“อื้อ มิลคะ เมเม่ไม่ไหวแล้ว อ้า!” เสียงครวญครางอย่างเร่าร้อนเล็ดลอดผ่านซอกประตูที่ปิดไม่สนิทจนดังระงมไปทั่วบริเวณชั้นสองของบ้าน ทำให้หญิงสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำตัวยาวที่เพิ่งเปิดประตูก้าวออกมาจากห้องนอนของตัวเองถึงกับชะงักแล้วหันไปมองยังห้องฝั่งซ้ายมือซึ่งเป็นที่มาของเสียงนั้น ในตอนแรกหญิงสาวคิดว่าควรจะเดินไปบอกกล่าวเจ้าของบ้านหลังนี้ว่าผู้อาศัยอย่างเธอกำลังจะออกไปงานปาร์ตี้กับเพื่อน แต่ดูเหมือนว่าหากเข้าไปตอนนี้จะเป็นการรบกวนกิจกรรมเข้าจังหวะของคนทั้งสองเสียมากกว่า เธอจึงรีบเดินลงบันไดแล้วพาตัวเองออกมายืนบริเวณหน้าบ้านด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจ วันวิวาห์หรือวีว่า หญิงสาววัยยี่สิบสองปีดีกรีนักเรียนนอก เพิ่งกลับมาเยือนแผ่นดินเกิดได้ไม่ถึงสิบวัน หลังจากต้องไปใช้ชีวิตอยู่แคนาดากว่าสี่ปี ย้อนกลับไปเมื่อตอนยังเด็ก วันวิวาห์เติบโตมาในครอบครัวรวมถึงสภาพแวดล้อมที่สุดแสนจะเป็นพิษ ครั้นจำความได้ เธอก็เห็นภาพบิดาพาผู้หญิงเข้าบ้านไม่เว้นแต่ละวัน หากครั้งไหนมารดาทนไม่ไหวก็มักจะเกิดการถกเถียงจนนำไปสู่การทะเลาะวิวาท และจบลงที่การทำร้ายร่างกาย หลังจากมารดาเสียชีวิตเพราะโรคร้าย บิดาของเธอก็แต่งงานใหม่ทันที และเมื่อเจ็ดปีก่อนเขาก็เสียชีวิตลงเช่นเดียวกันทำให้เธอต้องอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงซึ่งชอบการพนันเป็นชีวิตจิตใจ กระทั่งวันที่แม่เลี้ยงหมดเนื้อหมดตัวก็เป็นวันเดียวกันกับที่วันวิวาห์ถูกขายให้เจ้าของบ่อน สาวน้อยวัยสิบห้าผู้ไร้ซึ่งที่พึ่งทางกายและทางใจพยายามหนีเอาตัวรอดจากคนพวกนั้น ขณะเดียวกันเธอตัดสินใจวิ่งปาดหน้ารถคันหนึ่งเพื่อร้องขอความช่วยเหลือและวันนั้นเองที่ทำให้เธอได้เจอกันกับเขา รามิล...ผู้ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล กลับมายังปัจจุบัน วันวิวาห์นั่งประจำตำแหน่งคนขับภายในรถพอร์ชคันสีเหลืองสดใสซึ่งได้รับมาเป็นของขวัญวันเรียนจบจากรามิล สายตาของเธอหยุดมองไปยังระเบียงห้องที่มีแสงไฟสลัวสาดส่องอยู่เป็นเวลาหลายนาทีพร้อมริมฝีปากกระจับก็ค่อยๆ เม้มเข้าหากัน เท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงกว่าสี่นิ้วเผลอเหยียบคันเร่งอย่างลืมตัวเพราะมัวตกอยู่ในความคิดของตัวเอง แต่ด้วยสัญชาตญาณอันน้อยนิดในการขับรถแค่ไม่กี่ครั้งทำให้เธอต้องรีบเหยียบเบรก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันกาลเสียแล้วเพราะกระถางต้นไม้ที่วางอยู่ข้างหน้ากลับแหลกละเอียดด้วยฝีมือของเธอ ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้เดินลงไปดูผลงานของตัวเอง แต่เลือกที่จะขับรถออกไปจากบริเวณบ้าน วันวิวาห์ไม่ทันได้สังเกตว่าเจ้าของห้องที่เธอมัวแต่มองจนไม่มีสติ เดินออกมาตรงระเบียงโดยมีผ้าขนหนูพันสะโพกไว้อย่างหมิ่นเหม่ นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นมองไปยังรถพอร์ชที่พุ่งตัวด้วยความเร็วสลับกับกระถางต้นไม้ที่แทบจะแหลกละเอียดด้วยแววตาสงบนิ่งไม่ต่างจากคลื่นทะเลก่อนมีลมพายุ ชายหนุ่มจุดบุหรี่ที่ถือติดมาด้วยแล้วอัดสารนิโคตินเข้าปอดครั้งแล้วครั้งเล่า หญิงสาวใช้เวลาขับรถค่อนข้างนานกว่าปกติก็มาถึงโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน นาฬิกาหน้ารถบ่งบอกเวลาสามทุ่มครึ่ง และงานเริ่มไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน วันวิวาห์ไม่รอช้ารีบลงจากรถแล้วเดินเข้าลิฟต์กระจกเพื่อขึ้นไปยังชั้นสามสิบทันที งานในวันนี้เป็นการพบปะสังสรรค์เหล่าทายาทตระกูลดังและผู้มีหน้ามีตาทางสังคมเสียส่วนใหญ่ วันวิวาห์ไม่ได้ถูกรับเชิญโดยตรงจากเจ้าของงาน แต่คนที่ชวนเธอมาคืออังเคล เพื่อนชายคนสนิทเพียงคนเดียวตอนเรียนอยู่แคนาดาด้วยกัน และเขาเป็นน้องชายของเจ้าของงานนี้ ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกเสียงเพลงก็ดังเข้ามายังโสตประสาท สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังวันวิวาห์อย่างให้ความสนใจ ใบหน้าจิ้มลิ้มดูน่ารัก ทว่าผมบ๊อบสั้นสีบลอนด์และการแต่งกายสุดแสนจะเซ็กซี่กลับทำให้บุคลิกหวานผสานความเปรี้ยวยิ่งมีเสน่ห์น่าค้นหา “Hey! วีว่า” เสียงที่สุดแสนจะคุ้นเคยดังขึ้นทันทีที่เธอก้าวเท้าออกจากลิฟต์ อังเคล ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาโบกมือทักทายแล้วรีบเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า ก่อนจะใช้แก้มแตะสัมผัสกันเบาๆ ตามธรรมเนียมตะวันตก “ยูแต่งตัวได้แบบ..." ทันทีที่ทักทายเสร็จ เขามองใบหน้าของเพื่อนสาวคนสนิทพร้อมส่ายหน้าอย่างไม่จริงจังนัก ถึงแม้รู้ดีว่าหญิงสาวชื่นชอบการแต่งตัวและปาร์ตี้เป็นชีวิตจิตใจ แต่ครั้งนี้มันทำให้เขาอดที่จะแปลกใจไม่ได้ “ทำไม? วันนี้ไอไม่สวยเหรอ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทะเล้นแล้วหมุนตัวโชว์แผ่นหลังเปลือยเปล่า ขาวผ่องเป็นยองใยให้อีกฝ่ายดูว่าชุดนี้มันไม่ได้คว้านลึกแค่ด้านหน้า “ดูสายตาพวกหนุ่มๆ ที่มองยูแทนคำตอบแล้วกัน แต่ที่ไอแปลกใจคือ ชุดนี้รอดพ้นสายตาแดดดี้ของยูมาได้ยังไง” คนที่อังเคลหมายถึงก็คือรามิลนั่นเอง “เขาไม่มาสนใจไอหรอก ตอนนี้คงกำลังขึ้นสวรรค์กับผู้หญิงคนนั้นรอบที่สิบแล้วมั้ง” สีหน้าของเธอจากที่สดใสกลับเปลี่ยนเป็นหม่นหมองในชั่วพริบตา “ยูโอเคหรือเปล่า” คำถามของอังเคลทำให้ดวงตากลมโตเริ่มเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส หนุ่มลูกครึ่งเห็นอย่างนั้นก็รีบหยิบแก้วแชมเปญจากพนักงานเสิร์ฟส่งให้เธอ ตามด้วยของตัวเอง “Cheers!” วันวิวาห์กะพริบตาถี่แล้วไล่ความรู้สึกก่อนหน้านี้ให้ออกไป ยกแก้วขึ้นดื่มด้วยความกระหายจนไม่เหลือแม้เพียงหยดเดียว ต่อด้วยแก้วที่สองและสามตามมา “ไปแดนซ์กัน” หญิงสาวลากแขนอังเคลให้ตามเธอไปยังกลุ่มคนที่กำลังสนุกสนานกันอยู่บริเวณหน้าเวที เกือบชั่วโมงที่เธอปลดปล่อยตัวเองอยู่ตรงนั้น ราวกับว่าเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ในตอนนี้ ครู่ต่อมาวันวิวาห์จึงเดินออกมาเพื่อไปห้องน้ำ แต่กลับรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเดินตามมาด้วย “สวัสดีครับ” เสียงทุ้มนุ่มของชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยขึ้นแล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอพอดี "..." “คุณเป็นคนมีเสน่ห์มากจนผมอยากทำความรู้จัก” ชายคนนั้นเอ่ยออกมา แต่วันวิวาห์รู้ดีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริง 'เขาไม่ได้อยากรู้ชื่อแซ่อะไรหรอก แต่เป็นร่างกายของเธอต่างหากที่เขาต้องการ' เธอรู้ดี “ฉันได้ยินคำนี้จนเบื่อแล้วละคะ” เอ่ยพร้อมขยิบตาข้างหนึ่งให้อีกฝ่ายจนดูน่าหมั่นไส้ “แสดงว่าต้องต่อคิวสินะครับ” แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายามไม่ใส่ใจกับกิริยาของเธอ “เอ...ก็คงต้องอย่างนั้นค่ะ” “แล้วถ้าอยากลัดคิวนี่ ต้อง Dior,Chanel หรือ Hermes ครับ...” “ปกติจีบผู้หญิงด้วยวิธีนี้เหรอคะ” ถึงแม้ริมฝีปากกระจับจะฉีกยิ้มกว้าง แต่ดวงตากลมโตไม่ได้ฉายแววของรอยยิ้มนั้นแม้แต่น้อย “ที่ผ่านมาก็ได้ผลนะครับ” เขาพูดน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “พอดีฉันไม่ชอบของแบรนด์เนมค่ะ” “แล้วถ้าคอนโดหรูสักห้องล่ะครับ พอจะทำให้คุณสนใจได้มั้ย” เขายังคงยื่นข้อเสนอให้เธออย่างไม่ยอมแพ้ “คุณรู้จัก A.W.Hotel ใช่มั้ยคะ รับรองว่าคนระดับคุณต้องรู้จัก” วันวิวาห์ที่สวมหน้ากากแสร้งส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอยู่หลายนาที เริ่มเปลี่ยนสีหน้ามาจริงจังเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “ครับ? หรือคุณอยากไปพักที่นั่น...” เขาถามด้วยความแปลกใจ โรงแรมแห่งเดียวที่เขาไม่เคยคิดจะไปพักก็คือที่นั่น เพราะใช่ว่ามีเงินอย่างเดียวจะเข้าได้ ต้องมีความอดทนในการรอด้วย เพราะผู้ที่ต้องการเข้าพักต้องจองล่วงหน้าไม่ต่ำกว่าสามเดือน “เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่จะถามว่า คุณมีทรัพย์สินถึงครึ่งของเจ้าของที่นั่นมั้ยคะ” “ถึงจะมีไม่เท่า แต่ผม...” “งั้นฉันไม่สนใจค่ะ” “ที่แท้ก็ใฝ่สูงกว่าที่คิดนะครับ” ครั้นถูกอีกฝ่ายดูถูก น้ำเสียงและสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน "ถึงยังไง คนรวยอย่างพวกคุณก็เห็นผู้หญิงเป็นเพียงแค่ของเล่นไม่ใช่เหรอคะ” "..." "และถ้าฉันต้องไปเป็นของเล่นของใครสักคน ผู้ชายคนนั้นต้องเป็น รามิล เจ้าของ A.W.Hotel เท่านั้นค่ะ!" วันวิวาห์พูดจบก็ระบายรอยยิ้มหวานเป็นการทิ้งท้ายแล้วกระแทกไหล่ผู้ชายคนนั้นด้วยความโมโห ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับหวนคิดถึงเจ้าของชื่อที่อยู่ในบทสนทนา 'บ่อยครั้งที่เธอแอบอิจฉาผู้หญิงพวกนั้น ที่อย่างน้อยก็ได้อยู่ข้างกายเขา...'
“ไปไหนมา” น้ำเสียงแข็งกระด้างที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เจ้าของเรือนร่างที่มีส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรถึงกับชะงัก ขณะกำลังก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกเพื่อไปยังห้องนอน “ปาร์ตี้กับเพื่อนค่ะ” เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองใบหน้าของอีกฝ่าย จึงไม่เห็นว่าดวงตาคู่นั้นกำลังไล่มองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาแบบไหน “เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวสำส่อน” คำพูดที่บ่งบอกถึงการดูถูกเหยียดหยามทำให้ใบหน้าจิ้มลิ้มรีบหันขวับแล้วจ้องมองเจ้าของประโยคนั้นด้วยความไม่พอใจ รามิล ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดูสะอาดสะอ้านและค่อนข้างเนี้ยบตามแบบฉบับนักธุรกิจที่ต้องมีบุคลิกซึ่งบ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือ เขาอายุสามสิบแปดย่างสามสิบเก้าปีที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะสร้างครอบครัวในเร็ววันนี้ ถึงแม้จะเป็นลูกชายเพียงคนเดียวก็ตาม เพราะแค่ต้องบริหารจัดการโรงแรมหรูอย่าง A.W.Hotel ก็แทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองแล้ว ก่อนหน้านี้หากมีเวลาว่างอันน้อยนิดก็มักจะใช้เวลานั้นผ่อนคลายตามสไตล์หนุ่มโสดที่ไม่มีพันธะให้ต้องกังวล โดยมีเลขาสาวคอยจัดการเรียกผู้หญิงเหล่านั้นมาปรนเปรออย่างที่ต้องการ แต่ครั้นหญิงสาวที่เขาส่งไปศึกษาต่อที่แคนาดาเมื่อสี่ปีก่อนกลับมาก็ดูเหมือนว่าเรื่องชวนปวดหัวย่อมตามมาด้วย ก็เธอเล่นออกไปข้างนอกดึกดื่นไม่เว้นแต่ละวัน “คุณป๋าว่าไงนะคะ” คิ้วสวยได้รูปเลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากกระจับเล็กจะเอ่ยถามออกมาอีกครั้งราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง ว่าคำพูดเหล่านั้นจะออกมาจากปากของคนตรงหน้า “บอกว่าให้เลิกทำตัวสำส่อนแล้วก็เลิกแต่งตัวเหมือนผู้หญิงอย่างว่าซะที!” รามิลตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวเพราะทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของเธอ วันวิวาห์สะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจกับท่าทางของเขา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เลือกตอกกลับไปในสิ่งที่คิดอย่างไม่ยอมแพ้ “ผู้หญิงอย่างว่าที่หมายถึง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิงที่คุณป๋านอนด้วยไม่ใช่เหรอคะ” “วันวิวาห์!” “ทำไมคะ วีว่าพูดผิดตรงไหน” คนที่ถูกต่อว่าต่างๆ นานากลับไม่ได้มองเขาด้วยความโกรธอย่างที่ควรจะเป็น บัดนี้แววตาของเธอเต็มไปด้วยการตัดพ้อและอารมณ์น้อยใจอย่างชัดเจน จนคนที่เพิ่งตวาดเธอถึงกับนิ่งเงียบ “จะบอกอะไรให้นะคะ วีว่าไม่เคยสนใจว่าใครจะมองยังไง เพราะวีว่ารู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่” “อวดดี” สิ้นคำพูดนั้นความเงียบเริ่มเข้าปกคลุมบริเวณรอบๆ ขณะเดียวกันสายตาของเธอก็ประสานกับนัยน์ตาสีดำสนิทของอีกฝ่ายไม่ต่างกับการทำสงครามประสาท และเธอก็เป็นฝ่ายแพ้ไปโดยปริยาย จนต้องเอ่ยออกมาทำลายความเงียบที่ชวนน่าอึดอัดนั้น “ไหนๆ เราก็พูดเรื่องนี้แล้ว ต่อไปนี้คุณป๋าห้ามพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านอีก วีว่าไม่อนุญาต" คำพูดชัดถ้อยชัดคำที่มาจากความต้องการของเธอเพียงคนเดียว ทำให้คนถูกสั่งถึงกับกระตุกยิ้มมุมปาก “คิดยังไงถึงกล้าสั่งอะไรแบบนี้?” “วีว่าแค่ไม่อยากได้ยินเสียงโหยหวนอย่างกับผีเปรตแบบนั้นอีก" หญิงสาวพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ครั้นอีกฝ่ายได้ยินอย่างนั้นก็ทำท่าจะดุ แต่เธอก็รีบโพล่งออกมาอีกครั้ง "ไม่อย่างนั้นวีว่าจะออกไปอยู่คอนโด” "ไม่ได้" "คุณป๋าจะเอายังไงกันแน่คะ เอาอย่างนี้มั้ยคะ ถ้าคุณป๋าพาผู้หญิงเข้าบ้านได้ วีว่าก็พาผู้ชายเข้าบ้านได้เหมือนกัน" “จะมากเกินไปแล้วนะวันวิวาห์" "..." "หรือถ้ากล้าก็ลองดู รับรองเลยว่าพวกผู้ชายของเธอได้ออกไปแค่ร่างไร้วิญญาณแน่ ...” เสียงลอดไรฟันถูกเปล่งออกมาอย่างคนที่พยายามข่มอารมณ์เดือดดาล "ไม่ยุติธรรมนี่!" "อย่ามาหาความยุติธรรมที่นี่ แล้วก็ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย" "..." "และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รถคันนั้นรวมถึงบัตรทุกใบ เราจะไม่มีสิทธิ์แตะต้องมันอีก จนกว่าจะทำตัวให้มีประโยชน์" “คุณป๋าจะทำแบบนี้กับวีว่าไม่ได้นะ!” “เราทำตัวเองนะ วีว่า” “คนบ้าอำนาจ!” ริมฝีปากกระจับเบะใส่อีกฝ่ายไม่ต่างจากเด็กที่ถูกผู้ปกครองขัดใจ แต่มีหรือที่คนอย่างเขาจะสนใจปฏิกิริยานั้น “ทั้งยังใช้บัตรเปิดห้องนอนโรงแรมตั้งกี่คืน อย่าคิดว่าป๋าไม่รู้ เราไปทำอะไรกันแน่ วีว่า” ครั้นเอ่ยถึงเรื่องนี้สีหน้าและแววตาของเขาดูจริงจังขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันวิวาห์ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ "คุณป๋าคิดว่าไงล่ะคะ บ้านก็มี แต่กลับไปนอนโรงแรม" อันที่จริงเธอขับรถไม่ไหวแล้วเปิดห้องนอนต่างหาก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อยากลองของเพื่อต้องการเห็นอาการของเขา หากเอ่ยในทางที่ชวนคิดไปไกล แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นไปอย่างใจหวังแถมยังย่ำแย่กว่าเดิม “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ก็เลิกปาร์ตี้ซะ เราเป็นผู้หญิงนะวีว่า” เป็นครั้งแรกที่เธอสัมผัสได้ถึงความห่วงใยในน้ำเสียงนั้น จนใบหน้าที่บูดบึ้งในตอนแรกเริ่มคลายลง “คุณป๋าเป็นห่วงวีว่าเหรอคะ” เขาไม่ตอบคำถามนั้น แต่กล่าวในสิ่งที่ทำให้ใบหน้าของเธอบูดบึ้งหนักกว่าเดิม “เดี๋ยวป๋าจะหาคนขับรถให้แล้วกัน” “คุณป๋าจะทำเหมือนวีว่าเป็นเด็กไม่ได้นะคะ” หญิงสาวรู้ดีว่าการมีคนขับรถส่วนตัวคือการไร้ซึ่งอิสรภาพ เพราะการไปไหนมาไหนย่อมตกอยู่ในสายตาของเขา “ถ้าคิดว่าตัวเองโตแล้วก็ไปเริ่มงานในโรงแรมซะ” “ไม่ค่ะ วีว่าไม่อยากทำงานที่นั่น” เธอส่ายหน้ารัวๆ ทันทีเมื่อนึกถึงโรงแรมของเขา รามิลขมวดคิ้วแล้วจ้องมองอย่างคนที่ไม่เข้าใจ เขาส่งไปเรียนถึงต่างประเทศ ไม่ได้ทำให้เธอโตขึ้นหรือคิดได้เลยอย่างนั้นหรือ? "แล้วจะทำอะไร ปาร์ตี้ไปวันๆ อย่างที่ทำอยู่นะเหรอ" “วีว่าจะไปเป็นดีเจค่ะ” เธอประกาศกร้าว แววตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง “ว่าไงนะ?” “วีว่าอยากเป็นดีเจค่ะ ในเมื่อใบปริญญาวีว่าก็เอามาให้คุณป๋าแล้ว แถมผลการเรียนยังดีสุดๆ ไปเลย เพราะฉะนั้นคุณป๋าจงภูมิใจเถอะค่ะ แต่วีว่าจะไปเป็นดีเจ” “…” “อีกอย่าง พรุ่งนี้วีว่าต้องออกไปสมัครงานตามคลับ ถ้าไม่อวยพรก็ไม่เป็นไรค่ะ ขออย่าขัดขวางวีว่าก็พอ” พูดจบก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดมุ่งหน้าไปยังห้องของตัวเองด้วยความเร็วแสง จนคนที่ยืนอยู่ถึงกับขบกรามเข้าหากันแน่น "วีว่า เรายังคุยกันไม่จบ" "..." "วีว่า!" "..." “คิดว่าจะได้งานง่ายๆ เหรอ ฝันไปเถอะ วันวิวาห์...”
สัปดาห์ต่อมา... หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนขายาวรัดรูปกำลังก้าวเท้าที่สวมสนีกเกอร์คู่ใจออกมาจากคลับแห่งที่สามของวันด้วยความผิดหวัง หากจะนับรวมกันว่าเธอเข้าๆ ออกๆ สถานที่พวกนี้มาแล้วกี่ครั้ง ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะเป็นการนับจำนวนของความล้มเหลวเสียมากกว่า ดวงหน้าเล็กมีหยาดเหงื่อผุดซึมตามกรอบหน้าประปราย รวมถึงสองแก้มใสเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อจากอากาศร้อนระอุยามเที่ยงวันของกรุงเทพมหานครที่มองไปทางไหนก็มีแต่การจราจรติดขัดผสานเสียงแตรบีบสนั่นชวนแสบแก้วหูดังไปทั่วบริเวณ ดวงตากลมโตฉายชัดถึงความเหนื่อยล้า ก่อนจะสอดส่ายมองหารถยุโรปคันคุ้นเคยที่มีคนขับผู้ร่วมชะตากรรมรออยู่ ครั้นเห็นเป้าหมายที่ต้องการเธอก็รีบวิ่งไปหาและเข้าไปนั่งในรถราวกับว่าคิดถึงมันอย่างสุดหัวใจ มือเล็กทั้งสองข้างยกขึ้นพัดเอาความเย็นจากแอร์เข้าหาตัวเป็นพัลวัน "เป็นยังไงบ้างครับ" เจ้าของน้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามหลังจากร่างบางเข้ามานั่งในรถซึ่งเขาจอดรอเธออยู่เป็นเวลาเกือบชั่วโมง สายตาเหลือบมองอีกฝ่ายผ่านกระจกภายในรถและเห็นว่าคนถูกถามได้แต่เพียงส่ายศีรษะไปมาเป็นคำตอบ "ไม่เป็นไรนะครับ มันต้องมีสักที่ ที่เหมาะกับคุณวีว่า" ภูดิน ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อคมเข้มซึ่งตรงกันข้ามกับแววตาอ่อนโยนเอ่ยอย่างให้กำลังใจ เขาอายุอานามสามสิบปีและเดิมทีทำหน้าที่ขับรถให้กับรามิลมาได้เกือบสามปี แต่ตอนนี้กลับได้รับมอบหมายหน้าที่ให้มาดูแลหญิงสาวคนนี้แทน "วีว่าไม่เข้าใจเลยค่ะ ทำไมคนพวกนั้นถึงไม่ยอมให้โอกาสวีว่า คุณป๋าก็อีกคน" หลังพูดจบเธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างแรง อันที่จริงการสมัครงานแต่ละครั้งใช้เวลาไม่นานขนาดนี้ แต่เธอกลับเอาเวลาเหล่านั้นไปโน้มน้าวเจ้าของคลับเสียมากกว่า "บอสก็แค่เป็นห่วงนะครับ" "แต่วีว่าโตแล้วจริงๆ นะคะ" "ยังไงคุณวีว่าก็ยังเป็นเด็กในสายตาบอสอยู่ดีครับ" ภูดินเอ่ยพร้อมมองเธอผ่านกระจกอีกครั้งด้วยความเอ็นดู เขาคิดว่าวันวิวาห์เองก็รู้ดีว่าที่ไม่ได้งานตามต้องการส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนที่เพิ่งถูกกล่าวถึง แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังคงไม่ยอมแพ้ถึงแม้จะผ่านมาแล้วหลายวันก็ตาม และนั่นคือความมุ่งมั่นตั้งใจที่เขาสัมผัสได้จากเธอ "กลับบ้านเลยมั้ยครับ" "วีว่ายังไม่อยากกลับค่ะ" หญิงสาวเอ่ยขึ้นแล้วมองออกไปนอกกระจกรถอย่างคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะตัดสินใจอย่างไรกับชีวิต อีกฝ่ายจึงนั่งนิ่งเพื่อรอรับคำสั่งว่าจุดหมายปลายทางต่อมาคือที่ใด กว่าห้านาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุม จู่ๆ วันวิวาห์ก็โพล่งออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย "ไปกินไอติมกันค่ะ!" ภูดินพยักหน้ารับแล้วทำหน้าที่ขับรถพาเธอไปยังจุดมุ่งหมายที่ต้องการ ครึ่งชั่วโมงต่อมารถคันหรูจอดสนิทอยู่บริเวณหน้าร้านไอศกรีมเล็กๆ ภายในซอยแห่งหนึ่ง ที่ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่าน ในตอนแรกชายหนุ่มคิดว่าจะนั่งรอในรถ แต่เธอกลับอยากให้ลงไปเป็นเพื่อน และเพราะแบบนี้เขาจึงต้องมานั่งอยู่บนเก้าอี้ระหว่างโต๊ะตรงข้ามเธอ ไอศกรีมรสช็อกโกแลตมินต์ของหญิงสาวถูกนำมาเสิร์ฟในเวลาต่อมา โดยของภูดินเป็นรสมะนาว วันวิวาห์ใช้ช้อนตักไอศกรีมเข้าปากด้วยความเพลิดเพลินและดูจะมีความสุขเป็นพิเศษ ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้หายเป็นปลิดทิ้งราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 'นี่แหละนะ อานุภาพของความหวาน' เธอคิดในใจ "คุณวีว่าชอบไอติมรสช็อกมินต์เหมือนบอสเลยนะครับ" "คุณป๋านะเหรอคะ ชอบไอติมรสนี้" คิ้วสวยขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเพราะไม่รู้สึกคุ้นว่าผู้ชายคนนั้นจะชอบอะไรแบบนี้ "ครับ แล้วที่นี่ก็เป็นร้านประจำของบอส เมื่อก่อนผมมาซื้อให้อยู่บ่อยๆ แต่ช่วงหลังก็ไม่เห็นนึกอยากกินอีก" วันวิวาห์นั่งฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดพร้อมตักไอศกรีมเข้าปากอย่างต่อเนื่อง ไม่นานความเงียบก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เธอตกอยู่ในความคิดของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านไปอีกหลายนาทีจึงจะเริ่มปริปากเอ่ยถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ "ผู้หญิงที่ชื่อเมเม่นี่ใครเหรอคะ" คนถูกถามเงียบไปชั่วอึดใจรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะตอบ แต่เมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่ายกำลังจ้องมองอย่างรอคอยคำตอบ เขาจึงเอ่ยออกมาเบาๆ "คู่ควงคนล่าสุดของบอสนะครับ" "คู่นอนนะเหรอคะ" "ครับ?" "แล้วคุณป๋าเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยมั้ยคะ" เป็นอีกคำถามที่ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจจะตอบ เขาไม่อยากนำเรื่องส่วนตัวของเจ้านายออกมาแพร่งพราย "บอกมาเถอะค่ะ วีว่าไม่ใช่คนอื่นเสียหน่อย หรือคุณภูดินคิดว่าวีว่าเป็นคนอื่น" หญิงสาวที่อดรนทนไม่ไหวในความอยากรู้ของตัวเองแสร้งตีหน้าเศร้าอย่างมืออาชีพ "แล้วแต่อารมณ์ของบอสนะครับ" "แต่คุณป๋าอารมณ์ไม่ปกตินะคะ แสดงว่าต้องเปลี่ยนบ่อยแน่ๆ" ภูดินแค่รับฟังแต่ไม่ต้องการออกความคิดเห็นใดๆ และเมื่อเธอเห็นสีหน้าของเขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย "หรือวีว่าจะลองไปช่วยงานที่โรงแรมคุณป๋าดูก่อน" เธอเอ่ยออกมาเสียงแผ่วอย่างไม่มั่นใจ อันที่จริงวันวิวาห์ยังคงไม่ยอมแพ้ในการทำตามอีกหนึ่งความชอบก็คือการเป็นดีเจ แต่ชีวิตระหว่างนี้มันย่อมต้องใช้เงินและเงินเก็บของเธอก็เริ่มร่อยหรอลงไปทุกที "ลองดูก็ไม่เสียหายนะครับ บางทีคุณวีว่าอาจจะชอบก็ได้" "..." "คุณวีว่าอายุยังน้อย ได้ลองทำหลายๆ อย่างก็ดีเหมือนกันนะครับ ถ้ามันเกิดล้มเหลวขึ้นมา อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ชีวิต" "มันจะโอเคใช่มั้ย" หญิงสาวพึมพำพร้อมกับใช้ความคิดอีกครั้ง ถ้ารามิลพูดดีๆ และไม่ตัดสินในสิ่งที่เธออยากทำอย่างที่ภูดินกำลังทำก็คงจะดี หลังจากวันนั้นที่เธอประกาศก้องว่าจะไปเป็นดีเจ เขาก็แทบไม่คุยกับเธออีกเลย "ถ้าอย่างนั้นวีว่าจะไปคุยเรื่องนี้กับคุณป๋าค่ะ" "บอสต้องดีใจแน่ๆ เลยครับ" "เรารีบไปหาคุณป๋ากันเถอะค่ะ" เอ่ยพร้อมลุกขึ้นยืนทันที “เอ่อ วันนี้บอสติดประชุมนะครับ” “เราแค่ซื้อไอติมไปฝากก่อนก็แล้วกันค่ะ ส่วนเรื่องนั้นค่อยคุยก็ได้” อีกหนึ่งสิ่งที่ภูดินได้เรียนรู้จากการต้องคอยดูแลเธอคือ ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างไม่ชอบการถูกขัดใจ และการทำแบบนั้นก็เป็นอะไรที่เปล่าประโยชน์ เขาจึงตัดสินใจส่งข้อความไปหาเลขาสาวหน้าห้องของผู้เป็นเจ้านายทันทีก่อนที่จะพาเธอไป ระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม ที่ต้องฝ่าด่านรถติดมาถึงโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ ทำให้วันวิวาห์รีบเดินสาวเท้ามุ่งหน้าเข้าไปยังลิฟต์โดยมีภูดินแตะคีย์การ์ดพาเธอขึ้นไปยังชั้นบนสุดด้วยท่าทางที่แปลกไป แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ไม่ทันสังเกตเห็น ครั้นมาถึงหน้าห้องทำงาน เลขาสาวลุกขึ้นแทบปรี่เข้ามาหาวันวิวาห์ พร้อมเอ่ยอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก “เดี๋ยวดิฉันแจ้งบอสก่อนนะคะ” คนใจร้อนไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นรวมถึงเสียงร้องเรียกแล้วผลักประตูตรงหน้าเข้าไปพร้อมปิดมันอย่างเบามือ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสราวกับมาเซอร์ไพรส์ "คุณป๋าขา วีว่าซื้อไอติมรสโปรดมาฝากด้วยค่ะ แล้วก็มีข่าวดีจะบอก..." ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองภาพเบื้องหน้ากลับทำให้เธอถึงกับเบิกตากว้าง หญิงสาวในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยกำลังนั่งคร่อมอีกฝ่ายบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานและโยกตัวเป็นจังหวะ จนได้ยินเสียงแห่งความเร่าร้อนดังเป็นระยะตามอารมณ์ดิบเถื่อนของทั้งสอง ตุ้บ! ถุงกระดาษในมือของวันวิวาห์ร่วงหล่นลงบนพื้นพรมอย่างคนไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะถือมัน "คุณป๋า..." หญิงสาวพึมพำออกมาเสียงแผ่ว ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกมาจากตรงนั้นด้วยความรู้สึกชาหนึบไปทั่วทั้งหัวใจ 'แต่ก็อย่างว่า เธอไม่สมควรมาที่นี่ตั้งแต่แรก'