สามีสุดที่ร้าย ภรรยาสุดที่รัก
บทที่ 1 ฉันไม่เสียใจ

“ครั้งแรกเหรอ?” ลมหายใจของชายแปลกหน้าดังก้องอยู่ข้างหูเธอ หลินซินเหยียนตัวสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตามอง “ผ่อนคลายหน่อยสิ ฉันกลัวทำเธอเจ็บ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า หลินซินเหยียนยังไม่ทันได้ตอบ ชายหนุ่มก็ใช้มือช้อนคางเธอขึ้นมารับจูบจากเขา โอ๊ยเจ็บ! ความเจ็บปวดที่ราวกับถูกฉีกทึ้งทำให้ในหัวเธอมีแต่ความว่างเปล่าไปในชั่วขณะ พอหลังเที่ยงคืน ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ หลินซินเหยียนกัดฟันรีบพาร่างที่เจ็บปวดของเธอออกจากห้องไป ในค่ำคืนที่เงียบงัน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอย่างฉับพลันทำให้จิตใจของเธอรู้สึกว้าวุ่นกระวนกระวายใจ หลินซินเหยียนมองโทรศัพท์แค่แวบเดียวก็รีบมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลทันที “คุณหมอคะ รีบช่วยแม่กับน้องชายฉันด้วยนะคะ…” หลินซินเหยียนเซ็นชื่อด้วยมือที่สั่นเทิ้ม แล้วยื่นเอกสารส่งให้หมอ หมอมองไปที่เธอพลางพูดว่า “ขอโทษด้วยครับ น้องชายคุณได้จากไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ!” มันเหมือนราวกับฟ้าผ่าลงกลางศีรษะของหลินซินเหยียน หลินซินเหยียนทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น เมื่อแปดปีก่อน เธออายุได้สิบขวบ พ่อของเธอนอกใจแม่ของเธอ เขาได้ส่งแม่ที่กำลังตั้งท้องและตัวเธอไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคย หลังจากน้องชายเธอคลอดและอายุได้ 3 ขวบก็ตรวจพบว่าเป็นออทิสติก เธอกับแม่จึงต้องวิ่งรอกรับจ้างทำงานไปทั่ว ถึงมีชีวิตรอดมาได้ถึงทุกวันนี้ ทว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนี้ กลับทำให้ครอบครัวเธอเหมือนถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทันใดนั้นภาพที่อยู่เบื้องหน้าของหลินซินเหยียนก็พลันดับวูบลง… “คุณผู้หญิงครับ คุณผู้หญิง… พยาบาล… เตรียมปฐมพยาบาลด่วน…” หนึ่งเดือนต่อมา หลินซินเหยียนกำลังถือกล่องเก็บความร้อนอยู่ พลางมองตัวเลขที่ลิฟต์สูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วถอนหายใจ หลังจากที่แม่ของเธอได้รับการรักษา อาการก็ดีขึ้น ทว่าพอได้ยินข่าวร้ายเรื่องน้องชายของเธอนั้น แม่ของเธอก็ผอมซูบลงไปเลยทีเดียว เสียง“ติ๊ง”ดังขึ้น หลินซินเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเดินไปหน้าห้องผู้ป่วย และขณะกำลังคิดจะเปิดประตูนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างใน—— “จื่อจิน เมื่อก่อนเป็นเพราะเธอกับคุณนายจงสนิทกันราวพี่กับน้องแล้วจึงได้ตกลงให้ลูกแต่งงานเพื่อเกี่ยวดองกัน ว่ากันตามหลักแล้ว ถ้าจะให้ทำตามข้อตกลงนั้นก็ควรให้ลูกสาวเธอเป็นคนแต่งถึงจะถูก...” “หลินกั๋วอัน คุณหมายความว่ายังไง!” จวงจื่อจินจ้องมองคนตรงหน้าอย่างเดือดดาล แปดปีที่แล้วเขาไม่เคยสนใจว่าพวกเธอแม่ลูกเลยว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่พอมาถึงก็คิดจะให้ลูกสาวเธอแต่งงานอย่างนั้นเหรอ? “คุณจงทั้งรูปหล่อ แถมยังชาติตระกูลดี แต่งออกไปก็มีแต่จะได้เสวยสุข...” พอพูดถึงประโยคหลัง เสียงของหลินกั๋วอันก็แผ่วลง คุณจงเป็นคนสูงส่ง แต่เพราะเดือนที่แล้วเขาไปทำธุระที่ต่างประเทศแล้วถูกงูกัดจนเป็นอัมพาต เดินเหินไม่ได้ แถมยังไม่สามารถมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย แต่งไปก็ไม่ต่างจากการเป็นหม้าย “ฉันจะแต่ง” หลินซินเหยียนผลักประตูเข้ามา เธอจับกล่องอาหารเก็บความร้อนในมือไว้แน่น ก่อนจะโยนมันลงไปเสียงดังลั่น “แต่งงานน่ะได้ แต่ฉันมีข้อแม้” หลินกั๋วอันมองประตู เขาตกใจจนถอยร่นไปเสียหลายก้าว แปดปีผ่านไป เธอสูงขึ้นมาก ผิวพรรณขาวผ่อง แต่ออกจะดูผอมไปหน่อย แถมยังดูไม่มีการศึกษาเอาเสียเลย ต่างจากลูกสาวคนเล็กที่บ้านของเขาอย่างสิ้นเชิง ที่ชวนให้ผู้พบเห็นรักใคร่และเอ็นดูยิ่งนัก หลินกั๋วอันขมวดคิ้วหน้าเครียด “ข้อแม้อะไร ว่ามา” “พวกเราต้องการกลับประเทศ และต้องคืนทรัพย์สมบัติที่เป็นของแม่ให้พวกเราทั้งหมด” หลินซินเหยียนกำหมัดแน่นอยู่อย่างนั้น ถึงได้ค่อย ๆ สงบลง “เหยียนเหยียน...” จวงจื่อจินคิดจะเกลี้ยกล่อมเธอ หลินซินเหยียนต้องตกระกำลำบากกับเธอมามากแล้ว จะทำให้เธอต้องมาตกระกำลำบากด้วยเรื่องการแต่งงานอีกไม่ได้ หลินกั๋วอันเกรงว่าเธอจะถูกโน้มน้าวให้ไม่ยอมแต่ง จึงรีบเอ่ยขึ้น “ขอแค่แกยอมแต่ง ฉันจะให้แกกลับประเทศ” “แล้วสมบัติของแม่ล่ะ?” เมื่อเห็นท่าทีคล้ายจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดตัวเองลงไปของหลินกั๋วอัน หลินซินเหยียนก็แค่นหัวเราะเย้ยหยัน “แม่น้องสาวคนดีของฉันคงจะหน้าตาสะสวยไม่เบาสิท่า หล่อนน่าจะหาผู้ชายที่ดีกว่านี้ได้ แต่ถ้าต้องมาแต่งกับผู้ชายพิกลพิการแล้วล่ะก็ ทั้งชีวิตของหล่อนก็คงจะจบเห่พอดี มิหนำซ้ำ คุณกับแม่ฉันก็หย่ากันไปแล้ว คืนสมบัติให้เธอก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วไม่ใช่หรือไง? แววตาที่มีประกายความรู้สึกผิดของหลินกั๋วอันไม่กล้ามองหลินซินเหยียน พอคิดว่าเธอจะต้องแต่งงานกับคนไม่ปกติ หลินกั๋วอันก็กัดฟันกรอด “เอาไว้แกแต่งแล้ว ฉันก็จะให้แก” ลูกสาวคนเล็กของเขางดงามราวกับบุปผา ล้ำค่าราวกับหยกมณี จะให้แต่งงานกับคนพิการได้อย่างไร? พอคิดถึงจุดนี้หลินกั๋วอันก็ไม่รู้สึกเสียใจมากขนาดนั้นแล้ว แต่ในใจก็ยังนึกรังเกียจหลินซินเหยียนขึ้นกว่าเดิม เธอไม่เพียงปากคอเราะร้าย แต่ยังคิดจะขโมยเงินไปจากเขาอีก หลินกั๋วอันมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “แม่แกนี่เลี้ยงลูกได้ดีเหลือเกินนะ ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย!” หลินซินเหยียนแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา แต่ก็ไม่ได้คิดจะสวนกลับแต่อย่างใด เพราะตอนนี้เธอกำลังเป็นรอง การยั่วโทสะหลินกั๋วอันก็ไม่เป็นผลดีกับเธอเช่นกัน “เตรียมตัวให้พร้อม เราจะกลับกันพรุ่งนี้” หลินกั๋วอันสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกจากห้องผู้ป่วยไป

บทที่ 2 ตั้งครรภ์

“เหยียนเหยียน การแต่งงานมันเป็นเรื่องใหญ่เราต้องอยู่กับมันไปชั่วชีวิต แม่ไม่ยอมให้ลูกทำแบบนี้เด็ดขาด” จวงจื่อจินมีสีหน้าเป็นกังวล หลินซินเหยียนหยิบกล่องอาหารเก็บความร้อนที่วางอยู่บนชั้นเหนือเตียงออกมาพลางพูด “หนูก็ไม่ได้แต่งกับใครที่ไหน ก็เป็นลูกชายของเพื่อนแม่ไม่ใช่เหรอคะ” “เธอตายไปตั้งนานแล้ว ส่วนลูกชายเธอแม่ไม่รู้จักเลยสักนิด ต่อให้ต้องตระบัดสัตย์ แม่ก็จะต้องให้ลูกแต่งงานกับคนที่ตัวเองรัก ไม่ใช่แต่งงานเพื่อแลกกับอะไรแบบนี้ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น แม่ยอมอยู่ที่นี่จนตายยังจะดีกว่า” จวงจื่อจินดึงมือเธอไว้ คนที่เธอรักงั้นเหรอ? ต่อให้วันหน้าเธอจะได้พบ แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์แล้ว เธอก้มหน้า เธอแต่งงานกับใครก็ไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญก็คือเธอจะต้องเอาสิ่งที่ถูกแย่งไปทั้งหมดกลับคืนมาให้ได้ จวงจื่อจินไม่อาจเกลี้ยกล่อมให้หลินซินเหยียนเปลี่ยนใจได้ ทั้งสองจึงกลับประเทศในวันต่อมา หลินกั๋วอันรังเกียจพวกเธอสองแม่ลูก จึงให้พวกเธอไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอก ไม่ยอมให้พวกเธอเหยียบเข้ามาในบ้านสกุลหลิน พอถึงวันแต่งงานก็ให้หลินซินเหยียนกลับมาคนเดียวก็พอ ซึ่งหลินซินเหยียนก็ไม่อยากกลับไปอยู่แล้ว ทว่าจวงจื่อจินยังคงกังวล “เหยียนเหยียน ถ้ามันเป็นการแต่งงานที่ดีจริง ๆ เขาคงไม่ยกให้ลูกง่าย ๆ หรอกนะ ถึงแม้การหมั้นหมายนี้แม่จะเป็นคนกำหนดมันขึ้นมาก็ตาม” หลินซินเหยียนไม่อยากคุยเรื่องพวกนีั เธอจึงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “แม่คะ รีบหาอะไรกินรองท้องก่อนนะคะ” จวงจื่อจินถอนหายใจ หลินซินเหยียนถือตะเกียบกำลังจะคีบอาหาร ทว่าจู่ ๆ เธอก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา เธอส่งเสียงอาเจียน “ลูกไม่สบายหรือเปล่า? ทำไมสีหน้าดูไม่ดีเลย?” จวงจื่อจินถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไรค่ะแม่ น่าจะนั่งเครื่องนานไปหน่อย แล้วก็พักผ่อนน้อย หนูกลับห้องก่อนนะคะ” หลินซินเหยียนไม่อยากให้มารดาเป็นห่วง จึงอธิบายง่าย ๆ เพียงไม่กี่คำ ก่อนจะวางตะเกียบแล้วกลับเข้าไปในห้อง ทันทีที่ปิดประตูลง เธอก็พิงประตูพยายามระงับความคลื่นไส้อยากอาเจียนนั้นไว้ ผ่านคืนนั้นมาก็เดือนกว่าแล้ว รอบเดือนของเธอก็ไม่มาสิบกว่าวันแล้ว หลินซินเหยียนส่ายหน้า เธอไม่กล้าจะคิดต่อเลยว่า... วันต่อมา “คุณตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์แล้วครับ” หลินซินเหยียนออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว ทว่าคำพูดของหมอยังคงดังก้องอยู่ในหัวเธอไม่หยุด สติเธอหลุดลอย เธออดยกมือขึ้นคลำท้องไม่ได้ แม้จะเป็นเรื่องไม่ตั้งใจ หรือถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่เธอก็ยังเกิดความรู้สึกทำใจไม่ได้ เธอเกิดความรู้สึกปิติยินดี และเฝ้ารอที่ได้เป็นแม่คนเป็นครั้งแรก พอกลับถึงที่พัก หลินซินเหยียนก็เก็บผลอัลตร้าซาวด์ให้เรียบร้อยแล้วค่อยเปิดประตูออกมา พอเห็นหลินกั๋วอัน สีหน้าเธอก็พลันเครียดขรึมลง “คุณมาทำอะไร? ยังไม่ถึงวันแต่งงานสักหน่อย” “แกพูดกับพ่อแบบนี้ได้ยังไง?” หลินกั๋วอันรอเธอตั้งสองชั่วโมง แต่กลับต้องมาเจอคำพูดก้าวร้าวอย่างนี้ โทสะจึงพลันพลุ่งพล่านขึ้นมา “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” เขาเอ่ยเร่งอย่างไม่สบอารมณ์ หลินซินเหยียนขมวดคิ้วมุ่น “ทำไม?” “ในเมื่อจะแต่งเข้าตระกูลจงอยู่แล้ว แกก็ควรไปเห็นหน้าค่าตาคุณจงเขาสักหน่อย” หลินกั๋วอันพินิจมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “แกจะไปเจอเขาทั้งโทรม ๆ อย่างนี้น่ะเหรอ? คิดจะทำให้ฉันขายหน้าหรือไง?” “ถ้าฉันมีเงิน ฉันจะคิดมากที่จะซื้อเสื้อผ้าอย่างนั้นเหรอ? แล้วน้องชายฉันจะต้องตายเพราะรักษาไม่ทันกาลอย่างนั้นเหรอ? เรื่องพวกนี้ คนที่เป็นพ่ออย่างคุณไม่ควรที่จะรู้ชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้วหรอกเหรอ?” มือที่ทิ้งลงข้างกายของหลินซินเหยียนกำหมัดแน่น หลินกั๋วอันทำหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงกระแอมขึ้นมาเบา ๆ “เรื่องพวกนี้เอาไว้ค่อยว่ากัน รีบไปกันก่อน ครอบครัวตระกูลจงน่าจะไปถึงแล้ว อย่าให้พวกเขารอนาน” “เหยียนเหยียน เงินทองไม่สำคัญ แม่เสียลูกชายไปคนนึงแล้ว ตอนนี้แม่อยากให้ลูกได้มีชีวิตที่ดีเท่านั้น” จวงจื่อจินยืนขวางตรงหน้าหลินซินเหยียน “แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ” หลินซินเหยียนมองมารดาด้วยสายตาปลอบโยน ก่อนจะกอดเธอเบา ๆ “รีบไปเร็วเข้า” หลินกั๋วอันเร่งอย่างสุดจะทน กลัวว่าจู่ ๆ หลินซินเหยียนจะเปลี่ยนใจ จึงลากเธอออกไป ระหว่างทาง หลินกั๋วอันพาเธอไปที่ร้านเสื้อผ้าหรู พอเข้าไปในร้านและเห็นพนักงานเดินเข้ามาหา หลินกั๋วอันก็ผลักหลินซินเหยียนออกไปข้างหน้า “หาชุดสักชุดที่เธอใส่ได้” พนักงานมองหลินซินเหยียนหัวจรดเท้าแล้วพยักหน้า “โปรดมากับฉันทางนี้ค่ะคุณผู้หญิง“ เธอหยิบเดรสสีฟ้าอ่อนลงมาจากชั้น จากนั้นก็ชี้นิ้วไปทางด้านหน้า “ห้องลองชุดอยู่ทางด้านนั้นค่ะ” หลินซินเหยียนรับชุดมาแล้วเดินไปตามทางที่อีกฝ่ายบอก “จิ่งเฮ่า คุณจำเป็นต้องแต่งงานกับผู้หญิงตระกูลหลินด้วยเหรอคะ?” น้ำเสียงของหญิงสาวแฝงไปด้วยความตัดพ้อคับข้องใจ หลินซินเหยียนได้ยินเข้าก็มองผ่านช่องประตูเข้าไปด้วยความใคร่รู้ ก่อนจะเห็นว่าหญิงสาวคนนั้นใช้มือโอบรอบลำคอของชายหนุ่มด้วยท่าทางออดอ้อน “คุณอย่าแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นได้ไหมคะ?” จงจิ่งเฮ่ามองหญิงสาว และรู้สึกอดไม่ได้ที่จะสงสาร “คืนนั้นเจ็บมากใช่ไหม?” ย้อนไปเมื่อประมาณหนึ่งเดือนกว่า เขาไปตรวจสอบโครงการที่ต่างประเทศ ผลก็คือเขาถูกงูพิษกัด พิษนั้นรุนแรงมาก หากไม่ได้ระบายความร้อนใส่หญิงสาวแล้วล่ะก็ เขาก็คงจะต้องร้อนจนตาย เพราะได้ไป๋จู๋เวยมาเป็นยาถอนพิษให้เขา ทั้ง ๆ ที่เธอเจ็บมาก แต่กลับตัวสั่นเทาอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยไม่กล้าร้องออกมาสักแอะ เขารู้มาตลอดว่าไป๋จู๋เวยชอบเขา แต่เขากลับไม่เคยให้โอกาสเธอมาก่อนเลย ข้อแรกเป็นเพราะเขาไม่ได้รักเธอ ข้อที่สองเป็นเพราะแม่ของเขาได้หมั้นหมายเขาไว้กับตระกูลหนึ่งแล้ว หลายปีมานี้ เธอที่เป็นเลขาเขาได้จัดการงานทุกอย่างของเขาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากคืนนั้น เขาก็รู้สึกว่าตัวเองควรจะให้สถานะหนึ่งกับหญิงสาวคนนี้ ไป๋จู๋เวยซบหน้าลงบนแผ่นอกของจงจิ่งเฮ่า เธอหลับตาลงเล็กน้อย แล้วส่งเสียงครวญครางอย่างเหนียมอาย เธอชอบจงจิ่งเฮ่า แต่เธอไม่ใช่หญิงสาวบริสุทธิ์มาตั้งนานแล้ว เธอจะให้เขารู้เรื่องนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องเตรียมแผนสำรองไว้ “ถ้าคุณชอบเสื้อผ้าที่นี่ ก็ซื้อหลายตัวหน่อยแล้วกัน” จงจิ่งเฮ่าผละออกจากเธอแล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ “คุณผู้หญิงคะ ห้องนั้นเป็นห้องวีไอพี คุณเข้าไม่ได้นะคะ เชิญห้องทางขวาค่ะ” พนักงานเอ่ยเตือนหลินซินเหยียน “อ๋อ” หลินซินเหยียนดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถือเสื้อผ้าเดินไปที่ห้องลองเสื้อทางด้านขวา ขณะกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า หลินซินเหยียนก็หวนคิดถึงบทสนทนาของหนุ่มสาวเมื่อครู่อย่างละเอียด ดูเหมือนพวกเขาจะพูดถึงตระกูลหลิน หรือว่าผู้ชายคนนั้น...

บทที่ 3 คุณเองก็เสแสร้งอยู่ไม่ใช่หรือไง

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว หลินซินเหยียนก็เดินออกมา แต่ก็ยังไม่วายหันไปมองห้องลองเสื้อทางด้านซ้าย แต่ประตูกลับปิดสนิทไปแล้ว “เข้ากับคุณมาก ๆ เลยค่ะ“ พนักงานในร้านเอ่ยด้วยสายตาชื่นชม หลินกั๋วอันเห็นว่าเหมาะสมจึงเตินไปจ่ายเงิน เมื่อนั้นเขาถึงได้เห็นว่าเดรสชุดนี้ตัวละสามหมื่นกว่า แต่เมื่อคิดว่าเดี๋ยวก็ต้องไปพบคนตระกูลจง เขาจึงกัดฟันยอมจ่าย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไปเถอะ” หลินซินเหยียนก้มหน้าเดินตามหลังเขาไปขึ้นรถ เมื่อรถยนต์เคลื่อนตัวเข้าไปในคฤหาสน์แล้วค่อย ๆ จอดสนิท ทันทีที่เห็นคฤหาสน์ที่ทันสมัยและโออ่าตรงหน้า หลินซินเหยียนก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก ในขณะที่เธอกับแม่ใช้ชีวิตอย่างลำบากเหมือนตายทั้งเป็น เพราะอาการป่วยของน้องชาย พ่อของเธอกับเมียน้อยกลับใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขที่นี่ “มัวยืนงงอะไรอยู่ตรงนั้น?” หลินกั๋วอันหันกลับมาถามอย่างไม่พอใจ พอหลินซินเหยียนได้สติก็รีบเดินตามเข้าไป คนใช้ในบ้านบอกว่าคนจากตระกูลจงยังมาไม่ถึง หลินกั๋วอันจึงให้เธอนั่งรอที่ห้องรับแขก เปียโนยี่ห้อเซดล์ซันหลังนั้นยังคงตั้งอยู่ข้างหน้าต่างเหมือนเดิม แม่ของเธอซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดตอนเธออายุ 5 ขวบ ตอนที่เธอยังเด็กเธอชอบมันมาก แต่หลังจากถูกส่งไปอยู่ที่อื่นแล้ว เธอก็ไม่ได้แตะมันอีกเลย หลินซินเหยียนใช้นิ้วชี้กดลงบนเปียโน เธอออกแรงเพียงเล็กน้อย เสียงไพเราะก็พลันดังกังวานขึ้น ความรู้สึกที่แสนคุ้นเคยทำให้หัวใจของหลินซินเหยียนสั่นไหวเล็กน้อย “ใครใช้ให้แกมาแตะต้องของของฉัน !” น้ำเสียงเพราะพริ้งแฝงไปด้วยความเดือดดาลดังขึ้นมาจากด้านหลังเธอ หลินซินเหยียนหันไปมองด้วยสายตาที่เย็นชา นี่คงจะเป็นคนที่เธอเรียกว่าน้องสาวสินะ ใบหน้านั้นคล้ายกับเสิ่นซิ่วฉิงผู้เป็นมารดา หน้าตาดูดีไม่เลว เพียงแต่ท่าทางถลึงตาแยกเขี้ยวตอนนี้ออกจะดูดุร้ายไปหน่อย “ของของเธออย่างนั้นเหรอ?” นัยน์ตาหลินซินเหยียนฉายแววเย็นเยียบ พวกเธอทำลายชีวิตแต่งงานของแม่ และยังเสวยสุขอยู่บนทรัพย์สัมบัติของแม่ฉัน ตอนนี้กระทั่งเปียโนหลังนี้ก็ยังกลายเป็นของหล่อนไปแล้วงั้นเหรอ? “เธอ... เธอคือหลินซินเหยียน!” หลินหวี่หานนึกขึ้นได้ หลินหวี่หานยังจำตอนที่คุณพ่อส่งพวกเธอแม่ลูกไปอยู่เมืองนอกได้ดี ตอนนั้นหลินซินเหยียนคุกเข่าวิงวอนอย่างน่าเวทนา “คุณพ่อรับเธอกลับมาแล้ว เธอคงดีใจมากสินะ?” หลินหวี่หานกอดอกมองเธอด้วยสายตาดูแคลน “อย่าเพิ่งได้ใจไปล่ะ คุณพ่อก็แค่จะจับเธอแต่งงานกับตระกูลจงก็เท่านั้นแหละ ได้ยินว่าผู้ชายคนนั้น...” หลินหวี่หานว่าแล้วก็ป้องปากหัวเราะเยาะเย้ย แต่งงานกับคนพิการ ชีวิตก็พังไปทั้งชีวิตแล้วไม่ใช่หรือไง? หลินซินเหยียนขมวดคิ้วมุ่น “คนจากตระกูลจงมาแล้วค่ะ” ทันใดนั้นเอง คนใช้ก็เข้ามารายงาน หลินกั๋วอันรีบร้อนออกไปต้อนรับ หลินซินเหยียนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม และในตอนนั้นเองเธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งถูกเข็นเข้ามา หลินซินเหยียนพลันอึ้งไป นี่มันไม่ใช่ผู้ชายที่เธอเห็นในห้องลองเสื้อหรอกเหรอ เขาคือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลจงจริง ๆ ด้วย! แต่ตอนนั้นเธอเห็นเขายืนได้ชัด ๆ แถมยังโอบกอดผู้หญิงคนนั้นด้วย นี่มันเรื่องอะไรกัน? “ซินเหยียนมานี่เร็ว นี่คือคุณจงแห่งตระกูลจง” หลินกั๋วอันดึงเธอไปอยู่ตรงหน้าจงจิ่งเฮ่า ก่อนจะค้อมตัวลงยิ้มอย่างประจบเอาใจ “คุณจงครับ นี่เหยียนเหยียน ลูกสาวผมเองครับ” สายตาของจงจิ่งเฮ่าจ้องมองไปที่ร่างหลินซินเหยียนแล้วขมวดคิ้วแน่น ก่อนที่แม่เขาจะตายก็เอาแต่พร่ำบอกเรื่องการแต่งงานนี้ เขาจึงไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นหลังจากเกิดอุบัติเหตุ เขาจึงจงใจปล่อยข่าวลือออกไป เพื่อหวังให้ตระกูลหลินเปลี่ยนใจ เมื่อเห็นจงจิ่งเฮ่าเอาแต่เงียบ สีหน้าเครียดขรึมลงทุกที หลินกั๋วอันก็นึกว่าเขาไม่พอใจ จึงรีบกล่าวอธิบาย “เหยียนเหยียนเพิ่งจะอายุ 18 เอาไว้โตขึ้นกว่านี้อีกหน่อยจะต้องสวยมากแน่ ๆ ” จงจิ่งเฮ่ายิ้มลึกซึ้ง “ผมไปทำงานที่ต่างประเทศ ไม่ทันระวังก็เลยได้รับบาดเจ็บ ขาคงเดินเหินไม่ได้แล้ว การใช้ชีวิตฉันสามีภรรยาก็คง...” “ฉันไม่ถือค่ะ” หลินซินเหยียนตอบขึ้นทันที ขอแค่แต่งงานเข้าตระกูลจงได้ก็จะสามารถเอาสินเดิมของแม่กลับคืนมาได้แล้ว ตอนนี้ต่อให้ต้องแต่งงานวันแรกแล้วหย่าในวันที่สอง เธอก็ตอบตกลงทั้งนั้น หลินซินเหยียนใช้โอกาสนั้น และมองแผนการของจงจิ่งเฮ่าออกว่าเขาต้องการอะไร คงเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้น เขาถึงได้นั่งรถเข็นมาที่บ้านตระกูลหลิน และคิดจะทำให้ตระกูลหลินเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจจากการแต่งงานครั้งนี้ไปเสียเอง แต่เขาคงคิดไม่ถึงว่าหลินกั๋วอันจะสละลูกสาวที่เป็นลูกชังมาให้ทำตามข้อตกลง จงจิ่งเฮ่าหรี่ตามองเธออย่างสงสัย หลินซินเหยียนถูกจ้องมองจนเสียวสันหลัง เธอรู้สึกขมขื่นอยู่ในใจ ทำไมฉันจะต้องเต็มใจอยากแต่งงานเข้าตระกูลจงด้วยล่ะ? แต่ถ้าไม่ตอบตกลงเธอจะกลับประเทศได้ยังไงกัน แล้วจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของแม่เธอคืนมาได้ยังไง? หลินซินเหยียนระบายยิ้ม “เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่เรายังเด็ก ตอนนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นยังไง ฉันก็ยังควรจะต้องแต่งงานกับคุณ” จงจิ่งเฮ่าลุ่มลึกขึ้นกว่าเดิม ผู้หญิงคนนี้ฝีปากไม่เลว หลินกั๋วอันฟังไม่ออกถึงความผิดปกติอันใด จึงถามหยั่งเชิงออกไป “เรื่องการแต่งงาน” จงจิ่งเฮ่ามองหน้าหลินซินเหยียนด้วยแววตาล้ำลึก “ทำตามข้อตกลงครับ” หลินซินเหยียนหลับตาลง เธอจัดการกับความคิดและอารมณ์ของตัวเองอยู่ จึงไม่กล้ามองเขา เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่พอใจกับการแต่งงานครั้งนี้ “ถ้าต่อไปเหยียนเหยียนของเราทำอะไรไม่ดี ก็ต้องรบกวนคุณจงช่วยชี้แนะด้วยนะครับ” หลินกั๋วอันยิ้มกว้าง ใช้ลูกสาวที่ไม่เอาไหนคนหนึ่งไปแต่งงานเกี่ยวดองกับตระกูลจง ย่อมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เขาโน้มตัวลงไปเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มอีกครั้ง “ผมให้คนเตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อยแล้ว คุณจงอยู่ทานอาหารเย็นด้วยกันก่อนค่อยกลับนะครับ” “ไม่ต้องหรอกครับ ผมยังมีธุระอีก” จงจิ่งเฮ่าปฏิเสธ กวนจิ้นเข็นเขาออกไปด้านนอก ทว่าขณะที่เขากำลังจะผ่านเลยหลินซินเหยียนไปนั้น จงจิ่งเฮ่าก็ยกมือขึ้น รถเข็นก็พลันหยุดลง เขาเหลือบตาขึ้นมอง “คุณหลินพอจะมีเวลาว่างหรือเปล่าครับ?” แม้จะเป็นคำถาม แต่น้ำเสียงของเขากลับชวนให้คนรู้สึกว่าไม่อาจปฏิเสธได้ หลินซินเหยียนพยักหน้า ดูท่าเขาคงมีเรื่องอยากจะพูดกับเธอ เธอเองก็มีเรื่องจะพูดกับเขาเหมือนกัน หลินกั๋วอันเตือนหลินซินเหยียนด้วยสายตา “ทำอะไรให้รู้จักมีขอบเขตด้วย” หลินซินเหยียนทำเหมือนไม่ได้ยิน ก่อนจะรีบตามเขาไป จงจิ่งเฮ่าหันรถเข็นกลับมา ดวงตาคู่นั้นหรี่ลง “จะแต่งงานกับผมโดยที่ไม่สนว่าผมจะพิกลพิการอย่างนั้นหรอ? คุณหลินนี่ช่างไม่เรื่องมากดีจริง ๆ ชอบผมตรงไหนเหรอ? เงินทอง อยากเป็นคุณนายตระกูลใหญ่โตขนาดนั้นเลยเหรอ? หลินซินเหยียนถูกจ้องมองจนรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวเธอฝืนทำนิ่งก่อนจะถามขึ้น “คุณเองก็กำลังเสแสร้งอยู่ไม่ใช่หรือไง?”

อ่านต่อ