ตอนเสียรักเสียรู้ “ขอโทษค่ะพี่หนึ่ง” ปิยธิดา ศรีสวัสดิ์วัฒนา เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนคนตรงหน้าแทบจะไม่ได้ยิน แต่ถึงจะเอ่ยดังกว่านี้สักสิบเท่าเขาก็คงจะไม่ได้ยินอยู่ดี เพราะตอนนี้หูกำลังอื้อ ตากำลังลาย กับข่าวร้ายที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากผู้หญิงที่เขาปักใจรัก ปากก็เหมือนจะพูดอะไรไม่ออก นอกจากนั่งนิ่งอึ้งอยู่แค่นั้น สาวสวยจึงตัดสินใจส่งประโยคปลอบขวัญเขาต่อ “เอ...เอ่อ...เอไม่รู้ว่าจะทำให้พี่หนึ่งเสียใจ ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ เอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพี่หนึ่งเลยนะคะ แล้วก็ไม่รู้ว่าพี่หนึ่งจะรักเอมากมายขนาดนี้ ยกโทษให้เอด้วยนะคะขอให้เราจากกันด้วยดี และคงความเป็นพี่น้องแบบนี้ไว้ตลอดไปนะคะ สักวันพี่หนึ่งจะพบกับคนที่ดีกว่าเออย่างแน่นอนค่ะ” พร้อมกับส่งสีหน้าเศร้าสร้อยไปหาชายตรงหน้าอย่างคนรู้สึกผิดและเสียใจในทางเลือกที่ตัวเองยึดถือเอาไว้ ซึ่งเป็นผลให้หนุ่มรูปหล่อพ่อแม่ร่ำรวยและเป็นที่หมายปองของสาวหลายต่อหลายคนต้องพานพบกับความเจ็บช้ำระกำทรวงเหลือคณานับ “เอบอกพี่ได้มั้ยว่าเพราะอะไร เอถึงได้เลือกเขาแทนที่จะเป็นพี่ ไอ้เป้มีอะไรดีกว่าพี่เหรอ ทำไมเอถึงได้เลือกมัน บอกพี่ได้มั้ยเอ บอกพี่ได้มั้ย มีอะไรไม่ดีตรงไหน ถึงสู้มันไม่ได้” พลาธิป พงษ์พันธุ์สถาพร เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ขณะจ้องมองใบหน้าสวยสะดุดตาของผู้หญิงที่เขาหลงรักมาหลายปีดีดัก และวาดหวังว่าจะมีวันวิวาห์ด้วยกันในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ ถ้าหากไม่ถูกมือดีชิงเธอตัดหน้าไปก่อน “พี่หนึ่งกับพี่เป้ไม่มีใครด้อยไปกว่าใครหรอกค่ะ เอเลือกตรงที่ว่าเอจะเข้ากับใครได้มากที่สุด เลือกว่าเออยู่กับใครแล้วสบายใจมากที่สุดเท่านั้น” ปิยธิดาพยายามยกเหตุผลร้อยแปดที่หาความจริงไม่ได้มาอ้าง เพื่อหวังให้เขาสบายใจขึ้นบ้าง “แปลว่าเออยู่กับพี่แล้วลำบากใจอย่างนั้นเหรอ ทำไม! ทำไม! ทำไม!” หนุ่มรักคุดใจเย็นฟังแฟนสาวอยู่ได้ไม่นาน ไฟรักไฟร้อนก็เริ่มแผดเผาอารมณ์ให้ระอุขึ้น จนต้องถามซ้ำๆ กันอยู่อย่างนั้นด้วยความไม่เข้าใจ “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะพี่หนึ่ง เอไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจได้ค่ะ แต่อยากให้รู้ว่าเอเลือกและตัดสินใจแล้ว และก็จะไม่เปลี่ยนใจอีก พี่หนึ่งดีใจกับเราสองคน แสดงความยินดีกับเราสองคนเถอะนะคะ และเออยากจะให้พวกเรากลับมาเหมือนเดิม คบหาสมาคมกันเหมือนเดิมค่ะ นะคะพี่หนึ่ง อย่าโกรธเอกับพี่เป้เลยนะคะ ขอร้องล่ะค่ะ ได้โปรดหลีกทางให้เราสองคนได้แต่งงานกันเถอะนะคะ อย่าทำให้เราสองคนลำบากใจเลย แค่นี้เราสองก็รู้สึกผิดมากพออยู่แล้ว โดยเฉพาะพี่เป้ที่ห่วงพี่หนึ่งกว่าใครทั้งหมด นะคะพี่หนึ่งเอขอร้อง” สาวสวยผู้กำลังสับสน ส่งน้ำเสียงอ้อนวอน สีหน้าบ่งบอกว่าเสียใจยิ่งกับสิ่งที่ทำให้ชายที่ตัวเองเกือบจะตัดสินใจเลือกมาเป็นคู่ชีวิตแล้ว หากไม่มีเหตุผลอื่น และสำคัญยิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง เข้ามาเป็นข้อบ่งชี้ว่าคนที่ตัวเองอยากจะเลือกนั้น อาจจะสร้างความเจ็บช้ำใจให้ในอนาคตเป็นแน่ หนุ่มหัวใจเดาะจ้องมองดวงหน้าสวยใสในวัยสาวเต็มตัว ที่ตอนนี้มีหยาดน้ำตาไหลอาบลงมา ชนิดที่เขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน นับตั้งแต่คบหาดูใจกันมาหลายปี และแม้จะยังไม่กระจ่างใจในเหตุผล และแม้จะยังไม่อยากจากไปยังไง แต่น้ำตาของผู้หญิงมักจะทำให้เขาต้องพ่ายแพ้และทนเห็นไม่ได้ “เอลงทุนขอพี่ขนาดนี้ ทำไมพี่จะให้ไม่ได้ล่ะ ถ้าเอมั่นใจว่ารักและจะแต่งงานกับไอ้เป้จริงๆ แล้วพี่จะกล้าขัดเอได้ยังไง พี่ก็แค่ไม่เข้าใจและมองไม่เห็นเหตุผล ว่าพี่แพ้มันตรงไหนเท่านั้น แต่ช่างเถอะในเมื่อเกมนี้พี่แพ้ พี่ก็ควรจะเป็นฝ่ายไป ขอให้โชคดีก็แล้วกันนะ ลาก่อน” สิ้นคำพลาธิปก็เดินออกจากสนามหญ้าอันกว้างใหญ่และเขียวขจีของคฤหาสน์หลังงามแห่งบ้าน ศรีสวัสดิ์พงษ์ ตรงไปยังสปอร์ตคันงามปิดประตูดัง แล้วสตาร์ทเครื่องจนดังกระหึ่มเพื่อระบายอารมณ์ที่ระอุอยู่ภายใน โดยไม่สนใจกับแฟนสาวที่ยังคงนั่งอยู่ศาลามองมาหาด้วยใบหน้าของคนสับสนไม่หาย เอี๊ยด!!!!! สปอร์ตหรูเบรกกะทันหัน เมื่อกำลังจะพุ่งออกจากประตูอย่างรวดเร็ว แล้วเพิ่งจะเห็นหญิงสาวที่เขารู้จักดีเดินข้ามถนนมาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ยังผลให้เขาอารมณ์เสียขึ้นกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า จนต้องรีบเปิดประตูออกมา ส่งสายตาขุ่นแค้นผ่านแว่นกันแดดราคาเรือนแสนจับจ้องไปหาเจ้าของใบหน้าสวย ร่างสูงโปร่ง ที่กำลังเดินมาเงียบๆ ที่จ้องมองเขาสายตาขุ่นเคืองไม่แพ้กัน “อยากตายเหรอ ถึงได้เดินไม่ดูรถบ้าง หรือบ้านเธออับจนหนทาง หาเงินมาหมุนในการสร้างเปลือกปลอมๆ ไม่ทัน จนต้องมาหาเงินด้วยการเดินตัดหน้ารถราคาแพงๆ เพื่อหวังให้เจ้าของโยนให้สักแสนสองแสนบ้าง” ปราณปริยาวดี ศรีสวัสดิ์วัฒนา ในชุดกระโปรงยาวจีบรอบสีน้ำตาลเข้มคอจีนสะพายกระเป๋าใบใหญ่ไว้บนบ่า ในท่วงท่าสง่างามและเยือกเย็นต้องส่งสายตาไปหาเขาอย่างสมเพชเวทนากับท่าทางของสุภาพบุรุษอกสามศอกที่ยืนตะคอกใส่ผู้หญิงอยู่กลางทาง “คุณเองเป็นคนขับรถควรจะต้องดูคนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่มายืนว่าคนอื่นอยู่แบบนี้ และกรุณารับรู้ไว้ด้วยนะว่าถนนเล็กๆ ในซอยแบบนี้ คุณไม่ควรจะขับรถเกินที่กฎหมายกำหนดเอาไว้” แต่ก็ไม่ได้แสดงกิริยาหรือท่าทางไม่ดีออกไป มากกว่าการเอ่ยด้วยถ้อยคำธรรมดาและน้ำเสียงเรียบๆ เท่านั้น และไม่ได้สนใจกับเรื่องที่เขาว่ากวาดไปถึงสถานะภาพทางบ้านเลยแม้แต่น้อย เพราะจะทำให้เรื่องไม่จบง่ายๆ เท่านั้น แต่มีหรือที่จะเป็นแบบนั้นไปได้ ในเมื่ออีกฝ่ายกำลังมองหาที่ระบายอยู่แล้ว
“อ้อ! หัวหมอ! รู้กฎหมายด้วย ถ้าเก่งขนาดนี้ ทำไมสะกดคำว่าศีลธรรมไม่ออกและไม่รู้จักศีลห้า ข้อสามว่าเขาสอนอะไรบ้าง ถ้าไม่รู้จะบอกให้เอาบุญก็ได้ว่า กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี งดเว้นจากการประพฤติผิดในกามน่ะรู้จักมั้ย ถ้ารู้ก็ช่วยเอาไปบอกแม่เธอด้วย จะได้ไม่ต้องปีนต้นงิ้วเวลาตกนรก และก็เตือนตัวเองด้วยล่ะ จะได้ไม่ตามแม่ไปด้วย” “งั้นคุณก็ควรจะเอาไปบอกพ่อคุณก่อนก็แล้วกัน เพราะของอย่างนี้ปรบมือข้างเดียวมันคงจะไม่ดัง และคุณก็ควรจะเตือนตัวเองเอาไว้ด้วย จะได้ไม่ตามพ่อไปปีนต้นงิ้วเหมือนกัน” แล้วเจ้าของร่างสูงโปร่งก็เดินไปหาประตูแล้วเปิดเข้าบ้านไปด้วยท่าทีสง่างามร่างนางหงส์ ทิ้งให้หนุ่มอารมณ์ค้างยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่หลายวินาทีว่าตัวเองพลาดให้แม่ลูกบ้านน้อยเล่นงานกลับได้ยังไง แต่คิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ จึงมุดตัวลงไปในรถหรูก็แล่นออกไปด้วยความเร็วและแรงไม่แพ้กัน ปราณปริยาวดีแค่หันกลับไปมองแล้วส่งยิ้มอย่างสะใจเท่านั้น ก่อนจะเดินบ้านหลังใหญ่ที่ใครๆ มาเห็นแล้วเรียกว่าคฤหาสน์แทนทุกครั้ง เพราะมันตั้งตระหง่านคู่กับคฤหาสน์อีกหลังที่ใหญ่กว่าหรูหรากว่าในความคิดของผู้แม่ ที่มักจะมองผ่านแนวรั้วต้นชาฮกเกี๊ยนหรือข่อยจีนซึ่งใช้เป็นรั้วกันเขตแดนระหว่างคฤหาสน์ทั้งสองไว้เท่านั้น ที่ที่จะเป็นกำแพงสูงๆ เสีย จะได้ไม่มีใครเห็นใคร และจะได้ไม่เป็นเรื่องเป็นราวให้ปวดหัวอยู่ทุกวัน “ปราณปริยาวดี ศรีสวัสดิ์วัฒนา” ปาน คุ้มวงศ์ ผู้แม่ที่โผล่ออกมาจากแนวรั้วข่อย แล้วรีบเดินเข้าประตูครัวมาทักทายลูกสาวด้วยการเรียกซะเต็มยศ ก่อนจะยิ้มให้ด้วยความรักและพึงพอใจในตัวลูกที่เป็นทุกๆ อย่างที่แม่อยากจะให้เป็นสมใจ รวมทั้งชื่ออันยาวเฟื้อย ที่ตัวเองเป็นคนตั้งให้ลูกด้วยอาการของคนเก็บกด ที่พ่อกับแม่ดังตั้งชื่อมาให้แค่คำเดียวสั้นๆ ห้วนๆ จะเปลี่ยนไปเป็นชื่ออื่น พระก็ดันทักว่าไม่ดี ชีวิตจะย่ำแย่ลง ปานเลยจำต้องใช้ชื่อนี้อย่างไม่เต็มใจนัก ลูกสาวจ้องแม่เขม็งเป็นเชิงบอกให้รู้ว่าไม่ชอบให้แม่เรียกแบบนี้ ด้วยไม่ได้ปลาบปลื้มกับชื่อยาวๆ ของตัวเองนัก เพราะมักจะถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนตลอดจนคุณครูล้อเสมอๆ ผู้แม่ทำเป็นไม่สนใจ แล้วเฉไฉถามเรื่องอื่นแทน “ทำไมหนึ่งไม่เอารถไปล่ะ กว่าจะเดินจากปากซอยมาไม่เหนื่อยหรือไงนะ” แล้วภาพออดี้เอสสี่สีขาวที่จอดอยู่โรงรถที่ปราณปริยาวดีเดินผ่านมาเมื่อครู่ก็เข้ามาอยู่ในความคิด แต่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น แล้วตอบออกไปอย่างไม่เกรงใจคนฟังสักนิด “ไม่ล่ะค่ะคุณแม่ เปลืองน้ำมันจะตาย สู้หนึ่งขึ้นรถเมล์ไม่ได้ สบายกว่าเยอะ ถ้าขืนหนึ่งขับไปกลับบ้านคุณตาทุกวัน มีหวังเงินที่ได้จากงานคงไม่เหลือไว้ซื้อข้าวกินแน่ๆ ค่ะ” ผู้แม่เดินตรงมาหายกแขนโอบไหล่ลูกอย่างสนิทสนมกันอยู่ท่ามกลางครัวอันใหญ่โตหรูหรา ของใช้ทุกอย่างใหม่เอี่ยมและทันสมัยเหมือนหลุดออกมาจากแคตตาล็อกก็ไม่ปาน “แหม! พูดยังกับว่าทุกวันนี้ได้จ่ายยังงั้นล่ะ แม่บอกตั้งนานแล้วว่าจะออกค่าน้ำมันให้ หนึ่งก็ไม่ยอมนี่นา มีรถดีๆ ก็ใช้สิจ๊ะ เดี๋ยวคุณพ่อจะเสียใจนะ อุตส่าห์ซื้อเป็นรางวัล ที่หนึ่งได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งน่ะ” และผู้เป็นลูกสาวรู้ดีด้วย ว่ากว่าพ่อจะยอมควักกระเป๋าล้านกว่าบาทมาซื้อให้นั้น แม่ก็ต้องออดอ้อนเอาอกเอาใจสารพัดนั่นเอง ทั้งๆ ที่ลูกสาวกับลูกชายบ้านโน้นของพ่อต่างได้รถราคาเหยียบสิบล้านทั้งสองคน แต่ป่วยการที่จะพูดให้แม่ไม่สบายใจเปล่าๆ จึงเลือกดึงเอาเรื่องอื่นมาคุย เพราะวันนี้เป็นวันดี ไม่อยากให้เรื่องไม่ดีมาข้องแวะนัก “วันนี้แม่ทำอะไรเลี้ยงหนึ่งคะ ของเยอะแยะเลย” ผู้แม่เองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ทัน เลยจำต้องยอมเปลี่ยนเรื่องคุยตามลูก “โอย! บอกไม่หมดหรอกจ้ะ แม่ชวนเพื่อนๆ มาหลายบ้านเหมือนกัน อาหารสั่งจากร้านก็มี ทำเองก็มี งั้นหนึ่งเอาของไปเก็บแล้วลงมาช่วยแม่กับป้ากอบเตรียมอาหารดีกว่านะจ๊ะ แล้วคุณตากับคุณยายจะมาถึงกี่โมงล่ะ” “เห็นคุณยายบอกว่าต้องรอพี่ทินกับคุณตาให้กลับจากไปคุยกับเจ้าของงานก่อนถึงจะมาค่ะ น่าจะสักหกโมงหรือทุ่มหนึ่งค่ะคุณแม่ งั้นหนึ่งขึ้นไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะแล้วจะลงมาช่วย” “จ้ะ” ปานจ้องมองแผ่นหลังลูกสาวคนเดียวเดินขึ้นบันไดไปด้วยความอิ่มเอมหัวใจ เพราะแม้มองเพียงเบื้องหลังลูกสาวก็มีท่วงท่าสง่างามราวนางหงส์เหลือเกิน ไม่เสียแรงที่ตัวเองอุตส่าห์เฝ้าพากเพียรเลี้ยงลูกมาอย่างดี สรรหาแต่ของมีค่ามีราคาให้ลูก เพื่อไม่ให้น้อยหน้าลูกอีกบ้าน ที่คอยแต่จะข่มให้ตัวและลูกดูด้อยกว่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน “มีอะไรให้หนึ่งช่วยบ้างจ๊ะป้ากอบ” ปราณปริยาวดีเดินเข้าครัวมาในชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดพอดีตัว ผมยาวสลวยสีน้ำตาลดัดลอนใหญ่ๆ แค่ท้ายทอยลงไปก็ถูกรวบมัดจุกไว้ด้านหลังเพื่อเตรียมพร้อมกับงานครัวอย่างเต็มที่ “คุณหนึ่งทำน้ำสลัดก่อนก็ได้ค่ะ” กอบผู้เป็นแม่บ้านและเป็นเสมือนเพื่อนสนิทคนเดียวที่ปานมี แถมอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันที่ปราณปริยาวดีเกิดจนถึงทุกวันนี้รวมแล้วก็ยี่สิบสามปีพอดิบพอดี “นี่หนึ่ง! รู้หรือเปล่าว่าแม่คุณหนูบ้านโน้นน่ะ สลัดรักหนุ่มรูปงามคนแรกไปอย่างไม่ไยดีเลยนะ ขนาดพ่อคุณตามมาง้อรอบที่สามแล้วก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ เอาแต่จะเดินหน้าแต่งกับอีกคนท่าเดียว แม่เห็นแล้วก็สลดหดหู่ใจจังเลย รักกันมาก่อนแท้ๆ พอเจออีกคนที่ไม่ได้มีอะไรดีกว่าตรงไหนก็ดันตัดสินใจรับหมั้นรับแต่งปุบปับเชียว ใจร้ายที่สุด”
ปานรีบเอ่ยในเรื่องที่ตัวเองอยากจะพูดมาตั้งแต่แล้วทันที แต่คนลูกไม่ค่อยอยากจะฟังสักเท่าไหร่ และไม่อยากจะให้แม่พาตัวไปข้องเกี่ยวหรือไปสืบเสาะหาข่าวของอีกบ้านเลยสักนิด เพราะรังจะทำให้แม่ไม่สบายใจเอามากๆ หรือเก็บมาคิดเวลาได้ยินเรื่องที่ไม่ดีก็เท่านั้น “เหรอคะ” จึงเอ่ยกับแม่แค่นี้ แม้ในใจจะรู้ดีมานานแล้วเพราะได้ยินแม่กับกอบคุยกันออกบ่อย “ใช่สิ! แล้วเหตุผลที่เจ้าหล่อนบอกพ่อหนุ่มนั่นน่ะนะยังกับนางเอกละครเชียวล่ะ ‘เอเลือกตรงที่ว่าเอจะเข้ากับใครได้มากที่สุด เลือกว่าเออยู่กับใครแล้วสบายใจมากที่สุดเท่านั้น’ แหม! ทำยังกับแม่จะไม่รู้ว่าที่เจ้าหล่อนกับนังแม่มารนั่นเลือกอีกคนเพราะไม่อยากจะได้ผู้ชายที่มีพ่อเจ้าชู้มีเมียไปทั่วอย่างนั้นล่ะ” “จริงเหรอคะคุณ กอบไม่เห็นได้ยินหรือรู้เลย คุณไปเอามาจากไหนคะ” แม่บ้านร่างอวบมาดทอมที่กำลังหั่นเนื้อเป็นชิ้นใหญ่ๆ สำหรับทำบาร์บีคิวอยู่ถึงกับหยุดมือแล้วหันไปหาเจ้านายทันที เพราะข่าวนี้ตัวเองยังไม่ได้ยินจากที่ไหน และสงสัยว่าเจ้านายรู้ได้ยังไงกัน “อุ๊ย! หล่อนอยู่แต่ในครัวจะไปรู้อะไรล่ะ คนเขาปิดกันให้แซด มีคนเดียวล่ะที่ไม่รู้หรืออาจจะโง่ก็แค่พ่อหนุ่มนั่นล่ะ ที่หูหนวกตาบอดอยู่ได้ ไม่รู้ว่าครอบครัวแฟนรังเกียจพ่อตัวเอง จนกลัวเลือดเจ้าชู้ไก่แจ้ มากชู้หลายเมียมาตั้งแต่ปู่ทวด จะกระเด็นมาหาเลยพลอยต้องอกหักดังเป๊าะนั่นล่ะ” ปานเล่าอย่างออกรส มือก็หั่นผักไปอย่างคล่องแคล่ว “เหตุผลแค่นี้เองเหรอคะคุณ ที่บ้านนั้นไม่รับรักคุณรูปหล่อคนนั้นน่ะ” กอบทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ก็ใช่น่ะสิยะ ฉันล่ะเสียด๊ายเสียดาย ทำไมไม่มองมาหาลูกสาวคนสวยของฉันบ้าง ฉันจะรีบให้แต่งๆ ไปเลย หาได้ง่ายๆ ซะที่ไหนผู้ชายดีๆ หล่อๆ พ่อแม่รวยๆ ซะขนาดนั้น แต่ไม่เป็นไรหรอก ลูกสาวของฉันจะมีหนุ่มมาให้เลือกเพียบ ไม่เชื่อคอยดูสิ” ปานยิ้มอย่างมีเลศนัย จนลูกสาวต้องหันมามอง แล้วจ้องเขม็งเป็นเชิงเตือนนิดๆ ว่าแม่พูดเกินไป แต่พอถึงเวลางานเลี้ยงฉลองรับปริญญา แขกของแม่แต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่หอบครอบครัวติดมาด้วยทั้งนั้น โดยเฉพาะบ้านไหนมีลูกชายก็ต่างห้อยติดมาด้วย ประหนึ่งแม่กำลังจัดซัมเมอร์เซลลูกสาวยังไงยังงั้น “เราจะได้หลานเขยก็คืนนี้ล่ะวะ ดูลูกสาวยายสิ จัดสรรมาไว้ให้ยังกับยัยหนึ่งเป็นรจนายังไงยังงั้นเลย” คุณตาเปล่ง คุ้มวงศ์ ใช้ศอกสะกิดคู่ชีวิตคือคุณยายวัน คุ้มวงศ์ ที่อยู่มาด้วยกันกว่าห้าสิบปี แถมมีปานเป็นทายาทหน่อเดียวเท่านั้น และเป็นหญิงอีกต่างหาก หลานออกมาก็ยังได้ผู้หญิงอีก แม้ทั้งสองจะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ทำใจได้เพราะหลานสาวเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย และง่ายยิ่งกว่าปานผู้แม่ สองตายายกำลังมองไปดู แล้วยิ้มออกมาด้วยอาการกึ่งขำกึ่งระอา ในท่าทีของลูก กำลังโอ้อวดสรรพคุณลูกสาวให้หนุ่มๆ รู้ ที่ตามพ่อแม่มาในงานทั้งเต็มใจและงุนงง ด้วยไม่เคยพบหน้าคร่าตาเจ้าของงานเลยก็มี ปราณปริยาวดีอยากจะเดินหนีเสียตรงนั้น เพราะอายแกมเบื่อแม่เหลือกำลัง แต่ก็ทำได้แค่อยาก เพราะกลัวแม่จะเอ็ดเอา “ฉันก็ว่างั้นล่ะนะตา ดูสินังปานนี่นับวันมันยิ่งจะมากขึ้นเรื่อยๆ นะ สงสัยมันกลัวจะแพ้ลูกสาวบ้านใหญ่ล่ะมั้ง เห็นว่าจะแต่งแล้วนี่ ได้ผัวร่ำรวยมีหน้ามีตาด้วย มันเลยรีบหาให้ยัยหนึ่งบ้าง ฉันล่ะไม่รู้จะทำยังไงกับความทะเยอทะยานของมันแล้วล่ะตา” คุณยายวันกระซิบกระซาบกับสามีเบาๆ แต่กระนั้น ไวทิน บิดรพล ลูกเพื่อนบ้าน เป็นสารถีและเป็นอีกสารพัดตามแต่ความต้องการของสองตายายให้ก็ได้ยินชัดถ้อยชัดคำ เพราะนั่งร่วมโต๊ะด้วยกันนั่นเอง เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด ว่าถ้าผู้หญิงที่เป็นรุ่นน้องสองปีและเป็นเสมือนเพื่อนเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก จะโยนพวงมาลัยให้หนุ่มคนไหน เพราะคงไม่มีเขารวมอยู่ในกลุ่มของหนุ่มๆ ที่จะคอยให้ลุ้นเป็นแน่ “พ่อไม่อยากให้แกเจ็บเหมือนพ่อนะทิน เผื่อใจไว้บ้างก็ได้ เขากับเราห่างกันหลายช่วงตัว และยิ่งปานไม่ชอบให้หนึ่งมองคนพื้นเพเดียวกันด้วยแล้ว แกยิ่งแทบจะไม่มีหวังเลยล่ะ” เขาเริ่มจะเห็นด้วยกับพ่อก็คืนนี้เอง เพราะตั้งแต่มาถึงงาน ปานก็แค่ทักทายพอเป็นพิธี จากนั้นก็ไม่แม้แต่จะชายตาแลมองเขาเลยสักนิด หรือถ้ามองก็เป็นไปในแง่ดูถูกดูแคลน พร้อมด้วยสายตาที่เขียนคำโตไว้ว่า ‘อย่าสะเออะ’ ให้รู้เนื้อรู้ตัว ให้ะพึงสังวรเอาไว้ด้วยว่าอย่าได้คิด “จ้างให้หนึ่งก็ไม่มองหนุ่มๆ พวกนั้นหรอกจ้ะพ่อครูแม่ครู เพราะหนึ่งบอกดาว่าเนื้อคู่ยังไม่มาเกิด หรือไม่พี่เงาะก็ยังไม่มีใครไปตีฆ้องร้องป่าวเลยไม่ได้มางานนี้ด้วย จริงมั้ยพี่ทินว่าแต่ทำไมวันนี้ใส่เสื้อขาวมาทำไมล่ะ ดาอุตส่าห์ซื้อเสื้อแดงเก็บไว้ให้แล้วเชียว หรือต้องให้ไปร้อยพวงมาลัย...” ดาริกา แดงเจริญ เพื่อนสาวคนสนิทของปราณปริยาวดี นั่งอยู่ข้างๆ ไวทินรีบคัดค้านขึ้นแบบตรงไปตรงมา ตามนิสัยใจคอ พูดโผงผางไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา และใช้ศอกสะกิดไวทินแรงๆ เพราะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ชายหนุ่มผู้ไม่ใคร่จะพูด หรือพูดน้อย หรือหากจำเป็นต้องพูดก็มักจะเลือกพูดแบบอ้อมๆ ไม่ทำร้ายน้ำใจใครหากไม่เหลืออดจริงๆ “ดากินผักโขมอบชีสนี่สิ น้าปานบอกว่าอร่อยที่สุด กินเยอะๆ นะจ๊ะน้องรัก ปากจะได้ไม่ว่าง” อย่างเช่นตอนนี้ที่สาวข้างกายกำลังเล่นไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักเวล่ำเวลาและไม่รู้ว่าอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ เขาเลยรีบชิงพูดขึ้นแล้วตักอาหารไปใส่จานดาริกาจนแทบจะไม่เหลือที่ว่าง