ในปีแรกของรัชสมัยลี่ชิง เมืองซีโจวประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง ทุ่งนาแห้งแล้ง ดินแตกร้าว ประชาชนไร้ซึ่งผลผลิตจนถึงขั้นต้องขายลูกชาย และลูกสาวกิน ตระกูลฟางก็เช่นเดียวกัน ขณะที่ฟางจิ่นซิ่วเพิ่งจะได้สติก็ถูกคนกระชากผมไปอย่างรุนแรง นางเจ็บจนลืมตาขึ้นมาทันที “อย่ามาแกล้งตายหน่อยเลย แกล้งตายไปก็ไม่มีประโยชน์” นางมองไปตามเสียง แล้วก็เห็นว่าผู้หญิงคนที่กำลังจับผมนางอยู่มีใบหน้าที่ดุร้ายอำมหิต สวมชุดผ้าหยาบบ่งบอกถึงฐานะที่ยากจน “ฟางจิ่นซิ่ว ตลอดเวลาหลายปีที่ข้าเลี้ยงดูเจ้ามา ข้าถือว่าใจดี และเมตตากับเจ้ามามากพอแล้ว คนอื่นเขาขายลูกสาวให้กับแม่เล้ากันไปหมดแล้ว แต่เรายังรู้จักผิดชอบชั่วดีก็เลยเลือกที่จะหาบ้านผัวให้เจ้าแทนอย่างไรเล่า” “เจ้าจะมาหาว่าข้าใจร้ายไม่ได้ ครอบครัวของเรามีเฮียใหญ่ของเจ้าเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว หมอบอกว่าขาที่หักของเขาสามารถรักษาได้ ขอเพียงแค่เรารวบรวมเงินได้ห้าตำลึง” “เจ้าเป็นแม่หญิงไม่ว่ายังไงก็ต้องแต่งานออกเรือนอยู่แล้ว ตอนนี้มีคนยอมจ่ายเงินห้าตำลึงเพื่อซื้อเจ้าไป เจ้าก็คิดซะว่ามันเป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อเจ้า และข้าที่เลี้ยงดูเจ้ามาตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็แล้วกัน” ฟางจิ่นซิ่วที่ถูกดึงหัวรู้สึกปวดหัวอยู่ครู่หนึ่ง ความทรงจำของเจ้าของเดิมค่อย ๆ ฉายภาพขึ้นมา ความจริงแล้วนางได้เดินทางทะลุมิติข้ามภพข้ามชาติไปยังสมัยโบราณโดยไม่รู้ว่าเป็นช่วงสมัยใด นางกลายมาเป็นลูกสาวคนที่สามของตระกูลฟางที่มีชื่อเดียวกัน นางมีเฮียใหญ่อยู่คนหนึ่งชื่อว่าฟางเจี้ยนเหริน ปีนี้อายุสิบเก้าปี เขาเป็นคนโปรดของพ่อแม่ และเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลฟาง นอกจากนี้ยังมีพี่สาวคนที่สองชื่อฟางหมิงเซี่ย ซึ่งเป็นฝาแฝดกันกับนาง มีอายุสิบแปดปี แต่พวกนางที่อยู่ในวัยเดียวกันกลับมีชะตากรรมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟางหมิงเซี่ยเป็นคนปากหวาน นิสัยเจ้าของร่างเดิมเป็นคนซื่อ และเงียบ ดังนั้นเวลาอยู่ในบ้านฟางหมิงเซี่ยจึงจะได้รับความโปรดปรานมากกว่านาง นอกจากนี้ยังมีน้องสาวคนเล็กชื่อฟางเสี่ยวเฉา อายุสิบสามปี เป็นคนที่เวลาอยู่ที่บ้านจะไม่ได้รับความโปรดปรานเหมือนกันกับนาง ซึ่งสาเหตุที่ไม่ได้รับความโปรดปรานเป็นเพราะตอนที่ฟางเสี่ยวเฉาอยู่ในท้อง หมอดูบอกว่าเป็นลูกชายที่จะทำให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง แต่ผลปรากฏว่าพอคลอดออกมาแล้วนางกลับเป็นหญิงสาวที่ขี้โรคร่างกายอ่อนแอเสียอย่างนั้น หวังซิ่วเม่ยที่เป็นแม่ของเจ้าของร่างเดิม ต้องการที่จะขายนางให้กับครอบครัวนายพรานแซ่จงที่อยู่บนภูเขา เพื่อนำเงินมารักษาขาของลูกชาย ได้ยินมาว่าตระกูลจงก็ยากจนข้นแค้นมากเช่นกัน แล้วก็มีแม่ขี้โรคที่ร่างกายอ่อนแออยู่คนหนึ่งด้วย จงยวี่ที่เป็นลูกชายคนโตสามารถล่าสัตว์ได้ แต่เขาเป็นคนดุร้าย มีสมญานามว่ายักษ์ คนในหมู่บ้านยังพูดกันอีกว่าจงยวี่ผู้นี้ใช้เงินซื้อภรรยามาจากตระกูลฟาง เพราะเขาหาภรรยาไม่ได้ คาดว่าคงจะไม่มีใครทนรับการทรมานของเขาไหว หากเข้าไปในตระกูลจง ไม่ช้าก็เร็วอย่างไรก็ต้องตายเป็นแน่ เจ้าของร่างเดิมตกใจกลัว หนีไปกลางดึก แต่กลับถูกฟางต้าจู้ผู้เป็นพ่อแท้ ๆ ตามไป และใช้ไม้ตีอย่างแรงเพื่อจับตัวกลับมา เมื่อนางลืมตาขึ้นมาก็กลับกลายเป็นคนที่มีชื่อแซ่เดียวกันเสียอย่างนั้น ฟางจิ่นซิ่วรีบหาน้ำทิพย์จากภิภพที่นางบังเอิญได้มาก่อนจะข้ามภพมาที่นี่ เมื่อเห็นว่ามันยังอยู่ นางก็รู้สึกโล่งใจ นางไม่รู้ว่าจงยวี่เป็นยักษ์หรือไม่ นางรู้แค่ว่าคนที่ฆ่าเจ้าของร่างเดิมคือฟางต้าจู้พ่อผู้ให้กำเนิดของนาง ไม้ค้อนนั้นส่งนางขึ้นสวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว หวังซิ่วเม่ยยังคงพูดเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหูนางไม่หยุด ฟางต้าจู้จึงเดินเข้ามาดึงภรรยาของเขาไป แล้วบอกให้นางสงบสติอารมณ์ลง ถึงยังไงตระกูลจงก็เป็นครอบครัวนายพราน ไม่แน่ต่อไปจิ่นซิ่วอาจจะมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ได้ ถึงเวลานั้นครอบครัวของพวกเขาก็จะได้รับผลประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน “เอาล่ะ เจ้าหยุดพูดก่อน” เขาดึงฟางจิ่นซิ่วขึ้นมา และพูดว่า “จิ่นซิ่ว พ่อกับแม่ไม่มีทางเลือกจริง ๆ” “ยังไงจงยวี่ผู้นี้ก็รู้วิธีการล่าสัตว์ ยุคสมัยนี้ หากเจ้าไปอยู่บ้านเขาก็ไม่ใช่ว่าเจ้าจะต้องตายอย่างที่คิดก็ได้” “อย่าคิดที่จะหนีอีกเลย แล้วก็ห้ามหนีกลับบ้านมาเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?” “แต่ถ้าอนาคตมีชีวิตที่ดีขึ้น ปีใหม่เจ้าก็กลับมาเยี่ยมข้า และแม่ของเจ้าได้” “การที่พวกเราเลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบใหญ่เช่นนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ เลย เจ้าอย่าเนรคุณเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?” ฟางจิ่นซิ่วแอบหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ในใจ อย่าว่าแต่เจ้าของร่างเดิมโดนพ่อฆ่าตายเลย ต่อให้จะไม่ตาย แต่เขาในฐานะพ่อกล้าที่จะมาพูดเรื่องแบบนี้กับลูกสาวของตัวเองที่ถูกขายออกไปได้อย่างไร ในเมื่อคิดที่จะขายนางทิ้งแล้ว ยังจะห้ามไม่ให้นางลืมบุญคุณด้วยอย่างนั้นน่ะหรือ? ช่างน่าขบขันสิ้นดี ต่อให้เขาจะขอร้องอ้อนวอนนางอย่างไร นางก็จะไม่มีวันกลับมาเป็นอันขาด
เมื่อเห็นว่านางไม่พูดไม่จา ฟางต้าจู้ก็หันหลังไปบอกให้หวังซิ่วเม่ยผู้เป็นภรรยาไปเก็บสัมภาระให้นาง “ตระกูลจงอยู่บนภูเขา วันนี้เราต้องส่งนางไปที่นั่น ถ้ายังไม่ไปอีก ถนนหนทางบนภูเขาตอนฟ้ามืดแล้วอันตราย” ฟางจิ่นซิ่วไม่อยากจะสนใจคนครอบครัวนี้แล้ว เสี่ยวเฉาหรือน้องสี่กำลังซ่อนตัวอยู่หลังประตูแอบดูนางอยู่ ดวงตาคู่นั้นของนางเมื่ออยู่บนใบหน้าเล็ก ๆ ที่ซูบตอบแล้วดูโดดเด่นเป็นพิเศษ น้ำตากำลังไหลรินลงมาไม่ขาดสาย ฟางจิ่นซิ่วรู้สึกทนไม่ไหวเล็หน้อย แต่ตอนนี้แม้แต่ตัวนางเองยังไม่สามารถปกป้องเอาไว้ได้เลย นางไม่รู้จริง ๆ ว่าจะดูแลเสี่ยวเฉาได้อย่างไร เด็กผู้หญิงคนนี้มีสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่เกิด ซึ่งฟางต้าจู้ และภรรยาของเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเลี้ยงดูนางเอาไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ต้องขอบคุณความมีน้ำใจของเจ้าของร่างเดิมที่ขอร้องให้พ่อแม่เก็บน้องสาวคนนี้เอาไว้ ตอนที่เสี่ยวเฉาเกิดมานางเพิ่งจะมีอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น น้องคนนี้นางแทบจะเป็นคนเลี้ยงดูมาคนเดียวเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้เมื่อนางถูกขายออกไป นับจากนี้ไปจึงไม่มีใครที่จะสามารถปกป้องเด็กหญิงคนนี้ได้อีกแล้ว จะให้นางไปที่บ้านของตระกูลจงด้วยน่ะหรือ? รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว หวังซิ่วเม่ยเข้าไปได้สักพัก หลังจากคิดไปคิดมาแล้วนางก็เดินออกมามือเปล่า แม้แต่เสื้อผ้าขาดวิ่นที่ฟางจิ่นซิ่วเคยใส่ในทุกวันสักตัว นางก็ทำใจที่จะให้ไปไม่ได้” “ช่างเถอะ เดี๋ยวนางไปที่ตระกูลจงนางก็เป็นคนของตระกูลจงแล้ว จะมาสิ้นเปลืองข้าวของในเรือนของเราไปทำไม” ฟางจิ่นซิ่วเสียใจแทนเจ้าของร่างเดิมมาก นางตามฟางต้าจู้ออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ น้ำทิพย์จากพิภพของนางมีฤทธิ์ในการรักษาอย่างน่าอัศจรรย์ ประกอบกับตัวนางเองก็เป็นนักศึกษาแพทย์ด้วย หากตระกูลฟางไม่โหดเหี้ยมกับนางเช่นนี้ อาการบาดเจ็บที่ขาของฟางเจี้ยนเหรินเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยในสายตาของนางเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินห้าตำลึงเลยด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้เกิดจากตระกูลฟางที่รนหาที่เอง ระหว่างทางฟางต้าจู้ก็คอยพูดล้างสมองฟางจิ่นซิ่วไปด้วย “เมื่อไปอยู่ตระกูลจงแล้วเจ้าจะต้องขยันเข้าไว้ เขาจะได้เห็นแก่ความขยันขันแข็งของเจ้า แล้วยอมซื้อเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ให้เจ้า” “หากเจ้าสวมเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเก่าไปก็มีแต่จะอับอายผู้คน คนจะหาว่าแม่ของเจ้าไม่ได้จัดเตรียมของข้าวของดี ๆ ให้เจ้าได้” “จงยวี่รู้วิธีการล่าสัตว์ หากเขาล่าสัตว์ดี ๆ มาได้ เจ้าควรจะให้ความสำคัญกับครอบครัวตัวเองให้มาก อย่าลืมเด็ดขาดว่าเจ้าสกุลฟาง อย่าทำตัวเป็นหมาป่าตาขาวเนรคุณหน่อยเลย” “ต่อไปหากเจ้าถูกรังแกขึ้นมาจริง ๆ ข้าและเฮียใหญ่ของเจ้าไม่ถึงขนาดกับใจร้ายใจดำไม่ยอมช่วยเหลือเจ้า” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟางจิ่นซิ่วก็ทนไม่ไหวแล้ว สรุปแล้วใครกันแน่ที่ใจร้ายใจดำ? “เหอะ จะช่วยเหลือข้างั้นรึ?” “พวกท่านขายข้าให้กับตระกูลจงไปแล้วไม่ใช่หรือไร? ในสัญญาการขายตัวก็บังคับให้ข้าให้ข้าประทับลายนิ้วมือไปแล้วนี่” “ต่อจากนี้ไปไม่ว่าข้าจะอยู่หรือตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลฟางอีกแล้ว” ด้วยความที่กลัวว่าฟางจิ่นซิ่วจะหนีไปอีก ระหว่างทางมือทั้งสองข้างของนางจึงถูกมัดเอาไว้ตลอด โดยที่ปลายเชือกอีกด้านหนึ่งฟางต้าจู้จะคอยดึงเอาไว้ เมื่อฟางต้าจู้ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวด้วยความโกรธขึ้นมาทันที เขาจึงด่าทอว่านางเป็นหมาป่าตาขาวเนรคุณคน จากนั้นก็พูดถึงพระคุณของการเลี้ยงดูครั้งแล้วครั้งเล่า ฟางจิ่นซิ่วหัวเราะเยาะขึ้นมา นางไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมเสียหน่อย ดังนั้นการเลี้ยงดูจึงไม่เกี่ยวข้องกับนาง รอให้ไปถึงตระกูลจงแล้ว นางจะรอดูสถานการณ์ก่อนค่อยว่ากัน เมืองซีโจวกำลังประสบวิกฤตภัยความแห้งแล้งและความอดอยาก หากโลกอยู่ในความวุ่นวาย โจรก็จะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ต่อให้นางจะหนีไปได้ แต่นางก็อาจจะไม่รอดอยู่ดี ถ้าคนตระกูลจงไม่เลว นางก็จะอยู่ต่อ อาศัยน้ำทิพย์จากพิภพ และทักษะทางการแพทย์ของนางแล้ว แม้จะอดอยากปากแห้งแค่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะไม่มีข้าวกิน หากจงยวี่ผู้นั้นเป็นยักษ์ที่โหดร้ายอย่างที่ชาวบ้านพูดกันจริง ๆ นางก็จะหาโอกาสหนีไปอีกครั้งให้ได้ วันข้างหน้าก็ค่อยว่ากันอีกที ฟางต้าจู้เห็นว่านางดูดื้นรั้น ดังนั้นเขาจึงกระชับเชือกให้แน่น และเร่งความเร็วในการเดินขึ้นอีก เมื่อข้ามภูเขาลูกนี้ไป ก็จะเป็นที่อยู่ของตระกูลจงที่พักกันอยู่บนไหล่เขา นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านที่เรียกกันว่าหมู่บ้านกลางป่าอยู่ที่เชิงภูเขาอีกลูกด้วย แม้ว่าตระกูลฟาง และหมู่บ้านกลางป่าจะห่างกันโดยมีภูเขาลูกหนึ่งกั้นอยู่ แต่ในความจริงต้องใช้เวลาเดินทางสามถึงสี่ชั่วยามเลยก็ว่าได้กว่าจะมาถึง ภูเขาลูกนี้ใหญ่มาก ถ้าไม่ใช่เพราะภัยแล้งที่ทำให้วัชพืช และพืชพรรณมากมายเปิดทางให้คนเดินได้ ปกติแล้วก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปในภูเขาลูกนี้หรอก เนื่องจากทางเข้าออกของภูเขาไม่สะดวก ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกลางป่ายากจนกว่าคนข้างนอกมากโข ส่วนใหญ่หากไม่ผลูกพืช ก็ทำได้แค่พึ่งพาอาหารจากภูเขาเท่านั้น
ฟางต้าจู้ถามทางชาวบ้านในหมู่บ้านกลางป่า แล้วก็พบตระกูลจงในที่สุด เมื่อคิดว่ากำลังจะได้เงินห้าตำลึงแล้ว เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย ตอนที่เข้าประตูไปจึงตะโกนขึ้นมาว่า “เฮ้ ลูกเขย ทางมาบ้านเรือนของพวกเจ้านี่ช่างหายากเย็นยิ่งนัก” ฟางจิ่นซิ่วมองพิจารณาสถานที่แห่งนี้อย่างเงียบ ๆ บ้านของตระกูลจงนั้นดูคร่ำครึกว่าตระกูลฟางเล็กน้อย บริเวณส่วนใหญ่ของบ้านทำจากไม้ น่าจะเป็นเพราะใช้วัสดุในท้องถิ่นค่อนข้างสะดวก ถึงแม้บ้านไม้จะดูคร่ำครึ แต่ก็สร้างได้ดีเลยทีเดียว ทั้งสองฝากฝั่งซ้ายขวาจะมีอยู่ฝั่งละหนึ่งห้อง ตรงกลางเป็นห้องหลัก มีโต๊ะเก้าอี้ครบครัน ทุกอย่างล้วนทำจากไม้ทั้งหมด เมื่อได้ยินเสียงมู่อวิ๋นเห่อก็รีบบอกให้จงอวี่เหลี่ยนผู้เป็นลูกสาวประคองนางเธอออกมาจากในห้องทันที ฟางจิ่นซิ่วมองเข้าไป แล้วก็สบตากับตระกูลมู่พอดี โรคบ้างานของนางกำเริบ นางสังเกตุใบหน้าของอีกฝ่าย สีหน้าขาวซีด ริมฝีปากซีดเซียว เกิดจากตับบกพร่อง ส่วนปอดก็ไม่ดีนัก ทำให้นางดูหายใจลำบาก บางครั้งเสียงที่ไอออกมายังมีเสมหะปนด้วย ร่างกายที่ซูบผอมของนาง มองดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าแตกต่างไปจากภาวะอดอยาก นางคงจะเป็นแม่ของจงยวี่ แม้ว่านางจะป่วยอยู่ แต่แววตาของนางกลับดูใจดีมีเมตตามาก นางดูเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายตั้งแต่แรกที่เห็น ฟางจิ่นซิ่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก “พวกเจ้ามากันแล้วรึ รีบเข้ามาข้างในก่อนสิ” มู่อวิ๋นเห่อพอได้เห็นฟางจิ่นซิ่วแล้วรู้สึกพึงพอใจมาก สาวน้อยผู้นี้แม้จะดูซูบผอม แต่หน้าตากลับสวยสดงดงามยิ่งนัก ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นสดใสเป็นประกาย เธอคาดไม่ถึงเลยว่าฟางจิ่นซิ่วไม่เพียงแต่ไม่กลัวจนหลบหน้าหลบตา แต่กลับดูเหมือนได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี โดยพยักหน้าให้นางเล็กน้อย มู่อวิ๋นเห่อปฏิบัติต่อฟางต้าจู้อย่างสุภาพมากขึ้น นางผลักอวี่เหลี่ยนผู้เป็นลูกสาวพลางพูดขึ้นมาว่า “รีบไปเอาน้ำมาให้พ่อตาพี่ชายเจ้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าสิ เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้คงจะเหนื่อยล้า และกระหายน่าดู” เมื่อได้ยินว่ามีน้ำให้ดื่ม ฟางต้าจู้ก็ตาลุกวาวพลางรีบพยักหน้าทันที เมืองซีโจวอยู่ในภาวะแห้งแล้งมาสามเดือนแล้ว ตอนนี้น้ำมีมูลค่ามากเสียยิ่งกว่าอาหารซะอีก “ขอบน้ำใจยิ่งนัก! ดีเลย ข้ากำลังกระหายน้ำอยู่พอดี” จงอวี่เหลี่ยนยังคงไม่ขยับ ฟางจิ่นซิ่วมองเห็นความเกลียดชังในแววตาของนางได้ “แม่เลอะเลือนไปแล้วหรือไร พ่อตาอะไรกัน?” นางชี้ไปที่ฟางจิ่นซิ่วอย่างไม่เกรงใจพลางพูดขึ้นมาว่า “สตรีนางนี้ ครอบครัวของเราใช้เงินห้าตำลึงเพื่อซื้อมา” “ข้าไม่ยอมรับนางในฐานะพี่สะใภ้ของข้าหรอก” “ที่บ้านเรามีน้ำน้อยนิดถึงเพียงนั้น ลำพังข้าจะดื่มยังไม่พอ แล้วพวกเขามีสิทธิ์อันใดจะมาดื่มหรือ ข้าไม่ยอมหรอก” คำพูดของจงอวี่เหลี่ยนทำให้บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที ด้วยความที่ฟางต้าจู้เป็นคนที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงรีบพูดเสริมขึ้นมาว่า “ที่เจ้าพูดก็ถูก งั้นข้าไม่ดื่มแล้ว” “นี่คือสัญญาการขายตัวของลูกสาวข้า ไม่รู้ว่าเรื่องเงินพวกเจ้าเตรียมเอาไว้พร้อมหรือยัง” มู่อวิ๋นเห่อรีบนำเงินที่เตรียมไว้ออกมาจากหน้าอกอย่างรวดเร็ว และยื่นให้ฟางต้าจู้ไป “ท่านพ่อตา เจ้าอย่าไปฟังลูกสาวข้าพูดจาไร้สาระเลย” “กว่าพวกเจ้าจะเลี้ยงดูจิ่นซิ่วจนเติบใหญ่มาก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ข้าอยากให้นางแต่งงานเข้ามาเป็นภรรยาของจงยวี่ลูกชายคนโตของข้าจริง ๆ” “เงินนี้เจ้าก็คือซะว่าเป็นสินสอดของตระกูลจงของข้าก็แล้วกัน ส่วนสัญญาการขายตัวนั้นไม่จำเป็นหรอก” มู่อวิ๋นเห่อผลักสัญญาการขายตัวกลับไปอย่างมีเมตตา ทำเอาจงอวี่เหลี่ยนโกรธจนเบิกตาโตกว้างขึ้นมาทันที แต่ฟางต้าจู้กลับดีใจมาก “แบบนี้ก็หมายความว่า เราสองครอบครัวก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการแต่งงานกันอย่างนั้นสินะ” เมื่อพูดจบเขาก็จะเอาสัญญาการขายตัวเก็บใส่เข้าอกไปทันที เขาคิดว่าหากไม่ต้องให้สัญญานี้แล้ว ฟางจิ่นซิ่วก็จะเป็นลูกสาวของเขาตลอดไป ไม่มีทางแยกตัวตัดขาดความสัมพันธ์กับทางครอบครัวเขาได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าเวลานี้ ฟางจิ่นซิ่วที่ถูกมัดมือ และไม่เคลื่อนไหวใด ๆ จู่ ๆ กลับรีบวิ่งมาแย่งสัญญาการขายตัวไปจากมือของฟางต้าจู้ซะอย่างนั้น จากนั้นนางก็หันหลังไป และเอาไปยัดใส่มือของมู่อวิ๋นเห่อ “ไม่ได้ สัญญาการขายตัวพวกท่านต้องเก็บเอาไว้” ฟางต้าจู้คิดอะไรอยู่ในใจ มีหรือที่นางจะไม่รู้