ยัยจอมงกสุดร้ายกับเจ้าชาย(นายเบ๊)ผีเสื้อ
บทที่ 1 บทนำ

หน้าหนาวเนี่ย... อากาศมันช่างไม่เชิญชวนให้อาบน้ำเย็นเอาเสียจริง ๆ นะ จะติดเครื่องทำน้ำอุ่น...? โอ๊ย! ใครจะไปมีปัญญาซื้อกัน ของราคาสตาร์ทขั้นต่ำตั้งสามสี่พันอย่างนั้นน่ะ ฐานนะทางบ้านน้องมิลก์สุดแสนจะยากจน ไอ้จะทำงานเก็บเงินซื้อเอง... คงเป็นไปได้หรอกนะกับเด็กนักเรียน ม.5 ที่มีรายได้แค่รับจ็อบทำรายงานราคาเล่มละร้อยบาท ลองคิดถึงกลุ่มตลาดสิ ห้องเรียนมีเพื่อนร่วมชั้น 54 คน ชั้น ม.5 ทั้งหมดมี 14 ห้อง ระดับชั้นเรียนเดียวกันมีคนเรียนอยู่แค่เจ็ดร้อยกว่าคน นับนักเรียนทั้งโรงเรียนแล้วก็มีอยู่แค่สามสี่พันคน แล้วคร๊าย.... ใครมันจะมาจ้างทำรายงานกันมากมายถึงขนาดเก็บเงินซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นราคาแพงหูฉี่กันได้ไหว ถึงได้บอกไงว่าพวกอีลิทที่มีชีวิตอย่างสุขสบาย มั่งมีเงินทองน่ะ ไม่มีทางจะมาเข้าใจประชาชนคนไทยเชื้อสายจีนตัวขาว ๆ ตากลม ๆ อย่างน้องมิลก์ได้หรอกว่าชีวิตของเด็ก ม.ปลายคนหนึ่งนั้น เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากที่ทำให้จิตใจหนาวเหน็บกันมากแค่ไหน คิดไปคิดมาเรื่องเครื่องทำน้ำอุ่นคงต้องยกเลิกความคิด ควรค่าแก่การให้ตัดใจไปก่อน เพราะถึงแม้จะมีเงินพอซื้อแต่คงไม่ทันวินาทีนี้ที่กำลังจะอาบน้ำแล้วน้ำเย็นจนจะแข็งตายอย่างนี้แน่ ๆ เอาล่ะฟะ! บรรพบุรุษสมัยกรุงธนบุรียังกู้ชาติได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นอาบเลย จะว่าไปสมัยนั้นเตาแก๊สก็ยังไม่มี มนุษยชาติก็ยังอุตส่าห์มีชีวิตรอดผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายเหล่านั้นมาได้ พอคิดถึงทหารเยอรมันที่เสบียงหมดแล้วไปติดอยู่โซเวียตตอนยุทธการสตาลินกราดแล้วน้องมิลก์ก็ให้เริ่มรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา ดังนั้นกับอีแค่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น สาวน้อยเกินโลกยุคโลกาภิวัฒน์หน้าใสวัยเอ๊าะอายุ 17 หยก ๆ หย่อน ๆ เจเนอเรชั่น Z อย่างมิลก์กี้ต้องเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว เมื่อคิดได้อย่างนั้นว่าตัวเองอยู่ในโลกยุคที่เจริญแล้ว น้องมิลก์ก็คิดไปถึงนวัตกรรมที่ไฮเทคที่สุดในบ้านตนเองนอกเหนือไปจากเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วก็ยังมี... ใช่! มันยังมีสิ่งนั้นอยู่นี่น่า! ไม่น่าเชื่อว่านักเขียนนิยายอัจฉริยะอย่างมิลก์กี้จะลืมมันไปได้ เครื่องใช้ทรงพระคุณที่ทำให้เธอไม่เคยอดตาย มีอาหารดี ๆ กินอิ่มท้องที่อยู่คู่ครัวไทยมาตั้งแต่เล็กจนโต นั่นก็คือ... เตาแก๊ส! ใช่! ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่าเตาแก๊สอยู่นี่นา มิลก์ลืมมันไปได้ยังไงเนี่ย! หาทางรอดได้ก็ไม่ต้องมากลั่นกรองถึงราคาค่าแก๊สกันล่ะ ยังไงก็ชัวร์ว่าถูกกว่าราคาน้ำมันอยู่แล้ว มิลก์รีบลุกพรวดจากหน้าจอคอมที่โดดเรียนมานั่งแปะอยู่ตั้งแต่เช้า เอาหม้อแกงใบยักษ์ที่แม่เก็บไว้ใส่จับฉ่ายขายตอนเทศกาลกินเจมาใส่น้ำจนเต็มปรี่ หมอแกงใบสุดจะใหญ่ ใส่น้ำเยอะ ๆ ก็หนักแสนหนัก หากด้วยพละกำลังแขนที่ออกกำลังกายฝึกฝนจากการกดแป้นคียบอร์ดและปลายนิ้วอันแข็งแรงที่เลื่อนไถส่องดูเว็บเอ๊กซ์... เอ๊ย! ทวิตเตอร์มานานนับปี น้องมิลก์ก็มั่นใจว่าตนจะยกหม้อใบยักษ์นั้นมาตั้งบนเตาแก๊สได้ด้วยตัวคนเดียว และก็เป็นดังคาดการณ์ เด็กสาวสามารถยกหม้อน้ำใบใหญ่มหึมามาตั้งได้ด้วยตัวคนเดียว เสร็จแล้วก็เปิดแก๊สไฟแรงสุด ความจริงอากาศหนาว ๆ ยังไม่อยากจะอาบน้ำเล้ย~ แต่ไม่ได้ ดองค้างมาสามวันแล้ว ตอนนี้ถึงจะเป็นเวลาตีสี่ของคืนหน้าหนาวที่อุณหภูมิติดลบสักแค่ไหนก็ต้องกระเสือกกระสนอาบน้ำให้ได้ ทั้งนี้เพื่อสัมพันธภาพอันดีที่จะได้ไม่ต้องถูกเพื่อนรังเกียจเวลาไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเปิดแก๊สไฟแรงสุดน้ำจึงร้อนเจียนเดือดได้เร็วมาก มิลก์กี้ยกหม้อแกงใบใหญ่อีกใบของแม่มารองน้ำเย็นรอไว้ พอน้ำร้อนได้ที่ก็ยกหม้อน้ำร้อนเข้าไปตั้งไว้ในห้องน้ำ ใช้ขันพลาสติกตักน้ำร้อนแบ่งเทใส่หม้อน้ำเย็นผสมให้อุ่นพออาบได้ ส่วนหม้อที่ยังมีน้ำร้อนเหลืออยู่ครึ่งไอน้ำพุ่งระอุ เด็กสาวชะโงกเอาหน้าตัวเองลงไปอังหม้อน้ำร้อน ถือเป็นไปการอบไอน้ำให้ผิวหน้าชุ่มชื่นด้วยวิธีประหยัดอีกทางหนึ่ง เห็นไหม... ต้มน้ำอาบยังไงก็ดีกว่าใช้เครื่องทำน้ำอุ่น ยังอบไอน้ำให้หน้าได้อีกด้วย แต่ถึงจะว่าอย่างนั้นเด็กสาวก็อบไอน้ำหน้าตัวเองได้เพียงแค่ 5 วินาทีเท่านั้น เนื่องจากไอน้ำร้อนจัด ๆ เกือบจะทำให้หน้าพองจึงต้องรีบเงยหน้าขึ้นมา หากทันใด...! “ว้าย!” มิลก์ตกใจกรีดร้องเมื่อได้ยินเสียงพรึ่บพั่บของปีกแมลงบินวนเหนือศีรษะ เด็กสาวหลับตาปี๋ด้วยความขยะแขยง มือไม้ปัดไปทั่วเพราะกลัวว่าจะเป็นแมลงน่าสยดสยอง อาทิเช่น cockroach และด้วยความที่บางครั้งก็คิดอยากจะเป็นนักวอลเล่ย์บอลทีมชาติ ทำให้บังเอิญทั้ง ๆ ที่ปิดตาปี๋อยู่อย่างนั้นก็ดันตบแม่นยำไปโดนตัวแมลงนั้นเข้าจัง ๆ แม้ไม่เคยสัมผัส cockroach ได้โดยตรงแต่ก็พอจะเดาจากขนาดตัวได้ว่าไอ้แมงลงตัวใหญ่สุด ๆ ที่ตบโดนลงไปนั้นมันไม่ใช่ cockroach แน่ ๆ เป็นอย่างนั้นมิลก์จึงค่อย ๆ หรี่ตาขึ้นมอง ทันใด! “กรี๊ดดดด!” เด็กสาวร้องเสียงดังลั่นยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นผีเสื้อกลางคืนตัวใหญ่ดิ้นพล่านอยู่ในหม้อน้ำร้อน สาวน้อยอย่างมิลก์กี้แม้จะขี้งก ขี้เหนียว ขี้ตืด นิสัยไม่ยอมขาดทุนขนาดไหนก็ตาม แต่เรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนี่ไม่เอาเด็ดขาด เห็นสัตว์มาทรมานต่อหน้าก็ไม่ชอบด้วย พอเจอภาพอย่างนั้นจึงร้องกรี๊ด รีบหยิบขันน้ำตักผีเสื้อออกมาจากหม้อน้ำร้อน ทว่า... ที่ผีเสื้อตกลงไปนั้นคือหม้อน้ำเดือด ๆ เพิ่งยกลงจากเตา ไม่ใช่หม้อน้ำอุ่นอุณหภูมิน่ารักที่เด็กสาวผสมเอาไว้ แล้วนั่นแหละ... มันจะเหลือเรอะ! ผีเสื้อกลางคืนตัวเป้งกลายเป็นศพสุกพร้อมรับประทานได้เพียงชั่ววินาที (ใครจะทานฟะ) มิลก์ยืนอึ้งงันกับความผิดฐานฆาตกรรมของตน... ผีเสื้อพันธุ์นี้เคยเห็นในสมุดภาพว่าราคาแพงนักหนา ถ้าเอาไปขายพวกสะสมผีเสื้อสต๊าฟคงได้ไม่ต่ำว่าสี่ห้าพัน ด้วยนิสัยที่งกสุดแสนจะงกมิลก์กี้ก็อยากจะทำอย่างนั้นอยู่หรอก แต่เนื่องจากมีสำนึกมากพอว่าตนเองได้กลายเป็นฆาตกรไปเสียแล้ว เด็กสาวจึงยอมตัดใจจากรายได้ตรงหน้าแล้วแผ่เมตตาให้กับผีเสื้อตัวนั้น ก่อนจะเก็บศพออกมาวางไว้หน้าห้องอาบน้ำแล้วกลับเข้าไปชำระล้างเรือนร่างที่หมักหมมมากว่าสามวันให้สะอาดสะอ้านต่อไป

บทที่ 2 ยามเช้า

บ้านไม้หลังเล็กสีขาว ดูก็รู้ว่าไม่ใช่บ้านผู้ลากมากดีที่ไหน ครอบครัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ประกอบไปด้วย พ่อเพศชายเป็นคนขับแท็กซี่ แม่เพศหญิงเป็นแม่ค้าขายขนมไทยโบราณ แต่ก็ผันตัวเองมาขายข้าวแกงบางครั้งตามแต่วโรกาสอันอยากจะเปลี่ยน ลูกสาวคนเดียวของบ้านเป็นนักเรียนม.ปลายที่สุดแสนจะขี้ตืด แถมเกิดมา 17 ปียังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที แหม... ความจริงลูกสาวบ้านนี้ก็ออกจะเป็นสาวน้อยบ้องแบ๊ว ตากลม ผมยาว ที่หน้าตาพอจะไปวัดไปวาได้อยู่หรอกนะ แต่เพราะไอ้ความงกระดับเทพยังหวาดกลัวนี่สิ ที่ทำให้ชายใดเมื่อมาจีบสาวบ้านนี้แล้วเป็นต้องเผ่นหนีไปกันถ้วนหน้า มิลก์ คือชื่อเล่นที่ป๊ะป๋าตั้งให้กับลูกสาวสุดที่รัก เหตุของชื่อไม่ใช่เพราะมิลก์ผิวขาวจั๊วะเหมือนน้ำนมเสียเมื่อไหร่ แต่เป็นเพราะน้องมิลก์ในวัยเบบี๋นั้นเป็นทารกที่ทานนมเก่งมาก ๆ แถมดันเซนส์ดีเลือกดื่มแต่นมยี่ห้อแพงจนพ่อแม่เกือบจะล่มจม ป๊ะป๋าที่เป็นเพียงคนขับแท็กซี่ต้องหาเงินมาซื้อนมให้ลูกด้วยความยากลำบาก จึงเจตนาตั้งชื่อประชดแม่ตัวล้างผลาญนี่ว่ามิลก์ เพื่อเตือนความทรงจำไปจนวันตายว่า ตอนเป็นทารกมิลก์กินนมได้ล้างผลาญขนาดไหน ถึงมิลก์จะขี้งก ขี้ตืด แต่ก็เป็นเด็กสาวช่างฝันพอตัวอยู่ มิลก์ชอบแต่งเรื่องสั้น เขียนนิยาย ความฝันของมิลก์คือการเป็นนักเขียนนิยายชื่อดังเทียบเท่ากับป้า J... ป้า J อะไรสักอย่างที่ชื่อเหมือน ๆ กับโรเลอร์สเก็ตคนนั้นนั่นแหละ ถามว่าทำไมต้องเป็นป้าโรเลอร์สเก็ต? สาเหตุก็เพราะตอนดูทีวีที่สัมภาษณ์ป้าคนนี้ ป้าแกเล่าว่าค่าลิขสิทธิ์นิยายเรื่องอะไรสักอย่างที่พระเอกหน้าเหมือนโนบิตะแต่มีอิทธิฤทธิ์เหมือนโดราเอมอนของแกนั้น แกเอามาซื้อปราสาทได้หนึ่งหลังโต ๆ เลยทีเดียว มิลก์พึงสังวรเสมอว่าชื่อ ‘Milk’ ของตนเองมาจากการสิ้นเปลืองนมมากมายขนาดไหน เด็กสาวฟังราคาปราสาทที่ป้าแกซื้อ เอามาคิดเป็นเงินไทย หารด้วยราคานมยี่ห้อที่มิลก์ทานตอนเด็ก ๆ มิลก์จะสามารถซื้อนมคืนพ่อได้ตั้ง 60,000,000 กระป๋อง เพราะฉะนั้นมิลก์จึงตัดสินใจพาตนเองก้าวสู่เส้นทางของนักเขียนนิยาย ใช้นามปากกาว่า ‘มิลก์กี้’ และวางเป้าหมายในอนาคตของตัวเองเอาไว้ว่าต้องเป็นนักเขียนนิยาย และต้องชื่อดังให้ได้เทียบเท่ากับป้าโรลเลอร์สเก็ตเท่านั้น เพราะถ้าไม่ดัง ค่าลิขสิทธิ์นิยายซื้อนม 60,000,000 กระป๋องไม่ได้ก็หมดความหมาย (มันจะเอานมมาทำซากอะไรฟะ) สารภาพตามตรงว่าตอนแรกมิลก์ไม่คิดจะเป็นนักเขียนนิยายหรอก แค่ฝันว่าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายรวย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ รวยสุด ๆ ขนาดที่พ่อสามีสามารถซื้อแลมโบกินี่ให้ลูกขับไปชนเล่นได้ชิว ๆ นั่นแหละถึงจะมีความหมาย อยากจะบอกว่ามิลก์ตั้งใจไว้เช่นนั้นมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อโตขึ้นเรื่อย ๆ มิลก์ก็ได้เรียนรู้ว่าความจริงกับความฝันนั้นแตกต่างกัน เนื่องจากไม่เคยมีผู้ชายรวย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ รวยสุด ๆ คนไหนจะมาติดกับยอมเป็นแฟนกับมิลก์เลยสักคน ที่สุดแล้วมิลก์จึงสรุปปรัชญาชีวิตตัวเองได้ว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) “มิลก์! เมื่อไหรจะตื่นไปโรงเรียนสักที! อย่าบอกนะว่าคิดจะโดดเรียนอีกเป็นวันที่สี่!” เสียงแว้ด ๆ ตะโกนดังมาจากชั้นล่าง แทรกเสียงนาฬิกาปลุกที่โวยวายอยู่ตรงหัวเตียงของมิลก์ เด็กสาวล่ะสุดยอดจะงัวเงีย ทั้งที่ยังไม่เคยมีรายได้จากการเขียนนิยายของตัวเอง แค่เขียนลงเน็ตบังคับให้คนอื่นอ่านไปวัน ๆ แต่มิลก์ก็มีความรับผิดชอบมากพอที่จะโดดเรียนสามวันติดต่อกันเพื่อปั่นตอนจบของนิยายแล้วไปโพสต์ลงเน็ตบังคับให้คนอื่นอ่าน ทั้งเขียน ทั้งโพสต์ กว่าจะเขียนจบ กว่าจะโพสต์เสร็จ เวลาปาเข้าไปตี 4 เสร็จแล้วก็ยังไม่นอน ต้องคลานไปอาบน้ำ แถมก่อนอาบน้ำก็ต้องกำจัดศพจากเหตุฆาตกรรมอีก แม่เจ้า! กว่าจะอาบน้ำเสร็จ เวลาล่วงเข้าไปตี 5 แล้วนี่มันอะไรกันเนี่ย! ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 6 โมง มันเพิ่งจะหกโมงเองนะ เพิ่งได้นอนไปแค่ชั่วโมงเดียวเอง แล้วแม่จะมาปลุกกันทำไมเนี่ย! “ยัยมิลก์! แม่บอกให้ตื่น! ห้ามโดดเรียนอีกเด็ดขาดเลยนะ!” เสียงคุณแม่ยังแว้ด ๆ หากครานี้มีเสียงกระทืบเท้าตึง ๆ เดินขึ้นบันไดจากชั้นล่างแถมมาอีกด้วย มิลก์ได้ยินชัดทั้งเสียงนาฬิกาปลุก เสียงแว้ดของแม่ และเสียงฝีเท้าน่าสยดสยองที่ตึง ๆ ขึ้นบันไดมา ทว่า... เสียงเหล่านั้นก็มิได้จะทำลายความง่วงของสาวน้อยให้หดหายลงไปได้ ด้วยเหตุนี้เองร่างระหงจึงยังซุกผ้าห่มตายแบ่บคาเตียงทั้ง ๆ ที่รู้ตัวดีว่าถ้าไม่รีบลุกคงได้ตายจริง ๆ ด้วยน้ำมือมารดาในอีกไม่กี่วินาทีแน่ ๆ “มิลก์! เราคิดว่าค่าเทอมที่จ่ายไปมันเทอมละเท่าไหร่กัน นี่ถ้าคิดจะไม่ไปโรงเรียนก็รีบ ๆ บอกสิ แม่จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมให้เปลืองเงิน” หม่ามี้บ่นโวยวายพร้อมกับผลักประตูห้องลูกสาวเปิดผลั๊วะ เสียงนาฬิกาไม่อาจปลุกมิลก์ได้ เสียงแว้ด ๆ ของเจ๊นวลขนมไทยก็ไม่อาจปลุกมิลก์ได้เช่นกัน ทว่า ประโยคคำนวณกำไร-ขาดทุนเรื่องค่าเทอมที่ท่านแม่กล่าวออกมากลับทำให้มิลก์ตาสว่างได้ทันใด จริงสิ! ค่าเทอมจ่ายล่วงหน้าไปแล้วนี่หว่า! จ่ายเงินแล้วถ้าไม่ไปเรียนก็ขาดทุนตายชัก! คิดอย่างนั้นได้มิลก์ลุกพรวดจากเตียงราวกับร่างกายติดสปริง วิ่งร้อนรนจะออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ ทว่า กลับต้องหยุดชะงักด้วยร่างอ้วนท้วมเหมือนคนท้องเก้าเดือนไม่ยอมคลอดสักทีของคุณแม่ยืนทื่อขวางประตูห้องอยู่ มิลก์หยุดยืนสบตากับคุณแม่ เจ๊นวลขนมไทย (ฉายาที่แปะอยู่หน้ากล่องขนม) ยืนเบิกตากว้าง ดวงตาตื่นตระหนกจ้องเป๋งไปบนเตียงที่ลูกสาวนอนอยู่เมื่อครู่ “อย่าขวางสิแม่ หนูจะไปล้างหน้าแปรงฟัน” มิลก์บอกกับแม่ของตนที่กำลังยืนอึ้ง คาดว่าแม่คงจะตกตะลึงในความงกเรื่องกำไร-ขาดทุนของมิลก์ตามปกตินั่นแหละ เด็กสาวจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร ทว่า... “ยัยมิลก์!” เจ๊นวลแผดเสียงลั่น ยกมือตบหน้าลูกสาวจนมิลก์เซล้มหงายหลัง “ทำอะไรน่ะแม่!” มิลก์ยกมือจับหน้าตัวเอง นี่มันเรื่องอะไรกัน ถึงแม่จะขี้บ่น แต่ก็ไม่เคยตบตีลงไม้ลงมือกับเธอเลยสักครั้ง แล้วทำไมอยู่ ๆ ‘???’

บทที่ 3 ชายแก้ผ้า

“นี่แกกล้าพาผู้ชายมามั่วกันในบ้านเรอะ!” เจ๊นวลยังแผดเสียงดังลั่น สีหน้าของหญิงร่างท้วมโกรธจนคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่แล้วจริง ๆ “พูดอะไรน่ะแม่! ผู้ชายที่ไหนเขาจะเอาหนู... เอ๊ย! หนูจะพาผู้ชายที่ไหนมาได้กัน” มิลก์เถียง ไม่เข้าใจ ทำไมอยู่ ๆ แม่ถึงมากล่าวหากันอย่างนี้ “ผู้ชายที่ไหน!? ก็ไอ้ที่นั่งแก้ผ้าอยู่บนเตียงแกนั่นน่ะ!” เจ๊นวลกราดมือชี้ไปบนเตียงด้านหลังเด็กสาว “ห๊ะ?” มิลก์กี้ขมวดคิ้วงุนงง “ไม่ต้องมาห๊ะ! หันไปดูซะ! มันเป็นใครมาจากไหน! แกพาผู้ชายมานอนด้วยได้ยังไง!?” ‘อะไรกันเนี่ย... แม่สติฟั่นเฟือนไปแล้วรึเปล่า น้ำหน้าอย่างนังมิลก์ที่ล้มเลิกความคิดจะจับผู้ชายรวย ๆ ออกไปจากสมองได้ด้วยตัวเองเนี่ยนะ จะมีปัญญาพาผู้ชายที่ไหนมานอนด้วย’ ทีแรกตั้งใจจะเถียงไปแบบนั้นอยู่หรอก แต่ดูจากสีหน้าของแม่แล้ว ความโกรธระดับเทวะพิโรธไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แน่ เป็นอย่างนั้นมิลก์จึงตัดสินใจเหลียวมองตามทิศทางที่นิ้วมือแม่ชี้ตรงไปบนเตียงนอนตัวโทรม ๆ ของเธอ และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็ประจักษ์อยู่เต็มสองตา “กรี๊ดดดดดด!” เด็กสาวกรีดร้องดังลั่น ร่างระหงลุกพรวดจากพื้นมาเกาะอยู่หลังมารดาไซต์บิ๊กฉับพลัน “ไอ้หมอนี่ใครเนี่ย!” มือเรียวชี้ไปยังเด็กหนุ่มผมยาวรุงรังที่นั่งแก้ผ้ายิ้มแป้นอยู่บนเตียงของเธอ “ก็ผู้ชายที่แกพามากก...! ไม่ใช่เหรอ?” เจ๊นวลลดเสียงเกรี้ยวกราดลง หันมาสบตากับลูกสาว ดูจากหน้าตาแล้วมิลก์ตกใจจริง ๆ ไม่ได้ล้อเล่นซะด้วย จะว่าไป... แม่ลูกสาวที่งกจนผู้ชายคนไหนก็เผ่นหมดอย่างมิลก์... เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะพาชายแปลกหน้าที่ไหนมานอนด้วยได้ “เราไม่รู้จักเหรอ” เจ๊นวลถามย้ำให้แน่ใจ “ไม่รู้จัก หน้าตาอย่างนี้เป็นคนรึเปล่าหนูยังดูไม่รู้เลย” มิลก์ยืนกรานปฏิเสธ ไม่รู้จัก... ถ้ายัยมิลก์พูดอย่างนี้ก็แปลว่าไอ้บ้ากามนี่แอบปีนหน้าต่างเข้ามาในห้องลูกสาวเจ๊นวลน่ะสิ! ประมวลเหตุการณ์ได้ดังนั้นแม่ค้าขนมไทยไม่พูดพร่ำทำดนตรี จ้ำเท้าตึง ๆ ลงไปหยิบไม้กวาดที่หัวบันไดชั้นล่างแล้ววิ่งกลับขึ้นมายังห้องลูกสาวได้ในเวลาเพียงไม่กี่วิ “แกคิดจะทำอะไรลูกสาวชั้น ไอ้บ้ากาม!” เจ๊นวลแผดเสียงลั่น วิ่งเข้าไปเงื้อไม้กวาดฟาดหัวชายแก้ผ้าบนเตียง “หว๋า!” ชายแก้ผ้าอุทาน กระโดดหลบจากเตียงพรวดมาหลบอยู่หลังมิลก์ได้ยังไงไม่รู้ “ช่วยผมด้วยครับ” ชายแก้ผ้าอุธรณ์ แม่ของมิลก์วิ่งตามมาจะฟาดหัวเขาอีกรอบ มิลก์หันหลังมองไอ้บ้ากาม ไอ้บ้านี่... ทำให้เธอโดนแม่ตบหน้าเป็นครั้งแรกในชีวิตแล้วยังจะมีหน้าร้องขอชีวิต เลวที่สุด! “ตบมันเลยแม่!” เด็กสาวกระชากแขนไอ้บ้ากาม เหวี่ยงไปให้แม่ฟาดไม้กวาดลงหัวมันได้ถนัดมือ “หว๋า! อย่าครับ! อย่าทำผม!” ชายแก้ผ้าอุทธรณ์ หากก็ช้าเกินกว่าจะหยุดไม้กวาดของแม่ค้าขนมไทยเอาไว้ได้ เจ๊นวลฟาดผั๊วะไอ้บ้ากามไม่เลี้ยง เท่านั้นไม่พอ มิลก์ยังส่งเสริมอาชญากรรมของแม่ด้วยการวิ่งไปหยิบไม้แบดฯ ที่วางไว้ข้างหัวเตียงมาช่วยกระหน่ำตี “เจ็บ ๆ ๆ อย่าทำผมเลยครับ ผมแค่มาตอบแทนบุญคุณเอง!” ชายแก้ผ้าแก้ตัวด้วยคำพูดที่สองแม่ลูกฟังไม่รู้เรื่อง “บุญคุณบ้าอะไรยะ! ฉันจำไม่ได้ว่าเคยสร้างบุญคุณอะไรกับคนบ้ากาม!” มิลก์ว่าสวนทั้งที่มือยังไม่หยุดฟาดไม้แบดฯ กระหน่ำตีชายคนนั้น “ไม่ใช่นะครับ! ผมไม่ใช่คนบ้ากาม!” “ตอแหล! แกจะเข้ามาทำมิดีมิร้ายลูกสาวฉันใช่ไหม!” เจ๊นวลยังออกแรงฟาดไม่เลี้ยง “จริง ๆ ครับ! ผมแค่มาตอบแทนที่คุณหนูช่วยผมไว้ในห้องน้ำเมื่อคืนนี้!” “ยัยมิลก์! อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนแกเข้าไปทำอะไรในห้องน้ำกับไอ้บ้ากามนี่!” แม่หยุดฟาดทันใด หันมาตวาดซักความจริงกับลูกสาวตัวเอง “หนูจะไปเข้าห้องน้ำอะไรกับใครล่ะแม่! เมื่อคืนหนูแค่อาบน้ำ เข้าไปอาบคนเดียว ไม่ได้เข้าไปกับใครแล้วก็ไม่ได้ช่วยไอ้บ้ากามที่ไหนในห้องน้ำด้วย” มิลก์ก็หยุดฟาดไม้แบดฯ หันมาเถียงกับแม่แทน “นั่นแหละครับ ตอนที่คุณหนูกำลังจะอาบน้ำตอนนั้นแหละครับ” ชายแก้ผ้าทำเสียงดีใจ เงยหน้าขึ้นมองมิลก์ด้วยสายตาคาดหวัง “อย่ามามั่วนะยะ! ตอนจะอาบน้ำฉันไม่ได้ไปช่วยควายที่ไหนเลยนะ แถมนอกจากไม่ได้ช่วยแล้วยังได้ฆาตกรรมผีเสื้อซะด้วยซ้ำ!” มิลก์ขึ้นเสียง เงื้อไม้แบดฯ เตรียมฟาดอีกผลั๊วะ “นั่นแหละครับ! ผีเสื้อตัวนั้นแหละครับ ผมเอง!” ชายแก้ผ้ารีบแทรกก่อนตัวเองจะโดนไม้แบดฯ ฟาดหัว เด็กสาวชะงักมือทันควัน “ห๊ะ? นายเป็นผี?” มิลก์ขมวดคิ้วงุนงง “ไม่ใช่ผีครับ ผีเสื้อ” ชายแก้ผ้ารีบแก้ มิลก์และแม่ต่างขมวดคิ้วสบตากัน ‘หรือไอ้บ้ากามนี่จะเป็นแค่คนบ้าธรรมดา ๆ ไม่ได้บ้ากาม?’ มิลก์แอบคิดอยู่ในใจ แต่เอ๊ะ... ไม่สิ เรื่องที่เธอฆาตกรรมผีเสื้อเมื่อคืนมีแต่เธอเท่านั้นนี่น่าที่รู้เรื่องนี้ ไอ้บ้านี่ไม่น่าจะรู้เรื่องด้วยสักหน่อย หรือหมอนี่จะเป็นผีจริง ๆ แต่ไม่สิ... เมื่อกี้มันบอกว่าผีเสื้อนี่น่า เป็นคนอยู่เห็น ๆ ดันมาบอกว่าตัวเองเป็นผีเสื้อที่ตายไปแล้ว เพ้อเจ้อชัด ๆ “บ้าไปแล้วรึเปล่า นายบอกว่าตัวเองเป็นผียังน่าเชื่อกว่าตั้งเยอะ” “นั่นสิ ถ้าเป็นผีแม่ยังขอหวยได้ นี่อะไร แค่คนบ้าดี ๆ นี่เอง” เจ๊นวลพยักหน้าหนับหนุน “ไม่ใช่นะครับ ผมเป็นผีเสื้อจริง ๆ ดูกางเกงผมสิครับ ลายเดียวกับปีกผีเสื้อเลยด้วย” ชายแก้ผ้ายืนยัน ฟังไอ้บ้ากามยืนกรานมาอย่างนั้นทั้งแม่และมิลก์ถึงเพิ่งจะตั้งสติได้ ดูดี ๆ แล้วไอ้แก้ผ้านี่ยังอุตส่าห์ใส่กางเกงขาสั้นจุ๊ดปิดตรงนั้นเอาไว้ด้วยนี่หว่า มิลก์เพ่งมองกางเกงที่สภาพ... ถ้าบอกว่าเป็นใบไม้แห้งใบใหญ่เอามาพันตัวน่าจะจำกัดความได้มากกว่า พิศ ๆ ดูสีก็คล้ายกับปีกผีเสื้อตัวใหญ่นั่นจริง ๆ ซะด้วย แต่แค่นี้ก็ใช่ว่าจะพิสูจน์อะไรได้หรอกนะ มีอย่างที่ไหน คนเราฆ่าผีเสื้อตาย แล้วผีเสื้อดันเผือกจะกลายร่างมาเป็นคนเพื่อแก้แค้น ถ้ากลายไปเป็นผีล่ะค่อยจะน่าเชื่อขึ้นมาหน่อย

อ่านต่อ