สวาทแค้นรามสูร
บทที่ 1 เมียหนี

ช่วงประมาณปี พ.ศ 2500 เชียงใหม่ ไร่ศังกร ปั้งๆๆๆๆ ไร่ศังกรเชียงใหม่ตั้งอยู่ที่ราบสูงตอนนี้อยู่ช่วงหน้าฝนมองสุดลูกหูลูกตาก็มีแต่สีเขียวขจีไปทั่วทุกมุมไร่..อาณาเขตของไร่นี้มีนับพันไร่เป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างมากที่ยากต่อการเข้าถึงหากมิใช่คนในจะไม่รู้ทางและอาจจะหลงเข้าป่าไปได้..ที่ไร่นี้ทำการเกษตรหลายอย่างรวมกันปกครองโดยพ่อเลี้ยงเมืองรามวัยสี่สิบปีชายหนุ่มที่ยิ่งทีอายุยิ่งดูดีสาวๆในราเมื่อมีโอกาสก็มิวายจะโปรยเสน่ห์หรือถวายตัวให้โดยไม่มีข้อแม้เพราะรู้ตัวว่าหากเป็นคนของเมืองรามนั้นจะไม่ต้องทำงานไปตลอดชาติเลยก็ยังได้ คล้อยบ่ายแดดเปรี้ยงพ่อเลี้ยงหนุ่มที่อยู่ในชุดคาวบอยสวมหมวกสีน้ำตาลรับกับใบหน้าคมเข้มชายหนุ่มยืนหน้านิ่งคิ้วขมวดเพราะโทสะที่อยู่ในใจมือขวาและซ้ายต่างก็มีปืนสั้นอยู่ในมือทั้งรัวปล่อยกระสุนปืนอยู่ที่กระท่อมเถียงนาใส่หุ่นไล่กาสิบกว่าตัวที่สั่งให้คนสนิทสร้างขึ้นมาให้เพื่อระบายอารมณ์ เหงื่อตามเนื้อตัวไหลซิกออกมาไม่หยุดเพราะความร้อนจากแดดบวกกับความร้อนในใจมันแผดเผาพ่อเลี้ยงหนุ่มอยู่นั่นเองที่มันเป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าเมียสุดที่รักของเขาที่เฝ้าประคบประหงมอย่างดีนั้นหนีไปกับหนุ่มเมืองกรุงหน้าใหม่ที่พึ่งเจอกันได้ไม่นานนั่นเอง “โอ้ยๆ..พ่อเลี้ยง..หนวกหูไปหมดแล้วคร้าบบบบ” ทศพลนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเถียงนาหมายจะนอนหลับยามบ่ายเสียหน่อยแต่ก็ต้องนอนไม่ได้เพราะเสียงปืนที่รัวใส่หุ่นไร่กาฝีมือตัวเองที่ทำขึ้นมาไม่ขาดสายเมื่อหมดความอดทนจึงลุกมาตะโกนหน้าหงิกหน้างอใส่พ่อเลี้ยงหนุ่มด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ทศพลชายหนุ่มวัยสิบแปดเป็นคนที่พ่อเลี้ยงเมืองรามเลี้ยงเอาไว้ตั้งแต่แบเบาะเพราะมีคนเอามาทิ้งตั้งแต่แบเบาะเมืองรามรักทศพลเหมือนน้องชายคนนึงแต่ทั้งคู่ก็ชอบกัดกันตลอดเพราะทศพลนั้นชอบหาเรื่องกวนประสาทเมืองรามอยู่เรื่อย “เงียบปากไปไอ้ทศหรือมึงจะให้กูเปลี่ยนจากหุ่นเป็นมึง” เมืองรามหยุดมือทั้งหันมามองหน้าทศพลหน้านิ่งอย่างไม่พอใจทั้งจ่อกระบอกปืนมาที่เถียงนาจนทศพลนั้นกระโดลงเถียงนาแทบไม่ทัน “เอ่อ..เชิญยิงต่อเลยจ่ะเอาให้สบายใจพ่อเลี้ยงเลยจ่ะเดี๋ยวทศจะไปหาน้ำมาให้กินนะจ้ะ” ทศพลรีบพุดจาเสียงอ่อนเสียงหวานให้เมืองรามใจเย็นลงทั้งรีบวิ่งหมายจะหาน้ำหาท่าให้พ่อเลี้ยงหนุ่มได้กินจะได้ใจเย็นลงเขารู้ว่าเมืองรามรักเขาเหมือนน้องแต่วินาทีนี้ที่เมืองรามกำลังโมโหเพราะเมียหนีจะกล้ายิงเขาจริงหรือป่าวแต่เขาก็จะไม่ประมาทไปก่อนเด็ดขาด “ไอ้เวรวันๆกวนประสาทแต่กูนี่แหละ” ปั้งๆๆ เมืองรามตวาดเสียงฝาดยิงปืนรัวไปตรงเด็กหนุ่มจนทศพลกระโดดกระเด้งหาที่หลบแทบไม่ทันหากเมืองรามตั้งใจคงถูกเด็กหนุ่มตั้งแต่นัดแรกแล้วแต่นี่เพื่อสั่งสอนว่าอย่ากวนประสาทเขาในเวลานี้ก็เท่านั้น “โอ้ยย..พ่อเลี้ยงยิงไปทางนั้นสิจะมายิงทางผมทำไมล่ะ” เมื่อเสียงปืนสงบลงทศพลชะเง้อหน้าออกมาจากหลังต้นมะพร้าวด้วยสีหน้าเจื่อนๆ “ถ้ามึงวิ่งยังไม่พ้นสายตากูกูจะยิงหัวมึงนี่แหละ” “ไปแล้วจ้าๆ” เด็กหนุ่มรีบวิ่งจะฝุ่นคลุ้งเพราะกลัวคำขู่ของพ่อเลี้ยงหนุ่มในนาทีนี้ที่ไม่รู้ได้เลยว่าเจ้าตัวพูดจริงหรือพูดเล่น เรือนศังกร เรือนศังกรเป็นเรือนไม้สักหลังค่อนข้างไม่ใหญ่มากแต่ก็ถือว่าใหญ่สำหรับคนในที่นี้อาศัยอยู่เพียงแค่เมืองรามและมีแม่ครัวเก่าแก่เป็นฟองจันทร์อายุ60ปีที่อาศัยอยู่ในห้องเล็กที่นี่กับคำแก้วเด็กสาววัยสิบแปดน้องสาวบุญธรรมของเมืองรามส่วนทศพลนั้นอาศัยอยู่ในเรือนพักคนงานกับทองดี “เสียงพ่อเลี้ยงยิงอะไรวะ” ทองดีเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่เป็นเพื่อนเล่นกับทศพลมาตั้งแต่เด็กโตมามีเงินใช้ก็เพราะทำงานที่ไร่นี้เหมือนกันเมื่อเขาเห็นทศพลวิ่งเข้ามาที่หน้าเรือนเขาที่ถางหญ้าอยู่จึงรีบวิ่งเข้าไปถามว่าเสียงปืนที่รัวอยู่นานสองนานพ่อเลี้ยงกำลังยิงอะไร “เค้าจะยิงกูนี่แหละ” ทศพลพูดพร้อมกรอกตาถอนหายใจ “มึงไปกวนโมโหอะไรพ่อเลี้ยงอีกล่ะ” ทองดีพอจะรู้ว่าพ่อเลี้ยงและทศพลกัดกันประจำแต่ไม่รู้ครั้งนี้พ่อเลี้ยงโมโหอะไรที่ถึงขั้นจะยิงเพื่อนของเขาทั้งที่คนในไร่ต่างก็รู้ว่าพ่อเลี้ยงรักทศพลเหมือนน้องในไส้ “กวนอะไรเล่ามึงก็รู้ว่าพ่อเลี้ยงหงุดหงิดหัวเสียไม่เป็นการเป็นงานตั้งแต่รู้ว่าเมียหนีไปกับเศรษฐีนายธนาคารนั่นแล้ว” ทศพลขมวดคิ้วเป็นปม “เห้อ..คุณดวงเดือนนะคุณดวงเดือนอยู่ที่นี่พ่อเลี้ยงก็ให้คนดูแลนึกว่านางฟ้านางสวรรค์ดูซิมาทำกับพ่อเลี้ยงได้” ทองดีได้ฟังคำที่เพื่อนของเขาพูดมาก็ส่ายหัวเบาๆอ่อนใจแทนพ่อเลี้ยงเพราะผู้คนที่นี่ใครๆต่างก็อิจฉาดวงเดือนที่พ่อเลี้ยงนั้นเลี้ยงสบายอย่างกับนางฟ้ายังมาทรยศไปกับคนกรุงได้ “โว้ย..ผู้หญิงสวยอย่างคุณดวงเดือนเค้าก็คงอยากจะแต่งตัวสวยเป็นสาวในเมืองกรุงกับเค้าบ้างล่ะมั้งอยู่แต่บ้านป่าแบบนี้คงจะเบื่อ” ทศพลพูดพรางประชดเพราะเขาก็รู้สึกโกรธแทนเมืองรามเหมือนกันวันที่รู้ว่าเมียหายวันแรกๆแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับกันเลยทีเดียวจนถึงทุกวันนี้ยังเป็นไม่หายแถมบวกกับความหงุดหงิดง่ายเพิ่มขึ้นมาด้วยอีกต่างหาก “กูว่าถ้าพ่อเลี้ยงเจอคุณดวงเดือนอีกครั้งคงไม่เอาเธอไว้แน่ชู้เธอก็ด้วย” ทองดีวางมือบนจอบดายหญ้าทั้งทำหน้าครุ่นคิดถึงสิ่งที่มันจะเกิด “กูก็ว่างั้น” ทศพลลูบหัวแกรกๆเขาเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน

บทที่ 2 ตามถึงบ้าน

ท้ายไร่ชา “มึงเป็นอะไรของมึงนักหนาผู้หญิงไม่ดีมึงก็ปล่อยไปมึงจะไปตามจองล้างจองผลาญให้เสียเวลาทำไมคนในไร่สาวๆสวยๆอยากจะเป็นเมียมึงทั้งนั้นมึงไม่สนบ้างรึไง” พันแสงยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดเท้าเอวมองเพื่อนตนอย่างอ่อนใจ พ่อเลี้ยงพันแสงพ่อเลี้ยงหนุ่มใหญ่อายุ40ปีเช่นเดียวกับเมืองรามและรูปร่างหน้าตาดีไม่แพ้กันเป็นคนขี้เล่นเล้กน้อยแต่เมื่อถึงเวลางานก็เอาจริงเอาจังมากพอตัวและเป็นคนที่ค่อนข้างถือทิฐิอยู่มากแล้วแต่กับบางคนเขาเป็นเพื่อนของพ่อเลี้ยงเมืองรามตั้งแต่เล็กๆตอนนี้ก็เป็นพ่อเลี้ยงปกครองไร่วัฒนพรรณเป็นหนุ่มโสดในตอนนี้เช่นกันเพราะภรรยาของเขาได้เสียไปสามปีแล้วด้วยโรคไข้ป่าทำให้เขาครองความโสดมาจนถึงทุกวันนี้ “กูจะทำให้มันรู้ว่าคนที่หักหลังกูไม่มีวันอยู่เป็นสุขชู้มันก็เหมือนกันกูรู้ว่ามันรู้ว่าเดือนมีผัวอยู่แล้วมันก็ยังมายุ่งไอ้นี่กูก็จะเล่นงานมันเหมือนกัน” เมืองรามกำหมัดแน่นสายตาของเขาที่แน่นิ่งเด็ดเดี่ยวมันทำให้พันแสงมองออกว่าเพื่อนของเขากำลังมีแผนการอะไรอยู่ในใจเป็นแน่ “นี่อย่าบอกนะว่าเรียกกูมามึงมีแผนอะไร” “เออ..” เมืองรามพยักหน้าเบาๆ “กูว่าแล้วคนอย่างมึงถ้ามีเรื่องดีๆไม่เคยเรียกกูมาเข้าเฝ้าหรอก” พันแสงสบถเสียงสูงทั้งชี้หน้าคนตรงหน้าอย่างรู้ทัน “มึงจะช่วยกูมั้ยล่ะ” เมืองรามถามเสียงแข็ง “กูมาถึงนี่แล้วกูก็ต้องช่วยสิวะ...” คนอย่างพันแสงถึงแม้จะดูชอบบ่นหรือปากมากในบางครั้งแต่กับเพื่อนเขาให้ความสำคัญก่อนเสมอ “ดีหัวค่ำวันนี้กูจะลงกรุงเทพ” “มึงจะไปทำไมหรือมึงรู้หรอว่าเมียมึงกับชู้อยู่ที่ไหน” พันแสงเกาหัวแกรกๆเมื่อเห็นสีหน้าที่เด็ดเดี่ยวของเมืองราม “กูไม่รู้แต่กูจะไปบุกบ้านชู้มัน...กูจะไปเผาบ้านมัน” เมืองรามกำหมัดแน่นสายตาของเขายังทอดมองไร่ชาที่สุดลุกหูลูกตาของเขาพรางนึกย้อนอดีตเห็นภาพตอนที่เขาชอบพาดวงเดือนมาเดินเล่นที่นี่บ่อยๆเมื่อยิ่งคิดความแค้นก็ยิ่งประทุขึ้นมากทุกที “ไอ้ชิบ...มึงไม่กลัวตำรวจรึไง” พันแสงถึงกับสบถออกมาอย่างไม่ระวังปากเพราะเพื่อนของเขานั้นเหมือนจะพาเขาซวยกันไปด้วยถึงแม้ว่าตัวเองจะมีเงินมากมายขนาดไหนแต่ก็ไม่ได้จะอยู่เหนือกฎหมายได้ขนาดนั้น “มึงเคยเห็นคนอย่างกูกลัวอะไรมั้ยวะ” เมืองรามมองหน้าคนเป็นเพื่อนอย่างเอาเรื่องตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้นหากคนอย่างเขาจะทำอะไรต้องมั่นใจแน่นอนว่าไม่มีใครจับได้ “กูว่ามึงแก้แค้นมันด้วยวิธีอื่นก็ได้มั้ง” พันแสงค่อยๆพูดตะล่อมให้เพื่อนของเขาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ “มึงไปกับกูก่อนถึงโน่นค่อยว่ากันอีกที” เมืองรามเหล่สายตามองหน้าเพื่อนของเขาอีกทีและยังไม่ให้คำตอบว่าจะทำอย่างไร “กูพามึงไปได้แต่ถ้ามีเรื่องกูไม่รู้จักมึงทันทีนะ” พันแสงแกล้งหยอก “เอ้ะไอ้นี่..เดี๋ยวกูก็ยันหน้าหงายเลยนี่” เมืองรามยกขายาวๆของเขาทำท่าจะยันเพื่อนรักที่ชอบปากหมาใส่จนพันแสงเอี้ยวตัวหลบจนเซเกือบจะตกลงไปที่เนินเขาดีที่ดึงตัวเองขึ้นมาได้ทัน “กูก็หยอกเล่นหน่อยไม่ได้ไงวะ” พันแสงหน้าเสียที่เมื่อครู่เกือบกลิ้งลงไปแล้ว “หยอกไม่รู้เวลาเกือบกลิ้งตกเขาแล้วมั้ยล่ะมึง” “แล้วมึงจะเอาไอ้ทศกับไอ้ทองไปด้วยมั้ยวะ” “ไม่..ไอ้สองตัวนี้กูจะให้มันเฝ้าไร่” เมืองรามไม่สนใจจะเอาเด็กหนุ่มคนสนิทไปเพราะรู้ว่าอาจจะทำเสียแผนก็เป็นได้เพราะเด็กพวกนี้ชอบกระโตกกระตากเป็นที่หนึ่ง บางกอก “หนึ่งชุดนี้เหมาะกับเธอมากเลยนะเราสั่งตัดให้” นรีนาถอยู่ในชุดเดรสลายดอกสีเขียวเหลืองวันนี้เธอนัดนาราเพื่อนรักของเธอมาที่ร้านตัดเสื้อใกล้ๆบ้านเพราะต้องการจะให้ชุดที่เธอสั่งตัดเป็นของขวัญวันเกิดกับเพื่อนรักของเธอ “เราคงไม่ได้ใส่ไปไหนหรอกหญิงวันๆก็อยู่แต่กับขนมกับครัว” นาราหญิงสาววัยยี่สิบที่หน้าตาน่ารักน่าชังและรูปร่างไม่ต่างจากนรีนาถมากนักอยู่ในชุดสีขาวธรรมดาเพราะเธอไม่ได้มีเงินมากมายที่จะมีเสื้อผ้าดีๆใส่เพราะเป็นเพียงลูกแม่ค้าขายขนมไทยเท่านั้นเธอปฏิเสธคนเป็นเพื่อนด้วยสีหน้าเกรงใจชุดที่ตัดเป็นชุดเดรสสีชมพูอ่อนใช้ผ้าทออย่างดีเธอรู้ว่าราคามันคงสูงมากเธอจึงรับเอาไว้ไม่ได้จริงไม่อยากให้ใครมองว่าเธอคบกับนรีนาถก็เพื่อหวังกอบโกยผลประโยชน์ “มันต้องมีสักวันที่ได้ใส่รับไปเถอะน่าถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดนะ” นรีนาถคะยั้นคะยอให้นาราจนได้เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกันมานาราเป็นคนที่จริงจังและไม่ได้หวังอะไรจากตัวเธอแม้เธอจะมีเงินทองมากมายที่พร้อมจะให้เพื่อนเธอตลอดเวลาก็ตาม “ขอบใจมากเลยนะหญิง” เมื่อเป็นคำพูดนี้นาราก็ต้องยื่นมือรับไว้เพราะไม่อยากขัดน้ำใจกับเพื่อน “น้องหญิง” “พี่สิงห์มารับแล้วเราไปก่อนนะ” นรีนาถเห็นสิงหนาทอาหนุ่มของเธอที่เธอเรียกเป็นพี่มาโดยตลอดมารับแล้วจึงต้องขอตัวกลับทันทีเพราะนี่ก็ใกล้จะเย็นมากแล้วเธอไม่อยากให้เพื่อนเธอกลับบ้านเย็นเช่นกัน “จ่ะ” นาราเห็นเพื่อนเธอนั่งรถออกไปแล้วจึงเตรียมตัวเดินกลับบ้านเช่นกันเพราะต้องกลับไปช่วยคนเป็นแม่เตรียมวัตถุดิบเพื่อที่จะทำขนมไว้ขายวันพรุ่งนี้

บทที่ 3 มาถึงเมืองกรุง

“นั่นอะไรหรอ” ในระหว่างที่ขับรถสิงหนาทหันไปเห็นตระกร้าหวายที่มีผ้าขาวบางปิดอยู่ในมือของนรีนาถจึงแปลกใจว่าหญิงสาวถืออะไรกลับมาด้วย “ขนมตาลน่ะค่ะแม่ของหนึ่งให้เอามาฝาก” นรีนาถค่อยๆเปิดผ้าขาวบางที่คลุมขนมตาลฟูเหลืองอร่ามในกระทงใบตองเล็กๆให้สิงหนาทได้ดู “ดีสิพี่กำลังอยากทานอยู่พอดีเลยไม่รู้ว่าน้องหญิงจะแบ่งให้พี่ได้มั้ยนะ” สิงหนาทรู้ดีว่าขนมไทยที่แม่ของนาราเป็นคนทำอร่อยแค่ไหนจึงต้องเอ่ยปากของนรีนาถอย่างไม่เกรงใจ “ได้สิคะหนึ่งเอามาฝากเยอะเลย” นรีนาถไม่ได้หวงสิงหนาทแม้แต่น้อยเพราะขนมนี่มันก็เยอะพอที่จะแบ่งได้หลายคน “วันหน้าพี่คงต้องไปอุดหนุนถึงที่ร้านหนึ่งเสียแล้วล่ะให้ขนมเราทานฟรีบ่อยเกินจนพี่เริ่มเกรงใจแล้ว” สิงหนาทเห็นทีจะต้องไปอุดหนุนนาราถึงที่บ้านเสียแล้วเพราะเขาได้ทานขนมฟรีจากบ้านนานราบ่อยเสียเหลือเกินจนเริ่มเกรงใจ “ดีเลยค่ะไว้วันที่พี่สิงห์ว่างเราไปร้านหนึ่งกันนะคะ” นรีนาถเห็นด้วยเช่นนั้นเหมือนกันเพราะเธอก็กะจะชวนสิงหนาทในวันที่เขาว่างไปที่บ้านนาราเช่นกันแต่ติดตรงที่น้อยครั้งนักที่สิงหนาทจะว่าง “ครับ” สิงหนาทชายหนุ่มอายุ30ปีรูปร่างหล่อเหลาใบหน้าคมเข้มผิวขาวสะอาดสะอ้านส่วนสูง185เป็นชายหนุ่มที่เป็นข่าวหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆว่าเป็นทายาทธนาคารใหญ่ที่เก่งที่สุดและหล่อที่สุดคนนึงเขาเป็นน้องชายบุญธรรมของภิภพพ่อของนรีนาถแต่ตั้งแต่เล็กๆนรีนาถนั้นสนิทกับอาหนุ่มมากเสียกว่าคนเป็นพ่อเสียอีกเพราะสิงหนาทดูแลเธอตั้งแต่อ้อนแต่ออกและนรีนาถก็เรียกอาหนุ่มว่าพี่ตั้งแต่เล็กๆเพราะห่างกันแค่สิบปีสีหนาถก็ไม่ได้ว่าอะไรจึงไม่ได้เรียกอาตั้งแต่นั้นมาและเขาเองก็รักเอ็นดูนรีนาถเหมือนน้องสาวคนนึงเช่นกัน ทุกวันนี้งานในธนาคารทุกอย่างถึงเขาจะเป็นแค่คนที่รักษาการแทนภิภพแต่ก็เหมือนคนดูแลเต็มตัวไปแล้วเพราะภิภพนั้นไม่ค่อยจะสนใจงานเท่าไรทั้งยังติดเที่ยวและเรื่องผู้หญิงก็มีมาไม่เว้นวันดังเช่นตอนนี้เขาเองก็ได้ข่าวว่าคนเป็นพี่ชายนั้นพาผู้หญิงคนใหม่ล่องเรือเที่ยวกันไม่รู้ว่าจะมีกำหนดกลับเมื่อไรอีกด้วย วันต่อมา เรือนธิติลักษณ์ 08.00 น. “พี่สิงห์คะทำงานเสร็จแล้วรีบกลับเลยนะคะ” นรีนาถยืนส่งสิงหนาทที่หน้าบ้านเธอมีสีหน้ากระเง้ากระงอดเล็กน้อยเพราะไม่ชอบที่จะต้องเหงาอยู่บ้านกับคนรับใช้ที่ถึงจะมีหลายคนก็ไม่ได้ทำให้เธอคลายเหงาได้เลยเพราะเวลาที่เธอจะทำอะไรก็มีข้อห้ามไปเสียทุกอย่างจะมีก็แค่เพียงแม่นมของเธอเท่านั้นที่พอจะตามใจเธอบ้าง “วันนี้พี่มีประชุมไม่รู้จะเสร็จเมื่อไรแต่ถ้าเสร็จแล้วพี่จะรีบกลับมาหาน้องหญิงทันทีเลยนะคะ” "น้องจะรอนะคะ" สิงหนาทลูบหัวนรีนาถเบาๆทั้งรีบเปิดประตูรถขับออกไปทันทีเพราะเขาค่อนข้างเป็นคนที่ตรงเวลาเรื่องงานอย่างมาก “คุณหนูจะเข้าห้องหนังสือเลยมั้ยคะ” นมสรวงแม่นมนรีนาถวัย40ปีรู้ว่าเวลาว่างของนรีนาถนั้นเธอจะต้องอยู่ในห้องหนังสือคลายเหงาเป็นแน่จึงถามความจำนงของนรีนาถว่าวันนี้จะเข้าห้องหนังสือหรือไม่เพราะจะได้ให้คนเข้าไปทำความสะอาดก่อนที่จะทำที่อื่น “จ่ะนม..อ่อ..เดี๋ยวสายๆหญิงว่าจะออกไปหาหนึ่งสักหน่อยค่ะ” นรีนาถพยักหน้ารับนมสรวงทั้งหันหลังในขณะที่กำลังเดินขึ้นบันไดไปห้องหนังสือบอกกับนมสรวงว่าวันนี้เธอจะออกไปหานาราเสียหน่อย “จะไปเวลาไหนคะเดี๋ยวนมจะให้คนเตรียมรถไว้รอค่ะ” “เดี๋ยวหญิงเดินออกไปเองค่ะบ้านหนึ่งอยู่ไม่ไกลนี่เองหญิงเดินไปสะดวกกว่าค่ะ” “เอาอย่างนั้นหรอคะถ้าคุณสิงห์รู้ว่าคุณหญิงเดินไปเองพวกเราจะถูกตำหนิเอานะคะ” นมสรวงหน้าเสียเล็กน้อยเธอไม่ค่อยอยากจะให้นรีนาถไปไหนทาไหนคนเดียวบ่อยเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอเนื่องจากหญิงสาวเป็นคนที่ไม่ค่อยทันคนเท่าไรนักจึงยกสิงหนาทมาเป็นข้อกังขาให้นรีนาถนั้นเกรงกลัวที่จะออกไปคนเดียวบ้าง “ก็ไม่ต้องบอกให้พี่สิงห์รู้สิคะนม” หญิงสาวทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงยิ้มออกหากไม่มีใครบอกสิงหนาทก็จะไม่รู้เพราะเธอกะวาาจะรีบไปรีบกลับ “คุณหนูของนมนี่นะ.. เดี๋ยวนมไปเอาขนมฝากไปให้หนูหนึ่งด้วยค่ะตอนเธอมาที่เรือนเราก็มีขนมติดไม้ติดมือมาตลอด” นมสรวงส่ายหัวเล็กน้อยแต่ก็อดตามใจคุณหนูที่เธอรักไม่ได้ทั้งเอ่ยปากว่าจะฝากขนมไปให้นาราอีกด้วย “ค่ะนม” นรีนาถยิ้มกว้างอย่างพอใจทั้งเดินขึ้นมาที่ห้องหนังสืออย่างอารมณ์ดีคนที่จะตามใจเธอได้มากที่สุดเห็นจะเป็นนมสรวงคนเดียวนี่แหละ แกร๊ก “หืม..ใครกัน” นรีนาถอ่านหนังสืออยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงแปลกๆที่หน้าต่างทั้งยังเหมือนว่าจะเห็นคนแวบๆเธอจึงรีบละจากหนังสือรีบเดินมาดูที่ริมหน้าต่างอย่างรวดเร็วแต่ก็ต้องทำหน้าสงสัยเพราะเธอไม่เห็นอะไรแม้แต่นิดเดียว ครู่ต่อมา “ไอ้แสงตื่น” เมืองรามเดินกลับเข้ามาในรถยนต์ของเขาที่รุ่นเดียวกับมหาเศรษฐีในเมืองกรุงใช้กันเลยทีเดียวจึงเป็นที่ไม่แปลกตาเท่าไรนักเมื่อจอดอยู่ที่นี่ ชายหนุ่มตบหน้าเพื่อนของเขาเบาๆที่สายป่านนี้ยังนอนหลับอุตุอยู่ได้ “ถึงแล้วหรอวะ...นี่หรอกรุงเทพ” พันแสงค่อยๆงัวเงียตื่นขึ้นมามองดูรอบๆว่าที่นี่เป็นที่ไหนด้วยภาพตรงหน้าที่ดูว่ามันเจริญกว่าบ้านนอกที่เคยอยู่อยู่มากจึงค่อนข้างตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะเขาเองก็พึ่งจะเคยเห็นเมืองกรุงกับเค้าครั้งแรกเหมือนกัน

อ่านต่อ