“คุณเวิน ผลการตรวจพบว่า คุณมีผนังมดลูกบางมาตั้งแต่กำเนิด ทารกในครรภ์จึงไม่แข็งแรงดี คุณควรระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายให้มากขึ้นนะครับ” แพทย์สั่งยาพร้อมกับให้คำแนะนำ แล้วก็ส่งบัตรใบหนึ่งมาให้ “นี่ครับ เชิญไปเอายาได้ครับ” “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ” เวินเหลี่ยงรับบัตรมา แล้วก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นหมอก็เตือนขึ้นมาอีกครั้งว่า “ต้องระมัดระวังหน่อยนะครับ อย่าประมาทเด็ดขาด!” ผนังมดลูกบางทำให้มีแนวโน้มที่จะแท้งบุตรได้ง่าย สตรีมีครรภ์จำนวนมากไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก หลังจากที่เคยแท้งไปแล้ว “ขอบคุณค่ะคุณหมอ ฉันจะระวังให้มาก ๆ ค่ะ” เวินเหลี่ยงยิ้ม และพยักหน้า หลังจากแต่งงานมาได้สามปี ไม่มีใครรอคอยการมาถึงของเด็กคนนี้มากไปกว่าเธออีกแล้ว ดังนั้นเธอจะต้องปกป้องเขาอย่างดีที่สุด หลังจากไปเอายาเสร็จ เวินเหลี่ยงก็ออกมาจากคลินิกผู้ป่วยนอก และกลับไปที่รถ คนขับสตาร์ทรถ และมองดูเธอในกระจกมองหลังพลางถามขึ้นว่า “คุณผู้หญิงครับ เที่ยวบินของคุณผู้ชายจะมาถึงเวลาบ่ายสามโมง ตอนนี้ยังมีเวลาอีกยี่สิบนาที คุณอยากจะไปที่สนามบินเลยไหมครับ?” “ไปเลยก็ได้” เมื่อคิดว่าอีกยี่สิบนาทีก็จะได้เจอเขาแล้ว ใบหน้าของเวินเหลี่ยงก็เผยรอยยิ้มอันแสนหวานขึ้นมาทันที เธอแทบจะอดใจรอไม่ไหวอยู่แล้ว ฟู่เจิ้งเดินทางไปทำธุระนอกพื้นที่มาเกือบจะหนึ่งเดือนแล้ว เธอคิดถึงเขามาก ระหว่างทาง เธออดไม่ได้ที่จะหยิบใบตรวจครรภ์ออกมาจากกระเป๋าขึ้นมาดูอยู่หลายรอบมาก แล้วก็เอามือวางลงบนท้องน้อยเบา ๆ นี่คือลูกของเธอกับฟู่เจิ้ง อีกแปดเดือน ลูกก็จะคลอดออกมาแล้ว เธออยากจะบอกข่าวดีเรื่องนี้กับฟู่เจิ้งจนแทบจะทนไม่ไหว เมื่อไปถึงสนามบิน คนขับก็จอดรถไว้ในที่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน แล้วก็พูดว่า “คุณผู้หญิงครับ ทำไมคุณถึงไม่โทรหาคุณผู้ชายล่ะครับ?” เวินเหลี่ยงเหลือบมองเวลา ตอนนี้ฟู่เจิ้งน่าจะลงจากเครื่องบินมาแล้ว เธอจึงกดโทรออกไป แต่กลับมีเสียงคอลเซ็นเตอร์บอกว่าไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ “เครื่องบินอาจจะดีเลย์ล่ะมั้ง งั้นก็รอสักพักหนึ่งก่อนก็แล้วกัน” เวินเหลี่ยงกล่าว หลังจากผ่านไปสักพัก ฟู่เจิ้งก็ยังไม่ออกมาสักที เวินเหลี่ยงจึงโทรไปอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถติดต่อได้เช่นเดิม “รอก่อนแล้วกัน” หากเที่ยวบินจะดีเลย์ก็เป็นเรื่องปกติ บางครั้งดีเลย์ไปหนึ่งชั่วโมงหรือสองชั่วโมงเลยก็มี สองชั่วโมงต่อมา เวินเหลี่ยงกดโทรออกไปหาฟู่เจิ้งอีกครั้ง ในที่สุดก็ไม่มีเสียงแจ้งเตือนที่เย็นชาดังขึ้นมา ไม่นานปลายสายก็มีคนรับ “อาเจิ้ง คุณลงจากเครื่องบินแล้วรึยัง?” ปลายสายเงียบไป จากนั้นก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นมา “ขอโทษทีนะคะ พอดีอาเจิ้งไปเข้าห้องน้ำ ไว้เดี๋ยวถ้าเขากลับมาแล้วจะบอกให้เขาโทรกลับหาคุณอีกทีนะคะ” ก่อนที่เวินเหลี่ยงจะทันได้พูดอะไร เสียงสายไม่ว่างก็ดังมาจากในโทรศัพท์เสียแล้ว เธอมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์ แล้วก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เธอจำได้ว่า ที่ฟู่เจิ้งไปทำงานครั้งนี้ เขาไม่ได้พาเลขาผู้หญิงไปด้วยหนิ เวินเหลี่ยงจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ปิดอยู่ เธอกำลังรอให้ฟู่เจิ้งโทรกลับมา ไม่นาน เวลาก็ผ่านไปสิบนาที แต่ฟู่เจิ้งก็ยังไม่ได้โทรกลับมาแต่อย่างใด หลังจากเวินเหลี่ยงรออีกห้านาที เธอก็ทนไม่ไหว โทรกลับไปหาฟู่เจิ้งอีกครั้ง หลังจากโทรออกไป และรออยู่นาน ตอนที่สายกำลังจะตัดโดยอัตโนมัติแล้ว จู่ ๆ ก็มีคนรับสาย แล้วก็มีเสียงผู้ชายที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากในโทรศัพท์ เสียงของเขามีความเคร่งขรึม และทุ้มมาก “ฮัลโหล เวินเหลี่ยงเหรอ?” “อาเจิ้ง คุณอยู่ไหนคะ? ฉันกับคนขับรถอยู่ที่ลานจอดรถเขตดีของอาคารผู้โดยสารแล้ว คุณมาที่นี่ได้เลย” เสียงของอีกฝั่งเงียบไปชั่วขณะ แล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ขอโทษทีนะ พอดีลงจากเครื่องบินมาแล้วผมลืมเปิดเครื่องน่ะ ตอนนี้ผมออกจากสนามบินมาแล้วล่ะ” รอยยิ้มของเวินเหลี่ยงหายไปในทันที “งั้น ฉันจะกลับบ้านไปรอคุณนะ?” เวินเหลี่ยงกัดริมฝีปาก “ฉันมีเรื่องจะบอกคุณด้วย” “โอเค ผมก็มีเรื่องจะบอกคุณเหมือนกัน” “งั้นอาหารเย็น เดี๋ยวฉันให้อาอี๋เตรียมอาหารที่คุณชอบกินเอาไว้...…” “คุณกินเลย ผมยังมีธุระอีก คงกลับไปช้าหน่อย” เวินเหลี่ยงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย “งั้นก็ได้” ขณะที่เธอกำลังจะวางสาย ทางฝั่งของฟู่เจิ้งก็มีเสียงผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง “อาเจิ้ง ฉันขอโทษ เมื่อกี้นี้เวินเหลี่ยงโทรมาหาคุณน่ะ ฉันลืมบอกไปเลย.....” หัวใจของเวินเหลี่ยงจมดิ่งลงไปทันที เธอเริ่มขมวดคิ้วขึ้นมาแล้ว ขณะที่เธอกำลังจะถามฟู่เจิ้งว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร สายก็ตัดไปเสียก่อน เธอมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์ แล้วก็เม้มริมฝีปาก จากนั้นก็พูดกับคนขับว่า “กลับบ้านเถอะ” คนขับเดาอะไรบางอย่างจากคำพูดได้ แล้วเขาก็ขับออกจากสนามบินไป สำหรับมื้อเย็น เวินเหลี่ยงไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเห็นแก่เด็กที่อยู่ในท้อง เธอจึงต้องกินอะไรบ้าง ทีวีในห้องนั่งเล่นถูกเปิดเอาไว้ เธอนั่งกอดหมอนอยู่บนโซฟา คอยมองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือครั้งแล้วครั้งเล่า ความจริงเธอไม่ได้มีกระจิตกระใจที่จะดูสิ่งที่กำลังถ่ายทอดอยู่ในทีวีเลยสักนิด ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว เวินเหลี่ยงหาว แล้วก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่เธอกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นี้ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเบา ๆ ราวกับว่ามีใครอุ้มเธอขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น เวินเหลี่ยงที่กำลังสะลึมสะลือ รู้สึกเหมือนจะได้กลิ่นที่คุ้นเคยและกลิ่นแอลกอฮอล์อ่อน ๆ เธอจึงพึมพำขึ้นมาว่า “อาเจิ้งเหรอ?”
“ผมเอง” “คุณดื่มเหล้ามาเหรอ……” “อื้ม ผมไปดื่มกับเพื่อนมานิดหน่อยน่ะ” เสียงอาบน้ำดังมาจากในห้องน้ำ เวินเหลี่ยงขมวดคิ้วและพลิกตัว นอนหลับไปอย่างไม่สบายใจ ทันใดนั้นฟูกเตียงข้าง ๆ เธอก็ยุบลงไป มีมือใหญ่ ๆ ข้างหนึ่งวางลงบนเอวของเธอ แล้วก็เคลื่อนลงไปตามเส้นโค้งอันสง่างาม เหมือนกำลังมีอารมณ์อย่างมาก “อื้อ…… คืนนี้ไม่ได้……” เวินเหลี่ยงยังคงหลับตาอยู่ เธอห้ามเขาทั้งที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น จิตใต้สำนึกของเธอกลัวว่าจะไปทำร้ายลูกได้ มือใหญ่ ๆ นั้นจึงหยุดชะงัก แล้วก็วางลงบนหลังของเธอแทน “นอนเถอะ” ด้วยความที่เวินเหลี่ยงง่วงมาก เธอจึงหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว ในตอนเช้า ตอนที่เวินเหลี่ยงตื่นขึ้นมา ข้าง ๆ ตัวเธอก็ไม่ได้มีความอุ่นแต่อย่างใด มีเพียงผ้าปูที่นอนที่ยับเล็กน้อยเท่านั้นที่พิสูจน์ได้ว่า คนข้าง ๆ เธอกลับมาแล้วเมื่อคืนนี้ เธอรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย ทำไมเมื่อคืนเธอถึงหลับไปได้นะ? ไม่เป็นไร บอกวันนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ หลังจากที่เวินเหลี่ยงอาบน้ำเสร็จ เธอก็เดินไปที่ห้องเสื้อผ้า แล้วก็เลือกชุดสูทสีขาวไว้ให้กับฟู่เจิ้ง คิดว่าการตั้งครรภ์ของเธอเป็นเรื่องที่น่ายินดี เธอจึงเลือกเนคไทลายสีแดงมาวางไว้ที่ปลายเตียง เมื่อฟู่เจิ้งกลับมาจากการวิ่งในตอนเช้า เขาที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาโดยชุดอยู่บ้านอยู่ ช้อนตาขึ้นไปมองเวินเหลี่ยงที่กำลังเดินลงมาจากบันได แล้วก็วางเอกสารในมือลงพลางพูดว่า “กินข้าวกันเถอะ” หลังกินอาหารเช้าเสร็จ เวินเหลี่ยงก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าปลาบปลื้มและคาดหวัง “อาเจิ้ง ฉันมีเรื่องจะบอกคุณด้วย” ถ้าเขารู้ว่าพวกเรากำลังจะมีลูกกันแล้ว เขาคงจะมีความสุขมากสินะ? “ผมก็มีเรื่องจะบอกคุณเหมือนกัน” น้ำเสียงของฟู่เจิ้งสงบนิ่งมาก “งั้นคุณพูดก่อนสิ” เวินเหลี่ยงเผยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น และอ่อนหวานออกมา พร้อมกับทำท่าเขินอาย “เวินเหลี่ยง เรา..... หย่ากันเถอะ” ฟู่เจิ้งลุกขึ้นยืน แล้วหยิบเอกสารบนโซฟายื่นให้เธอ “นี่คือข้อตกลงการหย่า คุณอ่านก่อนก็ได้ หากคุณมีปัญหาตรงไหนก็แจ้งมาได้เลย ผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น” หัวใจของเวินเหลี่ยงหยุดเต้นไปชั่วขณะ เธอมองไปที่ฟู่เจิ้งอย่างแปลกใจ หัวสมองของเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ เธอคิดว่าตัวเองฟังผิดไป หลังจากผ่านไปสักพัก เธอก็เรียกเสียงตัวเองกลับมาได้ ริมฝีปากของเธอขยับเล็กน้อย แล้วเธอก็พูดทวนสองคำนั้นขึ้นมาอีกครั้ง “หย่าเหรอ?” เขาต้องการจะหย่ากับเธองั้นเหรอ? อยู่ดี ๆ ทำไมเขาถึงอยากจะหย่าได้ล่ะ? เป็นเพราะไม่มีลางสังหรณ์ใด ๆ เตือนมาก่อนเลย จึงทำให้เธอตั้งรับไม่ทัน “คืนนั้นเราต่างก็ถูกจัดฉากด้วยกันทั้งคู่ จึงทำให้ต้องแต่งงานกันอย่างไม่มีทางเลือก แล้วก็ไม่ได้มีการเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะแต่อย่างใด ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว งั้นเราควรทำให้เรื่องนี้มันจบลงโดยเร็วที่สุดจะดีกว่านะ” ฟู่เจิ้งพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ราวกับว่ากำลังพูดถึงเรื่องไม่สำคัญเรื่องหนึ่งอยู่อย่างไรอย่างนั้น ใบหน้าของเวินเหลี่ยงซีดเผือด เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกรอบตัว หัวใจของเธอราวกับโดนมือใหญ่ ๆ ข้างหนึ่งบีบไว้อย่างรุนแรง จนเธอแทบจะหายใจไม่ออก ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหม? เธอรักเขามาตั้งเก้าปี นับตั้งแต่ที่เธอเข้ามาอยู่ในตระกูลฟู่เมื่ออายุได้สิบหกปี จนเธอประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตอนอายุยี่สิบห้าปี จากความรักครั้งแรกสู่การแต่งงานสามปี มันเป็นช่วงระยะเวลาของวัยรุ่นของเธอเลย เธอไม่ได้รู้สึกว่าจำใจแต่อย่างใด แต่เธอเต็มใจที่จะอดทนต่อความยากลำบากนี้ แต่สำหรับเขา มันกลับกลายเป็นจำใจ เธอกลืนน้ำลายลงไปอย่างแรง แล้วก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จ้องมองไปที่เขา พยายามทำให้เส้นเสียงนิ่งสงบมากที่สุด “สามปีที่ผ่านมา เราก็เข้ากันได้ดีมากไม่ใช่เหรอ? คุณตัดสินใจมาดีแล้วใช่ไหม? คุณอยากที่จะ..... หย่ากับฉันงั้นเหรอ?” คำว่าหย่า เธอพูดออกมาพร้อมกับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง “ผมตัดสินใจแล้ว” “ทางคุณปู่กับคุณย่า.....” “ผมจะเป็นคนไปอธิบายเอง” “แล้วถ้าฉัน……” กำลังตั้งครรภ์อยู่ล่ะ? ดูเหมือนเขาจะเริ่มหมดความอดทนแล้ว เขาจึงพูดตัดบทเธอขึ้นมาทันที ““ซิหยีกลับจากต่างประเทศมาแล้ว” การหายใจของเวินเหลี่ยงหยุดไปชั่วขณะ คำพูดเหล่านี้เหมือนมีดที่ทิ่มแทงลงมาบนหัวใจของเธอ จนมีเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด เธอรับข้อตกลงหย่าร้างมาอย่างเบลอ ๆ แล้วก็ได้ยินตัวเองพูดออกไปเหมือนเครื่องจักรว่า “โอเค ฉันจะลองอ่านดู” ไม่ว่าจะเป็นการโดนจัดฉาก การแต่งงานอย่างไม่มีทางเลือก ล้วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญทั้งนั้น เพราะประเด็นสำคัญคือ ประโยคสุดท้ายนี้ต่างหาก ฉู่ซิหยีกลับจากต่างประเทศมาแล้ว
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา แม้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่กลับไม่ได้ต่างจากคู่สามีภรรยาทั่วไปเลย ทุกเช้าเธอจะเลือกชุดสูท และเนคไทไว้ให้เขา แล้วพวกเขาก็จะออกไปที่บริษัทด้วยกัน ในตอนเย็นหากพบปะสังสรรค์เข้าสังคมก็จะรายงานการเดินทางให้กันและกันได้รู้ ปกติตอนก่อนนอนก็จะมีกิจกรรมกันอยู่เนือง ๆ และมีอาบน้ำด้วยกันบ้าง และก็จะมีการกู๊ดไนท์คิสกันทุกคืน ของขวัญวันครบรอบแต่งงาน วันวาเลนไทน์และวันเกิด เขาให้ไม่เคยขาด ไม่ว่าเธอจะต้องการอะไร เขาก็จะเติมเต็มความต้องการของเธอได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความโรแมนติก หรือทำพอเป็นพิธี เขาก็สามารถทำได้เป็นอย่างดี เขาทำทุกอย่างที่สามีที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่งควรจะทำ แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังคิดเลยว่า ชีวิตของเธอคงจะมีความสุขแบบนี้ไปตลอดแล้ว แต่ฉู่ซิหยีกลับมาแล้ว ดังนั้นทุกอย่างจึงกำลังจะจบลงแล้ว แสดง่ว่าเสียงผู้หญิงในโทรศัพท์เมื่อวานนี้ คงจะเป็นเสียงของฉู่ซิหยีสินะ พวกเขาติดต่อกันมาตั้งนานแล้วเหรอ? ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่เขาไปทำธุระ พวกเขาอยู่ด้วยกันมาตลอดเลยใช่ไหม? แล้วเมื่อวานนี้พวกเขาก็กลับเข้าประเทศมาด้วยกันงั้นเหรอ? เมื่อคืนเขาอยู่กับฉู่ซิหยีใช่ไหม? เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เวินเหลี่ยงก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งหัวใจ เธอรู้สึกเหมือนโดนฟู่เจิ้งเอามีดแทงเข้ามาที่หัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า จนมันนองเลือดไม่เหลือชิ้นดี “เวินเหลี่ยง คุณไม่ต้องห่วงนะ ต่อให้เราจะหย่ากันไปแล้ว แต่คุณก็ยังเป็นคนในตระกูลฟู่ของผมอยู่ คุณจะเป็นน้องสาวที่ผมห่วงใยมากที่สุด” น้องสาวงั้นเหรอ? หลังจากแต่งงานมาสามปี ได้นอนร่วมเตียงเดียวกันสามปี ในที่สุดฉันก็ต้องกลับมาดำรงตำแหน่งน้องสาวอีกครั้งแล้วสินะ แล้วเธอจะทำใจได้ยังไง? “ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน” เวินเหลี่ยงแอบหัวเราะเยาะตัวเองอยู่ในใจ เธอลดสายตาที่พร่ามัวลง ฟู่เจิ้งยกมือขึ้นมาดึงคอเสื้อของเขา แล้วก็มองไปที่เธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง “จริงสิ เมื่อกี้คุณอยากจะบอกอะไรผมเหรอ?” เวินเหลี่ยงพลิกเอกสารในมือแบบส่ง ๆ ที่มุมปากของเธอปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “ไม่มีอะไรหรอก เป็นแผนการเปิดตัวเสื้อผ้าของไตรมาสใหม่ที่ออกมาน่ะ เดิมทีมีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ฉันก็เลยอยากจะหารือเรื่องนี้กับคุณ แต่ตอนนี้ฉันมีไอเดียดี ๆ แล้วล่ะ” คำบางคำคงไม่จำเป็นต้องพูดออกไปอีก “โอเค คงต้องรบกวนคุณด้วยนะ” ในฐานะผู้อำนวยการแบรนด์ในบริษัทฟู่ซือ กรุ๊ป ฟู่เจิ้งไม่เคยสงสัยในความสามารถการทำงานของเวินเหลี่ยงเลย เธอเกิดมาเพื่อทำงานในสายงานนี้โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผ่านมือเธอ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ เสื้อผ้า เกม หรือผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ล้วนได้รับความนิยมโดยไม่มีข้อยกเว้น “มันเป็นสิ่งที่ฉันควรต้องทำอยู่แล้วน่ะ เอาล่ะ งั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะ” เวินเหลี่ยงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก็หันหลังกลับไปอย่างสงบนิ่ง ทุกย่างก้าวของเธอเดินไปอย่างมั่นคง เธอต้องพยายามรักษาสีหน้าให้นิ่งเฉยเอาไว้ให้ได้มากที่สุด “ไปด้วยกันเลยก็แล้วกัน” หลังจากที่ฟู่เจิ้งพูดจบ เขาก็ขึ้นไปชั้นบนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เวินเหลี่ยงชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ความเจ็บปวดทำให้เธอจุกหน้าอกไปหมด ดวงตาของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงในทันที เขาทำได้ยังไงกันนะ พอพูดเรื่องหย่ากับเธอเสร็จก็ยังนิ่งเฉยได้ขนาดนี้ แถมยังจะชวนเธอไปทำงานด้วยกันได้อีก? ที่แท้ มันเป็นเพราะเขาไม่ได้รักเธอเลยใช่ไหม “ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อเรากำลังจะหย่ากันอยู่แล้ว งั้นเราก็ควรจะระวังหน่อย อย่าให้ใครเห็นจะดีกว่า” เวินเหลี่ยงพูดทิ้งท้ายเอาไว้ แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว เธอกลัว เธอกลัวว่าวินาทีต่อมา เธอจะสูญเสียความสงบต่อหน้าฟู่เจิ้ง ซึ่งมันจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด หลังจากคืนนั้น เขาก็รู้สึกว่าเธอดูเป็นคนรู้เรื่องรู้ราวและเชื่อฟัง เขาถึงได้แต่งงานกับเธอ แต่ลูกรัก ขอโทษนะ จากนี้ไปลูกจะมีเพียงแม่คนเดียวเท่านั้น ฟู่เจิ้งที่อยู่ข้างหลังมองดูเธอที่ก้าวเดินไปด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น ทำให้เขาขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยจนแทบจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ …... เมื่อมาถึงโรงจอดรถ เธอก็เปิดประตูฝั่งคนขับ แต่แทนที่เธอจะสตาร์ทรถ เธอกลับเปิด ไทม์ไลน์เฟสบุ๊คแทน เมื่อเลื่อนลงไป ในที่สุดก็เห็นเบาะแส ส่วนตัวแล้วฟู่เจิ้งเอง และเพื่อนหลาย ๆ คนของเขาไม่ชอบโพสต์ไทม์ไลน์เฟสบุ๊ค แต่กลับมีอยู่คนสองคนที่เป็นข้อยกเว้น ซึ่งก็คือลู่ชางกง นายน้อยคนที่สามของตระกูลลู่นั่นเอง เวินเหลี่ยงเห็นว่า รูปภาพที่เขาโพสต์บนไทม์ไลน์เฟสบุ๊คเมื่อคืนนี้เป็นรูปถ่ายของไวน์ชื่อดังยี่ห้อหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่า:ฉลองต้อนรับซิหยีแสนสวย ยินดีต้อนรับการกลับมาของเธอ เดี๋ยวก็คงจะได้กินขนมวันแต่งงานของอาเจิ้งแล้วสินะ! แล้วก็มีคำอวยพรตามมาอีกเต็มไปหมด สถานที่คือ คลับที่พวกเขามักจะมารวมตัวกัน “แหมะ” น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทำให้เกิดการหักเหของแสงจนเกิดสายรุ้งหลากสีสันขึ้นมา