ตามไปที่ซุ้มปาเป้า “มานี่มา เดี๋ยวพี่ปาให้ พราวเลือกเลยว่าจะเอาตัวไหนบ้าง” “ไม่เอาได้ไหมคะ” ภัทรวรินทร์บอกแล้วถอยออกมายืนมองชายรุ่นพี่ที่หัวเสียกับเกมปาเป้า จนต้องสะกิดเขาเบา ๆ แล้วเอ่ยปากชวน “พราวว่า...เราไปดูทางนั้นกันไหมคะ” “เดี๋ยวสิ พี่ยังไม่ได้ตุ๊กตาให้พราวเลยนะ” “ไม่ต้องหรอกค่ะพี่คีย์ พราวไม่ได้...” เธอจะบอกเขาว่าไม่ได้อยากได้มากถึงขนาดนั้น แต่ดูเหมือนฐิรดลจะไม่ได้ยิน หัวหูของเขาออกร้อนไปหมดเพราะปาไปหลายดอกแล้วแต่ไม่ได้ของมาให้คนข้าง ๆ เสียที สุดท้ายยืนเท้าเอวอย่างมีโมโหนิ่งก่อนจะชี้มือไปยังตุ๊กตาตรงหน้า บอกอย่างหมดความอดทนว่า “ไม่ปาแล้ว เอาตัวนี้มาเลยดีกว่า เท่าไรนะ” สุดท้ายฐิรดลก็จำต้องควักเงินซื้อเอง เพราะไม่สามารถปาเป้าจนคว้ารางวัลเอามาได้ เขาส่งให้ตุ๊กตาให้แล้วก็ก้มลงกระซิบบอกว่า “เดี๋ยววันที่สิบสองเดือนเมษาปีหน้าพี่จะซื้อตัวใหญ่กว่านี้ให้พราว” “ทำไมต้องเป็นวันที่สิบสองเมษา…” ภัทรวรินทร์ถามออกมาแค่นั้นก็อมยิ้มเขินอาย “พี่คีย์รู้ได้ยังไงคะว่าวันเกิดพราวตรงกับวันที่เท่าไรเดือนไหน” “นี่ใครครับ” ฐิรดลยืดอกชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแกล้งทำโอ่ใส่เธอ “ว่าที่คุณหมอฐิรดลผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างครับ” เลยยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะถูกจับมือแล้วดึงให้เดินไปยืนรอขนมด้วยกัน ได้มาเขาก็ส่งให้ถึงปากพร้อมกับคะยั้นคะยอ “กินขนมอันนี้เร็ว อร่อยมากเลย พราวต้องชอบแน่นอน” “จริงน่ะ” ถามจบ ฐิรดลยื่นจ่อใกล้กว่าเดิมเลยจำต้องรับเอาเข้าปากมาแล้วก็เบ้หน้าเพราะรสชาติไม่ได้อร่อยอย่างที่เขาบอกเลยสักนิด เลยบอกด้วยใบหน้างอนิด ๆ “พี่คีย์น่ะ ทำไมชอบแกล้งคนอื่นแบบนี้คะ” ฐิรดลมองแล้วก็หัวเราะลั่น ดึงให้ไปคายทิ้งตรงที่ไม่มีคน ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหาอย่างที่เขาเองห้ามใจไม่ไหวต่อความน่ารักของอีกฝ่าย ภัทรวรินทร์ใจเต้นแรงที่เห็นอีกฝ่ายโน้มใบหน้าลงหา จึงเม้มปากแน่น พร้อมหลับตาปี๋พร้อมกับจินตนาการไปตามวัย ก่อนจะแว่วเสียงหัวเราะของเขาดังเบา ๆ แล้วก็ไม่มีรอยสัมผัสใด ๆ ทั้งสิ้นก็ค่อยเปิดตาข้างหนึ่งขึ้นมอง “เป็นอะไร” เสียงเขาถาม ทั้งยังมองมาด้วยสายตาที่ทำให้เธอต้องอายหนักยิ่งขึ้นไปอีก เลยอ้อมแอ้มพูดไปว่า “ปะ เปล่าค่ะ” “แล้วทำไมหน้าแดงขนาดนั้น” “พราวเปล่าหน้าแดงนะ” ปฏิเสธเขาแล้วหันหน้าหนี ยกมือขึ้นประคองใบหน้าของตัวเอง ที่คิดสงสัยไปว่ามันแดงจริงอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า แล้วแก้เขินด้วยการเดินไปที่รถเข็นขายไส้กรอกอีสานข้าง ๆ ตรงนั้น ถามคนขายไปว่า “เปรี้ยวไหมคะ” คนขายพยักหน้าชี้ว่ากองไหนบ้างที่เปรี้ยวและไม่เปรี้ยว เลยชี้ว่าเอาสองไม้นี้ กำลังจะล้วงเงินจ่ายแต่แล้วฐิรดลกลับยื่นเงินของเขาส่งให้ เขารับถุงของกินแล้วส่งให้เธอ พร้อมเอียงหน้าลงถาม “อร่อยหรือ” แหวกปากถุงออกแล้วก็ค่อยยื่นให้เขากินก่อนหนึ่งไม้ ฐิรดลรับมาแล้วกัดคำเล็ก ๆ ก่อนหนึ่งคำ เคี้ยวด้วยสีหน้าชอบกล บอกกลับมาว่า “รสชาติแปลก ๆ เปรี้ยวยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก” “อร่อยออกค่ะ” “พราวดูนั่น” ฐิรดลชี้ชายแต่งตัวแปลก ๆ คนหนึ่งให้เธอดู “แต่งตัวเหมือนไส้กรอกที่พราวกินเลย” “พี่คีย์” เด็กสาวร้องเรียกเขาพร้อมกับขำจนสำลักไส้กรอกอีสานไปด้วย ฐิรดลเองก็ขำไปด้วยเขาส่งน้ำดื่มให้ รับมาดื่มแล้วกินที่เหลือต่อจนหมดพร้อมกับผักสดในถุง ก่อนจะถูกจับมือแล้วดึงให้ลุกขึ้น พาวิ่งออกจากงานยังอีกทิศทาง ภัทรวรินทร์ไม่มีเวลาคิด เด็กสาววิ่งตามเขาไปด้วย จนเขาหยุด ถึงได้ออกปากถามเขา “มีอะไรหรือคะ” “เจอโจทย์น่ะสิ” “อย่างพี่คีย์ มีโจทย์ด้วยหรือคะ” “มีสิ” เขาพาเธอวิ่งอ้อมไปยังรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของเขาที่จอดอยู่ด้านนอก ถึงแล้วก็ถามเธอว่า “พราวหิวไหม” “นิดหน่อยค่ะ” “เพิ่งกินไส้กรอกถุงใหญ่ไปเมื่อกี้ยังไม่อิ่มอีกนะ” เขาแซวก่อนบอกต่อ “ถ้ายังไม่อิ่ม เดี๋ยวพี่จะพาเด็กกินจุไปร้านอร่อยร้านนี้ พราวเคยไปหรือยัง” “ร้านไหนคะ” “มาขึ้นมา” ฐิรดลเดินไปคร่อมบนรถจักรยานยนต์คู่ใจของเขาแล้วเสียบกุญแจ ตบเบาะให้เธอตามขึ้นมา “เร็ว” ภัทรวรินทร์ยิ้มแล้วเข้าไปขึ้นคร่อมที่เบาะที่เหลือด้านหลัง ยังไม่ทันตั้งท่า เขาบิดเร่งความเร็วออกรถเบา ๆ จนเธอผวากอดเอวเขาเอาไว้แน่น “พี่คีย์น่ะ เกิดพราวตกรถหัวฟาดไปเนี่ย พิการเลยนะ” ฐิรดลเอียงหน้ามาบอกทันทีเลยว่า “พี่จะรักษาพราวเอง” “จบก็ยังไม่จบเลย จะรักษาพราวหายได้ยังไงกัน” “ระดับพี่คีย์ ปีนี้เรียนจนจบเลยก็ยังได้” ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะขี้โม้ได้ขนาดนี้ ภัทรวรินทร์นั่งโต้ลมเดี๋ยวเดียวก็โอบแขนไปกอดเอวเขาไว้หลวม ๆ ฐิรดลยิ้มก่อนจะละมือข้างหนึ่งมาดึงแขนเธอเอาไปโอบรอบเอวของเขาทั้งยังกดออกแนวบังคับให้เธอกอดให้แน่นอีกด้วย เด็กสาวออกร้อนไปทั้งหน้า ยอมถูกบังคับ หรือจะเรียกว่าเป็นการยินยอมให้ถูกบังคับก็ว่าได้ เขาพาเธอไปกินก๋วยเตี๋ยวน้ำตกท้ายซอยลึกที่ทั้งไกลและเปลี่ยว แต่ไปถึงที่ร้าน คนกลับพลุกพล่านอย่างไม่น่าเชื่อ เกือบต้องรอคิวนานเลย แต่ดีที่เจ้าของร้านรู้จักกันดีกับฐิรดลจึงยกโต๊ะในสุดของร้านให้เข้าไปนั่งได้เป็นแขกพิเศษ ภัทรวรินทร์ไม่เคยออกมากินอะไรแบบนี้กับเพื่อนต่างเพศมาก่อนก็ให้ออกอาการเก้อกระดากไม่น้อย ขณะกำลังนั่งรอก๋วยเตี๋ยวอยู่นั่นเอง พบว่าเหมือนถูกจ้องมองจากใครบางคน หันไปมองรอบ ๆ พบว่ามีคนจ้องเธออยู่จริง ๆ ก่อนที่เสียงเรียกของฐิรดลจะดังขึ้นที่ข้าง ๆ “พราว” เด็กสาวตกใจเล็กน้อย หันไปหาเขาพร้อมขานรับ “คะ” “เหม่ออะไร” “ไม่มีอะไรค่ะ” “พี่ถามว่าเรื่องติว พราวอยากเริ่มเลยไหม พี่จะจดสรุปเนื้อหาเอาไว้ให้” ฐิรดลถามเรื่องเรียนและเนื้อหาของวิชาที่เธอเคยบอกเขาไป ไม่คิดว่าเขาจะอาสาช่วยเธอถึงขนาดนี้ นึกว่าเขาแค่ชวนพูดชวนคุยเฉย ๆ เพียงเท่านั้น คุยกันไปไม่นาน ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกที่ชายรุ่นพี่การันตีว่าอร่อยก็ถูกนำมาวางลงที่ตรงหน้า ขนาดว่ากินอะไรมาจากงานวัดแล้วนะ ยังสามารถอัดก๋วยเตี๋ยวไปได้ถึงสองชามได้เลย กินอิ่มมองหาเจ้าของสายตาคู่ที่มองเธอเมื่อครู่ ปรากฏว่าทางนั้นไปแล้ว ออกไปตอนไหนเธอไม่ทันได้มองเสียด้วยสิ เขาพามาส่งบ้านในเวลาต่อมา ภัทรวรินทร์ถือเจ้าตุ๊กตาที่ฐิรดลควักเงินซื้อให้จากซุ้มปาเป้าแน่นไม่ยอมปล่อย รู้สึกดีและหวงแหนขึ้นมาเล็กน้อย ตั้งใจว่าจะเอาไว้นอนด้วยที่บนเบาะนอนของตัวเอง “พราว” “คะ” “พรุ่งนี้พี่ต้องกลับแล้ว” “ค่ะ ตั้งใจเรียนนะคะ” “พราวก็เหมือนกัน” “พราว” “คะ” “พี่โทรหาพราวทุกวันได้ไหม” เด็กสาวยิ้มเอียงอายก่อนจะอ้อมแอ้มตอบไปว่า “ค่ะ ได้ค่ะ” ฐิรดลไม่ถามอะไรอีก เขามองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะหันกลับไปควบรถของเขา พาออกไปจากตรงนั้น “กลับดึกนักนะ” สมสมรร้องทักตอนที่เด็กสาวเปิดประตูบ้านแย้มเบา ๆ จะเดินเข้าไป “จ้ะ” “อย่าเที่ยวไปทั่ว อย่าทำตัวให้เขามองว่าง่าย อย่าได้หลงละเลิงไปคำของพวกผู้ชาย น้าจะเตือนเอ็งเอาไว้ก่อน” ยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับท่านกลับไป “จ้ะน้า พราวไปนอนก่อนนะจ๊ะ” หลังจากวันที่ออกไปเที่ยวกับเขา ฐิรดลโทรศัพท์หาเธอทุกวัน คุยด้วยเรื่องเรียนของเขา และเรื่องเรียนของเธอ ภัทรวรินทร์ไม่เข้าใจตรงไหนจะทำเครื่องหมายเอาไว้ แล้วตั้งหน้าตั้งตารอโทรศัพท์ที่เป็นสายของเขา “ตั้งใจเรียนนะคะ” เสียงอ่านข้อความที่ด้านหลังทำเอาหัวใจของภัทรวรินทร์หายวับก่อนจะรีบพับกระดาษเก็บอย่างไว ยัดใส่หนังสือแทบไม่ทัน “เขียนให้ใคร มีแฟนแล้วหรือ” “ใช่ที่ไหนกัน มีคนจ้างให้พราวทำต่างหาก” “จริงหรือ” เพื่อนซี้หรี่ตามองจับผิด “ไหนเอามาให้ครีมดูหน่อย” “ไม่ได้ ของลูกค้าเอาให้ดูได้ไง” “อ้อ ช่วยเก็บความลับลูกค้าหรือ” “อือ” “ครีมมีเรื่องอะไรยังเอามาบอกพราวตลอดเลยมี แล้วถ้าพราวมีอะไรแล้วไม่เล่าให้ครีมฟัง อย่างเช่นคบใครอยู่ หรือมีแฟนแล้วแต่ไม่ยอมเล่าให้ครีมฟังนะ ครีมงอนจริง ๆ ด้วย” ยิ้มอ่อนใจกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตนเอง ฐิติชญามีนิสัยเอาแต่ใจ จริงที่อีกฝ่ายมักนำเรื่องส่วนตัวมาเล่าให้ฟังเสมอ แต่แล้วตนเป็นคนไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังนี่นา เด็กสาวมองหน้าเพื่อนที่สนิทที่สุดของตนเองแล้วก็คิดว่าคงยังไม่เล่าให้ฟังในตอนนี้ เพราะระหว่างเธอกับฐิรดลไม่ใช่แฟนกันเสียหน่อย ก็แค่ เขาเอาเสื้อผ้ามาซ่อมที่ร้านของน้าเธอ ก็แค่ เคยไปเดินที่งานวัดด้วยกันแล้วเขาก็แค่ซื้อตุ๊กตาให้ แล้วก็แค่ แค่เขาโทรศัพท์มาคุยด้วยทุกวันหลังเลิกเรียนเท่านั้นเอง ภัทรวรินทร์สองจิตสองใจว่าจะเล่าให้เพื่อนฟังดีไหม แต่แล้วก็ตัดสินใจว่ายังก่อน เอาไว้ให้มีอะไรมากกว่านี้ก่อนก็แล้วค่อยเล่าให้เพื่อนฟังคงไม่สาย ฐิติชญาเป็นคนมีเหตุผล ถึงตอนนั้นเพื่อนของเธอต้องเข้าใจอย่างแน่นอน

อ่านต่อ