โอ๊ย!! “อะไรกันลูก แค่นี้เอง” หญิงสาววัยสามสิบปีนิดๆ ยิ้มจนตาปิดให้กับความน่ารัก น่าเอ็นดูของลูกสาวตัวน้อย ยามว่างหลังจากทำการบ้านเสร็จ เธอมักจะยกตะกร้าหวายใบขนาดย่อมที่บรรจุไหมพรมสีหวานมานั่งถักทอกับลูกสาวของเธอ งานฝีมือที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ใจเย็นและความอดทน เธอหวังว่าการถักพรมไหมจะช่วยให้ลูกสาววัยกำลังเข้าสู่วัยรุ่นไม่หมกมุ่นไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น “ตวัดหัวเข็มแล้วจิ้มลงในห่วง จากนั้นก็คล้องไหมพรมเกี่ยวขึ้นมาทางเดิม แล้วม้วนหัวเข็มรอดระหว่างช่องออกมาก็จะได้ลายแบบนี้” “โอ๊ย! หงุดหงิดๆ นิลไม่ทำแล้ว” “โธ่เอ๊ย! ลูกแม่” เด็กน้อยตวัดเข็มโครเชต์ควักเส้นด้ายสีสวยนุ่มฟูตามที่แม่บอกทุกขั้นตอน แต่ทว่ายิ่งทำเจ้าไหมพรมก็ยิ่งพันกันยุ่งเหยิงไปหมด กิจกรรมเสริมสร้างความสมาธิและอดทนนี้มันยิ่งให้เธอหงุดหงิดอารมณ์เสียมากกว่าได้ความใจเย็น เด็กหญิงวัยสิบสองปีอยากไปนั่งดูหนังฟังเพลงแบบที่วัยรุ่นทั่วๆ ไปเค้าทำกันมากกว่า แม่มักจะให้เธอฝึกความอดทนด้วยการนั่งหลังขดหลังแข็งถักผ้าพันคอลายง่ายๆ ให้เสร็จสักผืน และด้วยความเป็นเด็กผสมกับความใจร้อนของปลานิล เธอจึงบ่ายเบี่ยงบอกแม่ว่าผ้าพันคอผืนหนาคงไม่มีโอกาสได้ใช้จริง เพราะประเทศไทยอากาศร้อนตับจะแลบ “มันน่าเบื่อจะตายไปแม่ ทำเสร็จแล้วก็ใช่ว่าจะได้ใช้...” เด็กส่งเสียงออดอ้อน “เอาน่า...ค่อยๆ ถักไปจนกว่าจะเสร็จนะลูก” “...” . . . 6 ปีต่อมา “นางปลาเน่า แกจะพันผ้าเน่าๆ ของแกถ่ายรูปด้วยเหรอ” “แล้วมันไม่ได้เหรอ...” “ก็ต้องไม่ได้สิวะ! นี่มันบัตรนักศึกษานะเว้ย” “ก็มันได้ความรู้สึกเหมือนแม่อยู่ใกล้ๆ นี่หน่า” เจ้าตัวกำผ้าพันคอสีแดงสดที่เธอถักมันจนเสร็จตั้งแต่ตอนประถม นี้เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ความอบอุ่นของแม่อันเป็นที่รักเพียงคนในชีวิตของเด็กสาววัยเพียง 18 ปีคนนี้ “อย่ามาต่อมน้ำตาตรงนี้นะเว้ย” “โธ่เอ๊ยภีม! ปลาก็แค่คิดถึงแม่เฉยๆ ปลาไม่ได้เศร้าสักหน่อย” “จะไปรู้เหรอ! ฉันกลัวว่าแกจะมาน้ำตาแตกถ้าในรูปไม่มีผ้าพันคอของแม่ติดอยู่” เด็กสาววัยเดียวกับปลานิลแซวเพื่อนรักคนสนิท เพราะตั้งแต่ที่ภีมรู้จักกับปลานิลตอนประถม ชีวิตของปลานิลก็ไม่เคยห่างจากไอ้ผ้าพันคอไหมพรมผืนนี้สักครั้ง บัตรประชาชนเอย รึรูปอะไรก็ตามแต่ต้องมีผ้าเน่าสีแดงนี้ร่วมเฟลมตลอด “ปลานิล?” “หึ่ม!?” เจ้าของตอบรับคำเพื่อนโดยที่ตนเองยังนั่งหันหลังให้ แต่แล้วก็ต้องมองตามเพราะยัยเพื่อนสาวสะกิดจนเจ็บแขน “แก๊งหมอ!!” “อะไรของแกภีม” คนขี้รำคาญหันไปเอ็ดเพื่อนสาว ปลานิลมองตามฝูงชนขบวนใหญ่ พวกรุ่นพี่แห่อะไรกันก็ไม่รู้ ราวกับมีขบวนพาเหรด “นางปลาเน่า แกดูพวกศิษย์เก่าพวกนั้นสิ” “ทำไมภีม!!” คนถูกสะกิดแว้ดเสียงสูง ด้วยนิสัยส่วนตัวไม่ค่อยสนใจเรื่องคนอื่นหรอก สนก็แต่เรื่องเรียน เรื่องเงินและงานพิเศษเท่านั้น 1 วันมีค่าเท่ากับ 24 ชั่วโมง แต่สำหรับปลานิลแล้วหนึ่งวันสำหรับเธอ ทำไมมันจึงน้อยกว่าคนอื่นนัก น่าจะมีเวลาทำอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่านี้ “นั้นมันแก๊งเทวดานางฟ้าชัดๆ เขาว่ากันว่า ดาวเดือนของมหาลัยเรามาจากคณะแพทย์ทั้งนั้นเลยนะ” “อืม...แล้ว!?” คนฟังไม่สนใจได้แต่ถามไปอย่างนั้น เพราะนางภีมมันพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด เดี๋ยวจะงอนหาว่าไม่สนใจฟังสิ่งที่นางพูด “ตอนเย็นมีกิจกรรมรับน้องที่ทางมหาลัยจัดด้วย วันนี้งานใหญ่เลยนะปลา รวมทุกคณะเลย” “เอ่อ...แล้ว” “แกก็แหกตาดูเหล่าบรรดาเทวดานางฟ้าตรงนั้นสิ พวกเรามีโอกาสได้ทำกิจกรรมกับพวกรุ่นพี่พวกนั้นด้วยนะ ตัวTOPของแต่ละคณะ และส่วนใหญ่ก็จบไปแล้ว” หญิงสาวประคองสองแก้มซ้ายขวาของปลานิลแล้วบิดบังคับให้เธอหันมองเหล่าบรรดาลูกรักของพระเจ้าที่เดินพาเหรดเชิญชวนน้องๆ “ฮึ! เย็นนี้คุณท่านจะพาไปทานข้าว” “โธ่! อีกแล้วเหรอ” ภีมทำเสียงอ่อย เพราะเพื่อนรักไม่อยู่ทำกิจกรรมด้วย เธอต้องอยู่คนเดียวมันก็จะเหงาๆ “อีกแล้วซะที่ไหนกัน ตั้งแต่สอบติดปลาก็เพิ่งว่างไปทานข้าวกับคุณท่านวันนี้แหละ” “โอเคๆ ไว้ฉันจะถ่ายรูปไปอวดนะ แกพลาดแล้วแหละ เขาบอกว่าวันนี้รวมตัวท็อปของทุกปีเลยด้วย” “จ้า!!...ขอให้ได้รุ่นพี่หล่อๆ สักคนเนาะ” “นางปลาเน่า! คนอย่างฉัน....ไม่เอาหรอกนะ” “ถามจริง?” “คนหล่อๆ มีเป็นร้อย จะเอาแค่คนเดียวทำไมก่อน...ห้ะ!” ภีม!!! ฮ่าๆๆๆ เสียงหัวเราะร่าตามประสาเพื่อนระหว่างสองสาวหน้าตึกคณะมัณฑนศิลป์ แล้วเมื่อถึงเวลาเย็นต่างคนจึงต่างแยกย้ายไปทำกิจของตนเอง เด็กสาวยังมีธุระสำคัญกับคนสำคัญที่รอให้เธอไปพบในคืนนี้
ณ ห้องอาหารในโรงแรม ชั้น รูฟท็อป “คุณปรารถนาใช่ไหมคะ” “ค่ะ!” “เชิญด้านนี้เลยค่ะ” เด็กสาวในชุดเดรสสีขาวยาวคลุมเข่ารวบผมหางม้าหลวมๆ และแต่งหน้าอ่อนๆ พอให้สมวัย เธอเดินตามบริกรสาวไปเรื่อยๆ จนถึงมุมพิเศษมุมหนึ่งที่มีไว้เพื่อรับรองเฉพาะแขกวีไอพีเท่านั้น มุมที่ดีที่สุดบนตึกสูงระฟ้าใจกลางกรุงเทพมหานคร มองเห็นสะพานแขวนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาประดับประดาด้วยแสงไฟสีส้มจากหน้ารถขณะวิ่งสัญจรสวนกันไปมาทอดเป็นทางยาวตลอดสองฝั่งข้างทาง เธอหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมสีเข้ม บนโต๊ะพร้อมแล้วด้วยอาหารออเดิร์ฟเบาๆ เพื่อเรียกน้ำย่อย สลัดผักจานน้อยๆ กับอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นเครื่องเคียง ดินเนอร์หรูในภัตตาคารบนตึกสูงที่เธอพอมีประสบการณ์แบบนี้อยู่บ้างเป็นครั้งคราว “คุณท่านล่ะคะ” “คุณท่านฝากแจ้งว่ากำลังมาค่ะ รถติดอาจจะล่าช้าสักนิดหนึ่ง ท่านยังฝากบอกอีกว่าให้คุณปรารถนาทานก่อนได้เลย” บริกรสาวกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทางสุภาพเรียบร้อยขณะสนทนา มารยาทพนักงานโรงแรมหรูก็ต้องขนาดนี้สินะ สมแล้วกับสถานที่อันดีเยี่ยมก็ต้องแลกมาด้วยบริการที่ดีเลิศแต่ถึงกระนั้นคนอายุน้อยกว่าก็คอมศีรษะรับทุกครั้งที่สนทนาด้วย “เดี๋ยวอีกสักครู่ อาหารจากหลักจะทยอยออกมาเรื่อยๆ นะคะ หากต้องการอะไรเพิ่มเรียกดิฉันได้เลยนะ” “ขอบคุณค่ะ” หลังจากนั้นไม่นานเกินที่อาหารจานหลักจะเสิร์ฟถึงโต๊ะแขกวีไอพี ชายสูงวัยรูปร่างโปร่ง สมาร์ต ดูดีแม้อายุจะเลยเลขหกมาแล้วก็ตาม ‘ท่านพุฒิพงศ์ ป้องกิจกรุณา’ ส.ส.ชื่อดัง เด่นในเรื่องความเมตตาและความเที่ยงธรรมก้าวเท้ามายังจุดหมายปลายทาง เด็กสาวกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศและอาหารรสเลิศตกใจรีบวางช้อนส้อมลงทันที เธอลุกยืนขึ้นพรวดพร้อมกับยกมือไหว้ทักทายท่านผู้ใหญ่ แม้ซอสครีมข้นๆ ยังเลอะมุมปากก็ปาดทิ้งโดยไม่รักษาคราบความเป็นคนหนูตามแบบชุดเดรสราคาแพงที่สวมอยู่แม้แต่น้อย “หนูนิล! เราโตเป็นสาวแล้วนะ รักษาท่าทางหน่อย” “นิลตกใจค่ะคุณท่าน ขอโทษด้วยค่ะ” เด็กสาวจัดกระโปรงให้เข้าที่ รวบส้อมและมีดบนจานให้เรียบร้อยพร้อมกับนั่งลงช้าๆ ด้วยท่าทางสุภาพ คุณท่านชอบผู้หญิงเรียบร้อยจึงคอยตักเตือนเรื่องนี้ “ไปมหาลัยวันนี้เป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่ามีกิจกรรมรับน้องด้วยไม่ใช่เหรอ” “ค่ะ! แต่ไม่ใช่ของคณะที่นิลเรียน รุ่นพี่เขาไม่ได้บังคับว่าต้องอยู่ทุกคนค่ะ ใครอยากไปร่วมกิจกิจกรรมหรือไม่ไปก็ได้ค่ะ แต่นิลไม่ชอบอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว” อืม... คนฟังคลี่ยิ้มอ่อนๆ ที่มุมปากทั้งสองข้าง เด็กสาวคนนี้ช่างรู้จักพูดจาเอาใจคนแก่นัก “เงินพอใช้หรือเปล่า” “มีค่ะ นิลมีเหลือเก็บด้วยซ้ำ” “ตั้งใจเรียนอย่างเดียวพอนะ งานพิเศษไม่ต้องทำถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกฉัน...เข้าใจมั้ย” “แต่ว่า...” เด็กสาวกำลังจะอ้าปากขออนุญาตหางานพิเศษหลังเลิกเรียนเพิ่มด้วยอีกทาง เพราะเธอไม่อยากแบมือรอจากผู้มีอุปการคุณเพียงอย่างเดียว ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเทอม ค่ากินใช้ต่อเดือนก็มากมายแล้ว เธอเข้าใจว่าท่านส.ส.ผู้ใจดี เต็มใจให้ แต่แม่สอนจนฝั่งในสมองแล้วว่าอย่าหวังแต่พึ่งพาจมูกคนอื่นเขา ชีวิตของเราก็ต้องหายใจด้วยตัวเอง อย่าทำตัวเป็นกาฝาก ใครมีน้ำใจหยิบยื่นอะไรให้เราก็ใช่ว่าจะดีแต่แบมือรับอย่างเดียว “มีอะไรรึปฐม” คุณท่านร้องถามเลขาหนุ่มที่เดินเข้ามาหา นายปฐมเลขาหนุ่มที่ต้องคอยติดตัวราวกับเงาเปรียบเสมือนมือและเท้าของส.ส.พุฒิพงศ์ พี่ชายคนสนิทของปลานิลเช่นกันเดินเข้ามาอย่างเรียบเงียบ ทั้งสองทักทายกับผ่านสายตาก่อนที่ชายหนุ่มจะรายงานเรื่องด่วนให้ผู้เป็นเจ้านายรับทราบ “สายจากคุณพิมสุดาครับท่าน” เลขาหนุ่มตอบสั้นๆ พร้อมกับยื่นมือถือส่งให้ ท่านพุฒิพงศ์จึงรับไว้และขอตัวลุกไปคุยสายกับคนสำคัญ ปล่อยให้เด็กสาวนั่งเดียวดายที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง เวลาผ่านมาเพียงชั่วครู่ร่างสูงก็กลับมาที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง “ฉันคงต้องขอตัวก่อนนะปลานิล” “แต่คุณท่านยังไม่ทานอะไรเลยนะคะ” เด็กสาวชี้มือไปที่จานอาหาร พอท่านพุฒิพงศ์มาถึงบริกรก็ยกมาเสิร์ฟแต่เจ้าตัวยังไม่ได้แตะแม้แต่น้อย “ทานเยอะๆ เถอะเราน่ะ ฉันมีคนดูแลอยู่แล้ว” ชายสูงวัยเดินตรงมาหา ฝ่ามือสากหนาลูบศีรษะทุยด้วยความเอ็นดูรักใคร่ สายตาที่ท่านผู้ใหญ่มองเธอไม่ต่างไปจากลูกหลานแท้ๆ แม้จะมีข่าวซุบซิบนินทาว่าจะมีชายแก่คราวพ่อคนใดส่งเสียเลี้ยงดูเด็กสาวรุ่นลูกไว้ทำลูกมากกว่าจะรับมาเป็นลูกในไส้ “อย่าลืมที่ฉันสั่ง ถ้าขาดเหลืออะไรบอกผ่านปฐมก็ได้นะ” “ปลาขอบคุณ คุณท่านมากๆ นะคะ” “อืม...” การร่ำลาจบลงสั้นๆ เด็กสาวลุกขึ้นกราบสวัสดีแล้วชายต่างวัยสองคนก็เดินหายเข้าไปในลิฟต์โดยสาร ปลานิลนั่งเหม่อมองท้องฟ้าสีหม่นรับกับแสงไฟมากมาย มันอดไม่ได้เลยที่จะคิดถึงแม่แท้ๆ ของเธอ “อยากให้แม่มาอยู่ตรงนี้ด้วยจัง...” 6 ปีแล้วที่แม่จากไป 6 ปีกับการเป็นเด็กกำพร้า 6 ปีที่ได้มาเป็นเด็กในอุปการะของส.ส.มีชื่อท่านนี้ และ 6 ปี ที่ใครๆ ต่างมองว่าเธอโชคดีมากขนาดไหนกับชีวิตสุดหรูแสนสุขสบายแต่มันก็แค่เปลือกนอก ภายใต้เสื้อผ้าแบรนด์ดังราคาแพง มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่ไม่เคยมีสักเครื่องจะได้ใช้เกินปี และคอนโดใจกลางเมืองที่ปลานิลอยู่คนเดียวมาตลอด6ปี ตั้งแต่วันที่แม่ของเธอจากไปเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แม้ความรักและความห่วงใยที่ได้รับจากส.ส.มีชื่อท่านนั้นจะมากมายเพียงใดแต่เธอก็ไม่เคยคิดอะไรมากไปกว่าบุญคุณที่ต้องทดแทน เธอคิดมาตลอดว่าสักวันจะสามารถยืนหยัดได้ด้วยสองขาของตัวเองโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาบารมีของผู้ใด แต่ถึงอย่างไร เธอก็ยินยอมจะทดแทนบุญคุณอันท่วมท้นของท่านส.ส.ให้ต่อการทดแทนนั้นต้องแลกมาด้วยลมหายใจ เธอก็จะไม่ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว
คณะมัณฑนศิลป์ “ปลาเน่า! งานที่จะส่งอาจารย์ธงชัยสุดสัปดาห์นี้แกทำเสร็จยัง” “ภีม! ปลาขึ้นโครงไว้แล้วแต่ยังไม่ได้เก็บรายละเอียดงานเลย” “อ้าว!! เหลือเวลาอีกแค่สามวันเองนะแกจะทำเสร็จไหมเนี้ย” “ก็ปั่นอยู่เนี้ยไงเล่า!!” สายงานที่ใฝ่ฝันและตั้งใจต่อให้ยากเย็นเท่าไรก็ไม่เคยย่อท้อกับมัน นางสาวปรารถนานอกจะทำงานพิเศษช่วงหลังเลิกเรียนแล้ว เธอยังเป็นนิสิตนักศึกษาที่ลงเรียนสาขาวิชาตกแต่งภายใน ณ มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังและยอมรับในสังคมไทย และนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาขาวิชาที่ได้ชื่อมหาโหดแห่งความยาก ถ้าใจไม่รักและไม่มุ่งมั่นกับมันจริงๆ คงถอดใจทิ้งด้านนี้ไปแล้ว แม้สาขาวิชาที่ปลานิลเลือกเรียนจะยากแสนยากเพียงเธอก็ไม่เคยถอดใจ และยังโชคดีมีเพื่อนสนิทมากมายคอยซัพพอร์ตให้ในยามอับโชคเช่นครั้งนี้ “ปลา! ฉันว่าโครงตึกมันเบี้ยวๆ นะ” “ไหน? ไม่เห็นจะเบี้ยวเลย ภีมก็!” “เฮ้ย! มันเบี้ยวจริงๆ นะ” ขั้นพื้นฐานของการออกแบบคือการเข้าใจโครงสร้างของตึก รวมไปถึงระบบการวางระบบท่อประปา และอื่นๆ ปลีกย่อย แต่ถ้าลายพิมพ์เขียวมันเบี้ยวตั้งแต่โครง ส่วนของสาธารณูปโภคอื่นๆ ก็ต้องเอียงตามไปด้วย ถ้าปลานิลลอกแบบหอเอนปิซ่าก็คงจะดีแต่นี้ไม่ใช่ “แล้วเราต้องแก้ยังไงภีม” เจ้าของพิมพ์เขียวได้แต่นิ่วหน้า เหลือเวลาสามวันถ้าต้องลอกแบบใหม่แล้วมานั่งใส่รายละเอียดทั้งหมดคงไม่ทันเป็นแน่ “ถ้าเป็นฉันนะปลา ฉันจะลบทิ้งแล้วทำใหม่” “มันไม่ทันแล้วป้ะ” “ขืนแกส่งอาจารย์แบบเอียงๆ แกก็ติดเอฟอยู่ดีเปล่าวะ” “เวรกรรมอะไรของฉันกันนะเนี้ย...โอ๊ย!!” ปลานิลนั่งโอดครวญด้วยเสียงเศร้า เจ้าของชิ้นงานไม่รู้เลยว่าวัดองศาตรงไหนพลาด แบบพิมพ์เขียวจึงเบี้ยวได้ขนาดนี้ “ขิม! ช่วยเพื่อนเราหน่อยได้ไหม” ภีมตะโกนเรียกอีกคนที่กำลังเดินผ่าน ส่วนตัวหญิงสาวที่ถูกทักจึงเดินมาหาที่โต๊ะ “ภีม! ไปขอให้เขามาช่วยได้ไง เราไม่รู้จักเขาสักหน่อยนะ” “มีแต่แกที่ไม่รู้จัก นั้นขิม! เด็กท็อปคะแนนอันดับหนึ่งของคณะ โคตรเก่งเรื่องเขียนแบบเลยนะเว้ย!” นิสัยสนใจเรื่องชาวบ้านต้องยกให้นางภีม ถ้าใครอยากรู้อะไรมาเซิร์ชที่ภีมได้เลยไม่ต้องพึ่งอากู๋ “เกินไปแล้วภีม เราไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก” เจ้าตัวได้ยินคำอวยยศสรรเสริญ เธอยิ้มอ่อนพร้อมกับดึงแปลนงานของปลานิลมาช่วยตรวจดูหาข้อบกพร่อง “นี่ไง! แกนตึกมันเบี้ยว” เพียงไม่กี่วินาทีขิมก็ชี้มือไปที่ฐานรากของตึกในรูป “ไม่น่าจะเบี้ยวนะขิม” แต่ทว่าเจ้าของชิ้นงานพูดแย้งขึ้น ปลานิลมั่นใจว่าลอกแบบมาจากต้นฉบับเป๊ะทุกองศา จะเอาตรงไหนไปเบี้ยว “เราแนะนำให้ลบเส้นนี้ดูแล้วลองทำใหม่ แค่นี้แหละที่เหลือก็แค่ใส่ดีเทลเข้าไปไม่ต้องลบทำใหม่ทั้งหมด” คำแนะนำจากเพื่อนร่วมสถาบันจบลงที่โต๊ะของปลานิลและภีม เมื่อขิมพูดจบแล้วเจ้าตัวก็กลับนั่งที่โต๊ะของตัวเองและเพื่อนสาวแสนสนิทของเธอ “ขิม!” ห้ะ!? “ขอบคุณมากๆ เลยนะ” “ยินดีจ้ะ^^” และแล้วจากวันนั้นกลุ่มก้อนเด็กอาร์ตปีหนึ่งก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกรวมเป็นห้าชีวิต ประกอบไปด้วย ปลานิลและขิม สาขาวิชาตกแต่งภายใน ภีม สาขาออกแบบเครื่องประดับ นินิว สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ และชายหนุ่มเพียงคนเดียว ชื่อไทม์ สาขาประยุกต์ศิลป์ศึกษา ทั้งห้าเป็นเพื่อนรักที่เคมีลงตัวเข้ากันและช่วยกันในยามจำเป็นไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือเรื่องส่วนตัว “เดี๋ยวนี้ฉันไม่ใช่เพื่อนสนิทของเธอแล้วมั้งปลา” เสียงแว้ดดังขึ้นจากด้านหลัง ภีมตะโกนแซวเพื่อนรักเพราะตั้งแต่วันนั้นปลานิลและขิมก็ตัวติดกันราวกับปาท่องโก๋ “หัวล้านรึไง ขี้น้อยใจไปได้” เจ้าตัวหันมาแซวภีมเล่น ใครจะมาสนิทเกินเพื่อนที่คบหามาตั้งแต่ประถมได้ “โอ๊ยเซ็ง! สร้อยทับทิมที่ฉันออกแบบส่งอาจารย์ยังได้เกรดเอ แต่พ่อฉันบอกว่าเอฟก็ยังมากเกินไป” “ถ้าปลาเรียนออกแบบเครื่องประดับอย่างภีมก็คงพอช่วยอะไรได้บ้าง...โทษทีนะภีม” คนไม่มีพ่อแม่ได้แต่อิจฉาเพื่อนสนิทอย่างภีมกลายๆ เธอไม่มีใครให้บ่น ให้ว่า ให้สร้างแรงกดดันเหมือนอย่างเพื่อนสนิทเช่นเธอ “เอาน่า...!! ไม่ต้องเครียดไปหรอกนะภีม ก็พ่อเขาคาดหวังว่าภีมจะรับช่วงธุรกิจที่บ้านต่อได้ เขาก็อาจจะพูดเพื่อให้ภีมพัฒนาตัวเองขึ้น” “ขิม! ฉันอยากมีแม่ที่ใจดีแบบขิมบ้างจัง โคตรอิจฉาแกเลยวะจริงๆ” ภีม!!! คนที่ถูกพูดถึงร้องเตือนสติภีมเสียงดัง เพราะคนที่น่าอิจฉาที่สุดในทั้งสามคนน่าจะเป็นคนพูดมากกว่า เพราะภีมคือลูกคุณหนูทายาทธุรกิจเมืองเพชรพลอยแห่งจังหวัดจันทบุรี ส่วนขิมก็แค่ลูกแม่ค้าอาหารตามสั่งย่านชานเมือง กับปลานิลเด็กกำพร้าที่ท่านส.ส.พุฒิพงศ์รับเธอมาดูแล “คืนนี้ไปทำงานที่บ้านเราไหมภีม,ปลา” แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะยังไม่สำนึก ขิมจึงเปลี่ยนเรื่อง “ไปๆ เราอยากกินข้าวหมูกระเทียมฝีมือแม่ขิม” คุณหนูเมืองจันพูดขึ้น “พอดีวันนี้เราไม่สะดวกอะทุกคน” ปลานิลก็พูดขึ้น “อะไรนางปลาเน่า? วันนี้แกไม่ต้องไปทำงานพิเศษนะฉันจำได้” สายตากดดันจ้องจับผิดของภีมมองมาที่ปลานิล เธอรู้สึกประหม่าที่เพื่อนสนิทใช้สีหน้าคาดคั้นจะเอาความลับจากตัวเอง “ความลับ”