กึก กึก กึก อะไร เกิดอะไรขึ้น ขะ ข้า.... กำลังทำอะไร...อ๊ะ...เจ็บ...แสบ.... “กรี๊ด!” ในตอนที่เสิ่นหรันหรันฟื้นขึ้นมาก็ต้องกรีดร้องด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อพบว่าบัดนี้ตนเองถูกบุรุษผู้หนึ่งย่ำยีอยู่บนพื้นแม้ว่าจะเป็นเวลากลางวันที่แสงสว่างจ้าจนทำให้รู้สึกแสบตา และเสียงของเสิ่นหรันหรันก็ทำให้คนที่กำลังย่ำยีร่างขาวผ่องอยู่นั้นถึงกับหยุดชะงัก เขาจ้องมองนางเขม็งมือใหญ่ยังวางอยู่บนสะโพกขาวเนียนก่อนที่จะตีลงมาอย่างแรงพร้อมกับกระชากเสียง “สำออยอันใดอีก” จากนั้นเขาก็โน้มกายลงมากดบ่าของหญิงสาวเอาไว้พร้อมกับขยับสะโพกรัวเร็วก่อนจะฉีดพ่นบางสิ่งบางอย่างที่อุ่นร้อนเข้ามาภายในร่างกายเล็กพร้อมกับเสียงครางอย่างสุขสม ในขณะที่นางกำลังตกตะลึงร่างสูงก็ขยับออกห่าง เขาจ้องมองหญิงสาวที่อยู่บนพื้นที่ปูด้วยฟางด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อเห็นว่าดวงตากลมโตกำลังคลอด้วยหยาดน้ำตา ผิวขาวราวหิมะของนางบัดนี้ถูกเขาขบกัดจนเกิดร่องรอยทั่วทั้งตัว ริมฝีปากบางเล็กอ้าปากคล้ายกำลังเสียขวัญทว่าท่าทางนี้กลับยิ่งขับเน้นให้นางดูงดงามและน่า...เอาอีกครั้ง “ยั่วข้าหรือ หึ คิดว่าข้าจะบังเกิดความต้องการอีกหรือ” เสิ่นหรันหรันกำลังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่ใช่ความฝันหรือความจริง ทว่าอาการเจ็บแสบที่กึ่งกลางร่างกายอย่างรุนแรงก็ทำให้นางรู้แล้วว่าไม่ใช่ความฝัน หญิงสาวจ้องมองเขาพร้อมกับเอ่ยว่า “คะ คุณคือใครคะ ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ร่างทั้งร่างของเสิ่นหรันหรันสั่นระริก สองมือเรียวยกขึ้นมาปกปิดหน้าอกของตนเองเอาไว้ ดวงตาคู่งามมองมาที่เขาคล้ายอ้อนวอนคล้ายออดอ้อน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าดวงตาคู่นี้ช่างฉ่ำหวานราวกับจะมีหยดน้ำผึ้งไหลรินออกมา เขาตะคอกเสียงดัง “พูดบ้าอะไรของเจ้า” หญิงสาวยังจ้องมองเขา ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามิใช่คนขี้ริ้ว เขายังใบหน้าสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่หญิงสาวเคยเห็น ผิวของเขาค่อนข้างขาว คิ้วเป็นรูปกระบี่ดวงตาคมเข้ม รูปหน้าได้สัดส่วนไม่ว่าจะมองส่วนไหนก็ล้วนชวนมองทั้งหมด ทว่าดวงตาคู่นี้ของเขากลับดำมืดและน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เขาเหมือนพญามัจจุราชที่รูปโฉมงดงามแต่แฝงเอาไว้ด้วยกลิ่นอายอันตราย ชายหนุ่มที่คิดว่าตนเองอิ่มแล้วกับร่างกายนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป เมื่อแท่งหยกของเขาแข็งชันจนตั้งแข็งขึ้นมาอีกครั้ง คงเพราะหญิงสาวนางนี้เป็นหญิงงามล่มเมือง เขาซึ่งเป็นบุรุษเต็มตัวจึงอดทนไม่ไหวสินะ เสิ่นหรันหรันเพ่งมองใบหน้าเขา จากนั้นจึงค่อย ๆ มองต่ำลงมาเรื่อย ๆ นอกจากมัดกล้ามอันงดงามเหมือนใครบรรจงปั้นเขาให้ยิ่งสมบูรณ์แบบลงตัว ของแข็งที่ติดร่างกายของกำลังแข็งชัน สิ่งนั้นน่ากลัวจนทำให้เสิ่นหรันหรันร่างกายแข็งค้างด้วยความตกใจ หญิงสาวหวีดร้องออกมาก่อนจะเบิกตากว้างมองเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “คุณ...ทำอะไรฉัน” “หึ แสร้งโง่หรือ” คนผู้นั้นส่งเสียงในลำคอคล้ายสบถ จากนั้นก็กระชากร่างบางเข้าไปในอ้อมแขนอีกคราพร้อมกับปิดปากเล็กนุ่มนิ่มที่อ้าค้างด้วยริมฝีปากหนา เสิ่นหรันหรันส่งเสียงอื้ออึงในลำคอ พยายามผลักไสบุรุษร่างกำยำสุดความสามารถทว่ายิ่งผลักก็รู้สึกว่าเขาเหมือนกำแพงหนาที่ทำอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อน เธอกรีดร้องคิดขอความช่วยเหลือ เขาส่งเสียงด้วยความรำคาญจากนั้นจึงบีบปากเล็กแล้วดึงลิ้นเล็กออกมาจากปากส่งเสียงดุดันข่มขู่ “หากส่งเสียงทำให้ข้ารำคาญอีก ข้าจะตัดลิ้นของเจ้าทิ้งเสีย” เสิ่นหรันหรันเห็นสายตาคู่นั้นแล้ว เขาไม่ได้พูดล้อเล่นแม้แต่น้อย ร่างกายเล็กสั่นเหมือนคนเป็นไข้ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากคำใดอีก “ดีมาก แบบนี้แหละ รู้จักกลัวตายเสียบ้าง” มือของเขานั้นหยาบกระด้างในยามที่สัมผัสร่างกายเนียนนุ่มก็ให้รู้สึกถึงความเหมือนจะเป็นบ้าด้วยความหลงใหล เขาลูบไล้เสิ่นหรันหรันไปทั่วร่าง ปากเปล่งเสียงคราง ดวงตาหื่นกระหาย เสิ่นหรันหรันหลับตาแน่น คิดในใจว่านี่เป็นเพียงความฝันอันโหดร้าย เมื่อเสิ่นหรันหรันสงบลงเขาก็เริ่มลูบไล้ร่างกายขาวผ่องอีกครา เสิ่นหรันหรันถูกรุกรานด้วยลิ้นหนาที่ถาโถมเข้ามาลูบไล้ลิ้นเรียวเล็กนุ่มนิ่มของตนเอง ยังถูกเขากกกอดและยังถูกจับอ้าขา บางสิ่งบางอย่างทิ่มแทงเข้ามาในร่างกายเล็กครั้งแล้วครั้งเล่าจนความเจ็บปวดกลายเป็นอาการชาไปแล้ว น้ำตาของเสิ่นหรันหรันไหลออกมาไม่หยุดราวกับเขื่อนที่ทำนบพัง คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้าของเขา ไหลลงไปถึงลำคอกระนั้นก็ไม่อาจทำให้คนผู้นั้นหยุดได้ เขายอมรับว่าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนในชีวิต เขาไม่เคยถูกสตรีใดยั่วยวนได้เช่นนางผู้นี้ เพียงเขากกกอดสัมผัสกับผิวเนียนละเอียดของนาง ลมหายใจของเขาก็จะร้อนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาเอ่ยเสียงต่ำอย่างน่ากลัว “เจ้าต้องการข้าก็จะจัดให้” เธอหรือที่ต้องการ นี่มันเป็นการข่มขืนชัด ๆ เขากำลังข่มขืนเธอ หญิงสาวได้แต่นอนแน่นิ่งอยู่ใต้ร่างด้วยไม่อาจขัดขืน เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าเขาจะหยุดมือ เธอได้ยินเสียงหอบหายใจหนัก ๆ เขายังไม่ขยับจากการทาบทับ ทว่าจ้องมองหญิงสาวที่เหมือนจะหวาดกลัวจนวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว นางแน่นิ่งเป็นท่อนไม้ ร่างกายของเสิ่นหรันหรันเหมือนจะไร้เรี่ยวแรง จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บที่หน้าอก หญิงสาวร้องออกมาคำหนึ่ง “เจ็บ” เธอยกมือจับหน้าอก รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในกำลังฉีกขาด ทว่าผู้ชายคนนั้นกลับไม่รู้ว่าเธอกำลังเป็นอะไร เธอได้ยินเสียงหัวเราะของเขา น้ำเสียงนั้นช่างเย็นและน่าหวาดกลัวนัก “เจ้าคงรู้ดีว่าจะยั่วข้าอย่างไร ข้าก็แค่หลงใหลร่างกายเนียนนุ่มนี้ของเจ้าเท่านั้นแลกกับสิ่งที่เจ้าต้องการ คนที่เสียเปรียบนับว่าเป็นข้าเช่นนั้นข้าจะตักตวงให้คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป” จู่ ๆ เสิ่นหรันหรันก็ไอแล้วพ่นบางสิ่งบางอย่างออกจากปาก สมองของเธอมึนงงแล้ว ในตอนนั้นได้ยินเสียงตื่นตระหนกของผู้ชายคนนั้นดังขึ้น “เลือด ไยเจ้ากระอักเลือดเช่นนี้!” เสิ่นหรันหรันหมดสติไปนานเท่าใดไม่รู้แต่ในตอนที่รู้สึกตัวเธอก็ไม่มีแรงแม้แต่จะเปิดเปลือกตา เหมือนว่าเสิ่นหรันหรันจะเป็นไข้อาการหนักปางตาย นอกจากเจ็บไปทั้งตัวแล้วลำคอยังแห้งผากไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว หญิงสาวคิดว่าความทรมานนี้หรือว่าเธอกำลังตกนรกชดใช้กรรม แต่จะชดใช้กรรมอะไร ในเมื่อก่อนตายเธอก็เป็นแค่คนป่วยคนหนึ่งไม่เคยแม้แต่จะฆ่ามดสักตัวด้วยซ้ำ หรือว่าพระเจ้าส่งเธอมาผิดที่แทนที่จะถูกส่งไปสวรรค์แต่กลับถูกส่งมาที่นรก จะเป็นไปได้หรือ ในเมื่อเธอสวดอ้อนวอนพระเจ้าและเป็นคนดีมาตลอดชีวิตของเธอ เป็นเพราะไร้เรี่ยวแรงที่จะเปล่งเสียงออกมาจึงได้แต่นอนนิ่ง ๆ กระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้น เหมือนคนสองคนจะเดินเข้ามา เสิ่นหรันหรันอยากจะลืมตาแต่กลับไม่สามารถเปิดเปลือกตาของตนเองได้ แต่เธอยังได้ยินเสียงของคนคุยกันอย่างชัดเจน แขนของเธอถูกนิ้วสากของใครคนหนึ่งจับเอาไว้ เขาวางมือบนท่อนแขนชั่วครู่ก่อนจะวางมือของเธอลงดังเดิม เธอได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยว่า “ชีพจรคงที่ ไม่มีอาการอาเจียนแล้วแต่ยังวางใจไม่ได้” เขาถอนหายใจยาวคล้ายโล่งอกแล้วเอ่ยต่อ “นางโดนวางยาพิษรุนแรง ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดมาได้” ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยว่า “เป็นข้าที่ผิดเองไม่ทันสังเกต ทั้ง ๆ ที่กกกอดนางเอาไว้แท้ ๆ แต่กลับไม่รู้สิ่งใดเลย โชคดีที่ให้กินยาถอนพิษได้ทัน” “ร่างกายของนางอ่อนแอนัก นางไม่น่าจะมีชีวิตรอดมาได้เลยด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่ง แต่หลังจากนี้ไปนางคงปลอดภัยแล้ว นี่ก็สามวันมาแล้วที่นางหมดสติไปเช่นนั้น” “นั่นสิ ข้าเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน สตรีนางนี้ช่างดวงแข็งนักทั้ง ๆ ที่ร่างกายบอบบางเช่นนั้น คงไม่ถึงคราตายของนางสินะจึงรอดมาได้ ดวงแข็งเหลือเกินนะองค์หญิง” เสียงของคนสองคนที่พูดคุยกันค่อย ๆ ไกลออกไปทุกที ในที่สุดหญิงสาวก็หลับไปอีกครั้งโดยที่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง หลายวันต่อมาอาการของเสิ่นหรันหรันก็ค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อเสิ่นหรันหรันพอมีแรงลุกขึ้นได้แล้ว จึงลุกขึ้นกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นห้องเก็บฟืนมากกว่าห้องปกติทั่วไป เพราะนอกจากบริเวณกองฟางที่นางนอนอยู่ยังพบเห็นกองฟืนกองโตที่วางระเกะระกะอยู่ภายใน ดวงตาคู่งามเพ่งมองไปยังประตูเล็ก ตรงนั้นมีโคมไฟที่ถูกจุดสว่างแขวนอยู่และยังเป็นโคมสีแดงที่ค่อนข้างใหม่เอี่ยม เสิ่นหรันหรันมองไปที่พื้นพบว่ามีอาภรณ์สีแดงแขวนไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง ชุดสีแดงที่ปักลวดลายหงส์ด้วยด้ายดิ้นทอง เสิ่นหรันหรันยกมือทาบอกเมื่อรู้สึกคุ้นตากับชุดนี้เหลือเกิน หญิงสาวเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน อ๊ะ...ในทีวี นั่นไม่ใช่ชุดเจ้าสาวหรอกหรือ....นะ...นี่มันเรื่องอะไรกัน เสิ่นหรันหรันพยายามคิดถึงเรื่องราวของตนเองและต้องตกใจแทบสิ้นสติเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ ภาพสุดท้ายที่เสิ่นหรันหรันจดจำได้ก่อนที่จะหลับไปก็คือ ห้องฆ่าเชื้อสีขาวสะอาดในโรงพยาบาลและใบหน้าของคุณป้าที่จับมือเธอเอาไว้พร้อมกับบอกลา “ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะหรันหรันของป้า ชาติหน้าอย่าได้ทุกข์ทรมานเพราะป่วยแบบนี้อีกเลย”
เสิ่นหรันหรันป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตั้งแต่ยังเด็ก เธอไม่เคยได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นการเรียนของเธอที่ผ่านมานั้นมีเพียงพ่อกับแม่ที่เป็นผู้สอน เสิ่นหรันหรันเก่งหลายวิชา แต่ที่ชอบที่สุดก็คงเป็นการเขียนพู่กันจีนโบราณและเธอก็เขียนได้ดีจนใคร ๆ ที่ได้เห็นล้วนชื่นชม คงเป็นเพราะเธอได้ความเก่งกาจมาจากพ่อแม่ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งคู่ เดิมเสิ่นหรันหรันยังมีพ่อแม่พร้อมหน้า ถึงเธอจะป่วยแต่ครอบครัวก็อบอุ่น พ่อแม่ของเธอรักใคร่และถนอมเธอที่สุด แต่หลังวันเกิดอายุครบสิบหกปีของเธอก็เกิดเรื่องร้ายขึ้น เมื่อพ่อกับแม่ของเธอมาที่โรงพยาบาลก็เกิดอุบัติเหตุรถชนจนพวกท่านเสียไปทั้งคู่ คนที่มาดูแลเสิ่นหรันหรันก็คือคุณป้าซึ่งเป็นพี่สาวคนเดียวของพ่อ ซึ่งปกติก็เป็นคนที่ดูแลเธออยู่แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาเสิ่นหรันหรันก็มีเพียงป้าของเธอเท่านั้นที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียว ซึ่งญาติคนอื่นล้วนไม่มีใครอยากยุ่งกับคนป่วยเช่นเธอ โชคดีที่พ่อและแม่ของเธอมีสมบัติทิ้งเอาไว้มาก รวมทั้งยังได้ทำประกันชีวิตเอาไว้หลายล้านหยวนทำให้คุณป้าซึ่งดูแลเสิ่นหรันหรันต่อจากพ่อแม่ไม่เดือดร้อนและลำบากจากค่ารักษาพยาบาลของเธอซึ่งต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย เธอมักจะเห็นคุณป้าแอบร้องไห้เพราะสงสารเธออยู่เสมอ หลายครั้งที่คุณป้าออกไปนอกห้องแล้วฟุบใบหน้าลงบนฝ่ามือ ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมา และพูดอยู่คนเดียว “หรันหรันเป็นเด็กดีจริง ๆ นะคะ พระเจ้าได้โปรดช่วยเธอด้วย ฉันอยากพาหรันหรันไปเดินห้าง อยากพาหรันหรันไปภัตตาคารกินอะไรอร่อย ๆ อยากพาเธอไปเที่ยวที่ไกล ๆ เหมือนคนอื่น ทั้ง ๆ ที่เธออดทนและเป็นเด็กดีขนาดนี้ ทำไมพระเจ้าถึงได้ทอดทิ้งเธอคะ ได้โปรดเถอะค่ะ ฉันไม่ได้แต่งงาน ฉันไม่ต้องการเด็กคนอื่น ชีวิตของฉันมีแค่หรันหรันเท่านั้นนะคะ ได้โปรดช่วยให้หรันหรันของฉันหายด้วยเถอะค่ะ” เสิ่นหรันหรันยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ชีวิตของคุณป้าก็มีแค่เธอ ในแต่ละวันแทบจะไม่เคยห่างจากโรงพยาบาล คุณป้ามีความฝันอยากไปท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ความฝันต้องสะดุดลงเพราะต้องดูแลเธอแทนพ่อแม่ที่เสียไป เสิ่นหรันหรันเองก็อยากหาย แต่เธอชาชินเสียแล้วกับการรอคอยความตายที่รออยู่ตรงหน้าและเธอรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตมาใกล้ถึงนาทีสุดท้ายแล้ว วันเกิดปีนี้เธอได้เป่าเทียนในโรงพยาบาลเหมือนเช่นทุกปี ทว่าเธอไม่ได้อธิษฐานขอให้เธอหายป่วยอีกต่อไป ขอให้พระเจ้าปล่อยหรันหรันไปเถอะค่ะ คุณป้าของหรันหรันจะได้ไม่ทุกข์ใจแบบนี้อีก คุณป้าจะได้ไปเที่ยวและทำในสิ่งที่เป็นความฝันของคุณป้า พ่อจ๋าแม่จ๋า มารับหรันหรันได้แล้วนะคะ หรันหรันพร้อมแล้วค่ะ หรันหรันไม่อยากสู้อีกต่อไปแล้ว และในที่สุดความฝันที่จะคืนชีวิตให้คุณป้าของเสิ่นหรันหรันก็เป็นจริง เมื่อตอนเธอมีอายุสิบเก้าปีและการฉายแสงครั้งสุดท้ายไม่เป็นผล มะเร็งลุกลามไปทั่วร่างกายทำให้เสิ่นหรันหรันจากไปอย่างสงบ โดยที่เธอไม่เคยได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่น ไม่เคยไปโรงเรียน ไม่มีเพื่อน และไม่เคยเดทกับใครเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เพราะเป็นแบบนี้จิตใจของเสิ่นหรันหรันจึงบริสุทธิ์ราวกับเด็กน้อยผู้หนึ่ง คุณป้าคิดว่า เสิ่นหรันหรันที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสาของเธอ คงจะได้มีความสุขบนสวรรค์สินะ ในตอนนี้เสิ่นหรันหรันได้แต่เฝ้าสงสัยว่าในเมื่อเธอซึ่งได้ตายไปแล้ว ทำไมจึงมาโผล่ที่นี่ได้ ที่นี่แม้จะเหมือนนรกแต่เธอคิดว่าไม่ใช่ เธอยังไม่ตายอีกหรือ เธออยู่ที่ไหนกันแน่ และมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง! เธอเชื่อว่านี่ไม่ใช่ความฝันและมันคือความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกสิ่งทุกอย่างบอกเธออย่างนั้น และทำให้เธอประหลาดใจ ผู้ชายคนนั้น เขาเป็นใครกัน เมื่อคิดถึงแววตาของผู้ชายคนนั้นเส้นขนด้านหลังลำคอของเสิ่นหรันหรันก็ลุกชันขึ้นมาทันใด ผู้ชายคนนั้นแม้จะหน้าตาดี แต่จิตใจหยาบช้าราวกับปีศาจจากขุมนรก เขา...ทำร้ายเธอ...แล้วสาเหตุที่เขาทำร้ายเธอนั้นคืออะไร เสิ่นหรันหรันพยายามลุกขึ้น ผ้าห่มเคลื่อนออกจากร่างเล็ก ตอนนี้เธอจึงได้รู้ว่าตัวเองสวมเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่งที่ทั้งใหญ่และเทอะทะ นอกจากเสื้อคลุมตัวนี้เธอก็ไม่ได้สวมอะไรอีก เสิ่นหรันหรันพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น แต่เวลานั้นเธอรู้สึกว่าเหมือนโลกกำลังหมุนวนทำให้เธอล้มลงไปอย่างรวดเร็ว แม้จะรู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด แต่เธอยังหายใจได้ ไม่ได้รู้สึกแน่นท้องที่ทำให้รู้สึกทรมานแสนสาหัส อีกอย่างตอนนี้เธอไม่มีเลือดกำเดาไหลออกมา ดูเหมือนว่าอาการข้างเคียงที่เกิดจากมะเร็งของเธอจะไม่มีอีกแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นหรันหรันรู้สึกว่าอาการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ไม่ลำบากเหมือนที่ผ่านมา เสิ่นหรันหรันเป็นคนที่อดทนกับความเจ็บป่วยของร่างกายได้เป็นอย่างดี เมื่อตั้งสติได้หญิงสาวก็สูดลมหายใจเข้าลึกปล่อยลมหายใจออกไปช้า ๆ จากนั้นก็ล้มตัวลงนอน หญิงสาวชินกับการไร้เรี่ยวแรงและความอ่อนเพลีย และรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้สึกดีขึ้น ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็คือ ต้องควบคุมลมหายใจของตนเอง หลับตา และนอนนิ่ง ๆ ทำเหมือนที่เธอทำมาตลอดชีวิต หลังจากนั้นเมื่อรู้สึกดีขึ้นเธอค่อยค้นหาว่าตอนนี้ เธออยู่ที่ไหนและเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เสิ่นหรันหรันได้ยินเสียงของคนเดินไปเดินมาอยู่ข้างนอก ด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ผ่านมาร่วมกับคนแปลกหน้าเป็นศูนย์ ทำให้เสิ่นหรันหรันกลัวจนไม่กล้าที่จะพูดออกไป เธอหวังว่าจะมีใครสักคนที่ท่าทางใจดี เหมือนคุณพยาบาลในโรงพยาบาลเปิดประตูบานนั้นออกมาเพื่อไขข้อสงสัยที่กำลังอัดแน่นในอกของเธอสักคน เสิ่นหรันหรันนอนนิ่ง ๆ อยู่ราวครึ่งชั่วโมงอาการปวดศีรษะแม้จะยังคงอยู่ แต่อาการอ่อนเพลียของเธอก็ดีขึ้นไม่น้อย ตอนแรกคงเป็นเพราะเธอรีบร้อนลุกขึ้นยืนจนเกินไป เลือดจึงไหลเวียนไม่สะดวกจนทำให้เกิดอาการแบบนี้ และแล้วในที่สุดก็ได้ยินเสียงประตูเปิดออก เสิ่นหรันหรันค่อย ๆ ลืมตา และจ้องมองไปที่ประตูนั้น และเป็นเขาที่ก้าวเข้ามา คนที่ย่ำยีเธอและทำให้เธอหวาดกลัวแทบสิ้นสติ เขาไม่ได้แต่งตัวปกติแต่ใส่เสื้อผ้าแบบโบราณ ผู้ชายคนนี้ชอบแต่งคอสเพลย์หรอกหรือ ถึงเขาจะหล่อเหลาจนเหมือนพระเอกซีรีส์ที่เสิ่นหรันหรันชอบดู แต่สีหน้าดุดันเย็นชา สายตาเย็นเยียบกลับทำให้หัวใจของเสิ่นหรันหรันตื่นตระหนกจนลนลาน เธอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว ปากของเธอสั่นระริกในตอนที่เขาจับจ้องมาที่ดวงตาคู่งามหยาดเยิ้ม ดูเหมือนว่ามุมปากของเขาจะยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เอ่ยว่า “ฟื้นแล้วหรือองค์หญิง เช่นนั้นก็ดีข้าจะได้มอบของขวัญให้เจ้าเสียที” เขาพูดจบก็เปิดประตูเดินจากไป เสิ่นหรันหรันยังมึนงง ทั้งยังหวาดกลัวเขาเป็นอย่างมากเมื่อเขาเดินออกไปแล้วก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ตอนนี้ต้องตั้งสติก่อน เขาเรียกเธอว่าองค์หญิงไม่ผิดแน่ นี่มันหมายความว่ายังไง ถ้าเขากลับมาอีก เธอต้องสอบถามให้ได้เรื่อง เขาหายไปครู่ใหญ่ จากนั้นก็กลับมา ในมือถือบางสิ่งบางอย่างมาด้วย เสิ่นหรันหรันมองเห็นเป็นสีดำ ๆ ยังมองไม่ชัดนักเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ของที่เจ้าต้องการ ข้านำมาให้แล้ว” พูดจบเขาก็โยนของที่อยู่ในมือส่งให้เธอ เสิ่นหรันหรันพอมีแรงแล้วเมื่อคนมอบของให้ เธอก็ยื่นมือไปรับอัตโนมัติแม้ไม่รู้ว่าคืออะไร ของสิ่งนั้นตกในมือของเธออย่างแม่นยำ เสิ่นหรันหรันยกขึ้นแล้วเพ่งมอง จากนั้นก็หวีดร้องออกมาด้วยความตกใจพร้อมกับโยนมันทิ้งไปทันใด กรี๊ดดดดดดด! ที่แท้มันคือศีรษะของมนุษย์คนหนึ่ง! เลือดอุ่นสด ๆ สายหนึ่งยังกระเด็นถูกใบหน้าของเธอ เสิ่นหรันหรันได้กลิ่นคาวเลือดที่โชยออกมา เธอลืมอาการปวดหัวไปโดยพลัน จากนั้นเธอจึงคลานไปที่หลังกองฟืนแล้วโก่งคออาเจียนเหมือนตอนที่เธอออกมาจากห้องฉายรังสีไม่มีผิด คนผู้นั้นปล่อยให้เธออาเจียนจนหมด เสิ่นหรันหรันร่างกายสั่นเทา กลัวจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปในพริบตา ตอนนี้เธอถูกมือใหญ่คู่นั้นลากออกมาหลังกองฟืนแล้ววางเธออย่างแรงเหมือนเธอเป็นตุ๊กตาหินก้อนหนึ่ง ศีรษะมนุษย์ถูกเขาเตะไปที่มุมหนึ่งเขาไม่ได้ทำเพราะสงสารเธอแต่เขากำลังโกรธกับท่าทางขัดใจของหญิงสาว จึงใช้ศีรษะนั้นระบายอารมณ์ คนผู้นั้นโน้มใบหน้าลงมา บีบคางของเธอแล้วเอ่ยว่า “เจ้าอยากได้หัวของเขา ข้าจัดการให้แล้ว ไยจึงได้มีท่าทางเช่นนี้ คิดจะมาอ่อนแออะไรในยามนี้กัน” เสิ่นหรันหรันอยากจะกรีดร้องออกมาอีกรอบ แต่คราวนี้เธอกลับไร้ซึ่งเสียงร้องไปแล้วมีเพียงหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาราวกับไข่มุกขาดสาย จากนั้นเธอก็พยายามพูดออกมา “หรันหรันไม่ได้พูด ไม่เคยบอกคุณให้ทำแบบนี้” จากคำพูดของเขานั้นเห็นได้ชัดว่าเขากำลังใส่ร้ายว่าเธอเป็นคนสั่งให้เขาฆ่าผู้ชายคนนี้ เขาบีบคางของเสิ่นหรันหรันแน่นขึ้นทั้งมองด้วยสายตารำคาญ “ยุ่งยากเสียจริง ทั้ง ๆ ที่เป็นความต้องการของเจ้าแท้ ๆ ตอนนี้บอกว่าไม่ต้องการ องค์หญิงเจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า” “ไม่ใช่หัวคน หรันหรันกลัว ฮือ ๆ ๆ” เสิ่นหรันหรันแม้จะอายุสิบเก้าปี แต่เธอถูกประคบประหงมเป็นเด็กมาโดยตลอด ชีวิตนี้น้อยครั้งนักที่จะได้ออกไปจากโรงพยาบาล แต่เมื่อต้องมาเผชิญโลกก็ต้องเจอกับหัวคนจริง ๆ เธอไม่ตกใจตายไปอีกรอบก็นับว่าจิตแข็งแล้ว และท่าทางลนลานของหญิงสาว ก็ทำให้เขาหงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งประตูถูกเปิดออก เสียงของผู้ชายอีกคนก็ดังขึ้น “ท่านอ๋อง ท่านทำพระชายาของท่านกลัวแล้ว แค่ฆ่าก็พอไยต้องให้นางเห็นหัวคนด้วย นางเป็นองค์หญิงทั้งเป็นสตรีบอบบางจะทนดูได้อย่างไร” “ก็นางบอกว่าต้องการเห็นด้วยตาข้าก็เอามาให้แล้ว ความผิดของข้าหรือ” “ท่านก็เห็นว่านางกลัว พอเถิด” ท่าทางของเขาหงุดหงิดและเอาแต่ใจ จากนั้นเขาก็ปล่อยคางเล็กของนาง และในตอนนี้ที่เขาคนนั้นหมุนตัวและเดินออกไปแล้ว เสิ่นหรันหรันตกใจแทบสิ้นสติเขากำลังทิ้งเธอเอาไว้กับหัวของผู้ชายคนนั้น ถึงเสิ่นหรันหรันจะไม่เคยเจอผี แต่เธอก็กลัวจนแทบฉี่ราดแล้ว ทว่าเมื่อมองแผ่นหลังที่เย็นชาเหมือนแผ่นน้ำแข็งของผู้ชายคนนั้น เสิ่นหรันหรันคิดว่าอยู่กับหัวคนยังดีกว่าอยู่กับมนุษย์ที่ดูเหมือนว่าจะกินคนได้เช่นเขา เสิ่นหรันหรันไม่กล้ามองหัวคนที่กลิ้งไปอยู่ด้านข้างประตู จึงได้ขยับไปชิดอยู่ที่มุมห้องสร้อยกางเขนที่เคยกำเอาไว้เมื่อเวลาสวดอ้อนวอนพระเจ้าในชาติก่อนไม่มีแล้ว เธอจึงได้แต่กุมมือของตัวเองแน่นแล้วหลับตาลงอย่างอ่อนล้า “ขอให้เรื่องนี้ไม่จริง ขอให้เป็นเพียงความฝัน ขอให้ลูกตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วทุกอย่างจะหายไป” เธอทั้งหวาดกลัวและตื่นตระหนก แม้แต่แรงที่จะอ้าปากพูดตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว ร่างกายของเธอในเวลานี้ก็เกินจะรับไหวในที่สุดเสิ่นหรันหรันก็หมดสติไปอีกครั้ง เวลาผ่านไปครู่ใหญ่บุรุษร่างสูงก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับบุรุษอีกคนหนึ่ง สายตาคมจ้องไปที่สตรีร่างเล็กที่อยู่มุมห้องที่บัดนี้ได้หลับไปแล้ว บุรุษที่อยู่ข้างกายเขาเดินไปใกล้นาง จากนั้นจึงจับชีพจรเล็กน้อย เขาวางข้อมือเรียวลงแล้วเอ่ยว่า “นางตัวร้อน อาการไม่ค่อยดีนัก อย่างไรนางก็เป็นสตรีทั้งยังเป็นภรรยาที่ท่านลักพาตัวมาไม่คิดจะดูแลนางหน่อยหรือ” โหย่วเฉาตัดบทเสียงเย็น “ข้าเมาจนขาดสติ จึงได้ตัดสินใจผิดพลาด” เสียงหัวเราะดังขึ้นทันใด “ข้ารู้ว่าท่านชอบแข่งขันไม่ยอมพ่ายแพ้ผู้ใด แต่ไม่คิดว่าท่านจะอาการหนักเพียงนี้ แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านก็ต้องรับผิดชอบนางให้ดีที่สุด” “ไยข้าต้องรับผิดชอบอีก เป็นนางที่ไม่ยอมกลับไปและยื่นข้อเสนอให้ข้า หึ ข้าคิดว่าเป็นนางที่วางแผนการเอาไว้แล้ว ช่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก” “เป็นท่านต่างหากที่เปิดโอกาสให้นางวางแผนการท่านอ๋อง ยอมรับเถิดว่าคนที่ผิดพลาดคือท่านเอง ข้าจะไปต้มยาท่านก็เช็ดตัวให้นางแล้วกัน” สีหน้าของโหย่วเฉากลับขึงขังขึ้นมาทันใด “เจ้าเป็นหมอก็ดูแลเองสิ” จากนั้นเขาก็หมุนกายจากไป โจวรุ่ยได้แต่มองไปยังร่างเล็กด้วยสายตาเวทนาทั้งสงสาร ไม่รู้ว่าเวรกรรมอันใดนางจึงได้จับพลัดจับผลูมาตกอยู่ในเงื้อมมือของอ๋องไร้หัวใจคนนี้ หากจะโทษ ก็ต้องโทษที่นางผู้นี้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงสตรีที่ทิ้งรอยบาดแผลในใจให้เขาเอาไว้ ทำให้ท่านอ๋องไม่อาจลืมได้ลง
ในที่สุดเสิ่นหรันหรันก็ฟื้นขึ้นมารับรู้ความจริงอีกครั้ง และตอนนี้เธอก็ได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งชื่อโจวรุ่ย โจวรุ่ยคนนี้มีใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ทั้งยังตัวสูงเหมือนนายแบบ เขาเป็นคนที่ทำให้เสิ่นหรันหรันรู้ว่าเธอไม่ได้ฝันไป “ข้าเป็นหมอ องค์หญิงไม่ต้องกลัวข้า ข้าช่วยรักษาท่าน” เสิ่นหรันหรันดื่มยาที่เขามอบให้จากนั้นเธอก็เอ่ยปากถามเขา “คุณเป็นหมอจริง ๆ เหรอคะ” เขาพยักหน้า “หรันหรันถามหน่อยค่ะ” คุณหมอโจวยิ้มแล้วพูดว่า “องค์หญิงพักผ่อนก่อนเถิด ท่านเป็นพระชายาอ๋องข้าอยู่ได้ไม่นาน อาการดีกว่านี้แล้วค่อยพูดคุย” จากนั้นโจวรุ่ยก็ออกไปทันใด โดยที่เสิ่นหรันหรันยังไม่ได้ไขข้อข้องใจแม้แต่เรื่องเดียว เสิ่นหรันหรันตะโกนตามหลังเขาไปแต่ดูเหมือนโจวรุ่ยจะไม่สนใจแล้ว “หรันหรันไม่ใช่องค์หญิง นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดนะคะ พวกคุณเข้าใจผิดจริง ๆ ค่ะ” หลังจากโจวรุ่ยออกไปแล้ว เสิ่นหรันหรันก็ไม่กล้าขยับ เธอยังไม่มีแรงเดินด้วยซ้ำ เธอยังไม่หายดีจึงได้แต่นอนนิ่ง ๆ นอนไปนอนมาก็หลับไปอีกครั้งกระทั่งยามเย็นมาเยือน ตะเกียงน้ำมันถูกจุดขึ้น เสิ่นหรันหรันก็รู้สึกตัว ตื่นมาครานี้ดูเหมือนว่าร่างกายจะเบาขึ้น ไม่มีอาการปวดหัว อาการเจ็บปวดไปทั้งตัวก็ทุเลาลงเล็กน้อย และแล้วเธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดพร้อมกับเสียงกรีดร้องของคนคนหนึ่งดังขึ้น คราวนี้เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ลากเข้ามาให้คุกเข่าต่อหน้าเธอ เสิ่นหรันหรันยังมึนงง เธอมองหน้าผู้ชายคนนั้นที่ย่ำยีเธอก่อนหน้าและผู้หญิงที่คุกเข่าสลับไปมา เธอไม่คุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้ “คุณเป็นใครคะ” ผู้หญิงคนนี้ยังสวมชุดโบราณสีขาวและดูเหมือนว่าเธอจะถูกทรมานอย่างหนักจนมีรอยเลือดเต็มไปทั้งหน้า ใบหน้ายังเขียวช้ำเหมือนถูกใครตีมา เสื้อผ้าเปรอะไปด้วยโคลนและเลือด เสิ่นหรันหรันต้องเจอเรื่องน่ากลัวอีกครั้ง เธอไม่รู้ว่าจะต้องตกใจอะไรก่อนดีแล้ว “นะ นี่มันอะไรกันอีก” ผู้หญิงคนนั้นจ้องเสิ่นหรันหรันอย่างไม่เชื่อสายตา “องค์หญิง ทำไมถึงยังมีชีวิต ไม่จริง ไม่จริง” เสิ่นหรันหรันดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ผู้หญิงคนนี้เรียกเธอว่าองค์หญิงเหมือนกับโจวรุ่ย ทำไมพวกเขาถึงได้เรียกเธอแบบนี้ “ฉันไม่รู้จักคุณ ฉันไม่ใช่องค์หญิงฉันคือหรันหรัน” ผู้หญิงคนนั้นกลับมีท่าทางเสียสติยิ่งกว่าเสิ่นหรันหรันเสียอีก เธอหวีดร้องออกมาทั้งเอาแต่พูดว่า “ไม่จริง ไม่จริง ข้าใส่ยาในสุราของเจ้าแล้ว ไยเจ้าไม่ตาย ไยเจ้าจึงยังมีชีวิตรอด ไม่จริง ข้าฆ่าเจ้าแล้ว ข้าวางยาเจ้ากับมือ เจ้ารอดมาได้อย่างไร ไม่จริง” คนผู้นั้นยิ้มเหี้ยมเกรียมเอ่ยเสียงเยียบเย็น “เจ้ากล้าทำเรื่องนี้ต่อหน้าข้า คิดว่าได้มีโอกาสติดตามข้าแล้วจะทำสิ่งใดก็ได้หรือ สตรีงี่เง่าไร้สมอง” ผู้หญิงคนนั้นหันไปมองเขา สีหน้าลนลานหวาดกลัว “ท่านอ๋อง ได้โปรดเถิดเพคะ หม่อมฉันไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้วเพคะ อย่าฆ่าหม่อมฉัน ท่านอ๋องได้โปรดเห็นแก่ความดีความชอบของหม่อมฉันที่ผ่านมาเถิด” ผู้ชายคนนั้นมองสตรีนางนั้นด้วยสายตาเหี้ยมโหด น้ำเสียงแข็งกร้าว “เจ้าคิดว่าข้าให้ติดตามมาแค่ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วจะเหนือสตรีอื่นหรือ คนมักใหญ่ใฝ่สูงทั้งยังไม่เจียมตนเช่นเจ้าข้าจะเก็บเอาไว้เพื่อสิ่งใดกัน” “ท่านอ๋อง หม่อมฉันคิดน้อยไปเพคะ หม่อมฉันรักท่าน หม่อมฉันหวาดกลัวว่าจะมีผู้ใดมาแย่งท่านไปจากหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงตาบอดไปเช่นนั้น” “เจ้าจะบอกว่าเป็นความผิดข้าหรือ เพราะรักข้าเจ้าจึงได้ลงมือทำเรื่องต่ำช้าหรือ ข้าให้เจ้ารับใช้องค์หญิงในฐานะบ่าว เจ้ากลับกล้าลงมือวางยาพิษ สตรีของข้าเจ้าอยากจะแตะก็แตะได้หรือ โง่เง่านัก เป็นสองมือนี้ใช่หรือไม่ที่วางยาพิษนาง เช่นนั้นก็...” จากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับพายุทำให้เสิ่นหรันหรันมองการเคลื่อนไหวนั้นไม่ทันด้วยซ้ำ เสิ่นหรันหรันกะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนนั้นพร้อมกับมือทั้งสองข้างที่ร่วงหล่นลงสู่พื้น “ท่านอ๋อง กรี๊ดดด” ผู้ชายคนนั้นลงมือตัดมือคนอย่างรวดเร็วและเหี้ยมโหด จากนั้นเขาก็ตะโกนเสียงดัง “ลากนางไปทิ้งไว้กลางป่า ดูสิว่านางจะเอาตัวรอดจากสัตว์ที่หิวกระหายอย่างไร” ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องเก็บฟืนแห่งนี้พร้อมกับรับคำราบเรียบ “พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” ผู้หญิงคนนั้นทั้งกรีดร้องไม่หยุด ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่ากำลังเจ็บปวดและทรมานมากเพียงใด เลือดสด ๆ ไหลตามผู้หญิงคนนั้นไปเป็นสาย เสิ่นหรันหรันมองเหตุการณ์ตัดมือคนตรงหน้า พร้อมกับมองใบหน้าของอ๋องปีศาจอย่างตื่นตะลึง ปากพูดคำซ้ำไปมา “เรื่องนี้เป็นแค่ความฝัน เรื่องนี้ไม่จริง เรื่องนี้เป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น” จากนั้นสติของนางก็พลันดับวูบไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไป