ชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงเกินกว่ามาตรฐานชายไทย อยู่กำลังมองหาใครสักคนที่บอกว่าจะมารับ ท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนบนอาคารผู้โดยสารขาเข้าในสนามบินสุวรรณภูมิ “คุณเวหาครับ ทางนี้” คนถูกเรียกรีบหันไปตามเสียง ภาพชายแต่งตัวสุภาพในวัยที่พึ่งจะเกินเลขสี่ กำลังเดินตรงมาที่เขาอย่างรีบร้อน “สวัสดีครับ เดินทางเป็นยังไงบ้าง” เขาถามอย่างสุภาพ “ก็ดีครับ ไม่นึกว่าพี่ธรจะมารับเอง” ชายหนุ่มส่งกระเป๋าให้กับชายคนเดิม “ท่านประธานให้ผมมาครับ แล้วคุณเวหาจะกลับบ้านไหมครับ” “ไม่ดีกว่าพี่ธร ผมว่าจะไปโรงพยาบาลก่อน แม่อาการเป็นยังไงบ้าง” “ดีขึ้นแล้วครับ แต่ท่านบ่นถึงคุณเวหาตลอด” เวหาหรือเวย์ ถูกเรียกตัวกลับจากต่างประเทศอย่างกะทันหัน เพราะมารดาของเขามีปัญหาสุขภาพ ต้องเข้ารีบการรักษาอย่างเร่งด่วน เวหายังไม่รู้ถึงอาการของมารดามากนัก เขาเลยขอไปที่โรงพยาบาลก่อนจะกลับไปที่บ้าน เวหาเป็นลูกชายคนเดียวของสิงหลและวราพร เจ้าของบริษัทผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มหลากหลายชนิด ชายหนุ่มถูกส่งตัวไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่เรียนจบชั้นประถม 6 จากนั้นก็เรียนอยู่ที่นั่นมาตลอด จะได้กลับเมืองไทยก็แค่ช่วงซัมเมอร์เท่านั้น เวหาเรียนอยู่ที่นั่นจนจบปริญญาโทด้านการบริการ และได้เข้าทำงานที่บริษัทขนาดใหญ่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ คิดว่าจะนำความรู้ความสามารถกลับมาช่วยบิดาบริหารบริษัทได้อย่างเต็มที่ในเวลาที่เหมาะสม แต่เขาก็ต้องกลับมาก่อนเวลาที่คิดไว้ อาธร ซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสนิทของบิดาพาเวหามายังโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งครอบครัวของเขารู้จักกับเจ้าของโรงพยาบาลเป็นอย่างดี ประตูลิฟต์เปิดออกอาธรก็เดินนำไปยังห้องพักที่อยู่ริมสุดของชั้นวีไอพี “คุณเวหาเข้าไปเถอะครับ ท่านรอคุณอยู่” อาธรรู้ว่าเวลานี้คนที่อยู่ในห้องไม่อยากพบหน้าใครนอกจากลูกชายเพียงคนเดียวของเธอเท่านั้น “ขอบคุณครับพี่ธร จะกลับก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่กลับเอง” “ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ คุณใช้เวลาให้เต็มที่” “ขอบคุณครับ” เวหาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเปิดประตูเข้าไป “เวย์ มาแล้วเหรอลูก” วราพรหญิงสาววัย 50 เรียกลูกชาย แม้จะอายุมากแต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงสวยงามและดูอ่อนกว่าวัยเนื่องจากได้รับการดูแลอย่างดี จากตัวเธอเองและแพทย์ผิวหนังซึ่งเป็นเพื่อนมาตั้งแต่สมัยเรียน “สวัสดีครับแม่” ชายหนุ่มยกมือไว้ แล้วเข้าไปสวมกอดด้วยความคิดถึง “ไหนให้แม่ดูหน่อย ไม่ได้เจอกันเกือบครึ่งปี ผอมไปหรือเปล่า” “เหมือนเดิมครับ แล้วแม่เป็นยังไงบ้าง ไม่สบายตรงไหน” เวหามองมารดาอย่างสำรวจ เห็นผ้าพันแผลที่ข้อมือซ้าย เขาจับขึ้นมาดูอย่างเบามือที่สุด “เจ็บมากไหมครับแม่” “เจ็บที่แผลมันไม่เท่ากับเจ็บใจหรอกนะเวย์” “แม่ทำร้ายตัวเองทำไมครับ” เสียงสั่นเครือถามด้วยความเป็นห่วง “แม่ไม่อยากอยู่แล้ว พ่อของลูกกำลังจะหย่ากับแม่แล้วกลับไปหาอีนางนั่น” เสียงมารดาร้องไห้อย่างไม่อาจกลั้น เวหามองมารดาแล้วได้แต่กอดปลอบใจ ชายหนุ่มรู้ดีว่าปัญหามันเกิดจากตรงไหนและมันก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว และก็เพราะเหตุผลนี้เขาถึงถูกส่งไปที่อื่นตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่ไม่อยากให้เขาเห็นว่าท่านทั้งสองทะเลาะกันเกือบทุกวัน “แม่ครับ แม่ต้องอยู่กับผมสิ จะทิ้งผมไปได้ยังไง” เวหาเช็ดคราบน้ำตาให้มารดาอย่างรักใคร่ “เวย์ อย่ากลับไปได้ไหม อยู่กับแม่ที่นี่นะลูก” เธออ้อนวอนลูกชายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ครับแม่ ผมจะไม่กลับไปอีกแล้ว” ใจจริงก็อยากกลับแต่คิดว่าในเวลานี้มารดากำลังต้องการกำลังใจและเขาก็คงไม่ใจร้ายที่จะทิ้งท่านให้อยู่คนเดียวเหมือนที่ผ่านมา “ดีเลย แม่จะได้ไม่เหงา” วราพรมีสามีก็เหมือนไม่มีเพราะสิงหลนั้นเอาแต่ทำงาน กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำทุกวัน พอเธอบ่นเขาก็มักจะโมโหและก็เริ่มทะเลาะกัน ครั้งนี้เพราะเธอกับสิงหลทะเลาะกันรุนแรงมาก เรื่องราวในอดีตถูกขุดขึ้นมาต่อว่ากันและกัน สิงหลทนไม่ไหวจึงพูดออกมาว่าจะขอหย่า วราพรทำใจไม่ได้ที่ตัวเองจะถูกทิ้งในวัย 50 เธอจึงกรีดข้อมือตัวเอง จากนั้นสาวใช้ก็ขึ้นไปพบเรียกรถพยาบาลให้มารับ “แม่นอนพักก่อนนะครับ ผมขอกลับบ้าน ไปอาบน้ำและเอาของไปเก็บก่อน” “แล้วเวย์จะกลับมาไหม” “มาสิครับ ผมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วจะกลับมานอนเฝ้าแม่เองนะครับ” “แน่จะเวย์” เสียงนั้นฟังดูน่าสงสารจนชายหนุ่มต้องกอดปลอบอีกครั้ง “ครับแม่ ป้ายุพาครับผมฝากแม่ด้วยนะครับ” เขาหันมาบอกป้ายุพาที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของห้อง “ไม่ต้องห่วงค่ะคุณเวย์ ป้าจะไม่ยอมให้คุณทานคลาดสายตาอีกแล้ว” ป้ายุพาซึ่งเป็นแม่บ้านบอกกับชายหนุ่ม เวหาออกจากห้องพักของมารดา เขาไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลขอทราบอาการผู้ป่วย พยาบาลกำลังจะโทรศัพท์ไปขออนุญาตแพทย์เจ้าของไข้ ระหว่างรอชายหนุ่มจึงเดินวนไปมาที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาล “เวย์ นั่นเวย์ใช่ไหม” เสียงทักทายดังมาจากนั้นหลัง “คุณอา สวัสดีครับ” เขารีบยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้า “มาเยี่ยมแม่ใช่ไหม ได้เจอกันหรือยัง” “เจอแล้วครับ คุณอาครับผมอยากคุยด้วยสักหน่อยได้ไหมครับ เรื่องอาการของแม่” “ได้สิ ไปคุยที่ห้องอานะ” พอได้คุยกับหมอชลิตถึงอาการของมารดาแล้วแทนที่จะสบายใจ แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย เท่าที่ได้ฟังอาการทางกายของมารดาไม่มีปัญหาอะไรมาก แผลที่ข้อมือไม่ลึกถึงเส้นเอ็น แต่ที่น่าเป็นห่วงเป็นปัญหาด้านจิตใจมากกว่า เพราะตอนนี้ดูเหมือนคนไข้จะมีความวิตกกังวลมาก จนบางครั้งก็เหม่อลอย บางครั้งก็ลุกมาอาละวาด หมอเลยต้องให้ยานอนหลับ และยากล่อมประสาทเพื่อให้ท่านสงบลง “เวย์ต้องคุยกับแม่ให้มาก อย่าให้ท่านอยู่คนเดียว อย่าทำให้ท่านทุกข์ใจ” หมอชลิตที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้าของไข้แนะนำ “ครับคุณอา ผมขอบคุณแทนคุณแม่ด้วยนะครับ” “อาทำตามหน้าที่ของอาแล้ว จากนี้ก็อยู่ที่เวย์ ว่าจะเอายังไงต่อ แม่ของเวย์คงเครียดสะสมมานานแต่เพิ่งจะมาแสดงออกตอนนี้คงเพราะมีอะไรมากระตุ้น ถ้าเราช่วยกัน อาการของท่านก็คงจะดีขึ้น” “ผมต้องทำยังไงบ้างครับ” “ปัญหาเกิดจากความเครียด เราก็ต้องไม่ทำให้ท่านเครียด ฟังดูเหมือนง่ายนะ แต่มันค่อนข้างยาก เวย์ต้องใจเย็นกับท่านให้มาก อย่าขัดใจท่าน” “ครับ คุณอา” เวหากลับมาบ้านด้วยอาการหนักอึ้งไปทั้งตัว ตอนนี้คิดอย่างเดียวว่าจะทำทุกอย่างให้มารดาสบายใจมากที่สุด “กลับมาแล้วเหรอ” “ครับพ่อ” เวหาไม่ได้กล่าวทักทายบิดาเพราะยังโกรธที่เขาทำให้แม่ต้องไปนอนที่โรงพยาบาล “แม่แกเป็นยังไงบ้าง” “ถ้าพ่ออยากรู้ก็ไปเยี่ยมสิครับ” “ฉันไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นหรอกนะ” “แค่ไปเยี่ยมมันจะทำให้พ่อเสียเวลาขนาดนั้นเลยเหรอครับ” “แกก็น่าจะรู้ว่างานฉันยุ่งมากแค่ไหน แม่แกแค่เรียกร้องความสนใจ” “พ่อไม่คิดเหรอว่าเพราะพ่อไม่สนใจแม่ เอาแต่ทำงาน แม่เลยเป็นแบบนี้” “ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง และฉันคิดว่าฉันทำดีที่สุดแล้ว แกเองก็เหมือนกัน กลับมาคราวนี้ก็ไปเริ่มงานที่บริษัทได้แล้ว” “ผมมีทางเลือกอื่นไหมครับพ่อ” “แกเป็นทายาทคนเดียวของฉัน ถ้าแกไม่เข้าไปทำแล้วใครจะทำ แกจะโกรธฉันเรื่องแม่ฉันไม่ว่า แต่ก็ควรแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ฉันให้เวลาแกอีก 3 วัน” “ครับ” เวหารับปากแล้วรีบขึ้นไปยังห้องนอนชั้นสอง ห้องนอนของเขาได้รับการดูแลอย่างดี ของใช้ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้รอการกลับมาของเขา ชายหนุ่มรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แม้ตอนนี้จะทั้งง่วงทั้งเพลียแต่เขาก็ต้องกลับไปหามารดาที่โรงพยาบาลตามที่ได้สัญญาไว้ เพราะไม่อยากให้ท่านเหงาอยู่คนเดียว แม้จะมีป้ายุพาที่นอนเฝ้าอยู่แล้วก็ตาม
คุณวราพรได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว สีหน้าของเธอดูดีกว่าวันแรกที่เวหามาถึง คงเพราะได้กำลังใจดีจากลูกชาย “แม่ครับ เราแวะทานข้าวก่อนเข้าบ้านดีไหมครับ ผมอยากไปทานร้านที่แม่ชอบพาไป” “ได้สิลูก แม่ก็ไม่ได้ไปร้านนั้นนานแล้วเหมือนกัน” ร้านที่เวหาบอกเป็นร้านอาหารไทยร้านเล็กๆ แต่รสชาติอาหารถูกปากจนต้องไปทานทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทย “ลุงกรครับไปร้าน...เลยนะครับ” เวหาบอกคนขับรถซึ่งทำงานให้กับที่บ้านของเขามาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะไปเรียนต่างประเทศ เวหาสั่งแต่ของโปรดมารดาเพราะอยากให้ท่านทานเยอะ ๆ คุณวราพรดูซูบผอมไปมากจนน่าตกใจ “ทานเยอะ ๆ นะครับแม่ ผมว่าแม่ผอมไปนิด” “จ้ะ มีเวย์ทานกับแม่แบบนี้แม่คงทานได้เยอะกว่าปกติ” “ผมจะทานข้าวกับแม่ทุกมื้อเลยดีไหมครับ” “ดีมากเลยลูก แม่รอวันนี้มานาน วันที่เวย์กลับมาอยู่กับแม่” “ครับแม่ ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว” “แม่กลับมาอยู่บ้านแล้ว เวย์คงต้องไปทำงานที่บริษัทใช่ไหม” “ครับแม่ ผมจะไปเริ่มงานวันจันทร์” “เรื่องงานแม่ไม่ห่วงเท่าไหร่ แม่รู้ว่าลูกชายแม่เป็นคนมีความสามารถ แต่ที่ห่วงก็พวกคนเก่าๆ อาจไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เวย์อายุยังน้อย” “แม่อย่ากังวลไปเลย ผมอายุน้อยก็จริงแต่คิดว่าตัวเองมีความสามารถพอครับแม่” “พ่อได้บอกหรือเปล่าว่าจะให้เข้าไปทำตำแหน่งอะไร” “Project manager ครับแม่” “แม่นึกว่าเวย์จะได้เป็นรองประธานเสียอีก” “ตอนแรกพ่อก็บอกอย่างนั้นครับ แต่ผมขอทำตำแหน่งนี้เอง มีโปรเจ็กต์ที่ผมคิดเอาไว้แล้วตั้งแต่ตอนทำงานอยู่ที่อเมริกา เลยลองเสนอพ่อไปครับ” “เวย์อยากพิสูจน์ตัวเองใช่ไหม” “ครับแม่ ถ้าโปรเจ็กต์ที่ผมมันโอเค ทุกคนในบริษัทก็จะยอมรับผม” “ไม่คิดเลยว่าลูกชายตัวเล็ก ๆ ของแม่จะโตขึ้นมากขนาดนี้” “ผมโตขึ้นแต่แม่ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ” “ความสวยก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น ความสวยของแม่มันรั้งให้พ่ออยู่กับแม่ไม่ได้เลย” เสียงนั้นฟังดูเศร้าจนเวหารู้สึกผิด เขาไม่น่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเลย “ทานต่อเถอะครับแม่ เดี๋ยวจะได้รีบกลับบ้าน ผมมีของฝากให้แม่ด้วยนะครับ” “จริงเหรอลูก ขนาดกลับมากะทันหันยังมีของให้แม่” “ผมเตรียมไว้นานแล้วครับ เวลาที่ของไปเดินเที่ยวเห็นของที่เหมาะกับแม่ก็จะซื้อมาเก็บไว้ตลอด” “ดีจังลูกชายแม่” ใบหน้านั้นกลับมายิ้มแย้มได้อีกครั้ง เวหาเห็นแล้วก็เบาใจ กลับมาถึงบ้านในเวลาบ่าย ทั้งบ้านก็เงียบเหงาอย่างเดิม บิดาของชายหนุ่มไม่เคยอยู่บ้าน แม้รู้ว่าวันนี้ภรรยาจะกลับมาแต่เขาก็ไม่คิดจะอยู่รอ เรื่องนี้เวหาไม่ค่อยพอใจ แต่เขาไม่อยากพูดเพราะรู้ว่ามันจะทำให้มารดาไม่สบายใจ “แม่ครับเดี๋ยวแม่ทานยาแล้วนอนพักนะครับ” “เวย์จะออกไปไหนหรือเปล่าลูก” “ผมว่าจะออกไปหาพี่แดนหน่อยครับแม่” “ตอนเย็นจะกลับมาทานข้าวกับแม่หรือเปล่า” “แน่นอนสิครับ สักทุ่มหนึ่งได้ไหมครับ” “ได้จ้ะ แม่จะรอนะลูก” “ครับ นอนนะครับ” เขาห่มผ้าให้กับมารดาก่อนจะออกมาจากห้อง “กระแต นั่งรออยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหน ถ้าได้ยินเสียงผิดปกติก็เข้าไปด้านในได้เลย ฉันอนุญาต” “ค่ะ คุณเวย์ไม่ต้องห่วงนะคะหนูจะไม่ไปไหน” “ดีมาก ฉันต้องขอบใจเรามากถ้าวันนั้นเราไม่เข้าไปแม่ก็คงเสียเลือดมาก ฉันมีของฝากให้พวกเราทุกคนด้วยนะ เดี๋ยวเย็นนี้กลับมาจะเอาให้” “ขอบคุณค่ะคุณเวย์” กระแตเด็กสาววัย 18 ปีซึ่งเป็นหลานสาวของป้ายุพารีบกล่าวขอบคุณ เพราะยังไม่ค่อยชินกับถนนในกรุงเทพ เวหาเลยต้องเรียกใช้บริการแท็กซี่เพราะไม่อยากเสียเวลาในการหลงทาง เขาชำระเงินค่าโดยสารก่อนจะลงจาก ชายหนุ่มมองขึ้นไปบนตึกสูงระฟ้าซึ่งบนนั้นเป็นที่ตั้งของบริษัทอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็เป็นบริษัทของเดนิสเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยเป็นรูมเมทกันตอนที่เขาไปอยู่อเมริกาปีแรก เขากดลิฟต์มาชั้นที่ 25 อันเป็นที่ตั้งของบริษัทดีเคเรียลเอสเตท ซึ่งเพื่อรุ่นพี่ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทต่อจากผู้เป็นบิดามาได้เกือบจะสามปีแล้ว “ผมมาพบคุณเดนิสครับ” เขาแจ้งประชาสัมพันธ์ซึ่งอยู่หน้าลิฟต์บริเวณชั้น 25 “นัดไว้หรือเปล่าคะ” “ไม่ได้นัดครับ” “รอสักครู่นะคะ ฉันขอโทรถามเลขาคุณเดนนิสก่อน จะให้เรียนว่าใครขอเข้าพบคะ” “บอกว่าเวหามาขอพบครับ” “ค่ะ รอสักครู่นะคะคุณเวหา” หญิงสาวใบหน้าสะสวยผายมือไปยังมุมหนึ่งหน้าลิฟต์ซึ่งจัดไว้เป็นมุมรับแขกเล็กๆ “ขอบคุณครับ” เวหายังคงยืนอยู่ที่เดิม เขารู้ว่ายังไงแล้วเดนิสก็ต้องให้เขาพบอยู่ดี รอไม่ถึงนาทีประชาสัมพันธ์สาวสวยก็บอกให้เข้าเข้าไปด้านในได้ เวหาเปิดประตูกระจกเข้าไปก็พบกับห้องโถงที่กว้างขวาง ตรงกลางเป็นโมเดลบ้านและคอนโดเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เขายังไม่ทันจะถามว่าห้องทำงานของเดนิสอยู่ตรงไหน หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาทักทายพอดี “สวัสดีค่ะ คุณเวหาใช่ไหมคะ” “ครับ” “เชิญทางนี้เลยค่ะ คุณเดนิสรออยู่แล้ว” หญิงสาวคนนี้ท่าทางคล่องแคล่วเธอคงจะเป็นเลขาของเดนิส หญิงสาวคนนี้แต่งกายด้วยของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า ออกจะแปลกไปสักหน่อยหากเป็นแค่เพียงเลขา เขาเองก็คุ้นหน้าเธอเล็กน้อย บางทีอาจเคยเจอกับเธอที่ไหนสักแห่ง แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นที่ไหน “เชิญด้านในเลยค่ะ” “ขอบคุณครับ” หญิงสาวเปิดประตูค้างไว้ พอเข้าเดินเข้าก็ปิดประตูทันที “เวย์ ดีใจจริง ๆ ที่เจอ ตอนประชาสัมพันธ์โทรขึ้นมาถามพี่ยังงงอยู่เลยว่าจะใช่นายจริงเหรอ” “ตัวจริงเลยครับพี่” “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ นั่งก่อนสิ” “หลายวันแล่วครับ มัวแต่ยุ่ง ๆ เลยไม่ได้โทรมาบอกก่อน” เวหานั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน “อือ ไม่เป็นไร พี่ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน เรื่องแม่ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปเยี่ยมท่าน แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้างหายดีหรือยัง” “ดีขึ้นแล้วครับ หมอเพิ่งให้กลับบ้านวันนี้” “แล้วจะอยู่ยาวหรือกลับไปที่นั่นอีก” “คงอยู่ยาวครับ” “นั่นสินะ เรื่องงานล่ะ จะทำกับพ่อหรือมาทำกับพี่” “ผมอยากมาทำกับพี่นะครับ แต่ไม่ถนัดเลย” “แล้วจะเริ่มทำงานเลยหรือเปล่า เที่ยวกันก่อนไหม พี่กำลังหาเพื่อนเที่ยวพอดีเลย” “ตอนนี้ผมไปไหนไกลไม่ได้ครับพี่ ต้องคอยดูแลแม่ ไม่อยากให้ท่านเหงา” “นายช่างเป็นลูกชายที่น่ารักจริง พี่ว่าหาลูกสะใภ้ให้ท่านสักคนสิ ท่านจะได้หายเหงา” “ไม่ดีกว่าครับ” “อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ ควรจริงจังกับใครสักคนได้แล้ว” “อย่าว่าแต่ผมเลย พี่เองยังไม่มีใครเลย ลืมไปหรือเปล่าว่าพี่อายุมากกว่าผมนะ” “พี่ชอบอยู่แบบนี้ ไม่อยากผูกมัดกับใคร” “ผมก็เหมือนพี่” เวหาไม่คิดจะมีครอบครัวที่เพราะเขาคิดว่าคำนี้มันเป็นการผูกมัดคนสองคนให้อยู่ด้วยกันทั้ง ๆ ที่ไม่หลงเหลือความรักให้แก่กันแล้ว เหมือนอย่างพ่อและแม่ของเขา “ถ้าวันหนึ่งพี่เจอคนที่ใช่พี่จะหยุดที่เธอไหม” “ไม่รู้สิ ยังไม่เจอใครเลย แล้วนายล่ะมีคนที่ถูกใจบ้างหรือยัง” “ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปหาคนที่ถูกใจล่ะ” “แล้วนาน่าล่ะ” “พี่ครับ คนนั้นเลิกกันไปนานแล้วที่ยังคุยกันอยู่ก็เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน” “ให้พี่แนะนำไหม” “หาให้ตัวเองก่อนเถอะน่า” เวหาคุยกับเพื่อรุ่นพี่อยู่นานก่อนจะขอตัวกลับ เขาไม่อยากผิดสัญญากับมารดาตั้งแต่วันแรก พอกลับถึงบ้านคุณวราพรก็รออยู่แล้ว “หิวหรือยังครับแม่” “ยังจ้ะ เวย์ล่ะลูก” “ยังไม่หิวครับ” “แม่อยากรอพ่อก่อน” “ได้ครับแม่” แต่แล้วทั้งสองคนก็รอเก้อเพราะตอนนี้สองทุ่มกว่าแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าคุณสิงหลจะกลับบ้าน “แม่ครับ เรากินข้าวก่อนดีกว่าพ่ออาจงานยุ่ง” “เวย์หิวเหรอลูก” “ครับแม่ ผมหิวแล้ว นะครับเราทานด้วยกันสองคนก่อนนะครับ” เวหาไม่ได้รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อยแต่ที่ต้องพูดออกไปอย่างนั้นก็เพราะเขาไม่อยากให้มารดาต้องหิ้วท้องรอคนที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหน เมื่อทานข้าวกับมารดาและส่งเข้านอนแล้ว ชายหนุ่มก็ลงมานั่งรอบิดาที่ห้องรับแขก “พ่อครับผมมีเรื่องจะคุยด้วย” “เอาไว้คุยวันหลังได้ไหม พ่อเหนื่อย อยากพักผ่อน” “แต่เรื่องนี้ผมไม่อยากรอ” “งั้นก็ว่ามาพ่อให้เวลาแค่ 10 นาทีนะ” “พ่อครับ ผมอยากขอร้องให้พ่อกลับมาทานข้าวกับแม่บ้าง สนใจแม่บ้าง แม่ต้องการพ่อนะครับ” “แกคิดอย่างนั้นเหรอเวย์ แม่ของแกไม่ได้ต้องการพ่อหรอก เธอแค่ต้องการเอาชนะเท่านั้น” “แต่ตอนนี้แม่ต้องการกำลังใจนะครับพ่อ ผมขอเวลาพ่อแค่สัปดาห์ละสองวัน ขอให้พ่อกลับมาทานข้าวกับแม่ ได้ไหมครับ” “พ่อจะทำเท่าที่ทำได้ ส่วนแกก็ควรไปเริ่มงานได้แล้ว” “ผมรู้ครับพ่อ ผมจะไปเริ่มงานวันจันทร์” “พ่อจะให้แกฟอร์มทีมขึ้นมาใหม่ เรื่องคนและทรัพยากรแกก็เตรียมไปเสนอในที่ประชุม” “ครับพ่อ”
ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เคยว่างเปล่า ตอนนี้เต็มไปด้วยข้าวของกระจัดกระจาย เพราะเจ้าของห้องคนใหม่ไม่มีเวลาที่จะจัดข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่ หลังจากเรียนจบและต้องย้ายออกจากหอพักที่หน้ามหาวิทยาลัย เมญาวีหรือเมยก็ต้องมาเช่าหอพักเล็ก ๆ เท่ารูหนูอยู่ เพราะเธอยังไม่อยากจะกลับไปที่บ้านตามคำชวนของมารดา อันที่จริงแล้วมารดาของเธออยากให้กลับไปหางานทำที่บ้านเกิดแต่เมญาวีอยากลองหางานทำที่กรุงเทพก่อน หญิงสาวเรียนจบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งด้วยเกรดที่ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ การหางานจึงยากกว่าเพื่อนคนอื่น แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะมีประกาศรับสมัครที่ไหนหญิงสาวก็ไปยื่นใบสมัครไว้ทุกที่ ในแต่ละวันเมญาวีแทบไม่ได้อยู่ห้องเลย ข้าวของเครื่องใช้ที่ย้ายมาจากหอพักจึงยังไม่ถูกเก็บเข้าที่ “เมย ให้รินช่วยฝากงานให้ไหม” รินรดาเพื่อนสนิทเพียงของหญิงสาว ทนดูไม่ได้กับสภาพของเพื่อนในตอนนี้ “ไม่เป็นไรริน เมยอยากลองหางานด้วยตัวเองก่อน” “นี่มันเดือนหนึ่งแล้วนะ ที่เมยเป็นแบบนี้” “เอาน่า ถ้าเมยไม่ไหวจริง ๆ เมยจะบอกนะ” “แต่ที่รินเห็นมันก็แทบจะไม่ไหวแล้วนะ ได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า” “กินสิ” “เหรอแล้วกินที่ไหนล่ะ รินถามป้าร้านข้าวข้างล่างแล้ว ป้าบอกว่าเมยไม่แวะที่ร้านแกมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ” “แหม เมยก็ไปกินร้านอื่นบ้างสิ” “เอาจริงนะเมย มีเงินพอใช้ไหม เอาของรินก่อนได้นะ” รินรดารู้ว่าตั้งแต่เรียนจบแม่ของเพื่อนไม่ได้ส่งเงินมาให้อีกเพราะอยากให้ลูกสาวกลับไปทำงานใกล้ ๆ บ้าน “ยังพอมี” “แล้ววันนี้กินข้าวกับอะไรเหรอ” “แซนด์วิช” “เมยจะกินแต่แซนด์วิชไม่ได้นะ” “ไม่เป็นไรหรอกน่า กินอะไรมันก็อิ่มเหมือนกัน เมยไม่อยากเสียเวลา” “ห่วงตัวเองบ้างนะเมย แล้วนี่ไปสมัครมากี่บริษัทแล้ว” “ไม่รู้สิ เมยไม่ได้นับ” “แล้วมีที่ไหนเรียกตัวแล้วบ้าง” “ก็มีบ้างแต่งานไม่ตรงสาย เมยเลยเอาไว้ก่อน” มีหลายบริษัทที่เรียกเธอเข้าไปสัมภาษณ์แต่พอไปถึงแล้วเมญาวีก็ต้องรีบปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะเธอเลือกงานแต่เธอเลือกเจ้านายมากกว่า ล่าสุดที่เธอไปสัมภาษณ์ หญิงสาวเกือบจะตอบตกลงอยู่แล้ว แต่จังหวะที่กำลังจะออกจากห้อง ผู้บริหารวัยห้าสิบกว่าก็เอามือมาจับบั้นท้ายของเธอ เมญาวีรีบวิ่งออกมาจากที่นั่นและไม่คิดที่จะกลับไปอีกเลย “เมย เย็นนี้เราไปหาอะไรกินกันนะ เดี๋ยวรินเลี้ยงเอง” “ไม่เป็นไรริน เมยเกรงใจ” “เมย รินเบื่อที่ต้องนั่งกินอะไรคนเดียว เมยไปกับรินนะ สัญญาจะไม่เข้าร้านแพง ๆ ให้เมยต้องลำบากใจ” “งั้นกินส้มตำกันไหม” “ได้สิ เมยรีบอาบน้ำแต่งตัวเลยนะจะได้รีบไปกัน” หลังจากออกจากร้านส้มตำเล็กๆ ที่เคยทานด้วยกันเป็นประจำ เมญาวีก็แยกกับเพื่อนที่หน้าร้าน หญิงสาวไม่อยากให้รินรดาเสียเวลาไปส่งที่หอพัก เพราะจากที่นี่นั่งรถเมล์เพียงสองป้ายก็ถึง เธอแวะที่ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยหญิงสาวเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวและน้ำดื่ม ระหว่างรอชำระเงินก็ยืนมองห่อขนมในมือแล้วก็นึกถึงเรื่องราวในอดีต เมญาวีจำเหตุการณ์วันนั้นได้ไม่มากเท่าไหร่เพราะมันผ่านมานานแล้ว แต่สิ่งที่ยังจำได้ดี ก็คือขณะที่เธอกำลังร้องไห้เพราะโดนเพื่อนล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาปลอบเธอ เอาขนมให้เธอกิน เด็กผู้ชายคนนั้นบอกกับเธอว่าเขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงงานผลิตขนม ‘จริงเหรอคะ’ ‘จริงสิ พี่จะหลอกเธอทำไม’ ‘หนูอิจฉาพี่จังได้กินแต่ขนมอร่อย ๆ แน่เลย’ ‘ถ้าไปเที่ยวกรุงเทพอย่าลืมแวะไปหาพี่นะ พี่จะเอาขนมอร่อย ๆ ให้กิน แต่ต้องกินให้เรียบร้อยนะ ไม่ใช่เลอะอย่างนี้’ เด็กชายล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงของตนเองมาเช็ดให้ ‘พี่ใจดีจัง ถ้าโตขึ้นหนูจะแต่งงานกับพี่นะคะ’ ‘เพราะพี่ใจดีเหรอ’ ‘เพราะหนูอยากกินขนมเยอะ ๆ’ ‘พี่สัญญาว่าจะแต่งงานกับเธอ แต่ตอนนี้เธอต้องเลิกร้องไห้ก่อน” เด็กชายวัย 12 ปีให้สัญญากับเด็กหญิงผมเปียซึ่งตอนนั้นเธอเพิ่งมีอายุเพียง 6 ปี เมญาวีจำได้แค่นั้น เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่ชายใจดีคนนั้นเลยนอกจากรู้แค่ว่าพ่อของเขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตขนม “278 บาทค่ะ” เสียงพนักงานร้านสะดวกซื้อปลุกหญิงสาวให้ออกจากภวังค์ เธอรีบจ่ายเงินแล้วก็เดินกลับหอพักซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอย เมญาวีไม่รู้ว่าพี่ชายใจดีคนนั้นจะจำเธอได้หรือเปล่าถ้าได้เจอกันอีกครั้ง แม้จะเป็นความทรงจำในช่วงเวลาที่แสนสั้นแต่มันก็ทำเธอยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง ถ้ามีโอกาสได้เจอพี่ชายคนนั้นอีกครั้งเธอก็อยากจะลองทวงสัญญานั้นดูสักครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะยังจำสัญญาที่ให้ไว้กับเธอได้หรือเปล่า แต่สำหรับเธอนั้นจำได้ดี เธออยากเป็นเจ้าสาวของเขาไม่ใช่เพราะว่าเขามีขนมให้เธอเยอะ ๆ แต่เพราะเธอประทับใจเขาคอยปลอบเธอจนหยุดร้องไห้ พอกลับมาถึงหอพักเมญาวีก็อาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนเนื่องจากพรุ่งนี้เธอจะออกไปหาสมัครงานอย่างเคย พอล้มตัวลงนอนเสียงสมาร์ทโฟนก็ดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้าหญิงสาวก็หน้าเครียด “สวัสดีค่ะแม่ คิดถึงแม่จังเลย” คนที่กำลังนอนกลิ้งไปมาส่งเสียงอ้อนไปตามสาย “คิดถึงก็รีบกลับมาอยู่กับแม่สิเมย” เพชรลดาพูดกับลูกสาวทุกครั้งที่โทรมาหาหลังจากที่เมญาวีเรียนจบ เธออยากให้ลูกสาวเพียงคนเดียวกลับไปอยู่ใกล้ ๆ ครอบครัวของเธอไม่ได้ลำบากเรื่องเงินเลย เพชรลดากับสามีใหม่ช่วยกันทำงานที่ไร่ มีทั้งข้าวโพด ข้าวสาลี หญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ซึ่งภายในไร่ของเธอเลี้ยงโคนมไว้อีกนับร้อยตัว “แม่คะ เมยขอเวลาอีกเดือนหนึ่งได้ไหมคะ” “อีกเดือนเดียวนะลูก ถ้าหนูยังหางานทำไม่ได้หนูต้องกลับมาช่วยแม่กับลุง” “แม่คะ เมยจบบริหารนะคะ แต่คุณลุงกับแม่ทำไร่นะคะ มันคนละอย่างกันเลยนะคะ” “หนูก็เอาความรู้ที่เรียนมาช่วยบริหารงานในไร่ไงลูก คนงานเราก็เยอะแยะ แม่ไม่ได้ให้หนูลงไปทำงานเองสักหน่อย” “ขอเวลาเมยนะคะ ถ้าครบเวลาแล้วเมยจะกลับไปอยู่กับแม่กับลุงนะคะ” “สัญญานะลูก” “ค่ะแม่ เมยสัญญา เมยรักแม่นะคะ” “แม่ก็รักเมยนะลูก ดูแลตัวเองด้วย แม่โอนเงินไปให้แล้ว” “ขอบคุณค่ะแม่” พอเห็นจำนวนเงินเมญาวียิ้มกว้าง ในที่สุดมารดาก็ใจอ่อนโอนเงินมาให้เธอใช้ ถ้าใช้จ่ายอย่างประหยัดเธอก็อยู่หางานที่นี่ได้อีกหลายเดือนเลยทีเดียว