ยักษ์ครุฑี
บทที่ 1 ตอนที่ ๑ เวหาศ

ณ ดินแดนภูเขาลอยฟ้า อาณาจักรอันกว้างใหญ่ที่สูงชันและงดงาม เต็มไปด้วยสวนรุกขชาติที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วอาณาจักร เมืองที่ซ่อนอยู่ในม่านหมอกบังตา คือเมืองเวหาศ เป็นถิ่นฐานของเหล่าบรรดาครุฑน้อยใหญ่ที่มีทั้งครุฑาและครุฑีมากมาย อาณาจักรแห่งนี้อยู่ใต้การปกครองโดยพญาครุฑพระอนันตะเวหาที่เป็นเชื้อสายกษัตริย์แต่เดิมมา เหล่าบรรดาครุฑาและครุฑีน้อยใหญ่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขตลอดมา แต่ทว่าพระอนันตะเวหาทรงทราบดีว่าพระสุบินผู้เป็นพระอนุชา(น้องชาย)ของตนกำลังหาทางแย่งชิงอาณาจักรครุฑแห่งนี้ เพราะใคร่จักเป็นใหญ่เหนือครุฑทั้งปวง “ นิศามณีลูกพ่อ..” น้ำเสียงอ่อนโยนของพระอนันตะเวหะผู้เป็นบิดาเรียกหาธิดาสาวที่ตนรักด้วยแววตาวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ เจ้าคะท่านพ่อ มีเหตุอันใดกันท่านพ่อถึงได้มาตำหนักของลูก? ” นิศามณีเอ่ยถามผู้เป็นบิดาด้วยความข้องใจเนื่องจากตั้งแต่นางเติบโตเต็มไว ผู้เป็นบิดาไม่เคยย่างกรายเข้ามาในตำหนักของตนสักครั้ง “ พ่อใคร่จักให้เจ้าบินไปเมืองครุฑแดนทักษิณ เมืองของพระมหิงส์เวหะพระคู่หมั้นของเจ้าบัดเดี๋ยวนี้ ” พระอนันตะเวหาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นคลอกริยาร้อนรุ่ม “ บัดเดี๋ยวนี้! หรือเจ้าคะท่านพ่อ มีเรื่องอันใดกัน? ” ครุฑีสาวถามออกมาด้วยความแปลกใจ “ พระสุบิน อาของเจ้ากำลังจักก่อกบฏ ” “ อะไรนะเจ้าคะ!! เหตุใด....” “ เจ้าอย่าได้ถามสิ่งใดในเพลานี้ลูกพ่อ เจ้าจักต้องเร่งรุดไป” “.....” “ ทหาร!! เจ้าจงอารักขานิศามณีไปบัดเดี๋ยวนี้!.. ” ไม่ทันที่นิศามณีจะได้ถามต่อ พระอนันตะเวหาได้พูดสวนขึ้นก่อน และรับสั่งกับทหารองครักษ์ต่อทันที “ พะยะค่ะ / เพคะ ” เหล่าทหารครุฑาและครุฑีขานรับทันที พร้อมกับที่ทหารครุฑีตนหนึ่งเกี่ยวดึงร่างบางของนิศามณีออกไปด้วย “ แล้วท่านพ่อท่านแม่ล่ะเจ้าคะ? ” ครุฑีสาวหันมาถามพระบิดาของตนด้วยความห่วงใยในขณะที่ร่างบางนั้นถูกฉุดรั้งให้เดินออกไป “ เจ้ามิต้องห่วงพ่อแลแม่ดอกหนา ลูกพ่อ...” พระอนันตะเวหาจ้องมองดวงหน้าครุฑีสาว ทรงยิ้มให้ธิดาของตนด้วยแววตาปวดร้าวแล้วพูดออกมาเพียงเท่านั้น ก่อนจะส่งสายตาให้ทหารนำพาครุฑีสาวหลบหนีไปโดยเร็ว “ แต่! ท่านพ่อ.. ท่านพ่อเจ้าคะ... ” นิศามณีพยายามเรียกผู้เป็นพระบิดาทั้งที่ร่างบางถูกฉุกรั้งให้ออกไปจากตำหนักของตน แต่ไม่มีคำพูดใดตอบกลับมาจากพระบิดา พระอนันตะเวหาเพียงจ้องมองธิดาของตนที่ถูกเหล่าทหารครุฑีดึงรั้งร่างบางไปจนลับสายตา เหล่าครุฑทั้งหลายรู้ดีว่าพระสุบินเป็นครุฑาที่มีจิตอำมหิตเลือดเย็นต่างจากพระอนันตะเวหาที่เป็นครุฑดีและรักสงบเพียงใด และพระองค์ไม่อาจสู้กับพระอนุชาของตนได้อย่างแน่นอน เพลานี้พระองค์และมเหสีขอแค่ธิดาสาวของตนพ้นภัยเพียงเท่านั้น “ พระธิดา พะยะค่ะ มีทหารของพระอนุชาตามมาพะยะค่ะ” ทหารครุฑาตนหนึ่งได้พูดขึ้น หลังจากที่ทุกตนบินออกมาจากตำหนักของครุฑีสาวได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น “ จักทำเยี่ยงไรดี...” ฉึบ!! กรี๊ดดด! นิศามณีเอ่ยถามยังไม่ทันจบ ดวงตาคู่สวยพลันเบิกกว้างทันใด เมื่อพระแสงหอกพุ่งเข้าทะลุร่างทหารองครักษ์ตนหนึ่งต่อหน้านิศามณี ก่อนร่างนั้นจะร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่าง “ เร่งหนีเร็วเพคะพระธิดา ” ทหารครุฑีตนหนึ่งรีบพูดขึ้นมาก่อนจะดึงร่างบางให้บินตาม ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ! กรี๊ดดด ไม่ทันที่จะได้เร่งกระพือปีกบินทหารองครักษ์ก็ถูกพระแสงหอกซัด ก่อนร่างจะร่วงลงสู่เบื้องล่างไปทีละตน บัดนี้เหลือเพียงทหารครุฑีและนิศามณีธิดากษัตริย์เท่านั้น เหล่าทหารครุฑาได้เร่งกระพือปีกอย่างรวดเร็ว บินอ้อมมาขวางด้านหน้าและปิดล้อมเอาไว้ นิศามณีจ้องมองดวงตาทหารครุฑารับใช้ของพระสุบินพระปิตุลา(อา)ของตน ที่ไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย “ นี่พวกเจ้า หมายจักเอาชีวิตข้ากระนั้นหรือ? ” นิศามณีเอ่ยถามทหารครุฑาตนสนิทของพระปิตุลาตนหนึ่ง “ เป็นพระบัญชาของพระสุบิน โปรดทรงอภัยกระหม่อมด้วยพะยะค่ะ” ทหารรับใช้ของพระสุบินตอบนิศามณี พลันพระบัญชาของพระสุบินก็ปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ‘ จำเอาไว้ การนี้จักต้องถอนรากถอนโคนจนสิ้น มิให้เหลือ แลหากมิมีนิศามณี เหล่าบรรดาเมืองครุฑแดนทักษิณก็จักมิจำเป็นต้องช่วยเหลือเฉกเช่นก่อนนั้น’ นิศามณีถึงกับนิ่งไป เมื่อได้ยินสิ่งที่ทหารครุฑาพูด และไม่คิดว่าพระปิตุลาจะสั่งฆ่าตน ที่เป็นหลานแท้ๆได้ลงคอ และตอนนั้นเองที่ทหารครุฑากำลังจะซัดพระแสงหอกตรงไปยังนิศามณี “ รีบหนีเพคะ! เร็ว!... ” ปึก! ทหารครุฑีตนหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะบินพุ่งเข้าชนกับร่างทหารครุฑาตนนั้นอย่างสุดแรงเพื่อเปิดทางให้ นิศามณีรีบกระพือปีกสีมณีราคก่อนจะเร่งบินหนีด้วยความเร็ว ทหารครุฑาบินตามไปอย่างไม่ลดละ “ พระธิดา!!..” ทหารครุฑีที่กำลังต่อสู้กับทหารครุฑาได้ตะโกนเรียกธิดาของตน เมื่อเห็นทหารครุฑาตนหนึ่งกำลังซัดอาวุธไปทางธิดาสาว นิศามณีที่ได้ยินจึงได้หันมาตามเสียงตะโกน ฉึก!! อึ๊!! ครุฑีสาวรู้สึกถึงความเจ็บที่พุ่งเข้าตรงกลางปีกสีมณีราค ก่อนสติที่เหลือจะดับวูบ และร่างบางกำลังร่วงดิ่งสู่เบื้องล่างด้วยความเร็ว “ พระธิ!!..” ฉึบ!! อึ! ฉึบ! อ้ะ! ก่อนที่ทหารครุฑีทั้ง 2 ตนจะได้บินเข้าไปช่วยนิศามณี นางได้ถูกพระแสงหอกแทงเข้าที่กลางอก ก่อน 2 ร่างจะร่วงดิ่งตามพระธิดาของตนไป ณ เบื้องล่างอาณาจักแห่งยักษ์ ชายป่าด้านนอกของเมืองยักษ์ กษัตริย์อสุราพร้อมเหล่าทหารอสุรากำลังเดินทางจะกลับเมือง หลังจากการออกล่าสัตว์ “ วันนี้ได้กวางมามากมายหลายตัวเลยพะยะค่ะองค์เหนือหัว คงจักเป็นลาภปาก เหล่าสนมของพระองค์เป็นแน่..”ทหารอสุราตนหนึ่งพูดขึ้นกับกษัตริย์ของตน “ เจ้านี่ช่างห่วงใยเหล่าสนมของเราเสียจริงนะ อินสูรย์..” พระสุวรรณเมฆากษัตริย์อสุราพูดออกมาพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าทหารอสุราคู่กายตนช่างใส่ใจเหล่านางสนมของตน “.....” “ เจ้ามีใจแก่สนมของเราอย่างนั้นรึ อินสูรย์...” “ โธ่ พระองค์ กระหม่อมมิกล้าดอกพะยะค่ะ กระหม่อมก็เอ่ยไปตามความคิดเพียงเท่านั้นพะยะค่ะ ” “....” พระสุวรรณเมฆายิ้มออกมาก่อนจะส่ายพระเศียรเล็กน้อยเมื่อเห็นทหารอสุรารีบพูดแก้ต่างทันใดเนื่องจากเกรงกลัวจะถูกลงทัณฑ์ “ แต่กระหม่อมก็มิเคยเห็นพระองค์ทรงสนพระทัยพระสนมองค์ไหนมากเป็นพิเศษเลยนะพะยะค่ะ..” ทหารอสุราพูดต่อเพราะมีความข้องใจ ในเมื่อพระสนมแต่ละองค์ของพระสุวรรณเมฆา นั้น งดงามทุกนาง แต่ทว่าพระสุวรรณเมฆาไม่เคยใส่ใจสนมนางไหนมากไปกว่ากัน “.....” พระสุวรรณเมฆานิ่งไป เมื่อได้ยินทหารยักษาเอ่ยขึ้น เหล่าสนมทั้ง 4 นาง แม้จะเป็นถึงพระราชธิดากษัตริย์ แต่ก็เป็นเครื่องบรรณาการจากเมืองต่างๆที่ส่งให้ พระสุวรรณเมฆาเรียกให้มารับใช้ เพียงเพราะความต้องการของร่างกายชายเท่านั้น ไม่ได้มีใจให้แต่อย่างใด ตุบ!! ทันใดนั้นเองไม่ไกลนักมีบางสิ่งบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากฟ้าก่อนกระทบกับผืนดินจนเกิดเสียงดัง ๐๐๐๐๐๐๐๐๐

บทที่ 2 ตอนที่ ๒ งามตา

พระสุวรรณเมฆาและทหารยักษาที่ได้ยินจึงหันไปมองต้นทางของเสียงพร้อมกันก่อนจะเห็นบางสิ่ง กษัตริย์อสุราและทหารยักษาเร่งรุดตรงเข้าไปดูทันใด เห็นร่างครุฑาตนหนึ่งที่ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว โดยมีพระแสงหอกปักอยู่กลางร่าง “ ครุฑาอย่างนั้นหรือ? นี่มันอะไรกัน อินสูรย์?..” พระสุวรรณเมฆาถามออกมาอย่างข้องใจ เมื่อเห็นว่านั่นคือร่างของครุฑาที่ร่วงลงมาจากฟ้า ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า “ ดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว น่าจักเป็นทหารครุฑาของเมืองเวหาศที่อยู่บนคีรี(ภูเขา)ลอยฟ้าที่อยู่เหนือเมืองยักษ์เรามิไกลนี้เองพะยะค่ะ...” “.....” “ กระหม่อมทราบมาว่าเหล่าครุฑา เกิดศึกภายในระหว่างกษัตริย์กับพระอนุชา ” “.....” “ ได้ยินมาว่าพระอนุชามีจิตอำมหิต ต่างจากกษัตริย์ที่มีจิตเมตตาแลรักสงบ ” “.....” “ แลยังได้ยินมาอีกว่ากษัตริย์มิมีพระราชโอรส มีเพียงพระราชธิดาองค์เดียวเท่านั้นพะย่ะค่ะ...” อินสูรย์ตอบพระสุวรรณเมฆาตามที่เคยได้ยินมา “ เป็นเคลือญาติกัน เหตุใดจึงต้องเข่นฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยมเฉกเช่นนี้เล่า..” พระสุวรรณเมฆาพูดขึ้นมาอย่างคับข้องใจ “ เพราะพระราชธิดาพะยะค่ะ เมื่อเป็นครุฑีจึงมิอาจขึ้นครองราชย์ได้ กษัตริย์จึงได้หมายให้คู่ครองของพระราชธิดามาปกครองแทน...” “.....” “ พระอนุชาคงจักมิพอพระทัยที่บัลลังจะตกเป็นของครุฑาเมืองอื่น พะยะค่ะ...” “.....” ตุบ! ตุบ! ตุบ! หลังจากนั้นไม่นาน ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก ก็มีร่างไร้ชีวิตของทหารครุฑาได้ร่วงหล่นลงจากฟ้าอีกทีละตน พระสุวรรณเมฆาเงยใบหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง ดวงตาสีนิลเพ่งมองขึ้นไป เห็นเพียงไกลๆ เป็นครุฑีสาว 3 ตน ที่กำลังถูกเหล่าทหารครุฑาปิดล้อมรอบอยู่ สูงเหนือจุดที่ร่างทหารครุฑาร่วงหล่นลงมาไม่ไกลนัก “ แม้แต่ครุฑีสาวที่ไร้ทางสู้ ก็มิเว้นเลยลือนั่น ช่างอำมหิตเสียจริง ” พระสุวรรณเมฆาพูดออกมาด้วยความขุ่นข้องใจ “ หากเป็นเช่นนี้พวกนางคงมิมีทางรอด แต่เราก็มิควรจักไปก้าวก่ายเรื่องของเมืองครุฑนะพะยะค่ะ ” “.....” “ แต่..เอ่อ..พระองค์..จักช่วยพวกนางหรือไม่พะยะค่ะ?..” อินสูรย์พูดขึ้นมาก่อนจะถามกษัตริย์ของตนเมื่อเห็นว่าพระสุวรรณเมฆาเพ่งมองไป โดยไม่ละสายตา “.....” พระสุวรรณเมฆาไม่ได้ตอบอันใดไป “ แน่แท้แล้วว่ามิรอดพะยะค่ะ...” อินสูรย์พูดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นครุฑีสาวตนหนึ่ง ถูกอาวุธซัดเข้าที่ปีกก่อนจะร่วงดิ่งลงมา ทหารครุฑีสาวอีก 2 ตน ที่กำลังจะบินไปช่วยก็ถูกพระแสงหอกแทงเข้าที่กลางร่าง ก่อนร่วงดิ่งตามครุฑีสาวตนแรกลงมา ร่างของครุฑีสาวที่หมดสติกำลังร่วงดิ่งสู่ผืนดินด้วยความเร็ว ควั่บ!! เพียงเสี้ยววินาทีสุดท้ายกษัตริย์อสุราร่ายคาถาในใจก่อนร่างใหญ่จะเคลื่อนกายอย่างรวดเร็ว คว้าเอาร่างครุฑีสาวเข้ามาไว้ในอ้อมแขนได้ทันท่วงที อินสูรย์แทบจะมองไม่ทัน เมื่อเห็นอีกครั้งครุฑีสาวก็อยู่ในอ้อมแขนของพระสุวรรณเมฆาผู้เป็นกษัตริย์ของตนแล้ว “ ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่พะยะค่ะองค์เหนือหัว?..” อินสูรย์เอ่ยถามขณะที่กำลังวิ่งเข้าไปหากษัตริย์อสุราที่อุ้มครุฑีสาวอยู่ “.....” พระสุวรรณเมฆา พยักหน้าตอบอินสูรย์ ดวงตาสีนิลเอาแต่จับจ้องใบหน้าครุฑีสาวก่อนจะค่อยๆวางร่างครุฑีสาวลง โดยศีรษะนางยังคงอยู่ในอ้อมแขนของตน “ ดูจากเครื่องแต่งกาย ครุฑีตนนี้ คงมิใช่ครุฑีธรรมดา ธรรมดาทั่วไปเป็นแน่พะยะค่ะ..” อินสูรย์กวาดสายตามองไปทั่วเรือนร่างครุฑีสาวก่อนจะพูดออกมา “ นางช่างงดงามนัก..” พระสุวรรณเมฆาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตาสีนิลจ้องมองใบหน้าพริ้งเพราของครุฑีสาวที่ยังหมดสติอยู่ ก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะเอื้อมสัมผัสเข้าที่พวงแก้มเนียนของนางอย่างอ่อนโยน พลันรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้ากษัตริย์อสุราหนุ่ม “ เจ้าช่างงามตาเหลือเกิน แม่ครุฑีตัวน้อยเอ๋ย..” พระสุวรรณเมฆาพูดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับฉีกยิ้มพรายออกมา ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! เสียงบางสิ่งกระทบกับผืนดิน ไม่ไกลจากเหล่าอสุรานัก เหล่าอสุราหันไปต้นทางของเสียงอย่างพร้อมเพียงกัน เห็นเหล่าทหารครุฑาหลายตนที่บินลงมาถึงพื้นดินด้วยความเร็ว “ ท่านเป็นยักษ์ มิควรจักก้าวก่ายเรื่องของเหล่าครุฑ จงมอบครุฑีตนนั้นมาให้ข้า บัดเดี๋ยวนี้...” ทหารครุฑาพูดออกมาทันใด เมื่อเห็นนิศามณีอยู่ในอ้อมแขนของพระสุวรรณเมฆา แม้ใจจะหวั่นเกรงเหล่ายักษาไม่น้อย หากเกิดการต่อสู้กันเหล่าครุฑาไม่มีทางที่จะสู้เหล่ายักษาได้เลย หากแต่เกรงกลัวพระบัญชาของพระสุบินมากกว่า เหล่าทหารอสุรายืนประจันหน้าพร้อมเพียงกันทันทีเมื่อเห็นว่าทหารครุฑาพูดกับกษัตริย์ของตน “ เหตุใดเราจักต้องมอบนางให้พวกเจ้า?..” “.....” “ แลหากเรามิยอมมอบครุฑีตนนี้ให้เล่า พวกเจ้าจักทำเยี่ยงไร?..” “.....” “ หากพวกเจ้าจักเข่นฆ่า ครุฑีที่ไร้ทางสู้ เราคงมิอาจทนเห็นได้ดอกหนา..” พระสุวรรณเมฆาตอบกลับทหารครุฑาไปอย่างไม่มีความเกรงกลัว แขนแกร่งโอบอุ้มร่างบางของนิศามณีขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง ก่อนดวงตาเฉียบคมจะจ้องมองเหล่าทหารครุฑานิ่ง เหล่าทหารครุฑาหันมองหน้ากันนิ่งก่อนจะสยายปีกแล้วแยกกันพุ่งตรงเข้าไปหาพระสุวรรณเมฆา และพุ่งตรงใส่ทหารอสุราอย่างพร้อมพร้อมเพียงกัน พระสุวรรณเมฆาร่ายคาถาในใจก่อนที่ทหารครุฑาจะมาถึงตน ร่างอสุราหนุ่มก็สูงใหญ่ขึ้นเพียงพริบตาเดียว หมับ! ฝ่ามือใหญ่ของกษัตริย์อสุราหนุ่มคว้าร่างของทหารครุฑาตนนั้นเอาไว้แน่น ก่อนจะบีบร่างนั้นให้แหลกเหลวคามือ ฝ่ามือใหญ่อีกข้างหนึ่งกอบกุมร่างของนิศามณีเอาไว้หลวมๆ เหล่าทหารครุฑาที่เห็นร่างตนสนิทของพระสุบินแหลกเหลวเช่นนั้นก็เกิดความหวาดกลัว จึงสยายปีกหมายจะเร่งบินหนี “ อย่าให้รอดไปได้ แม้แต่ตนเดียว..” พระสุวรรณเมฆารับสั่งอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเหล่าทหารครุฑากำลังบินหนี ดวงตาสีนิลจับจ้องนิ่ง เพ่งมองตามหลังทหารครุฑาที่บินหนีไป “ พะยะค่ะ..” เหล่าทหารอสุราขานรับพระบัญชาก่อนจะร่ายคาถาให้ร่างสูงใหญ่แล้วตามเหล่าทหารครุฑาไป ๐๐๐๐๐๐๐๐๐

บทที่ 3 ตอนที่ ๓ พนาราพณ์

ณ ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่และงดงาม พระตำหนักต่างๆ ประดับประดาด้วยทองคำและเพชรพลอยอย่างวิจิตรตระการตา สวนสวยที่มีดอกไม้นานาพรรณ ที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว เป็นอาณาจักรที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาใหญ่ นั่นคือ เมืองพนาราพณ์ ถิ่นฐานของเหล่าอสุราและอสุรี อาณาจักรของกษัตริย์อสุราที่มีนามว่าพระสุวรรณเมฆา อสุราหนุ่มรูปงามที่มีอิทธิฤทธิ์มากจนมิมีผู้ใดกล้าต่อกร กษัตริย์อสุราหนุ่มมีสนมงามที่เป็นอสุรีสาว 2 นาง และสนมที่เป็นธิดามนุษย์อีก 2 นางด้วยกัน เมื่อกษัตริย์อสุรากลับมาถึงเมืองพนาราพณ์พร้อมกับโอบอุ้มร่างครุฑีสาวตนหนึ่งไว้ในอ้อมแขนมาด้วย เหล่าสนมที่มายืนรอต้อนรับต่างคับข้องใจกับภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเหล่าสนมไม่เคยเห็นผู้เป็นสวามีของตนโอบอุ้มใครเฉกเช่นนี้มาก่อน แม้แต่กับตนเองก็ไม่เคยสักครั้ง พระสุวรรณเมฆาโอบอุ้มครุฑีสาวมาจนถึงห้องบรรทมของตน ก่อนจะค่อยๆวางร่างครุฑีสาวนิศามณีลงบนพระแท่นบรรทมของตนอย่างเบามือไม่ให้บอบช้ำ “ ให้กระหม่อมไปตามหมอหลวงดีหรือไม่พะยะค่ะ องค์เหนือหัว?...” อินสูรย์และมนทกที่เดินตามหลังมา นั่งหมอบลงกับพื้นก่อนจะเอ่ยถามพระสุวรรณเมฆา อินสูรย์และมนทก หันมามองหน้ากัน เมื่อรู้สึกได้ ถึงความใส่ใจของพระสุวรรณเมฆาที่มีต่อครุฑีสาวตนนี้ เนื่องจากห้องบรรทมใหญ่นี้ ไม่เคยมีสนมนางใดได้ย่างกรายเข้ามาแม้แต่ตนเดียว ครั้นเมื่อพระสุวรรณเมฆาจะเรียกใช้สนมนางไหน ก็จะใช้ห้องหับอีกห้องหนึ่งที่ไม่ใช่ห้องบรรทมใหญ่นี้ “ เราจักรักษานางเอง พวกเจ้าออกไปก่อน แลอย่าให้ใครเข้ามารบกวนเราเป็นอันขาด..” พระสุวรรณเมฆารับสั่งกับทหารอสุรา “ พะยะค่ะ องค์เหนือหัว..” อินสูรย์และมนทกขานรับพระบัญชาของกษัตริย์อสุรา ก่อนจะหมอบกราบแล้วคลานถอยหลังออกจากห้องไป ดวงตาสีนิลเพ่งพินิจดวงหน้าครุฑีสาว ก่อนสายตาจะเลื่อนมองไปที่ปีกสีมณีราค ที่มีร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากพระแสงหอก พระสุวรรณเมฆาขยับกายนั่งที่ตรงข้างๆพระแท่นก่อนจะยกพระหัตถ์ขึ้นพนมแล้วร่ายคาถาก่อนจะก้มลงเป่าเข้าตรงปีกสีมณีราค เพียงครู่เดียวรอยบาดแผลที่ปีกก็ค่อยๆจางลงทีละน้อยจนหายไป ก่อนที่พระสุวรรณเมฆาจะร่ายคาถาอีกครั้ง ปีกสีมณีราคนั้นก็หายไปจากเรือนร่างครุฑีสาวทันใด ดวงตาสีนิลเอาแต่จับจ้องใบหน้านวลที่ยังคงหลับใหล ฝ่ามือใหญ่เอื้อมสัมผัสกับพวงแก้มเนียนอย่างห้ามใจไม่ได้ “ เรามิเคยเห็นนางใด งามเฉกเช่นเจ้ามาก่อนเลย ครุฑีน้อยเอ๋ย..” “.....” “ แลกลิ่นกายของเจ้า ช่างหอมหวนนัก ” พระสุวรรณเมฆาพึมพำออกมาเบาๆ ดวงตาคมไม่ยอมละออกจากใบหน้าเนียนของครุฑีสาว ณ ศาลาใหญ่กลางบึงบัว สนมกุสุมาลย์เดินไปเดินมาไม่หยุดใจกระวนกระวายว้าวุ่น จนอยู่นิ่งไม่ได้ สนมมาณวิกามองตามจนเกิดเวียนเศียรเกล้า “ กุสุมาลย์เจ้ากังวลเรื่องอันใดกัน ถึงได้เดินไปมาเยี่ยงนี้ เจ้าหยุดเดินก่อนเถิดข้าเวียนหัว..” สนมมาณวิกาพูดขึ้นเมื่อกุสุมาลย์ยังไม่ยอมหยุดเดิน “ เจ้าเห็นหรือไม่?มาณวิกา ท่านพี่โอบอุ้มครุฑีตนนั้น..” “.....” “ แล้วพระองค์ ยังพาเข้าไปในห้องบรรทมใหญ่อีก เจ้ามิรู้สึกอันใดบ้าง หรืออย่างไรเล่ามาณวิกา?..” “ ข้าเห็น แล้วเจ้าจักให้ข้ารู้สึกอย่างไรเล่า? กุสุมาลย์ ” สนมมาณวิกาตอบ “ ท่านพี่มิเคยโอบอุ้มสนมนางใด แลสายพระเนตรท่านพี่ ที่จ้องมองครุฑีตนนั้น ข้ามิเคยเห็นมาก่อน ท่านพี่ทรงดูห่วงใยครุฑีตนนั้น ” กุสุมาลย์ยังคงพร่ำบ่นไม่หยุดปาก “ หากท่านพี่จักมีสนมเพิ่มมาอีกตนนึง แล้วเจ้าจักทำกระไรได้เล่ากุสุมาลย์...” มาณวิกาพูดออกมา เมื่อไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เนื่องจากตนเป็นสนมตนแรก และพระสุวรรณเมฆาก็มีสนมเพิ่มตามมาเรื่อยๆ อีก 3 ตน “.....” “ แลข้าเห็นว่าครุฑีตนนั้นบาดเจ็บ ท่านพี่อาจจักแค่เพียงช่วยเหลือนางไว้ก็เป็นได้..” “.....” “ แต่ข้ามิคิดเช่นนั้นมาณวิกา..” ทันใดนั้น เสียงของวัจณาก็ดังแทรกขึ้นมา “.....” วัจณาและจัณฑีก้าวเดินเข้ามาในศาลา เมื่อจู่ๆเหล่าบรรดาสนมต่างมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้จัณฑีไม่อยากจะมาแต่ก็ขัดใจวัจณาไม่ได้ “ เฮ่อ.. พวกเจ้าจักคิดเช่นไร ก็เรื่องของพวกเจ้าเถิดหนา ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็ขัดพระหทัยท่านพี่มิได้ จริงหรือไม่? ข้าขอกลับตำหนักก่อนจักดีกว่า..” มาณวิกาพูดออกมาอย่างเบื่อหน่าย “.....” “ พวกเจ้าอย่าลืม...ว่า เราเป็นเครื่องบรรณาการจากท่านพ่อท่านแม่ แลมิได้เป็นเมียตบเมียแต่งหนา ” “.....” “ เจ้าจักกลับตำหนักหรือเจ้าจักอยู่ จัณฑี?..” มาณวิกาพูดเตือนสติกุสุมาลย์กับวัจณาก่อนจะเอ่ยถามจัณฑี เนื่องจากที่ผ่านมากุสุมาลย์และวัจณาไม่มีใครยอมใคร จะมีก็แต่จัณฑีที่ไม่มีปากเสียงกับผู้ใด “ ข้าว่ามาณวิกาพูดถูก พวกเจ้าขัดพระหทัยท่านพี่มิได้ดอกหนา ข้าจักกลับตำหนักเช่นกัน..” จัณฑีพูดออกมาก่อนจะเดินออกจากศาลากลางน้ำไป เมื่อใจอยากกลับอยู่แล้ว กุสุมาลย์และวัจณาหันมาจ้องมองกัน ก่อนจะสบัดหน้าใส่กัน สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องแยกย้ายกันกลับตำหนักอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตากลมคู่สวยค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนที่ดวงตานั้นจะเบิกกว้าง แล้วรีบหยัดกายลุกขึ้นทันทีด้วยความตกใจ เมื่อจำได้ว่า ตนและเหล่าทหารองครักษ์ถูกตามล่าหมายเอาชีวิต และตนถูกอาวุธซัดเข้าที่ปีกก่อนที่จะหมดสติไปกลางอากาศ “ เจ้าตื่นแล้วหรือ ครุฑีน้อย?...” นิศามณียังไม่ทันได้สำรวจตัวเอง ก็ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยถามดังขึ้น “.....” “ เจ้ามีชื่อว่าอย่างไร?..” “.....” “ แลเจ้าคือผู้ใดกัน เหตุใดเหล่าทหารครุฑาถึงตามล่าเอาชีวิตเจ้าเฉกเช่นนี้?..” พระสุวรรณเมฆาถามพร้อมกับโน้มกายเข้าใกล้นิศามณี ดวงตาสีนิลจ้องมองครุฑีน้อยนิ่งเพื่อรอคำตอบ “.....” ไม่มีคำตอบใดจากครุฑีน้อยตรงหน้า นิศามณีขยับกายกระถดถอยหนีไปจนสุดพระแท่น ดวงตากลมคู่สวยกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหันมาจ้องมองสบสายตากับพระสุวรรณเมฆากษัตริย์อสุราหนุ่มรูปงามด้วยท่าทีตื่นตระหนกและหวาดกลัว “ จะ..เจ้าคือผู้ใดกัน?..” ๐๐๐๐๐๐๐๐

อ่านต่อ