เช้าวันจันทร์ที่แสนวุ่นวาย บนถนนเต็มไปด้วยรถลาที่มุ่งหน้าไปยังจุดหมาย ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ทำงาน หนึ่งในนั้นก็มีรถของภูเมฆาที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายคือบ้านของเจ้าสัวเรวัฒน์ซึ่งวันนี่เขามีนัดคุยกับเจ้าสัวเรื่องการก่อสร้างคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง และครั้งนี้ไม่ได้มีเขาแค่ที่ได้รับเชิญให้ไปคุย แต่ยังมีอีกหลายบริษัทที่ท่านเชิญเพราะฉะนั้นวันนี้จะไปสายไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว เจ้าสัวเรวัฒน์เป็นที่รู้กันในหมู่นักธุรกิจว่าท่านเป็นคนตรงต่อเวลาและถ้าพอใจจะจ้างใครก็จ้างโดยไม่คำนึงถึงราคาหรือมีการประมูลให้วุ่นวาย ว่ากันว่าท่านมีซินแสที่คอยชี้และดูโหงวเฮ้งให้ว่าใครเหมาะกับงานไหน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ภูเมฆาไม่เชื่อเท่าไหร่ แต่ที่เขายอมตื่นแต่เช้าเพื่อมาเจอรถติดครั้งนี้ก็เพราะกำไรที่ได้จากงานนี้มันมากจนไม่อาจมองข้ามได้เลย อีกอย่างลูกน้องของเข้าก็ตั้งความหวังกับโบนัสปลายปีกันไว้ค่อนข้างมาเลยทีเดียว ภูเมฆานั่งอ่านเอกสารโครงการคอนโดมิเนียมระหว่างทาง แม้จะศึกษามาอย่างดีแล้วเขาก็ไม่อยากพลาดแม้แต่นิดเดียว ชายหนุ่มเป็นคนจริงจังกับการทำงานมาก งานทุกอย่างเขาจะศึกษาข้อมูลอย่างดีก่อนจะออกไปเจอกับผู้ว่างจ้าง และด้วยความใส่ใจนี้เลยทำให้บริษัทที่เปิดมาเพียง 6 ปีเติบโตอย่างก้าวกระโดด เอกสารเหล่านี้เขาให้เลขาปริ้นออกมาเนื่องจากภูเมฆาไม่ชอบจ้องจอแท็บเล็ตนานๆ เพราะตาเขามักจะแห้งจนต้องหยอดน้ำตาเทียมอยู่เป็นประจำ ชายหนุ่มมองออกนอกรถก็เห็นว่าตอนนี้สองข้างทางรถติดจนแทบไม่ขยับสลับกับมองนาฬิกาข้อมือเพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงเวลานัด “น้าชาติ คิดว่าทันไหม” เขาถามคนขับรถที่เดิมทีเคยทำงานขับแท็กซี่มาก่อน พอเขากลับมาเมืองไทยและเรียกให้มารับบ่อยๆ และพอดีว่าอยากได้คนขับรถก็เลยลองเสนองานให้ ตั้งแต่นั้นมาน้าสุชาติเลยมาช่วยขับรถให้เขาในวันทำงานส่วนวันหยุดก็ไปขับแท็กซี่ตามเดิม ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่ทั้งสองทำงานร่วมกัน “ทันครับคุณภูหลุดโค้งข้างหน้าไปก็ทางก็สะดวกแล้วครับ” เมื่อได้ฟังคำตอบภูเมฆาก็เบาใจเพราะถ้าน้าสุชาติบอกว่าทันยังไงก็ทัน แล้วจังหวะที่กำลังเข้าโค้งก็มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งเข้ามาปาดด้านหน้าทำให้น้าสุชาติต้องเบรกอย่างกะทันหัน จนภูเมฆาหน้าทิ่ม แฟ้มที่วางอยู่บนเบาะหลังหล่นลงบนพื้นและมันก็เกี่ยวเอากระดุมแขนเสื้อของชายหนุ่มหลุดตามไปด้วย “ขอโทษครับคุณภู เจ็บตรงไหนไหมครับ” “ผมไม่เป็น” เพราะภูเมฆาเองก็เห็นว่ารถตัดหน้าอย่างกระชั้นชิดถ้าน้าสุชาติไม่เบรกคงชนท้ายและเขาก็คงจะเสียเวลาไปมาก เขาเก็บแฟ้มขึ้นมาวางบนเบาะอย่างเดิมแล้วก็เห็นว่าตอนนี้กระดุมสูทของเขานั้นมันขาดหลุดออกมาถึงสองเม็ด แล้วก็บังเอิญว่าในรถของเขาไม่มีสูทตัวอื่นอยู่เลย ครั้นจะให้เลขาเอามาให้ก็คิดว่าคงไม่มีทางทันแน่ๆ เพราะกว่าเธอจะฝ่ารถติดมาก็คงต้องใช้เวลานาน “น้าชาติ เย็บผ้าเป็นไหม” “อะไรนะครับ” น้าสุชาติถามเจ้านายอีกครั้งเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่า “กระดุมเสื้อผมขาด คงต้องเย็บก่อนไปเจอเจ้าสัว” เพราะเป็นการคุยงานใหญ่เขาจะต้องแต่งตัวอย่างดี “ผมเย็บผ้าไม่เป็นหรอกครับ ส่วนใหญ่เมียผมก็จะเป็นคนทำให้” “แถวนี้พอจะร้านเย็บไหม” “แถวนี้ไม่มีเลยครับ เอาไงดีล่ะเมียผมก็ออกไปทำงานแล้วด้วยถ้าไม่อย่างนั้นจะให้มาเย็บให้สักหน่อย” “มีคนอื่นพอจะทำได้ไหม” “มีครับ เดี๋ยวผมจะโทรบอกให้มารอที่ป้ายรถเมล์ก็แล้วกันเราคงไปถึงพอดีนั่นแหละ” เขารีบจัดการโทรนัดแนะกับคนที่จะมาช่วยเย็บกระดุมเสื้อให้กับเจ้านายซึ่งนับว่าโชคดีที่ฝ่ายนั้นยังไม่ทันออกจากบ้าน เมื่อรถเทียบที่ป้ายรถเมลสุชาติก็เปิดกระจกกวักมือให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ขึ้นมาบนรถ
สุชาติเปิดกระจกฝั่งคนขับเรียกให้คนที่ยืนอยู่ตรงป้ายรถเมล์ขึ้นมาบนรถ “สวัสดีค่ะน้าชาติ ไหนคะเสื้อที่ขาด” หญิงสาวขึ้นมาบนรถก็ถามพร้อมทั้งรีบหยิบกล่องอุปกรณ์ออกมาจากกระเป๋าผ้าใบเก่ง “ไม่ใช่เสื้อน้า แต่เป็นเสื้อเจ้านายน้า” พอได้ยินแบบนั้นเธอก็รีบหันไปยกมือไหว้คนที่อยู่ด้านหลัง “คุณภูครับนี่ใบตอง เธอจะช่วยเย็บกระดุมให้นะครับ” “สวัสดีค่ะ ไหนคะเสื้อที่จะให้ใบตองเย็บ” ภูเมฆายกมือรับไหว้แทบไม่ทัน เขาไม่คิดว่าคนที่จะมาเย็บกระดุมให้ตัวเองยังเป็นเด็กนักศึกษาอยู่ “เย็บได้แน่นะ” เขาถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจเพราะไม่คิดว่าวัยรุ่นจะทำงานแบบนี้เป็น “แน่สิคะ คุณถอดเสื้อมาเลยเดี๋ยวใบตองเย็บให้” “มาข้างหลังดีกว่าไหม ตรงนั้นมันแคบ” ภูเมฆาจับแฟ้มที่วางอยู่ไปไว้อีกทาง “คุณภูครับ ผมหาจังหวะจอดไม่ได้เลย” “ไม่เป็นไรค่ะน้าชาติ ใบตองปีนข้ามไปได้ใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามเจ้านายของน้าสุชาติเชิงขออนุญาต “ได้สิ” พอเขาอนุญาตกัญญ์วราหรือใบตองก็รีบปีนข้ามมาทางด้านหลัง เพราะเธอสวมกระโปรงค่อนข้างสั้นการก้าวข้ามมาจึงค่อนข้างลำบากอีกทั้งรถก็ยังโยกไปมา หญิงสาวจึงเสียหลักเซไปชนกับหน้าอกของภูเมฆาอย่างไม่ตั้งใจ “ขอโทษค่ะ” พอตั้งตัวได้เธอก็รีบขอโทษและนั่งลงบนเบาะด้วยใจที่เต้นแรง ภูเมฆาเองก็ไม่ต่างกัน จังหวะเมื่อครู่มันใกล้ชิดมากจนเขาได้กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ออกมาจากตัวของหญิงสาว “กระดุมตรงไหนที่ขาดคะ” ชายหนุ่มรีบถอดสูทออกพร้อมทั้งเปิดไฟด้านบนเพดานเพื่อให้เธอเห็นได้ชัดขึ้น ระหว่างที่เธอกำลังตั้งใจเย็บเขาก็มองใบหน้าเธอไปด้วย เธอเป็นผู้หญิงที่สวยเป็นธรรมชาติมาก ใบหน้าเนียนนั้นแทบไม่ได้แต่งเติมอะไรเลย ดวงตากลมโต ขนตาเป็นแพสวยคิ้วเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบผิวเธอขาวเนียนจนแทบจะเป็นสีชมพู “เสร็จแล้วค่ะ” เสียงของเธอทำให้เขาหลุดออกจากภวังค์ “ขอบใจมาก” “คุณภูคะ ใบตองว่าเย็บอีกข้างด้วยดีไหม” “มันขาดแค่ข้างเดียวนะ” “ใบตองว่าเย็บทั้งสองข้างเถอะค่ะ เผื่อมันจะขาดอีก” “อือ” เขายอมให้เธอเย็บกระดุมอีกข้างเพราะอยากมองเธอให้นานขึ้นอีกนิด กัญญ์วราจัดการเย็บกระดุมเสื้ออีกข้างพอเสร็จเรียบร้อยเธอก็เก็บทุกอย่างลงกระเป๋าผ้าก่อนจะหันมาชวนภูเมฆาคุย “ธุระที่คุณจะไปคงสำคัญมากนะคะ ถึงต้องให้มาเย็บกันบนรถเลย” “ก็ประมาณนั้น แล้วเธอคิดค่าจ้างเท่าไหร่” ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์เปิดแอปพลิเคชันธนาคารเตรียมจะโอนเงินให้ “ไม่คิดหรอกค่ะ” “ได้ยังไงล่ะ เธอเสียเวลานะ” “ไม่เสียเวลาเลยใบตองถือว่าวันนี้มีคนขับรถมาส่ง เพราะเดี๋ยวก็จะถึงมหาวิทยาลัยแล้วค่ะ” “ขอบใจมากนะที่มาช่วย” “ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้เอง น้าชาติคะ อย่าลืมจอดหน้ามหาลัยให้ใบตองด้วยนะคะ” “ได้สิ” พอบอกน้าสุชาติเสร็จกัญญ์วราก็เอามือล้วงกระเป๋าอยู่พักใหญ่ก่อนจะหยิบเหรียญสีทองเล็กๆ ขึ้นมา เธอมองเหรียญในมือสลับกับหน้าของภูเมฆาอย่างใช้ความคิด “มีอะไรเหรอใบตอง ทำไมมองหน้าผมแบบนั้นล่ะ” “คุณกำลังจะไปคุยงานสำคัญใบตองก็เลยคิดว่าจะให้เหรียญนำโชคกับคุณ แบมือมาสิคะ” ภูเมฆาแบบมืออย่างที่เธอบอกเพราะไม่อยากเธอเสียน้ำใจถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ “ขอบใจนะ” “คุณมองเหมือนไม่เชื่อเลย แต่มันนำโชคจริงๆ นะคะ” เธอยืนยันอีกครั้งด้วยท่าทางที่จริงจังกว่าเดิม “แล้วใบตองไม่ต้องใช้เหรอ” “ใบตองมีสองเหรียญค่ะ” เธอหยิบอีกเหรียญที่คล้ายกันแต่เล็กว่าหาเขาดู เธอพูดพลางส่งยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ ทำให้คนที่ไม่ค่อยยิ้มอย่างภูเมฆายิ้มตามโดยไม่รู้ตัว “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” หญิงสาวกล่าวขอบคุณก่อนจะรีบลงไปจากรถแล้วเดินเข้ามาหาวิทยาลัยไป “น้าชาติสนิทกับใบตองเหรอครับ” ภูเมฆาทางหลังจากที่เธอลงจากรถไปแล้ว “ครับ เธอเช่าบ้านอยู่ในซอยเดียวกับผมก็เลยเจอกันบ่อย เด็กคนนี้เป็นเด็กดีแล้วก็ขยันครับ ตอนเช้าเธอจะไปรับจ้างขายของในตลาด พอตอนเย็นก็ไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารครับ” “ตัวแค่นี้แต่ทำงานเยอะเหมือนกันนะ” “ทำไงได้ละครับ เธอต้องส่งตัวเองเรียน” “แล้วพ่อแม่เธอล่ะ” “เธออยู่กับแม่เลี้ยงครับพ่อเพิ่งตายไปเมื่อต้นปี แต่แม่เลี้ยงก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เธอทำงานรับจ้างทั่วไปรายได้ก็คงมีไม่มาก ใบตองก็เลยต้องทำงานทุกอย่างเพื่อส่งตัวเองเรียน” ภูเมฆาฟังแล้วก็นึกถึงตัวเองเพราะแต่ก่อนเขาก็เลยลำบากมาก่อนและกว่าจะมีวันนี้ได้เขาก็เหนื่อยจนท้อมาหลายครั้ง ในอดีตภูเมฆาอาศัยอยู่กับบิดามารดาแต่ทั้งสองก็ทะเลาะกันทุกวันจนกระทั่งตัดสินใจแยกทางกันตอนเขาอายุได้เพียง 5 ขวบ ทั้งบิดาและมารดาไม่มีใครต้องการเขา เขาเลยไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า เขาอยู่ที่นั่นจนเรียนจบชั้น ม.3 จากนั้นเขาก็ออกมาอาศัยอยู่ที่วัดแล้วหลวงตาก็ใจดีส่งเขาเรียน ระหว่างนั้นเขาก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ภูเมฆาทำงานทุกอย่างที่ได้เงินจนส่งตัวเองเรียนจบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จากนั้นเขาก็สอบชิงทุนของบริษัทที่ทำงานอยู่จนได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ ระหว่างเรียนก็ทำงานให้บริษัทสาขาที่นั่นไปด้วยจนเรียนจบก็ทำงานที่นั่นต่อ พอครบสัญญาห้าปีเอาก็ลาออกและกลับมาเปิดบริษัทของตนเองที่ประเทศไทย
ภูเมฆามาถึงคฤหาสน์ของเจ้าสัวเรวัฒน์ก่อนเวลานัดเกือบยี่สิบนาทีแต่ก็ไม่ใช่คนแรกเพราะก่อนหน้าเขาก็มีคนจากบริษัทอื่นมานั่งรออยู่ห้องประชุมซึ่งอยู่ติดกับคฤหาสน์หลังใหญ่ ชายหนุ่มกล่าวทักทายผู้ชายสองคนที่มาถึงไปตามมารยาทจากนั้นก็มีคนจากอีกสองบริษัทเดินเข้ามา พอทุกคนมาครบได้ไม่นานเจ้าสัวเรวัฒน์ก็เข้ามาพร้อมกับชายสูงวัยคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้กันดีกว่าเขามักจะตามเจ้าสัวไปทุกที่ “ผมดูขอเสนอที่พวกคุณส่งมาแล้วผมดุอย่างละเอียดแล้ว บอกตามตรงเลยมันเป็นอะไรที่ตัดสินใจยากมาก” “ผมเชื่อว่าเจ้าสัวจะตัดสินอย่างยุติธรรม” คุณสาโรจน์ผู้บริหารจากบริษัทใหญ่ติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศพูดกับเจ้าสัวด้วยท่าทางมั่นใจ เพราะคิดว่ายังไงเจ้าสัวก็ต้องเลือกบริษัทของตนอยู่แล้ว “มันอาจจะยุติธรรมสำหรับผม แต่กับหลายๆ คนคงไม่คิดแบบนั้น ผมหวังว่าคนที่ไม่ถูกเลือกจะไม่เสียใจนะครับ เพราะยังมีอีกหลายโครงการที่ผมกำลังจะเริ่ม” เจ้าสัวกวาดตามองทุกคนอีกครั้ง พร้อมทั้งหันไปปรึกษากับซินแสที่ตนเองไว้ใจ “พวกเราในที่นี้ก็หวังว่าจะได้ทำงานกับเจ้าสัวนะครับ” ชายอีกคนพูดขึ้นอย่างประจบ ภูเมฆาได้แน่นั่งฟังทุกคนคุยกับเจ้าสัว ส่วนตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกเจ้าสัวเป็นการส่วนตัวมาก่อนงานนี้ก็เป็นงานแรกที่สนใจเสนอโครงการ “ผมล่ะตัดสินใจยากจริงๆ เอาล่ะ พวกคุณคงพอรู้มาบ้างว่าผมเป็นคนนับถือเรื่องโชคลางมากจนเรียกได้ว่าเข้าขั้นงมงายเลยก็ได้ ผมก็เลยอยากจะถามพวกคุณหน่อยว่าการมาคุยกับผมครั้งนี้ได้พกพวกเครื่องรางของขลังมาด้วยไหม” จากนั้นเจ้าสัวก็ถามทีละคนว่าได้พกอะไรมาบ้างไหม คนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของเจ้าสัวมาก่อนจากพากันเอาเครื่องรางของตนเองขึ้นมาอวดอย่างไม่มีใครยอมใคร “แล้วคุณล่ะ ไม่เชื่อเรื่องแบบนี้เหรอ” เจ้าสัวหันมาถามภูเมฆาที่เอาแต่นั่งนิ่ง “ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่ครับ” ภูเมฆาตอบไปตามตรง “แสดงว่าวันนี้ไม่ได้พกอะไรมาเลย หรือจะบอกว่าพกความมั่นใจมากันล่ะพ่อหนุ่ม” เจ้าสัวถามพลางยิ้มอย่างผู้ใหญ่ใจดี เขาไม่โกรธที่ภูเมฆาตอบแบบนั้นแต่กลับรู้สึกชอบที่ชายหนุ่มเป็นคนพูดตรงๆ “ตอนออกจากบ้านผมไม่ได้พกอะไรมาเลย แต่พอออกมาได้ครึ่งทางกระดุมเสื้อผมก็เกี่ยวกับแฟ้มจนหลุด คนขับรถก็เลยเรียกให้คนรู้จักมาช่วยเย็บให้ครับ แล้วพอเธอรู้ว่าผมจะมาคุยงานสำคัญเธอก็เลยให้เหรียญนำโชคมาเหรียญหนึ่งครับ” เขาควักเหรียญที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาส่งให้เจ้าสัวเรวัฒน์ “เหรียญนี่แปลกดีเหมือนเคยเห็นที่ไหน ผมขอได้ไหม” “ถ้าเหรียญนี่เป็นของผม ผมคงยินดีให้แต่เพราะคนอื่นให้ผมมาอีกทีถ้าผมให้เจ้าสัวไปก็เกรงว่าจะไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าเจ้าสัวอยากได้จริงๆ ผมจะลองถามเธอก่อนว่าได้ไหม” “ผมคิดว่าคุณจะตอบว่าได้เพื่อเอาใจผม” “ไม่หรอกครับ ถ้าผมทำแบบนั้นก็เหมือนไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง” “นับว่าเป็นคนตรงเลยทีเดียวนะ” เจ้าสัวเอ่ยชม จากนั้นเจ้าสัวก็ขอตัวไปปรึกษากับซินแสก่อนจะกลับออกมาอีกครั้ง “พวกคุณคงอยากรู้ว่าใครจะได้งานนี้” “ครับ” ทั้งห้าคนที่อยู่ในห้องขานรับแทบจะพร้อมกัน “ผมขอถามอีกคำถามแล้วกัน ถ้าได้งานนี้พวกคุณจะเริ่มงานได้ตอนไหน เริ่มจากคุณสาโรจน์ก่อนก็แล้วกัน” “ผมคิดว่าคงเริ่มได้ทันทีครับ” “อือ ดีๆ ผมเองก็อยากให้ทุกอย่างเสร็จเร็วๆ เหมือนกัน แล้วคนต่อไปล่ะ” “เริ่มได้ทันทีเหมือนกันครับ” สี่คนแรกตอบว่าเริ่มงานได้ทันทีนั่นก็แสดงให้เห็นว่าบริษัทของพวกเขามีความพร้อมในการทำงานอย่างเต็มที่จนมาถึงคนสุดท้ายซึ่งก็คือภูเมฆา “น่าจะเดือนหน้าครับเจ้าสัว” ภูเมฆาตอบไปตามความจริง “คุณมาคุยงานทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อมเหรอครับ แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ บริษัทเพิ่งเปิดมาไม่ถึงสิบปีอะไรๆ ก็คงยังไม่เข้าที่” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นและทำให้สายตาอีกหลายคู่มองเขาอย่างดูแคลน “ไหนลองบอกเหตุผลมาหน่อยสิว่าทำไมถึงเริ่มงานได้ช้า” เจ้าสัวเรวัฒน์อยากฟังเหตุผลที่แท้จริงจากชายหนุ่ม “ผมพร้อมครับ แต่ที่ผมบอกว่าเริ่มเดือนหน้าเพราะผมอยากให้ผ่านฤดูฝนไปก่อนครับ พวกคุณก็คงรู้ว่าการก่อสร้างในฤดูฝนมีเรื่องต้องระวังหลายอย่างทั้งการขนส่ง การเก็บวัสดุที่จะเอามาก่อสร้างไหนจะเรื่องดินที่ยุบตัวอีก แล้วตึกสูงขนาดนั้นก็ย่อมต้องการโครงสร้างที่แข็งแรง ดินในฤดูฝนจะอุ้มน้ำไว้มาก ผมว่ามันคงไม่ดีเท่าไหร่ครับ จากที่คิดว่าเริ่มเร็วอาจต้องตามแก้ปัญหาทีหลัง” คำตอบของชายหนุ่มทำให้คนอื่นได้แต่เงียบ พวกเขาเป็นผู้บริหารที่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ต่างจากภูเมฆาที่ทั้งเรียนและทำงานในโครงการใหญ่มาก่อนจึงตอบไปตามประสบการณ์ เขาไม่อยากจะตามแก้งานทีหลังให้เสียเวลา “นี่แหละคือคำตอบที่ผมต้องการ ก่อนที่ผมจะร่ำรวยขนาดนี้แต่ก่อนผมก็เคยทำงานในไซต์งานมาก่อน พวกคุณไม่ผิดหรอก ก็แค่ใจร้อนไปหน่อยที่อยากจะเริ่มงานเร็วๆ” เจ้าสัวบอกชายอีกสี่คนเหลือ “หมายความว่าคนที่ได้งานนี้คือเขาเหรอครับ” คุณสาโรจน์ถามเพราะไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองว่าเขาจะเป็นคนได้รับเลือก “เจ้าสัวคิดดีๆ นะครับ บริษัทที่เปิดใหม่แบบนั้นจะสู้บริษัทที่เปิดมานานแล้วได้ยังไง” ชายอีกคนท้วง “ผมอยากให้โอกาสคนรุ่นใหม่ดู แล้วจากคำตอบเมื่อครู่มันก็ยืนยันแล้วว่าเขาก็คงมีประสบการณ์ประมาณหนึ่ง” “ขอบคุณครับเจ้าสัว” ภูเมฆายกมือของคุณเจ้าสัวเรวัฒน์ “หวังว่าคงไม่ทำให้ผมผิดหวังนะ” “ผมจะทำอย่างเต็มที่ครับ” เจ้าสัวคุยกับทุกคนอีกสักพักพอทุกคนกลับเขาก็เอาสัญญามาให้กับภูเมฆา “เจ้าสัวครับ ผมอยากรู้ว่านอกจากคำตอบข้อสุดท้ายแล้วมีเหตุผลอื่นไหมครับ” “เอาจริงๆ นะ ผมชอบความคิดของคุณตั้งแต่คุณตอบเรื่องเหรียญแล้วและยิ่งได้ฟังคำตอบสุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจเลือกคุณ” “แต่ผมได้ยินมาว่าเจ้าสัวจะดูโหงวเฮ้งด้วย” “ใช่นะ สิก่อนจะเชิญพวกคุณมาคุยผมก็ให้ซินแสดูเรื่องนี้มาก่อนแล้ว คุณเป็นคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ก็ไม่ผิดหรอก” “มันก็ไม่เชิงนะครับ ผมยังไม่เจอกับตัวเองเลยไม่เชื่อเท่าไหร่ อย่างเมื่อเช้าตอนที่เด็กสาวคนนั้นเอาเหรียญให้ผม ผมก็ไม่เชื่อ แต่เธอก็ยืนยันที่จะให้” “อย่าลืมไปขอบคุณเธอล่ะ” “ครับเจ้าสัว” “ถ้าเธอเดือดร้อนก็ช่วยเหลือเธอ อย่าทิ้งให้เธอลำบาก” ซินแสบอกปิดท้าย