เมีย(เก่า)ฉันเป็นเศรษฐี
บทที่ 1 การแต่งงานที่น่าสมเพช

ในค่ำคืนอันมืดมิด แสงไฟภายในคฤหาสน์ของตระกูลยู่ยังส่องสว่างไสว เสียงหัวเราะครื้นเครงดังออกมาเรื่อย ๆ จากทางห้องนั่งเล่น เจียงซุ่ยยืนอยู่เพียงผู้เดียวภายในห้องครัว ใบหน้าของหญิงสาวขึ้นสีแดงอย่างผิดปกติ เธอมองหม้อซุปด้วยความวิงเวียน ไอจากหม้อที่ลอยขึ้นมาปะทะใบหน้าทำให้เธอมองอะไรไม่ค่อยชัด หญิงสาวมีไข้ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว แต่เธอไม่มีแม้แต่เวลาจะออกไปหาซื้อยามากิน เธอมัวแต่สาละวนอยู่กับงานบ้านพวกนี้จนไม่ได้ออกไปไหนเลย “นี่ เสร็จหรือยังวะ! เธอขนาดแค่ทำกับข้าวก็ช้าขนาดนี้ นี่พี่ชายของฉันไปคว้าเอาขยะอย่างเธอมาแต่งงานด้วยได้ยังไงเนี่ย!” ยู่โหลเดินเข้ามาในห้องครัวพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เจียงซุ่ยได้แต่เลียริมฝีปากที่แห้งผากของตนเอง หญิงสาวคุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ของน้องสามีตนเองแล้ว “อีกไม่นานก็เสร็จแล้วค่ะ” “งั้นก็เร็ว ๆ เข้า พี่ชายของฉันกับพี่เมิ่งหนิงกำลังรออยู่” ยู่โหลออกคำสั่งให้อีกคนเร่งมือ “พี่เมิ่งหนิงน่ะไม่เหมือนกับสาวบ้านนอกคอกนาอย่างเธอหรอกนะ พี่เขาเพิ่งจะกลับมาจากการรักษาที่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้พี่เขาหิวไม่ได้ เพราะถ้าพี่เขาหิวขึ้นมา พี่ชายของฉันไม่เอาเธอไว้แน่!” เจียงซุ่ยกำช้อนในมือของตนเองแน่น เธอรู้สึกเหมือนถูกแทงทะลุหัวใจ มันเจ็บปวดเหลือเกิน เธอคอยดูแลยู่จินเฉินและตระกูลยู่ด้วยกำลังทั้งหมดที่เธอมีมาตลอดระยะเวลาสามปี ไม่ต่างอะไรกับคนรับใช้คนหนึ่ง แต่ในสายตาของสามี เธอเทียบอะไรกับเสิ่นเมิ่งหนิงไม่ได้แม้แต่ปลายเส้นผมด้วยซ้ำ ยู่โหลหัวเราะเยาะใส่ “คนเราก็ควรต้องรู้จักเจียมตัวบ้างนะ ถ้าคุณย่าไม่รีบอยากจะอุ้มหลานไว ๆ และถ้าพี่เมิ่งหนิงไม่ไปต่างประเทศ ผู้หญิงน้ำหน้าแบบเธอคงไม่มีทางได้เข้ามาเหยียบในบ้านของฉันได้หรอก แต่ยังไงขยะก็ยังเป็นได้แค่ขยะอยู่วันยันค่ำ สามปีที่ผ่านมาเธอไม่ท้องเลยด้วยซ้ำ ทำอาหารก็แย่ กวาดถูพื้นก็ไม่ได้เรื่อง เธอรีบไสหัวออกจากบ้านนี้ไปจะดีกว่า!” เจียงซุ่ยมองตามยู่โหลที่เดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่นแล้วกำมือแน่น ข้างนอกมีเสียงดังแผ่ว ๆ “จินเฉิน การที่ฉันกลับมามันรบกวนคุณกับเจียงซุ่ยมากไหมคะ เธอคงไม่โกรธฉันใช่ไหม?” เป็นเสียงของผู้หญิงที่พูดจาด้วยน้ำเสียงน่าฟังเหมือนกับหยาดน้ำทิพย์ “ไม่เป็นไรหรอก ก็ธุระของคุณเป็นเรื่องสำคัญนี่” เสียงผู้ชายที่นุ่มทุ้มและไพเราะเต็มไปด้วยความอ่อนโยนดังขึ้น มันเป็นสิ่งที่เจียงซุ่ยเฝ้ารอคอยและปรารถนาจะได้ยิน แต่เธอไม่เคยได้รับมันเลย เจียงซุ่ยยืนอยู่เพียงลำพังในห้องครัว ภายในใจของเธอจมดิ่งลึกลงไปทุกขณะ หญิงสาวเหลือบไปมองเทียนและกล่องของขวัญที่อยู่ในถังขยะด้วยความรู้สึกสมเพช นี่เป็นชีวิตคู่ที่เธอยังคงทุ่มเทและพยายามรักษามาตลอดสามปี แต่ผู้ชายที่เธอรักอย่างสุดหัวใจมาตลอดสามปี กลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันนี้คือวันครบรอบแต่งงานปีที่สามของทั้งคู่ อาหารมื้อค่ำที่ตระเตรียมขึ้นจากการใช้งานคนป่วยได้กลายเป็นอาหารที่ใช้ในงานเลี้ยงต้อนรับเสิ่นเมิ่งหนิงเป็นที่เรียบร้อย ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ความทุ่มเท ความอดกลั้น และความคาดหวังทั้งหมดของเธอกลับกลายเป็นเรื่องตลกชวนหัวเราะไปหมดแล้ว “คุณเจียง ขอโทษที่ฉันมารบกวนนะคะ มาค่ะ เดี๋ยวฉันช่วย” เสิ่นเมิ่งหนิงเดินเข้าไปในห้องครัวพร้อมกับคำขอโทษและการขออาสาช่วยเหลือ เจียงซุ่ยมองหญิงสาวหน้าตาสะสวยท่าทางอ่อนแอตรงหน้าด้วยความเรียบนิ่ง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากบาง ๆ “คุณเสิ่น คุณควรจะเรียกฉันว่าคุณนายยู่นะคะ” รอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้าของเสิ่นเมิ่งหนิงจางหายไป ก่อนที่เธอจะพูดจายั่วยุว่า “เจียงซุ่ย ในหัวใจของจินเฉินน่ะมีแค่ฉันอยู่โดยตลอด เธอก็เป็นได้แค่ไม้กันหมาที่เขาเอามาแต่งงานด้วยเท่านั้น เธอได้ครอบครองเขาไปตั้งสามปีก็ควรรู้จักพอแล้ว ตอนนี้ฉันกลับมาแล้ว เธอก็ควรที่จะคิดได้และเป็นฝ่ายยอมปล่อยเขาไป อย่าคิดฝันในสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอเลย” หัวใจของเจียงซุ่ยเจ็บปวดรวดร้าว แต่ความรักในศักดิ์ศรีของตนเองยังคงมีอยู่ และเธอจะไม่ยอมให้ตัวเองแสดงความเสียใจออกมา “ตราบใดที่ฉันยังไม่หย่า ฉันก็ยังเป็นภรรยาของยู่จินเฉินอยู่ ส่วนคุณก็เป็นมือที่สามที่หน้าไม่อาย” คำพูดพวกนั้นทิ่มแทงหัวใจของเสิ่นเมิ่งหนิงอย่างรุนแรงจนทำให้ใบหน้าของเธอดุร้ายไม่น่ามอง “อย่าชะล่าใจไปหน่อยเลย ถ้าจู่ ๆ มีอะไรเกิดขึ้นกับฉันต่อหน้าต่อตาของเธอ จินเฉินไม่มีวันปล่อยเธอไปง่าย ๆ แน่!” ลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องร้ายผุดขึ้นมาภายในใจของเจียงซุ่ย “คุณคิดจะทำอะไร?” เจียงซุ่ยไม่ทันจะได้ทำอะไร เสิ่นเมิ่งหนิงก็ยักคิ้วขึ้นพร้อมกับหยิบมีดทำครัวที่วางอยู่บนเขียงขึ้นมาแทงลงไปที่ท้องของตัวเอง… เจียงซุ่ยพุ่งเข้าไปหยุดยั้งการกระทำนั่น เธอจับมือที่กำมีดไว้พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น “คุณเป็นบ้าไปแล้ว!” ในจังหวะที่ไม่คาดคิด เสิ่นเมิ่งหนิงก็สะบัดมือของตนเองออกอย่างแรง ในระหว่างการยื้อยุดฉุดกระชาก คมมีดก็บาดเข้าที่แขนของเจียงซุ่ย หญิงสาวจึงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะปล่อยมือออก จากนั้นภาพที่เธอเห็นก็คือร่างกายของเสิ่นเมิ่งหนิงที่มีเลือดพุ่งออกมา เสิ่นเมิ่งหนิงมองสีหน้าตื่นตระหนกของเจียงซุ่ยแล้วคลี่ยิ้ม ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง “จินเฉิน ช่วยด้วย! เจียงซุ่ยจะฆ่าฉัน!” เจียงซุ่ยตกตะลึง จากนั้นเธอก็เห็นยู่จินเฉินวิ่งเข้ามาพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโมโห เธออยากจะอธิบายแต่ลำคอกลับตีบตันและไม่สามารถเอ่ยเสียงใด ๆ ได้ เธอมีไข้อยู่แล้ว แถมตอนนี้ยังมาเสียเลือดอีก ดวงตาของเจียงซุ่ยจึงเริ่มพร่ามัว อีกทั้งร่างกายก็เดินได้อย่างกะโผลกกะเผลก ก่อนที่จะหมดสติ เจียงซุ่ยเห็นยู่จินเฉินเดินผ่านตัวเธอไปอย่างไร้ความปราณี เขาเข้าไปอุ้มเสิ่นเมิ่งหนิง จากนั้นก็เดินออกไปด้วยความรวดเร็วพร้อมกับอาการกระวนกระวาย ปล่อยให้เธอหมดสตินอนจมกองเลือดอยู่คนเดียว…

บทที่ 2 ฉันต้องการหย่า

ณ โรงพยาบาล “… คนไข้ยังไม่ฟื้น ญาติเข้าไปไม่ได้นะคะ!” “ไปให้พ้น อย่ามาห้ามฉัน ฉันรู้นะว่าเจียงซุ่ยอยู่ในนั้น!” เจียงซุ่ยได้ยินเสียงโวยวายจึงพยายามลืมตาขึ้นมามอง เมื่อหันไปมอง เธอก็เห็นยู่โหลผลักพยาบาลตัวเล็กออกให้พ้นทาง ก่อนจะเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ประตูห้องพักด้วยความเกรี้ยวโกรธ แล้วจ้องมาที่เธอด้วยนัยน์ตาที่พร้อมจะกินหัวคน “เจียงซุ่ยเธอนี่มันร้ายกาจจริง ๆ! เธอถึงขนาดจงใจฆ่าพี่เมิ่งหนิง ตอนนี้ไตของพี่เมิ่งหนิงได้รับบาดเจ็บสาหัส เธอรอเข้าคุกได้เลย!” “ฉันไม่ได้ทำ!” เจียงซุ่ยยันตัวขึ้นนั่งด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด ยู่โหลกระแทกเสียงใส่คำพูดของอีกฝ่าย “เธอยังจะแก้ตัวอีกเหรอ? มีแค่เธอกับพี่เมิ่งหนิงที่อยู่ในครัวกันสองคนไม่ใช่หรือไง เธอจะบอกว่าพี่เมิ่งหนิงแทงตัวเองอย่างนั้นเหรอ? เธออิจฉาพี่เมิ่งหนิงที่ได้เป็นคนที่พี่ชายฉันชอบล่ะสิ เธอถึงได้อยากจะฆ่าพี่เขา จากนั้นเธอก็จะได้กอดตำแหน่งคุณนายยู่ต่อไป ฝันไปเถอะ!” เจียงซุ่ยกำลังจะอ้าปากโต้ตอบ แต่ในขณะเดียวกัน ยู่จินเฉินก็เดินเข้ามา ชายหนุ่มรูปร่างสูง คิ้วคมเข้ม ดวงตาเงาวับ ร่างกายแข็งแกร่งกำยำและหล่อเหลาราวกับเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่หลุดออกมาจากภาพวาดสีน้ำมันในยุคกรีกโบราณ เจียงซุ่ยมองหน้าเขาด้วยสายตาราวกับว่าเธอกำลังจับฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้อยู่ “จินเฉิน ฉันไม่ได้ทำร้ายเสิ่นเมิ่งหนิงจริง ๆ นะคะ คุณเชื่อฉันไหม?” ยู่จินเฉินก้มมองตอบเจียงซุ่ยด้วยแววตา ท่าทาง และน้ำเสียงเยือกเย็น “เจียงซุ่ย ฉันไม่อยากได้ยินข้อแก้ตัว ถ้าเธอทำผิดจริง ๆ เธอก็ต้องยอมรับผิด เธอต้องไปขอโทษเมิ่งหนิง” “แค่คำขอโทษจะไปพอได้ยังไง!” ยู่โหลตะคอกต่อ “พี่เมิ่งหนิงได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ไต ก็ต้องให้เจียงซุ่ยบริจาคไตทดแทนสิ!” ยู่โหลพูดด้วยท่าทางที่เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ จากนั้นก็หันไปสั่งบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่ด้านหลังยู่จินเฉิน “จับตัวเธอเข้าห้องผ่าตัด!” บอดี้การ์ดตรงเข้ามาล้อมตัวเจียงซุ่ยทันที พร้อมกับล็อกข้อมือและเท้าของเธอเอาไว้ เจียงซุ่ยไร้เรี่ยวแรงขัดขืน หญิงสาวมองสามีของตนเองนิ่ง “จินเฉิน คุณเชื่อฉันไหม?” เจียงซุ่ยหวังว่าสามีจะทำอะไรสักอย่าง แต่ยู่จินเฉินกลับยืนเฉย ๆ อยู่ที่เดิม ราวกับว่าเขายอมรับในคำตัดสินของยู่โหล ตอนนี้หัวใจของเจียงซุ่ยแตกสลายอย่างสมบูรณ์แบบ ความรักที่เธอมีให้ผู้ชายคนนี้หมดสิ้นลงแล้ว ไม่เหลือแม้แต่นิด เธอพอแล้ว การแต่งงานในครั้งนี้ก็เหมือนเป็นงานแต่งของเธอคนเดียวมาตั้งแต่ต้น เธอไม่ได้อยู่ในใจของผู้ชายคนนี้แม้แต่นิดเดียว ไม่มีทางที่เขาจะเชื่อใจเธอเลย ความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อนเข้าถาโถมซัดโจมตีเจียงซุ่ย เธอทนจมอยู่กับชีวิตแต่งงานที่น่าเศร้าและน่าสมเพชนี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เธอยิ้มอย่างทุกข์ตรม “ยู่จินเฉิน พวกเราหย่ากันเถอะ” เมื่อได้ยินคำว่า “หย่า” ยู่จินเฉินก็ขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับมองหน้าเจียงซุ่ยด้วยสายตาราวกับมองดูเด็กที่พูดจาไม่มีเหตุผล ยู่โหลแสยะเย้ยหยัน “ถึงหย่าไปแล้วเธอก็หนีคดีไม่ได้หรอก!” แววตาของเจียงซุ่ยเรียบนิ่งทันที “ทำไมฉันต้องหนีด้วย ในเมื่อฉันไม่ได้ทำอะไรผิด? ให้ฉันชดใช้ไต ฉันอยากจะรู้นักว่าเสิ่นเมิ่งหนิงบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน!” เจียงซุ่ยได้กำลังหนึ่งจากอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่อยู่ภายในตัว เธอดิ้นจนหลุดจากการจับกุมของพวกบอดี้การ์ด ก่อนจะรีบวิ่งออกไปด้านนอก จนเธอเจอห้องพักของเสิ่นเมิ่งหนิง แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไร ยู่จินเฉินก็ไล่หลังตามเธอได้ทัน เขาเข้ารวบตัวเธอเอาไว้ได้ในตอนที่เธอเข้าไปถึงข้างเตียงของเสิ่นเมิ่งหนิง “เจียงซุ่ย เธอจะเล่นเล่ห์เหลี่ยมอะไรอีก?” เสิ่นเมิ่งหนิงขดตัวกอดตัวเอง “จินเฉิง ฉันกลัวจังเลย…” สีหน้าของยู่จินเฉินดำมืด ความโกรธภายในตัวของเขาก็กำลังพุ่งสูง เขาพูดกับเจียงซุ่ยด้วน้ำเสียงหยาบกระด้าง “คุกเข่าลงแล้วขอโทษซะ!” เจียงซุ่ยกระตุกยิ้มมุมปากบาง ๆ เธอก้มหน้าลง แล้วเดินเข้าไปที่เตียง ความเสแสร้งฉายชัดในดวงตาของเสิ่นเมิ่งหนิง เธอโน้มตัวไปข้างหน้า แล้วรอให้เจียงซุ่ยคุกเข่าลงขอโทษตัวเอง แต่ในวินาทีต่อมา เจียงซุ่ยก็ยกมือขึ้นตบหน้าคนตรงหน้าอย่างรุนแรง “เพี้ยะ!” เสียงตบดังชัดก้องไปทั้งห้องพัก เจียงซุ่ยไม่ได้รอให้ใครโต้ตอบ เธอดึงผ้าห่มออก ตามด้วยผ้าก๊อซที่แปะอยู่บนท้องของเสิ่นเมิ่งหนิง ใต้ผ้าก๊อซมีเพียงบาดแผลเล็ก ๆ ไม่มีเลือดไหล และตกสะเก็ดไปแล้ว ใบหน้าของยู่จินเฉินตึงขึ้นมาทันที “บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เองนี่ แล้วแบบนี้ฉันถึงกับต้องชดใช้ไตให้เลยเหรอ คุณเสิ่น คุณคำนวณเกินราคาไปมั้งคะ!” เจียงซุ่ยเดาเอาไว้แล้วว่าต่อให้เสิ่นเมิ่งหนิงจะใช้วิธีที่ต้องเจ็บตัวแบบนี้ เธอก็คงแทงตัวเองไม่ได้ลึกเท่าไหร่ เป็นไปตามที่คาดไว้ ตอนที่เธอมองแวบแรกเธอก็รู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติกับแผลนั่น มองยังไงก็ไม่มีทางที่ไตจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแน่นอน เสิ่นเมิ่งหนิงรีบกุมท้องของตนเองด้วยความตื่นตระหนก “เป็นอะไรไป?” ยู่จินเฉินถามด้วยสีหน้าเย็นชา เสิ่นเมิ่งหนิงหน้าซีดเผือด พร้อมกับอธิบายอย่างร้อนรน “ฉัน… ฉันไม่รู้ ฉันสลบไปตั้งแต่ตอนที่ถูกเจียงซุ่ยแทงแล้ว ฉันเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาเอง ชดใช้ไตอะไรกัน หมอคงจะวินิจฉัยผิดพลาดไปเอง” “บังเอิญดีจังเลยนะคะ นี่ถ้าฉันไม่มาเปิดโปงกลอุบายของคุณ ฉันคงต้องเข้าห้องผ่าตัดและถูกตัดไตทิ้งแบบงง ๆ ไปแล้ว” เจียงซุ่ยยิ้มอย่างประชดประชัน “อีกอย่างที่คุณต้องรู้เอาไว้ ถ้าอยากจะเสแสร้งทำเป็นได้รับบาดเจ็บที่ไตนัก แทงจากด้านหลังจะสมจริงกว่านะคะ แต่เสียดายที่คุณลงมือเองก็ทำได้แต่แทงจากด้านหน้าไปเท่านั้น” “พูดจาไร้สาระ!” เสิ่นเมิ่งหนิงมองยู่จินเฉินด้วยความตื่นตระหนก “จินเฉิน เชื่อฉันนะคะ! เจียงซุ่ยเป็นคนแทงฉันจริง ๆ!” ยู่จินเฉินชายตามองเธอด้วยท่าทางว่างเปล่าจนเสิ่นเมิ่งหนิงตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว จากนั้นชายหนุ่มก็ลากสายตาไปมองเจียงซุ่ย “ฉันจะหาหลักฐานมาช่วยเธออธิบายเอง และจะตอบแทนเธอทุกอย่างตามที่เธอต้องการ” เจียงซุ่ยมองหน้าผู้ชายที่เธอรักอย่างสุดหัวใจ ซึ่งตอนนี้ไม่มีผลอะไรกับใจเธอแล้ว เธอคาดหวังบางสิ่งบางอย่าง แต่ผู้ชายคนนี้กลับไม่เคยให้เธอได้เลยแม้แต่นิดเดียว และตอนนี้สิ่งที่เขาเรียกว่า การตอบแทน ก็มีค่าไม่ต่างอะไรไปจากขยะในสายตาของเธอ เจียงซุ่ยแสยะยิ้มเย้ยหยัน “ไม่จำเป็น ฉันเพียงแค่อยากจะหย่ากับคุณตอนนี้เลย!” ยู่จินเฉินมองหน้าเธอด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เขาเห็นภรรยาอยู่ในสายตา แต่เจียงซุ่ยไม่สนใจ เธอหันหลังแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ทันทีที่เดินออกจากโรงพยาบาล ร่างกายของเจียงซุ่ยก็สั่นสะท้าน การโต้กลับในเมื่อกี้เป็นเพียงอารมณ์ฉุนเฉียวที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย แต่ตอนนี้เธอหมดเรี่ยวแรงแล้ว เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดโทรออก หลังจากนั้นไม่นาน รถลินคอล์นสีดำก็มาจอดอยู่ตรงหน้าเจียงซุย พร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีในชุดสูทเข้าคู่กับรองเท้าหนังก้าวลงมาจากรถ ทันทีที่เจียงซุ่ยเห็นเขา เธอก็ทรงตัวยืนต่อไปไม่ไหว ในที่สุดหญิงสาวก็ล้มตัวไปด้านหลัง ชายคนนั้นพุ่งเข้าไปรวบเอวของเธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว เจียงซุ่ยก็เอ่ยเรียกเขา “อารอง…” จากนั้นหญิงสาวก็หมดสติในอ้อมแขนของชายคนนั้น

บทที่ 3 กลับบ้าน

บรรยากาศภายในโรงพยาบาลเยือกเย็นจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง เนื่องจากเรื่องตลกร้ายที่เกิดขึ้น ทุกคนจึงต้องมารองรับอารมณ์โมโหของยู่จินเฉิน นั่นทำให้หมอเจ้าของไข้ของเสิ่นเมิ่งหนิงสั่นสะท้านยิ่งขึ้น “ไตได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างนั้นเหรอ? ต้องผ่าตัดปลูกถ่ายไตด้วย? ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” หมอเหงื่อแตกพลั่ก เขาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นาน แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไร ยู่จินเฉินจึงยื่นคำขาด “แม้แต่อาการบาดเจ็บเล็กน้อยแบบนั้นยังวินิจฉัยพลาด งั้นก็ไม่ต้องเป็นหมอแล้ว!” หมอตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ เขารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คำพูดของยู่จินเฉินสามารถทำให้เขาหางานในโรงพยาบาลอื่นไม่ได้อีก เขาตัวสั่นจึงตัดสินใจบอกความจริง “คุณยู่ครับ คุณหนูเสิ่นสั่งให้ผมทำแบบนี้ ต่อไปผมจะไม่ทำอีกแล้ว…” “ออกไป!” ยู่จินเฉินออกคำสั่ง เหล่าบอดี้การ์ดจึงพาตัวหมอออกไปทันที ยู่จินเฉินหันไปมองเสิ่นเมิ่งหนิงที่หน้าตาซีดเผือดด้วยแววตาผิดหวัง “คุณเป็นคนทำจริง ๆ ด้วย” เสิ่นเมิ่งหนิงสั่นงันงกไปทั้งตัวพร้อมกับพูดด้วยความตื่นตระหนก “จินเฉิน ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ เจียงซุ่ยไม่ชอบที่คุณมาเอาใจฉัน ฉัน… ฉันแค่อยากจะสั่งสอนบทเรียนให้กับเธอ…” “พอได้แล้ว!” ยู่จินเฉินไม่อยากจะฟังอะไรอีกต่อไป “ก็เลยใช้การผ่าตัดปลูกถ่ายไตเป็นบทเรียนอย่างนั้นเหรอ? เสิ่นเมิ่งหนิง ผมคงจะตามใจคุณมากเกินไปแล้ว!” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี เสิ่นเมิ่งหนิงก็ร้องไห้พร้อมกับขอร้องเขา “จินเฉิน ฉันผิดไปแล้ว! ฉันแค่กลัวจนเกินไป ตอนนี้ต้วนเฉินก็ตายแล้ว ฉันไม่เหลือที่พึ่งพิงอีกต่อไป แถมร่างกายของฉันก็ยังไม่ได้รับการรักษาให้หายดีสักที ฉันก็เลยกลัวว่าคุณจะทิ้งฉันไป ให้ฉันต้องอยู่คนเดียว… ครั้งนี้คุณพอจะยกโทษให้ฉันได้ไหม? ” ต้วนเฉินเป็นเพื่อนรักของยู่จินเฉิน แถมยังยอมตายเพื่อยู่จินเฉิน ก่อนที่จะเสียชีวิต เขาได้สั่งเสียและฝากฝังเสิ่นเมิ่งหนิงที่เป็นคู่หมั้นของตัวเองไว้กับยู่จินเฉิน เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดชีวิตที่เหลือ เมื่อนึกถึงต้วนเฉิน หัวใจของยู่จินเฉินก็บีบรัดแน่น น้ำเสียงของเขาจึงนุ่มนวลขึ้น “ผมสัญญากับต้วนเฉินไว้ว่าจะดูแลคุณ ผมก็ต้องทำตามสัญญา” เสิ่นเมิ่งหนิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินสิ่งที่ยู่จินเฉินพูด “แต่เจียงซุ่ยเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม อย่าได้เล่นสกปรกกับเธออีก ผมหวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย” เสิ่นเมิ่งหนิงตัวแข็งในทันที “จินเฉิน ผู้หญิงฐานะอย่างเจียงซุ่ยคู่ควรกับการเป็นภรรยาของคุณตรงไหน สามปีที่ผ่านมาเธอยังทำให้คุณอับอายขายหน้าไม่พออีกเหรอ คุณอยากจะใช้ชีวิตคู่กับเธอไปตลอดจริง ๆ น่ะเหรอ? อีกอย่าง เธอยังไม่รู้จักพอ แถมยังบอกอีกว่าอยากจะหย่ากับคุณ…” “คุณไม่ต้องมาเป็นห่วงเรื่องชีวิตคู่ของผม” ดวงตาของยู่จินเฉินเยือกเย็นจนทำให้เสิ่นเมิ่งหนิงรู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้าพูดอะไรต่อ เขาเดินออกจากห้องพักด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ภายในใจก็อดนึกถึงความเด็ดขาดในน้ำเสียงของเจียงซุ่ยตอนที่หันหลังเดินจากไปไม่ได้ ตอนนี้ตัวเขาเองจึงรู้สึกกระสับกระส่าย ยู่จินเฉินไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นฝ่ายขอหย่า เขาไม่เคยคิดที่จะหย่ากับเจียงซุ่ย เขาแต่งงานกับเจียงซุ่ยเพียงเพราะว่าตระกูลของเขาต้องการคุณนาย เด็กกำพร้าที่เติบโตมาในชนบทอย่างเจียงซุ่ย ไร้ที่พึ่ง ไร้ซึ่งเงินทองและอำนาจ เป็นคนที่ควบคุมได้ง่ายที่สุดแล้ว ในช่วงสามปีที่ผ่านมาของชีวิตการแต่งงาน เจียงซุ่ยปฏิบัติตัวดีและเชื่อฟังมาโดยตลอด ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ยู่จินเฉินต้องการให้มีในตัวของคุณนายยู่ เขาคิดว่าการรักษาสถานภาพสมรสครั้งนี้เอาไว้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เจียงซุ่ยต้องการหย่าเพราะเสิ่นเมิ่งหนิง เขาก็แค่ต้องอธิบายและพูดคุยกับเธอให้ชัดเจน แล้วค่อยชดเชยให้เธอ เมื่อนึกได้ดังนั้น ยู่จินเฉินก็โบกมือเรียกลูกน้องพร้อมกับออกคำสั่ง “ไปพาตัวภรรยาของฉันมา อย่าทำให้เธอได้รับบาดเจ็บใด ๆ และเติมวงเงินในบัตรเครดิตให้เธออีกยี่สิบห้าล้าน” ลูกน้องไม่ได้ขานรับคำสั่งของเขาในทันที แต่กลับแสดงสีหน้าลำบากใจ ยู่จินเฉินจึงขมวดคิ้ว “มีอะไรจะพูดก็พูดมา!” ลูกน้องก็รายงานด้วยความตื่นตระหนก “หลังจากที่คุณนายออกจากโรงพยาบาล ก็มีผู้ชายขับรถหรูมารับตัวเธอ…” “ว่าไงนะ?” ยู่จินเฉินขมวดคิ้วพร้อมกับกำมือแน่น ความรู้สึกที่ควบคุมตนเองไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ภายในร่างกายของเขา ยู่จินเฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ไปสืบเช็ค ต้องพาตัวเธอกลับมาให้ได้!” … เจียงซุ่ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้ฟื้นขึ้นในห้องพักเพียงคนเดียว สิ่งที่เธอเห็นในตอนนี้คือห้องนอนที่อบอุ่นและหรูหรา “ยังรู้จักกลับทางบ้านอยู่เหรอ? ยอมทำแบบนั้นเพื่อผู้ชายคนเดียว นี่แกยังเป็นคนของตระกูลเจียงอยู่หรือเปล่า?” เมื่อมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น เจียงซุ่ยก็หันศีรษะที่ยังวิงเวียนอยู่ไปตามเสียง ภาพที่เธอเห็นคือชายชราที่แม้จะผมหงอกแล้วแต่ก็ยังคงมีท่าทางที่สง่าผ่าเผยนั่งอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นคนในครอบครัวตัวเอง เจียงซุ่ยจึงอดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลไม่ได้ “คุณปู่ หนูผิดไปแล้ว หนูไม่น่าหนีออกจากบ้านเลย หนูทำร้ายจิตใจของคุณปู่เพราะผู้ชายเลว ๆ ที่ไม่คู่ควร หนูขอโทษ…” เจียงเจียนกั๋ว ผู้นำแห่งหยูโจว กรุ๊ปที่แค่ขยับตัวนิดเดียวก็สามารถทำให้ผู้คนทั้งเมืองจันท์สั่นสะท้านกันถ้วนทั่ว เมื่อเห็นหลานสาวคนโปรดของตัวเองร้องไห้หนักขนาดนี้ เขาก็ไม่กล้าดุอะไรอีก ได้แต่รีบร้อนเข้าไปกอดปลอบเธอ “เอาล่ะ อย่าร้องไห้เลยนะ ซุ่ยซุ่ย หนูเป็นเจ้าหญิงตัวน้อยของตระกูลเจียงของพวกเราเสมอ ทรัพย์สินและสมบัติทั้งหมดของหยูโจว กรุ๊ปก็เป็นของหนู ไม่มีใครที่จะมารังแกหนูได้!”

อ่านต่อ