“ฮือๆ..อือ..ฮื่อๆๆ..” ณ บ้านแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครแม้นที่นี่จะมีชื่อว่าเมืองที่ไม่เคยหลับไหลแต่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้เมื่อเลยกลางดึกบ้านแทบทุกหลังก็เงียบสงัดต่างจากบ้านของพราวมุกที่มีเพื่อนสาวที่กำลังอกหักอย่างณจันทร์ร้องห่มร้องให้เจียนขาดใจ “จันทร์เอ้ย..จะเป็นปกติได้เมื่อไรล่ะเนี่ย” พราวมุกสาวสวยร่างสูงเอ่ยกับณิชาเพื่อนรักอีกคนที่ยืนกอดอกมองณจันทร์กันอยู่ห่างๆ ทั้งสองรู้ว่าณจันทร์เป็นคนที่อ่อนแอและอ่อนไหวง่ายแต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเห็นเพื่อนรักเสียใจปานขาดใจเช่นนี้ “เราเข้าไปหาจันทร์ดีมั้ย” “หนม..” ยังไม่ทันที่สาวแว่นตัวเล็กอย่างณิชาจะเลื่อนประตูกระจกไปที่ห้องนั่งเล่นเธอก็ถูกพราวมุกดึงแขนเอาไว้ก่อน “ตัวก็รู้ว่าจันทร์ไม่ชอบให้เราเห็นอาการเสียใจขืนเราเข้าไปจันทร์ก็ทำตัวเข้มแข็งไม่ยอมปล่อยความเสียใจออกมาอีกให้จันทร์ได้ร้องระบายความทุกข์ออกมาให้มากที่สุดดีกว่าพรุ่งนี้เราค่อยชวนจันทร์ทำกิจกรรมอย่างอื่นให้สบายใจขึ้น” “ก็จริงอย่างที่ตัวว่านะพราว...ทำไมโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับจันทร์ขนาดนี้นะ” ณิชาหน้าเสียเธอสองจิตสองใจแต่ก็ยอมปล่อยให้ณจันทร์ร้องให้ไปคนเดียวไปก่อนแอบสงสารเพื่อนรักจับหัวใจเพราะเด็กกำพร้าอย่างพวกเธอถือว่าอาภัพพ่อแม่อยู่แล้วตอนนี้ยังต้องมาดูเพื่อนอาภัพเรื่องความรักอีก สามสาวณจันทร์พราวมุกและณิชาเป็นเด็กในบ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมดูแลโดยแม่ครูดวงเดือนทั้งสามมาอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังแบเบาะมาในวันและเวลาที่ไล่เลี่ยกันมากแม้นจะมีบุคลิกลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันพอสมควรแต่ทั้งสามก็เข้ากันได้ดีและเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่เล็กจนโต ณจันทร์เป็นหญิงสาวน่าตาน่ารักน่าชังตัวเล็กไม่สูงมากผิวขาวผมีดำตรงสลวยจนถึงกลางหลังใบหน้าของเธอเป็นรูปไข่คิ้วบางได้รูปดวงตากลมโตขนตางอนยาวปากนิดจมูกหน่อย เป็นคนที่ดูท่าจะอ่อนแอที่สุดในสามคนแต่ลึกๆแล้วเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวที่สุดก็ว่าได้ ณิชามีผมสีน้ำตาลหยักศกยาวประบ่าขนาดตัวพอๆกับณจันทร์เธอพอจะมีทรวดทรงองเอวและดูมีเนื้อมีหนังกว่าณจันทร์เล็กน้อยสาวเจ้าเป็นคนหน้ากลมสวมแว่นหนาเพราะเป็นคนสายตาสั้นมาตั้งแต่เด็กๆ คิ้วเรียวสวยและดวงตากลมโตดั่งลูกแมวน้อยของเธอจึงถูกแว่นหนาๆบดบังอยู่แทบจะตลอดเวลา จมูกมีความโด่งเล็กน้อยโค้งมนตรงปลายดั่งลูกชมพู่ริมฝีปากบางได้รูปมีแก้มเป็นพวง ณิชาเป็นคนที่ค่อนข้างเรียบร้อย แอบโก๊ะเล็กน้อยเพราะความที่ชอบทำอะไรซุ่มซ่ามแทบจะตลอดเวลา ในส่วนของพราวมุกเธอดูโดดเด่นที่สุดในทั้งสามคนเพราะเป็นคนที่สวยเทียบกับนางแบบเลยก็ว่าได้เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างสูงผมยาวดกดำสลวยหน้าเรียวสวยคิ้วเข้มตาคมจมูกโด่งปากหนาเป็นกระจับเรียกได้ว่าเครื่องหน้าเครื่องตัวครบ และเป็นคนที่ดูมั่นใจมากที่สุดในทั้งสาม เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างท้าชนได้กับทุกเรื่อง แต่ลึกๆแล้วเธอก็ชอบเอาความเข้มแข็งปกปิดความอ่อนแอในใจเท่านั้น และไม่นานมานี้เธอก็พึ่งได้รู้ว่าตัวเองเป็นถึงทายาทเศรษฐีที่ถูกตามหาตัวตั้งแต่เด็ก แม้จะรู้ตัวว่าโชคดีที่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใครและได้มีมรดกเป็นพันล้านไว้ให้ได้ใช้แต่เธอก็ยังมีความโชคร้ายที่มารู้ว่ามีพ่อแม่ก็เมื่อตอนที่พวกท่านทั้งสองเสียไปแล้วเท่านั้นหนำซ้ำญาติมิตรก็ไม่มีใครเหลือไว้ให้ได้เคารพกันสักคน +++ เพล้ง..เพล้ง ในห้องวีไอพีของผับหรูย่านใจกลางเมืองตอนนี้มีนนทวัตรประธานหนุ่มมาดเนี้ยบที่กำลังเมาได้ที่นอนกลิ้งไปมาบนโซฟามือไม้ปีดป่ายกวาดขวดน้ำเมาหล่นล่วงกระจายสภาพของประธานหนุ่มตอนนี้สลัดคราบความเนี้ยบออกไปสิ้นเชิง “เฮ้อ..” กวินเจ้าของผับหรูยืนกอดอกมองสภาพเพื่อนที่กำลังมีแผลใจด้วยสายตาเวทนาตอนนี้สิ่งที่เขาทำให้นนทวัตรได้ก็คงจะเป็นการดูแลอยู่ห่างๆให้เพื่อนนั้นระบายความเสียใจออกมาให้พอเท่านั้น นนทวัตร เสธวัฒน์สกุล เขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของภัทรพลและอนงค์นาถ เสธวัฒน์สกุล เจ้าของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตอนนี้ชายหนุ่มขึ้นแท่นเป็นท่านประธานช่วยกันกับพี่ชายคนกลางในการบริหารรีสอร์ทในต่างจังหวัดในเครือบริษัทแม่ในวัยเพียง31ย่าง32เท่านั้น เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างหล่อเหลามาดเนี้ยบ สูง185รูปร่างกำยำ หน้าตาคมไร้หนวดเคราเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้าน ทรงผมรองทรงสูง บุคลิกสุขุมนุ่มลึกเฉกเช่นคนเป็นพ่อ เขายังมีความเอาแต่ใจเล็กน้อยตามประสาน้องเล็กของบ้านแต่รักครอบครัวและศักดิ์ศรีเป็นที่สุด ในส่วนของกวิน คาลเซอร์ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษเจ้าของผับหรูโรงพยาบาลเอกชนและบริษัทจิวเวอรี่วัย32เป็นเพื่อนกับกับนนทวัตรมาตั้งแต่เรียนที่เมืองนอกด้วยกัน ชายหนุ่มเป็นคนสูงใหญ่เกือบจะสองเมตรได้ เขาเป็นผู้ชายหน้าหวานตาสีฟ้าผมสีน้ำตาลทองหม่นจมูกโด่งเป็นสัน นิสัยค่อนข้างขี้เล่นอัธยาศัยดี แต่เมื่ออยู่ในโหมดของการทำงานเขาก็จะจริงจังทุกอย่างเพราะต้องการทำงานออกมาให้เพอเฟ็คที่สุดนนทวันตรเองก็มีนิสัยจริงจังเรื่องงานเช่นนี้เหมือนกันพวกเขาทั้งสองจึงสนิทกันมาก เช้าวันต่อมา “เมื่อคืนจันทร์ร้องจนหลับไปตรงนี้เลยหรอ” พราวมุกเดินลงมาจากชั้นบนเห็นณิชายืนกอดอกจ้องอะไรบางอย่างที่ห้องนั่งเล่นพอเธอเดินเข้ามาถึงตัวณิชาก็ต้องยกมือเรียวทั้งสองกดอกตามณิชาไปด้วยอีกคนเพราะรู้ได้ทันทีเลยว่าเมื่อคืนณจันทร์คงร้องให้จนผลอยหลับไปไม่ได้ขึ้นไปนอนบนห้อง “อืม..” ณิชาพยักหน้าเล็กน้อยทั้งยังมองไปยังเพื่อนรักด้วยสายตาของความสงสารสุดหัวใจ “จันทร์เป็นอะไรล่ะลูก” สองสาวถลึงตามองหน้ากันด้วยอาการตกใจก่อนจะหันมายังต้นเสียง “แม่ครู” ณิชาและพราวมุกรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เธอต้องนั่งอธิบายเรื่องราวกับแม่ครูยาวแน่นอน
เรื่องราวก่อนหน้า ณ เมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนริมฟุตบาทใล้กับบีทีเอสแห่งหนึ่งค่อนข้างคึกคักเพราะเต็มไปด้วยผู้คนที่จับจ่ายซื้ออาหารเย็นกลับไปทานที่พักหลังเลิกงานบางกลุ่มก็นั่งสังสรรค์กันเพราะวันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์แต่กลุ่มที่นั่งทานอาหารกันแล้วดูท่าจะไม่เฮฮาก็เป็นกลุ่มของณจันทร์พราวมุกและณิชา เพราะวันนี้มีข่าวร้ายก็คือณจันทร์ถูกไล่ออกโดยเรื่องไม่เป็นเรื่องในขณะที่ชีวิตของเธอกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต “ทำไมโชคไม่ดีแบบนี้นะแม่ครูกำลังป่วยเค้ายังมาตกงานตอนนี้อีก” ณจันทร์เอ่ยเสียงอ่อนเขี่ยช้อนไปมาบนจานข้าวพลาสติกสีฟ้าแม้นอาหารตรงหน้าจะเรียงรายไปด้วยของอร่อยและท้องของเธอก็ส่งเสียงร้องครวญครางเรียกร้องอาหารแต่เธอก็ไม่อยากตักมันเข้าปากแม้แต่คำเดียวเพราะเครียดที่มาตกงานช่วงที่แม่ครูของเธอป่วยและต้องการใช้เงินในการรักษา “เพราะยัยน้ำเน่านั่นแท้ๆเลยงี่เง่าสารพัดไม่ถูกชะตาตั้งแต่เห็นหน้าแล้ว” พราวมุกสบถอย่างคนอารมณ์เสียเพราะเธอรู้ตั้งแต่แรกว่าน้ำหนึ่งลูกสาวของเจ้าของบริษัทบัญชีที่เธอและณจันทร์ทำงานอยู่ไม่ชอบพวกเธอตั้งแต่เข้าไปสมัครงานกันแล้วยิ่งพักหลังมานี้น้ำหนึ่งมาบริหารงานแทนพ่อของตัวเองเธอและณจันทร์ก็ชอบถูกหมายหัวเป็นพิเศษทำงานเสร็จแล้วก็ถูกให้แก้งานบ้างแกล้งให้อยู่จนดึกบ้างแล้วนี่ล่าสุดก็เล่นงานณจันทร์เรื่องทำงานไม่เรียบร้อยและไล่ออกตามอำเภอใจอีกตอนนี้พราวมุกก็ต้องทำงานที่นั่นโดยไม่มีณจันทร์เป็นเพื่อนไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง “ช่างมันเถอะพราวไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องไม่ดีแล้ว” ณิชาปรามให้พราวมุกเลิกพูดถึงคนที่ไม่น่าพูดถึงไหนๆณจันทร์ก็ถูกไล่ออกแล้วหากพูดอะไรมากก็จะเป็นการตอกย้ำความเสียใจของณจันทร์อีกณิชาแม้จะไม่ได้อยู่บริษัทเดียวกับเพื่อนรักทั้งสองแต่เธอก็พอรู้กิตติศัพท์ของน้ำหนึ่งจากปากพราวมุกอยู่บ้างเพราะพักหลังมานี้เพื่อนเธอกลับมาบ่นถึงผู้หญิงคนนี้ทุกวัน “โสไม่รู้ว่าตะวันทำแบบนี้เพื่ออะไรทั้งที่ยอมรับปากที่จะหมั้นแล้วแท้ๆ” โสภิตาที่นั่งอยู่ยนรถตู้คันหรูด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวเธอเอ่ยกับสารภีพี่สาวของเธออย่างอ่อนใจกับลูกสาวคนเดียวที่ขยันสร้างเรื่องให้เธอได้ปวดหัวอยู่บ่อยๆ เธอสังหรณ์ใจเอาไว้ตั้งแต่คราแรกแล้วว่าปานตะวันลูกสาวของเธอจะต้องทำเรื่องอะไรก่อนที่วันงานหมั้นจะมาถึงแน่ “บ่นลูกตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรหรอกโสเธอก็รู้ว่ายัยตะวันชอบทำอะไรที่คาดเดาอะไรไม่ได้อยู่แล้วตอนนี้ที่ทำได้ก็คือภาวนาให้นักสืบตามตัวกลับมาได้เร็วๆเท่านั้น” สารภีเห็นว่าพวกเธอคงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากรอพึ่งนักสืบ “เดี๋ยวโชคจอดรถก่อน” โสภิตาดูจะมีความหวังอีกครั้งเพราะสายตาของเธอดันเหลือบไปเห็นใครบางคนที่คิดว่าเป็นลูกสาวของตัวเองแน่ๆจึงสั่งให้โชคคนขับรถจอดกะทันหัน “ครับคุณโส” “มีอะไรยัยโส” สารภีเห็นท่าทีร้อนรนของโสภิตาเธอก็หันซ้ายหันขวาตามน้องสาวเช่นที่น้องเธอทำในตอนนี้ “เหมือนโสเห็นตะวันค่ะ” ยังไม่ทันได้หันมาคุยกับสารภีให้รู้เรื่องดีเมื่อรถจอดได้โสภิตาก็รีบลงจากรถสาวเท้าก้าวสับย้อนไปที่ร้านอาหารริมฟุตบาทใกล้กับสะพานลงจากบีทีเอสทันที “ยัยโส” สารภีที่เรียกน้องไม่ทันเธอก็ต้องลงรถตามโสภิตาไปติดๆเพราะเชื่อว่ายังไงน้องสาวเธอก็ต้องตาฝาดเพราะคนอย่างปานตะวันไม่มาเดินข้างถนนเช่นนี้แน่นอนหากเป็นห้างหรูหรือหน้าร้านอาหารดีๆก็ว่าไปอย่าง “ตะวัน” เสียงเรียกของใครบางคนที่กำลังยืนใกล้กับโต๊ะของณจันทร์ทำสามสาวรีบหันตามต้นเสียงกันเป็นตาเดียว “คุณน้าเรียกใครหรอคะ” เป็นพราวมุกที่เอ่ยถามผู้หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวดีดูมีชาติตระกูลแต่สีหน้าดูเศร้าหมองจนสามสาวรับรู้ได้ทั้งที่ยังมองได้ไม่นานและเป็นณจันทร์ที่มองไปยังหญิงวัยกลางคนตรงหน้าตาเขม็งสายตาของเธอมองเพ่งอย่างละเอียดด้วยรู้สึกคุ้นเคยกับคนตรงหน้าแปลกๆคุ้นจากในความรู้สึกแต่รู้ตัวว่ายังไงเธอก็เคยพบเจอกับผู้หญิงคนนี้มาก่อน “อ..เอ่อ..ฉันคงจำคนผิดขอโทษด้วยนะหนู” โสภิตามองไปยังหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนลูกสาวของเธอมากแต่ลักษณะองค์ประกอบด้านอื่นเช่นทรงผมการแต่งตัวหรือแม้กระทั่งเพื่อนๆที่นั่งอยู่ด้วยกันเมื่อมามองใกล้ๆเช่นนี้เธอก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ปานตะวันลูกสาวของเธอ “โส..นี่..” สารภีที่เดินตามโสภิตามาติดๆเมื่อมองไปยังหญิงสาวคนที่โสภิตามองเธอก็เกิดตกใจเล็กน้อยแต่ยังไม่ได้พูดอะไรก็ถูกโสภิตาดึงมือให้หันหลังกลับไปเสียก่อน “โสจำคนผิดค่ะกลับกันเถอะค่ะพี่สา” “แต่เด็กคนนั้น...” สารภีเอ่ยเสียงเบากระซิบกระซาบกับโสภิตาขณะที่จูงมือกันเดินกลับไปที่รถ “เหมือนตะวันมากใช่มั้ยคะ” “ใช่” “พี่สาคะขึ้นรถเถอะค่ะ” โสภิตามองยังพี่สาวของเธอที่ยืนทำท่าคิดไม่ตกไม่ยอมขึ้นรถเสียทีจนเธอต้องเรียกเพราะตอนนี้รถที่ตามหลังมากำลังบีบแตรไล่กันแล้ว “เอ่อ..อืม” เมื่อสารภีขึ้นรถได้โชคก็ตีไฟเลี้ยวขอทางเพื่อขับรถออกไปทันที “คุณน้าคนเมื่อกี้เค้าดูเศร้าแปลกๆเนอะ” ณิชาเห็นผู้หญิงวัยกลางคนทั้งสองลับตาไปได้เธอก็พูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา “นั่นสิ” ณจันทร์ชะเง้อมองรถตู้คันหรูที่พึ่งแล่นออกไปจนสุดลูกตาแอบรู้สึกหดหู่กับสายตาของผู้หญิงคนที่มาทักพวกเธอเมื่อครู่อย่างบอกไม่ถูก “เห็นเหมือนกัน” พราวมุกพยักหน้าเห็นด้วยกันสองสาวก่อนตักข้าวเข้าปากคำโตทั้งคิดในใจอย่างคนปลงว่าไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจนต่างก็มีเรื่องที่ต้องให้ทุกข์กันทั้งนั้น “โชค..ขับรถกลับไปส่งพวกฉันที่ที่จอดเมื่อกี้” สารภีคิดอะไรออกก่อนจะเอ่ยปากบอกให้โชคหาที่กลับรถ “ครับคุณสา” “กลับไปทำอะไรคะพี่สา” โสภิตาหันมองพี่สาวเธอด้วยสีหน้าฉงน “พี่คิดอะไรบางอย่างออก..ขอให้เด็กคนนั้นยังอยู่ที่ร้านนั้นด้วยเถอะ” คำพูดของสารภียิ่งสร้างความสงสัยให้โสภิตามากขึ้นกว่าเดิม
20.00 น. สามสาวนั่งล้อมวงมองหน้ากันในห้องพักห้องน้อยของพวกเธอเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะกลับมทำให้พวกเธอมีอะไรที่จะต้องคิดหนักอยู่พอสมควร เหตุการณ์หลังจากที่สารภีให้โชควนรถกลับไปเพราะสารภีต้องการทำความรู้จักกับสามสาวและวานให้ณจันทร์ช่วยปลอมตัวเป็นหลานสาวของเธอจนกว่าจะถึงวันหมั้นโดยตอบแทนเป็นเงินหนึ่งก้อน “ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนที่เหมือนจันทร์อย่างกับฝาแฝดแน่ะ” เป็นพราวมุกเริ่มเปิดประเด็นทะลายความเงียบที่เกิดขึ้นเพราะเธอแอบทึ่งในใจพอสมควรหลังจากที่สารภีเปิดรูปหลานของเธอให้ดูไม่คิดว่าหน้าตารูปร่างของณจันทร์จะไปเหมือนกับปานตะวันลูกของโสภิตาขนาดนั้น “ตอนแรกเค้าก็ตกใจเหมือนกันถึงว่าทำไมคุณน้าถึงได้มาทักด้วยสีหน้าเศร้าๆแบบนั้น” ณจันทร์เองก็ตกใจไม่ต่างจากเพื่อนทั้งสองแอบเห็นใจโสภิตาลึกๆที่จู่ๆลูกสาวก็หายตัวไปทำให้ทุกข์ใจจนสีหน้าหม่นหมองอยู่ตลอดเวลา “แล้วข้อเสนอที่พวกเค้าให้มาตัวว่าไงอะจันทร์จะรับมั้ย” ณิชาเกริ่นถามณจันทร์ด้วยอยากรู้คำตอบที่ณจันทร์ยังไมได้ให้กับโสภิตาและสารภี “อันที่จริงเค้าไม่อยากที่จะโกหกใครเลย..แต่เงินที่คุณน้าเค้าเสนอมาให้จำนวนเงินก้อนนั้นมันทำให้แม่ครูผ่าตัดได้โดยที่ไม่ต้องรอคิว” สีหน้าของณจันทร์ตอนนี้ดูลำบากใจพอสมควร “แต่ตัวก็ไม่ต้องโกหกนานไม่ใช่หรอแค่งานหมั้นจบทุกอย่างก็จบดีไม่ดีคุณน้าเค้าอาจจะตามตัวลูกสาวเค้าเจอก่อนวันงานก็ได้” พราวมุกรู้ว่าณจันทร์เป็นคนตรงไปตรงมาแค่ไหนรู้ว่าเพื่อนเธอลำบากใจหากเปลี่ยนเป็นเธอทำแทนได้คงดี “เอาเป็นว่าเค้าจะรับงานนี้เพื่อแม่ครู” ณจันทร์มองหน้าสองสาวที่รอฟังคำตอบของเธอก่อนจะตัดสินใจตกลงที่จะรับงานนี้ด้วยชั่งน้ำหนักดูแล้วเธอคิดว่าชีวิตของแม่ครูสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด “พวกเราจะคอยสู้อยู่ข้างๆเสมอมีอะไรให้ช่วยก็บอกนะจันทร์” พราวมุกโผเข้ากอดณจันทร์รู้สึกขอบคุณเพื่อนจากหัวใจที่เสียสละตัวเองเพื่อแม่ครู “ตัวทำทุกอย่างได้อย่างราบรื่นอยู่แล้วล่ะ” ณิชาโผรวบกอดเพื่อนทั้งสองสร้างพลังบวกให้ณจันทร์มีกำลังใจทำสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจทำรู้ว่าเรื่องนี้ทำให้ณจันทร์ลำบากใจพอสมควรแต่ก็ยังเลือกที่จะทำเพราะฉะนั้นเธอที่เป็นคนใกล้ชิดก็ต้องให้กำลังใจณจันทร์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช้าวันต่อมา “ณจันทร์ยอมตกลงแล้วนะ..เธอพึ่งโทรบอกพี่เมื่อคืน” สารภีบอกกับโสภิตาที่พึ่งลงมาทานอาหารเช้าด้วยกัน “ทำไมเธอยอมตกลงง่ายๆล่ะคะดูตอนที่เราพูดเรื่องที่จะให้เธอทำดูเธอลำบากใจพอสมควรเลย” “ก็เงินที่เราเสนอให้มากพอสมควร..พี่คิดแต่แรกแล้วว่ายังไงณจันทร์ก็ต้องยอมตกลง” “จะว่าไปโสก็รู้สึกคุ้นเคยกับณจันทร์แปลกๆนะคะ” โสภิตาแอบนึกถึงสายตาของณจันทร์แม้จะมองกันไม่นานแต่สายตาคู่นั้นก็ทำให้เธอนึกถึงได้แทบจะตลอดเวลา “ก็คงจะเป็นเพราะเธอเหมือนกับปานตะวันมากนั่นแหละ” “คงอย่างนั้นค่ะ..อีกอย่างโสใจไม่ค่อยดีเท่าไรที่ต้องหลอกลวงทางบ้านของคุณพล” “หรืออยากจะให้งานหมั้นยกเลิกแล้วบริษัทที่คุณนิรุจรักพังไม่เป็นท่าล่ะยัยโส” สารภียกชื่อสามีที่เสียไปของโสภิตาเพื่ออยากให้น้องสาวของเธอมองว่าเรื่องไหนสำคัญที่สุด “เฮ้อ..” โสภิตาถอนหายใจด้วสีหน้าไม่สู้ดีเธอรู้ว่าสามีเธอและภัทรพลเป็นเพื่อนรักกันมากจนเธอรู้สึกละอายใจที่ต้องหลอกลวงเพื่อนของสามีเช่นนี้แต่ก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ “ทานข้าวเสร็จแล้วพี่ว่าจะโทรหาณจันทร์ให้มาที่นี่จะได้ทำความรู้จักว่าคนรอบตัวยัยตะวันมีใครกันบ้าง” “ค่ะ..พี่สาคะแล้วถ้าเลยงานหมั้นแล้วนักสืบยังตามยัยตะวันกลับมาไม่ได้ล่ะคะ” “ค่อยว่ากันว่าจะเอายังไงต่อแต่เราต้องได้ของหมั้นให้ได้เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่พยุงบริษัทของคุณรุจเอาไว้ได้” โสภิตาและสารภีเป็นพี่น้องต่างพ่อแม่กันสารภีถูกพ่อและแม่ของโสภิตารับอุปการะมาตั้งแต่โสภิตายังไม่เกิดเพราะคราแรกพ่อและแม่ของโสภิตาเข้าใจว่าตัวเองน่าจะไม่มีบุญได้มีลูกเป็นของตัวเอง แต่หลังจากที่รับสารภีมาเป็นลูกบุญธรรมได้ไม่นานแม่ของโสภิตาก็เกิดตั้งท้อง โสภิตาเคารพสารภีเฉกเช่นพี่สาวจริงๆตลอดมาและเธอก็เชื่อฟังสารภีทุกอย่างด้วยถูกพ่อและแม่สอนให้เคารพพี่ตั้งแต่จำความได้ โสภิตาได้แต่งงานกับนิรุจเจ้าของบริษัทอสังหาจนมีลูกด้วยกันคือปานตะวัน ในขณะที่ปานตะวันยังเล็กๆก็มีสารภีคอยดูแลตลอดจนเรียกว่าแม่อีกคนก็ว่าได้เพราะโสภิตาต้องช่วยสามีทำงาน ทางสารภีเองเมื่อช่วงเป็นสาวก็กระเตงหลานไปไหนมาไหนด้วยตลอดจนคนเข้าใจว่าเธอมีครอบครัวแล้วจึงไม่มีใครมาจีบจนครองตัวเป็นโสดอยู่จนปัจจุบัน หลังจากที่นิรุจเสียไปด้วยโรคร้ายก่อนวัยอันควรแถมยังมีวิกฤตของบริษัทอีกโสภิตาจึงเคว้งแทบไม่มีจุดยืนก็ได้สารภีคอยชี้แนะแนวทางตลอดว่าจะเอาอย่างไรต่อไป เช่นตอนนี้ที่สารภีแนะนำให้โสภิตาทวงสัญญาจากครอบครัวของภัทรพลคนที่เป็นเพื่อนรักกับนิรุจเพราะเธอพึ่งมาเห็นสัญญาของนิรุจกับภัทรพลหลังจากนิรุจเสียว่าทั้งสองจะให้ลูกชายและลูกสาวแต่งงานกัน คราแรกโสภิตาไม่ได้อยากทวงสัญญานี้เพราะเคยได้ยินสามีพูดว่าให้มันเป็นโมฆะเพราะไม่อยากบังคับจิตใจลูกแต่เธอก็ต้องยอมทำตามที่สารภีบอกเพราะรู้ว่าหากให้ปานตะวันหมั้นกับลูกชายของภัทรพลสินสอดหมั้นและสินสอดแต่งคงพอที่จะทำให้กิจการของเธอดำเนินต่อไปได้ แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อผู้ใหญ่ตกลงกันดีแล้วปานตะวันจะหนีไปเช่นนี้ ณจันทร์เข้ามาหาสารภีในช่วงบ่ายเมื่อมาถึงสารภีก็เล่าประวัติณจันทร์ว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายชื่ออะไรและรวมไปถึงบอกถึงนิสัยคร่าวๆของปานตะวันให้ณจันทร์ได้รับรู้จวบจนเรื่องการแต่งตัวการใช้ชีวิตว่าปานตะวันจะต้องใช้ของมีแบรนด์มียี่ห้อและทานอาหารดีๆเท่านั้นและอีกเรื่องที่ทำให้ณจันทร์แปลกใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไปก็คือวันเกิดของปานตะวันที่ทำให้หญิงสาวรู้ว่าเธอและปานตะวันรุ่นราวคราวเดียวกัน "นี่ชุดของคุณตะวันมีแต่แบบนี้หรอคะ" ณจันทร์เริ่มหน้าเสียหลังจากที่สารภีพาเธอมาดูตู้เสื้อผ้าของปานตะวันเพราะในตู้มีแต่ของแพงๆเท่านั้นยังไม่พอยังมีความเปิดตรงนั้นเว้าตรงนี้ของชุดแต่ละชุดณจันทร์ไม่รู้เลยว่าเธอจะกล้าใส่หรือเปล่าเพราะปกติแล้วหากไม่ใช่ชุดทำงานก็เป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆเท่านั้นที่เธอเคยใส่ "ใช่..ต่อไปนี้ถ้าเธออยู่ในชื่อปานตะวันก็ต้องแต่งตัวแบบนี้..อ่อ..อีกอย่างปานตะวันเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงอย่าลืมข้อนี้ด้วยล่ะ..ส่วนรูปเพื่อนสนิทของปานตะวันแล้วก็รูปคนในบ้านของนนทวัตรฉันส่งเป็นข้อความไปให้เธอแล้วจำให้ได้ล่ะ" "ค่ะ" "ของว่างค่ะพี่สาหนูจันทร์" โสภิตาเตรียมผลไม้และขนมคุ้กกี้ขึ้นมาให้ทั้งสองในห้องของปานตะวัน "ขอบคุณค่ะคุณน้า" ณจันทร์รีบรับจานของว่างจากโสภิตาตามมารยาท "ข้อมูลคร่าวๆพี่บอกจันทร์ไปแล้วเรามีรายละเอียดตรงไหนอยากจะเสริมก็คุยต่อเลยนะโสพี่จะไปพักหน่อย" "ค่ะ"