#คอนโด xx ฉันเดินตามหลังผู้ชายที่ชื่อว่า ‘คีย์’ เข้ามาในห้องของเขา ทำไมฉันถึงได้รู้สึกเหนื่อยแบบนี้ ต่างจากอีกคนที่ทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาอย่างไม่รู้สึกผิดหรืออะไรเลย เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนสร้างปัญหาทำให้ฉันเดือดร้อน เท่านั้นยังไม่พอเขาคือต้นเหตุที่ทำให้ฉันต้องโกหกพี่สาวของตัวเองอีก “อย่าให้มันเกิดเรื่องแบบนี้อีกนะคีย์” ฉันยืนมองเขาที่นอนหลับตาสบายใจ แต่ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้หลับและได้ยินในสิ่งที่ฉันพูด “ทำไม” เขาพูดเสียงนิ่งทั้งที่หลับตาอยู่ “ฉันต่างหากต้องเป็นฝ่ายพูดว่าทำไมนายทำแบบนี้!” ฉันตะโกนใส่เขาเสียงแข็ง ทั้งที่คิดว่าจะพูดกับเขาด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ คีย์ไม่รู้จริงๆ หรอว่าสิ่งที่เขาทำกับฉันมันเหมือนการเหยียบย่ำหัวใจกันแค่ไหน “กับแค่แหวนวงเดียว” “ฉันเคยบอกนายแล้วใช่มั้ย ว่าแหวนวงนั้นมันสำคัญกับฉันมาก!” เขาพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง ทั้งที่ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าแหวนนั่นเป็นของสำคัญของฉัน แล้วท่าทางไม่ทุกข์ร้อนและคำพูดของเขามันกำลังทำให้ฉันโกรธ โกรธมาก! “แต่เธอก็ได้มันคืนแล้วนี่ จะมาโวยวายอีกทำไม!” เขาขึ้นเสียงพร้อมกับลืมตามองฉันด้วยความรำคาญ ใช่! ฉันได้แหวนคืนมาแล้วด้วยความช่วยเหลือของพี่ซัน* แต่ประเด็นคือเขาเป็นคนเอาแหวนวงสำคัญของฉันไปเป็นของพนันบ้าบอในการแข่งรถต่างหาก แหวนที่ฉันให้เขาใส่ไว้เพื่อแสดงว่าเขาคือคนพิเศษสำหรับฉัน แต่เขากลับเห็นมันเป็นแค่สิ่งของไร้ค่าที่คิดจะเอาไปทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ “คีย์!” ฉันพูดอะไรไม่ออกจึงหันหลังเดินไปที่ประตูห้อง ในเมื่อพูดอะไรไปตอนนี้เขาก็ไม่สำนึก แล้วฉันจะอยู่ด่าให้เขารำคาญใจไปอีกทำไม เหนื่อยจัง เหนื่อยเหลือเกิน... ฉันคงให้แหวนเขาเร็วเกินไปสินะ เป็นเพราะฉันมั่นใจในตัวเขาและไว้ใจเขามากถึงได้ยอมให้ของสำคัญของตัวเองไป ฉันไม่ได้หวังว่าเขาจะเข้าใจความหมายของมัน แต่อย่างน้อยเขาก็ควรจะเห็นคุณค่าในสิ่งของที่ฉันเป็นคนให้บ้าง! หมับ! อีกแค่นิดเดียวก็จะถึงประตูแล้วแท้ๆ แต่มีมือหนาของคีย์รั้งเข้าที่เอวเอาไว้ทัน เขากอดฉันจากทางด้านหลังและไม่พูดอะไรเหมือนกำลังจัดการกับอารมณ์ของตัวเองอยู่ “ปล่อย” ฉันพูดเสียงอ่อนด้วยความเหนื่อย ไม่อยากทะเลาะกับคีย์อีกแล้ว อย่างน้อยก็ตอนนี้ขอให้ฉันได้พักผ่อนหน่อยเถอะ วันนี้ฉันเจอเรื่องแย่ๆ มาพอแล้ว “ขอโทษ” เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหูทำให้หัวใจฉันอ่อนยวบ ความเสียใจผิดหวังก่อนหน้าเป็นอันพังทลายลงในทันที เพียงแค่คีย์ยอมพูดคำว่าขอโทษออกมา แม้เขาจะรู้สึกผิดจริงๆ หรือไม่ก็ตาม คำพูดแสนหวานของเขามักมีอิทธิพลสำหรับฉันเสมอ มันเป็นเหมือนมนต์สะกดที่สามารถควบคุมความรู้สึกของฉันได้ ในบางเรื่องที่ฉันไม่ควรยอม แต่เมื่อคีย์พูดกับฉันเสียงอ่อนเสียงหวาน ฉันก็มักจะยอมเชื่อใจเขาไปเสียหมด ผู้ชายคนนี้รู้ดีว่าต้องทำยังไงฉันถึงจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามไปกับเขา เขามันร้ายกาจ “สัญญาว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก” ฉันสัมผัสได้ถึงริมฝีปากเขาที่จูบไปตามเส้นผมสีดำของฉันอย่างอ่อนโยน ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นที่หัวใจพร้อมกับร้อนวูบวาบไปทั้งตัวกับการกระทำนั้นของเขา คีย์ปล่อยมือขวาที่กอดรัดเอวฉันไว้ก่อนจะยื่นมันมาตรงหน้าฉัน นิ้วนางข้างขวาของเขาที่ก่อนหน้านี้เคยมีแหวนของฉันประดับอยู่เป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้ฉันมั่นใจว่าเขาเป็นคนของฉัน ตอนนี้มันว่างเปล่าจนรู้สึกใจหาย ถึงแม้สมองจะสั่งห้ามว่าอย่าให้แหวนวงสำคัญกับผู้ชายคนนี้อีก แต่ร่างกายมันขยับไปเองโดยไม่รู้ตัว ฉันไม่สามารถใจแข็งได้อีกต่อไป ไม่อาจทนคำพูดออดอ้อนของเขาได้ “ครั้งสุดท้ายนะ” ฉันพูดเสียงเรียบก่อนจะจับมือขวาของเขาไว้แล้วบรรจงสวมแหวนให้เขาอีกครั้งอย่างตั้งใจ ไม่ว่าคีย์จะทำให้ฉันเจ็บปวดมากแค่ไหน ตอนนี้ฉันก็ยังพร้อมที่จะรับมันหากเขายังอยู่ข้างๆ ฉัน เพราะฉันรักเขา แต่ ‘ตอนนี้’ ไม่ได้หมายถึง ‘ตลอดไป’
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ฉันขยับตัวคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงขณะที่เปลือกตายังคงไม่ขึ้น สิ่งที่ฉันไม่ชอบที่สุดคือการโดนขัดขวางเวลานอนเพราะวันไหนนอนไม่ครบแปดชั่วโมงมันสามารถทำให้ฉันอารมณ์บูดได้ตลอดทั้งวัน การนอนไม่พอมันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ! เฮอออ ไหนขอดูหน่อยว่าใครมันโทรมาปลุกฉันเนี่ย!! “สวัสดี” ฉันกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดเต็มที่ อยากให้ปลายสายรับรู้ถึงความไม่พอใจที่เขาโทรมาในเวลาแบบนี้ (ตื่นได้แล้ว ไม่ไปเรียนหรือไง) เสียงทุ้มนุ่มอันคุ้นเคยของปลายสายทำให้ฉันตาสว่างทันทีพร้อมกับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วราวกับว่าเป็นตุ๊กตาล้มลุก “คีย์” (เธอมีเรียนเช้านี่ เดี๋ยวไปรับ) คีย์พูดเสียงเรียบ ไม่บ่อยเลยนะ...การที่เขาอาสามารับฉันแบบนี้ เขาอาจจะรู้สึกผิดเรื่องเมื่อคืนจริงๆ ก็เลยพยายามเอาใจฉันหรือเปล่า นี่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองไปมั้ยนะ? “ดะ เดี๋ยวสิ” (ตามนั้นแหละ แล้วเจอกัน) เฮ้ย! อะไรคือการพูดเองเออเองแล้วตัดสายทิ้ง ฉันอยากจะร้องไห้ ถึงแม้จะรู้สึกดีใจที่เขาจะมารับก็เถอะ แต่วันนี้ฉันคิดไว้แล้วว่าจะโดดเรียนไม่ไปมหาวิทยาลัย เพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบตีสามแล้ว สภาพร่างกายฉันตอนนี้มันไม่ได้ต่างจากซอมบี้เลย แถมยังรู้สึกมึนหัวนิดหน่อยอีกต่างหาก อาการมันบ่งบอกว่าฉันพักผ่อนไม่เพียงพอ ฮือ...ฉันอยากนอนต่อ~ อันที่จริงเมื่อคืนคีย์บังคับให้นอนค้างที่คอนโดฯ ของเขาเลยด้วยซ้ำ เขาเสนอให้ฉันนอนบนเตียงสบายๆ ส่วนเจ้าตัวจะเสียสละไปนอนที่โซฟาแทน แต่ฉันยืนยันนอนยันหนักแน่นว่าให้ตายยังไงก็จะกลับบ้านให้ได้ ถ้าเขาไม่ไปส่งฉันจะกลับแท็กซี่เองไม่มีทางนอนค้างคอนโดฯ เขาเด็ดขาด ถึงคีย์จะเป็นผู้ชายที่เรียกได้ว่าสุภาพบุรุษในสายตาฉันก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่ไว้ใจเขาจนถึงขั้นกล้านอนค้างอยู่ด้วยกันสองต่อสองหรอกนะ ฉันไม่อยากประมาทกับสิ่งมีชีวิตที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชาย กระตุก~ เสียงข้อความเข้าทำให้ฉันหยิบมือถือขึ้นมาดูทันที ‘อ่อ ลืมบอกเวลาไป 7.30 ฉันจะไปถึงบ้านเธอ ห้ามสาย’ ฉันอ่านข้อความจบแล้วอ้าปากค้างอึ้งกับเวลาที่เขาบอก นี่เขาให้เวลาฉันทำธุระส่วนตัวแค่ครึ่งชั่วโมงเนี่ยนะ แค่อาบน้ำยังจะไม่พอเลย แล้วไหนจะต้องแต่งตัวทำผมอีก โหย! ไอ้คีย์บ้า เวลา 7.40 น. เมื่อฉันเดินออกมาจากหน้าประตูบ้านก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาของคีย์ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนธรรมดาๆ แต่ทำไมมันถึงดูดีจัง เหอะ น่าหมั่นไส้ “ช้าไปสิบนาที” เขาก้มหน้ามองนาฬิกาที่ข้อมือแล้วพูดกับฉันเสียงเรียบ นี่คือคำทักทายแรกสำหรับการเจอหน้ากัน ฉันได้ยินแบบนั้นก็แทบอยากวิ่งเข้าไปตะกุยหน้าหล่อๆ ของคีย์เพื่อระบายอารมณ์ขุ่นเคืองที่มันคุกรุ่นอยู่ภายในใจของฉันจริงๆ จะตรงเวลาเกินไปไหม ให้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงฉันสามารถอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ถือว่าเทพแล้วนะ แค่สายนิดสายหน่อยทำเป็นบ่น “ขึ้นรถสิ เดี๋ยวสายหรอก” ฉันหันไปทำหน้ามู่ทู่ใส่เขาก่อนจะเดินขึ้นมานั่งบนรถอย่างเงียบๆ ไม่อยากพูดหรือเถียงกับคีย์มากกว่านี้ ไม่อยากให้บรรยากาศเช้านี้มันแย่ แล้วก็ไม่อยากให้มาเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระด้วย คีย์ขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ ฉันเหลือบตามองเขานิดหน่อยก่อนจะพูดขึ้นทำลายความเงียบภายในรถ “วันนี้มาแปลกจัง” ฉันถามด้วยความสงสัยเพราะปกติเขาไม่เห็นจะสนใจอยากมารับฉันไปเรียนเลยนี่ มีแต่มารับไปเที่ยวในวันที่เราว่างตรงกันเท่านั้น “ทำไม ไม่ชอบ?” เขาถามกลับ “ก็เปล่า” ฉันตอบเสียงเบา เขาถามในสิ่งที่เขาเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว แน่นอนว่าฉันชอบมากและอยากให้เขามารับส่งฉันทุกวันเลยด้วยซ้ำ แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติที่เขาทำแบบนี้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าการกระทำของเขาทำให้ในใจของฉันว้าวุ่นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย มันเป็นคำถามที่ไม่ควรพูดออกไป และในเมื่อต่างคนต่างเงียบ… “ไม่มีอะไรน่า ฉันก็แค่อยากเห็นหน้าเธอ” คีย์หันหน้ามามองฉันแวบหนึ่งแล้วยิ้มพร้อมกับยื่นมือซ้ายมาจับหัวฉันโยกเบาๆ อย่างอ่อนโยน คำพูดของเขาทำให้ฉันสลัดความว้าวุ่นที่อยู่ในใจทิ้งได้ชั่วคราว แล้วหันไปส่งยิ้มให้เขา ดูภายนอกอาจจะเป็นรอยยิ้มที่สดใสดูมีความสุข แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย ฉันไม่มีทางมีความสุขได้ถ้าคีย์ยังเป็นแบบนี้ “กินอะไรมาหรือยัง?” คีย์ถามต่อเมื่อเห็นฉันนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไรอีก “คงจะกินทันหรอก ในเมื่อนายให้เวลาฉันเยอะขนาดนั้น” ฉันกลับเข้าสู่โหมดปกติก่อนจะตอบเขาไปอย่างประชดประชัน คือแบบใช้สมองคิดก่อนจะพูดสักหน่อยก็ดีนะ เอาล่ะ...ในเมื่อตอนนี้มันเป็นเวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน ฉันจะพยายามไม่คิดถึงคนอื่นให้บรรยากาศมันเสียก็แล้วกัน “งั้นไปกินข้าวกัน” เขาตอบรับการประชดประชันของฉันด้วยรอยยิ้ม มีอะไรน่าขำมากหรอ “เอาที่สบายใจเลยค่ะ” หลังจากนั้นประมาณห้านาทีเราสองคนก็ได้เข้ามานั่งในร้านขายข้าวใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนอยู่ ภายในร้านเป็นแบบเรียบง่ายไม่ได้หรูหราอะไร ราคาก็ไม่แพงมากด้วย ส่วนรสชาติอาหารก็ใช้ได้เลย ฉันรู้เพราะเคยมากินกับเพื่อนบ่อยพอสมควร “เอาอะไร” ฉันหันไปถามคีย์เมื่อเราสองคนเข้ามานั่งประจำที่โต๊ะเรียบร้อย “อืมมมม... ข้าวผัดกะเพราไข่ดาว” เขาทำท่าคิดนิดหน่อยก่อนจะสั่งอาหารสิ้นคิด สงสัยไม่รู้จะกินอะไรแล้วมั้ง “ข้าวผัดกะเพราไข่ดาวสองจานค่ะ” ฉันหันไปสั่งอาหารกับป้าคนขาย “เดี๋ยวตอนเย็นฉันมารับนะ” “ว่างหรอ” ฉันถามกลับทันทีพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาต้องเข้าไปคุมผับทุกวันไม่ใช่หรือไง คีย์เป็นเจ้าของผับชื่อ END เลยต้องเข้าไปดูแลความเรียบร้อยเกือบทุกวัน เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยเดียวกับฉันที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ เมื่อปีที่แล้วรู้สึกว่าจะจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ถึงเขาจะแก่กว่าฉันแถมยังมีงานการทำแล้วก็เถอะ แต่ยังไงสำหรับฉันเขามันไม่น่าเคารพนับถือเลย ฉันไม่เคยเรียกเขาว่า ‘พี่คีย์’ เลยสักครั้งตั้งแต่รู้จักกันมา แค่คิดก็กระดากปากแล้วอ่ะ “ว่าง เลยจะพาไปปาร์ตี้” “อะไรกันคีย์ นายจะพาฉันไปเปิดตัวหรือไง?” ฉันถามอย่างสงสัย เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ มีปาร์ตี้ก็หมายความว่าต้องมีเพื่อนของเขาไปด้วย แล้วฉันจะไปในฐานะอะไร หรือเขาคิดจะประกาศให้คนอื่นรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเรา “ข้าวผัดกะเพราสองจานมาแล้วค่ะ” เด็กเสิร์ฟถือจานข้าวมาว่างลงบนโต๊ะพอดี เป็นการตัดบทสนทนาได้ถูกจังหวะมาก การที่สั่งอาหารเหมือนกันมันจะได้กินเร็วแบบนี้แหละ “ขอบคุณค่ะ” ฉันหันไปยิ้มให้ก่อนที่เธอจะเดินจากไป “กินข้าวเถอะ เดี๋ยวหายร้อนหมด” ฉันพูดอย่างเตรียมพร้อมที่จะกินเต็มที่ หิวจะตายอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ได้ยินก่อนหน้านี้จะคิดว่าเป็นมุกตลกๆ ก่อนกินข้าวแล้วกัน ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ในขณะที่คีย์กำลังตักข้าวเข้าปากก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้นมองสบตากับฉัน แววตาของเขาสื่อถึงความลำบากใจ “เดี๋ยวมา” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะลุกเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก ฉันวางช้อนลงบนจากข้าวแล้วนั่งรอจนกว่าเขาจะคุยโทรศัพท์เสร็จ ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่โทรมาเป็นใคร ถึงจะไม่เห็นว่าใครโทรมาหาเขา แต่ฉันก็พอจะเดาได้ เฮอออ ฉันถอนหายใจออกมาเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วแต่คีย์ก็ยังไม่กลับมาสักที ฉันเลยตัดสินใจเดินออกจากร้านพร้อมกับจ่ายเงินค่าอาหารที่รับประทานไปได้เพียงแค่สามคำเท่านั้น ตั้งแต่เขาไปคุยโทรศัพท์ฉันก็หมดความรู้สึกหิวไปเลย เหมือนมีอะไรหน่วงๆ จุกแน่นอยู่ในท้องทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันหิวมากแท้ๆ ฉันเดินออกมาจากร้านก็ไม่เจอรถของคีย์ที่เคยจอดอยู่ ฉันจึงเดินไปเรื่อยๆ บนถนนอย่างเหม่อลอย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่เขาทำกับฉันแบบนี้ แต่มันก็ยังไม่ชินสักที โดนทิ้งอีกแล้ว ประโยคนี้มันดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวไม่หยุด ทำไมฉันถึงไม่มีความสุขเหมือนคู่รักอื่นๆ ฉันอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ สมเพชกับความคิดก่อนหน้านี้ของตัวเองชะมัด มันเป็นฉันเองที่เลือกเดินมาทางนี้ ปริ๊น ปริ๊น ปริ๊นนนนน!!!!!! “กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”
ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่ขาข้างซ้าย ฉันพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะก้มลงมองสภาพตัวเองจึงพบว่าเสื้อผ้าที่ใส่ตอนแรกได้กลายเป็นชุดของโรงพยาบาลไปแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ฉันพยายามนึกถึงเหตุการณ์ตอนเช้า เหตุการณ์ล่าสุดที่จำได้คือโดนคีย์ทิ้งไว้ที่ร้านข้าว แล้วต่อจากนั้นก็เดินไปมหาลัย แล้ว... โอ๊ยยย ปวดหัวจัง ฉันมองสำรวจรอบห้องเพื่อหาโทรศัพท์มือถือของตัวเอง นี่ฉันสลบไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ อย่างน้อยตอนนี้ต้องโทรไปบอกพ่อก่อนที่ท่านจะเป็นห่วง เพราะพ่อรู้เวลาเรียนของฉันเป็นอย่างดี และคอยโทรเช็คตลอดว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ ฉันรู้ดีว่าท่านเป็นห่วงฉันมากแค่ไหน เลยไม่เคยแสดงท่าทางรำคาญเลยแม้แต่น้อย เวลาฉันจะไปเที่ยวก็เหมือนกันพ่อฉันไม่เคยห้ามนะ แต่ขอให้บอกว่าจะไปไหนกลับกี่โมงแค่นั้น หากเป็นตอนกลางคืนก็ต้องมีบอดี้การ์ดไปด้วย ซึ่งฉันก็ไม่ขัดข้องอะไร เพราะเขาก็คอยตามดูแลความปลอดภัยอยู่ห่างๆ ไม่ได้ปรากฏตัวให้คนรอบข้างตื่นกลัว ไม่งั้นมันจะดูเว่อร์วังและเป็นจุดเด่นเกินไปสักหน่อย พ่อฉันน่ารักใช่มั้ยล่ะ "ตื่นแล้วเหรอ" ฉันหันหน้ามองไปตามเสียงทุ้มที่ดังขึ้นทันทีด้วยความตกใจ “เป็นไงบ้าง" ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนฉันสามารถเห็นหน้าเขาได้ชัดเจน ใบหน้าเรียบเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ เหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรก ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง “พีท?” ฉันเรียกชื่อคนตรงหน้าออกไปเสียงเบา ฉันว่าฉันไม่ได้เห็นภาพหลอนนะ พีทเป็นเขาจริงๆ โลกกลมเกินไปไหม! “จำได้ก็ดี" เขาตอบฉันก่อนจะยกเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ มานั่งข้างฉันที่อยู่บนเตียง “เกิดอะไรขึ้น" ฉันมองเขาอย่างหวาดหวั่น เห็นใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกของเขาทีไร มันชวนให้รู้สึกขนลุกทุกที “เธอเดินตัดหน้ารถฉัน" เขาพูดเสียงเรียบ “...” ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อได้ฟังสิ่งที่พีทบอก ความรู้สึกกลัวแล่นเข้ามาจนคิดว่าหน้าตัวเองตอนนี้คงซีดเผือดเป็นไก่ต้มแน่ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะปลอดภัยและไม่ได้เจ็บตัวอะไรมากก็เถอะ แต่มันทำให้รู้ว่าฉันอาการหนักแค่ไหน นี่ฉันเดินเหม่อไม่มองทางจนเกือบโดนรถชนเลยนะ คงเป็นตอนที่ฉันกำลังเดินข้ามถนนไปฝั่งมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เกือบจะไม่มีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้แล้วไง บทเรียนครั้งนี้ทำให้รู้ว่าต่อไปนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ฉันต้องมีสติให้มากขึ้นและจะไม่ประมาทแบบนี้อีก “ดีที่เบรกรถทัน ไม่งั้นคงไม่ได้เจ็บแค่ขาแน่" “งั้นเหรอ" ฉันตอบไปแค่นั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหลากหลายในตอนนี้ ฉันเพิ่งรู้จักพีทไม่กี่วันมานี้เองถึงจะเคยได้ยินชื่อเขาผ่านหูอยู่บ้าง เหตุผลที่ทำให้ฉันได้เจอเขาคือเรื่องแหวนของฉันที่คีย์เอามันไปเป็นของพนันในการแข่งรถกับทายนั่นแหละ ซึ่งทายเป็นเพื่อนกับพีท วันที่ฉันขอร้องให้พี่ซันไปทวงแหวนคืนให้ เขาเองก็อยู่ที่นั่นด้วย “ให้โทรบอกพี่สาวเธอมั้ย?” เขาพูดพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...นั่นมันมือถือของฉันนี่ “นี่มันของฉัน" ฉันชี้นิ้วไปที่มือถือของตัวเองที่อยู่ในมือเขา “อ่าฮะ" “เอาคืนมานะ" ฉันบอกแล้วพยายามเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ “หึ" พีทแสยะยิ้มก่อนจะส่งมือถือให้ฉันแต่โดยดี ฉันเกลียดรอยยิ้มแบบนี้ของเขาจริงๆ มันเหมือนมีบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจเลย เมื่อกดดูโทรศัพท์ก็พบว่านี่มันเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว แถมต้องตกใจกับสายที่ไม่ได้รับอีกร้อยห้าสิบสาย ของพ่อฉันร้อยสาย ส่วนที่เหลือเป็นสายของคีย์ ไม่ได้การฉันต้องรีบโทรหาพ่อด่วนก่อนที่บ้านจะแตกแล้วกลายเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้ที่จริงฉันเลิกเรียนสามโมงนะ ถ้าคำนวณดีๆ แล้วปกติฉันก็คงกลับถึงบ้านประมาณสี่โมงกว่าๆ แต่นี่มันเลยเวลามามากแล้ว และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการที่พ่อพยายามติดต่อฉัน แต่ฉันดันไม่ได้รับโทรศัพท์เนี่ยแหละ ไม่แน่ว่าตอนนี้พ่ออาจจะสั่งให้ทุกคนออกตามหาฉันกันอยู่ คิดได้ดังนั้นฉันจึงรีบกดโทรหาพ่อทันที ตุ๊ดด “พ่อคะ" ฉันแทบไม่ได้ฟังเสียงรอสายเลยด้วยซ้ำ เพราะปลายสายกดรับแทบจะทันที ทำให้รู้ว่าพ่อคงกำลังร้อนใจเป็นห่วงฉันอยู่แน่ๆ (คาเฟียลูกอยู่ที่ไหนน่ะ!!! พ่อโทรไปเป็นร้อยสายแล้วไม่รับ เกิดอะไรขึ้น มีใครทำอะไรลูกหรือเปล่า บลาๆๆ ) พ่อพูดขึ้นเสียงดังลั่นทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรสักคำ อือหือ เล่นพูดชุดใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีโอกาสให้ฉันได้แทรกเสียงของตัวเองเข้าไปเลย “เอ่อ พ่อใจเย็นๆ ก่อนนะ หนูสบายดี ขอโทษค่ะที่ไม่ได้รับโทรศัพท์นะคะ พอดีหนูลืมไว้ที่มหาวิทยาลัยค่ะ" ฉันเลือกที่จะพูดโกหกเพราะไม่อยากให้ท่านเป็นห่วงไปมากกว่านี้ อาการเจ็บขาแค่นี้เองไม่กี่วันก็คงหายแล้ว แต่ความจริงแล้วลองฉันบอกว่าโดนรถชนขาเดี้ยงกลับบ้านไม่ได้ดูสิ มีหวังโดนสืบสวนอีกยาว เผลอๆ ต่อไปคงได้มีคนตามรับส่ง ฉันไม่อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่โต ในเมื่อตอนนี้ฉันก็ปลอดภัยดี (ไอ้ลูกบ้านี่ ทำพ่อหัวใจจะวาย รู้มั้ยว่าพ่อเป็นห่วงมากกลัวว่าจะมีใครมาลอบทำร้ายลูกจนต้องสั่งให้ทุกคนออกไปตามหาลูก) “แหะๆ ขอโทษค่ะ" (แล้วนี่ลูกใกล้ถึงบ้านหรือยัง) “อะ อ่อ วันนี้หนูไม่กลับบ้านนะ ไปนอนที่คอนโดฯ ค่ะ" ขาเป็นแบบนี้คงต้องอยู่ห่างจากสายตาของพ่อสักพักล่ะนะ ปกติฉันก็ไม่ได้ค้างที่คอนโดฯ บ่อยหรอก ส่วนมากจะชอบกลับไปนอนบ้านมากกว่า ไม่รู้ว่าพูดไปแบบนั้นจะทำให้พ่อสงสัยหรือเปล่า แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา (แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร) พ่อถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยไว้ใจสักเท่าไหร่ “ค่าาา แน่ใจสิ" ฉันลากเสียงยาว และพยายามปรับน้ำเสียงให้สดใสที่สุด (แล้วแต่ลูกแล้วกัน ดูแลตัวเองดีๆ มีอะไรก็โทรมาหาพ่อ) ฉันอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อได้ฟังประโยคเมื่อกี้ ความรู้สึกอุ่นวาบเอ่อล้นในหัวใจเมื่อสัมผัสได้ถึงความรักและความเป็นห่วงของผู้เป็นพ่อ “ค่ะ รักพ่อนะ" ฉันพูดไปยิ้มไปก่อนจะกดตัดสายจบบทสนทนา หลังจากวางสายจากพ่อแล้ว ฉันก็รู้สึกตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคน ซึ่งในห้องมีแค่พีทเท่านั้น เขาที่นั่งอยู่ข้างๆ จ้องฉันแบบตาไม่กะพริบ สายตาแวววาวแบบนั้นต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ มันแปลกๆ นะ “จะจ้องอีกนานมั้ย" ฉันถามออกไปพร้อมกับสบตากับเขาอย่างรอคำตอบ “หึ" สิ่งที่เขาทำคือหัวเราะออกมาน้อยๆ แล้วเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันนั่งขมวดคิ้วไม่เข้าใจกับการกระทำของเขาอยู่คนเดียว ...เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที พีทก็กลับมาอีกครั้ง “ฉันจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอแล้ว กลับบ้านเลยมั้ย" เขาที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ว่างเปล่ากับใบหน้าเรียบเฉย ต่างจากตอนที่ออกจากห้องไปก่อนหน้านี้เลย เฮอ เขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับก้อนน้ำแข็งอยู่ “ค่าๆ" ฉันตอบพร้อมกลอกตาไปมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ฉันเห็นหน้าพีทที่ไร้ความรู้สึกแบบนั้นแล้วทำให้ฉันหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ตามจริงฉันไม่เป็นอะไรมากเลยนะแค่เจ็บขาเหมือนจะเคล็ดไม่นานก็หาย คุณหมอเลยอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ส่วนอาการมึนๆ อาจจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ และตอนนี้ฉันได้มาอยู่หน้าคอนโดของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย ด้วยความช่วยเหลือของพีทที่อาสาขับรถมาส่ง แล้วยังต้องมาคอยตามดูแลฉัน แถมจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้อีก และยังมาส่งฉันถึงที่คอนโด ฉันแอบรู้สึกไม่ดีนิดหน่อยเพราะความจริงแล้วเขาไม่ผิดสักนิดแต่เป็นฉันเองที่เดินเหม่อไม่มองทางให้ดี ใจดีไม่สมกับหน้าตาเลยจริงๆ “ขอบคุณนะ" ฉันมองหน้าเขาแล้วพูดอย่างตั้งใจเพราะรู้สึกอย่างที่พูดออกไปจริงๆ เขาทำดีกับฉันทั้งที่มันไม่จำเป็นเลยสักนิด “ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร" เขาพูดเสียงเรียบก่อนจะลงจากรถแล้วเดินมาเปิดประตูให้ฉัน หมับ! “อ๊ายยย ทำบ้าอะไรของนาย!!” ฉันร้องออกมาอย่างตกใจและขมวดคิ้วชักสีหน้าไม่พอใจสุดขีดก่อนจะกำหมัดแน่นแล้วทุบเข้าที่หน้าอกพีทไปสองทีอย่างแรงหวังให้เขาปล่อยฉันลง แต่ดูเหมือนร่างสูงจะไม่สะเทือนกับการกระทำของฉันเลยสักนิด มีอย่างที่ไหนอยู่ๆ ก็มาช้อนตัวฉันขึ้นไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยไม่พูดหรือถามความสมัครใจของฉันสักคำ “อย่าอวดเก่ง เดินเองไหวหรือไง?” เขาก้มลงมองสบตากับฉันด้วยสายตาที่ทำให้ฉันเถียงอะไรไม่ออก ก็จริงอยู่ที่เดินเองไม่ไหว ตอนอยู่โรงพยาบาลยังต้องใช้รถเข็นในการนำพาฉันไปขึ้นรถของพีทเลย เพราะขาซ้ายข้างเดียวแท้ๆ ทีแรกไม่นึกว่ามันจะเป็นหนักขนาดนี้ ตอนอยู่บนเตียงมันก็ไม่เจ็บปวดอะไรมากมายสักหน่อย แต่พอได้ลุกขึ้นยืนเท้าแตะพื้นแค่นั้นแหละ ฉันก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันทีทำให้ยืนไม่อยู่เกือบล้มลงไปกองอยู่กับพื้นถ้าพีทไม่เข้ามาประคองฉันไว้ทัน หน้าฉันคงจูบกับพื้นหน้าโรงพยาบาลไปแล้ว น่าอายชะมัด ต้องมาถูกผู้ชายอุ้มขึ้นคอนโดฯ ตัวเองเนี่ย สุดท้ายฉันก็ยอมปล่อยให้เขาพาเดินไปเรื่อยๆ อย่างหมดทางเลือก ในเมื่อสภาพร่างกายมันฟ้องอยู่แล้วนี่ จะทำอะไรได้ ทว่าระหว่างทางก็พบกับสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนที่เดินสวนกัน กลายเป็นการบังคับให้ฉันต้องซุกใบหน้าลงกับหน้าอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาเพื่อหลบสายตาพวกนั้น เป็นครั้งแรกที่ฉันอยากให้ตัวเองมีพลังพิเศษสามารถล่องหนได้หรือไม่ก็ขอผ้าคลุมของโดราเอม่อนก่อนได้ไหม ฉันจะได้ไม่ต้องรู้สึกอับอายกับสายตาของคนอื่นแบบนี้ ความเงียบเข้าปกคลุมรอบกายราวกับที่นี่มีแค่ฉันกับพีทเท่านั้น กลิ่นน้ำหอมแบบผู้ชายเข้าปะทะกับจมูกของฉันมันทำให้ฉันมึนๆ นิดหน่อย มันเป็นความรู้สึกที่ฉันเองก็ไม่รู้อธิบายยังไง แล้วไหนจะความอบอุ่นแปลกๆ ที่สัมผัสได้จากร่างสูงที่โอบอุ้มฉันไว้ ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่มันเต้นผิดจังหวะขึ้นมา ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะ แต่ตัวเองก็ย่อมรู้ตัวเองดีที่สุด “ชั้นไหน” เขาก้มหน้าลงมาถามฉัน ฉันหลุดออกจากภวังค์ความคิดทันทีเมื่อได้ยินเสียงเขา ขณะที่สมองเหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ “บนสุด” ฉันพยายามเรียกสติของตัวเองให้กลับมาแล้วตอบเขาเสียงเบาบาง โอ๊ยยย! รู้สึกเหมือนตัวเองโดนมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้มึนงงสมองไม่สั่งการ “ห้องไหน” “ห้องนั้น” ฉันชี้ไปที่ห้องของตัวเอง ตอนนี้อยากออกห่างจากพีทให้เร็วที่สุด การอยู่ใกล้เขาแค่ไม่กี่ชั่วโมงมันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ และไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงก็ไม่รู้ เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็พาฉันมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของตัวเองเรียบร้อย ฉันจึงหยิบคีย์การ์ดที่อยู่ในกระเป๋าออกมาเปิดห้องทันที ดีนะที่เขาชนฉันแล้วยังมีแก่จิตแก่ใจนึกถึงสัมภาระของฉันด้วย เก็บมาให้ครบไม่มีตกหล่นเลยสักชิ้นเดียว “หายไปไหนมา!!” ฉันเบิกตากว้างเมื่อเปิดประตูห้องออกมาแล้วพบว่ามีผู้ชายร่างสูงอีกคนยืนมองฉันด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความขุ่นเคือง รอบตัวเขามันเหมือนมีรังสีบางอย่างแพร่กระจายออกมาจนฉันรู้สึกขนลุก สัญชาตญาณของฉันมันบอกให้รีบอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแบบด่วนที่สุด