XXX III เรื่องมันเกิด...เพราะกลิ่นหอมของเธอ
บทที่ 1 บทนำ

วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ กลางวันนอน พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ไปที่สนามแข่ง ชีวิตในแต่ละวันวนเวียนอยู่เพียงเท่านี้ แม้จะเรียนจบแล้ว ทว่าฉันกลับไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง ได้แต่บอกตัวเองว่าเอาไว้ก่อน ขอใช้ชีวิตให้สนุกสักช่วงหนึ่งจนกว่าจะพอใจเดี๋ยวก็หยุดเอง และถึงทำตัวแบบนี้ ทว่าในตอนที่ยังเรียนอยู่ฉันก็เต็มที่ไปกับมัน กระนั้นต่อให้เกรดเฉลี่ยเยอะแค่ไหนป๊าก็ไม่เคยสนใจในตรงนั้น ท่านโฟกัสแค่จุดที่ตนเองไม่ต้องการ โดยไม่สนเลยว่านั่นมันคือสิ่งที่ฉันชอบ ซึ่งก็คือ ‘การแข่งรถ’ ฉันมักจะทะเลาะกับป๊าเพราะเรื่องนี้ตลอด อย่างว่า...หากเป็นอะไรที่ท่านไม่เห็นดีเห็นงามด้วยย่อมดูขวางหูขวางตาไปเสียทุกอย่าง “คุณหนูเอวาจะรับมื้อเย็นก่อนไปสนามแข่งมั้ยครับ” นับว่าโชคดีที่อย่างน้อยก็ยังมีบอดี้การ์ดคนสนิทที่คอยใส่ใจ และดูแลความรู้สึกฉันได้ดีกว่าผู้เป็นพ่อ ฉันนับถือ ‘พี่กัส’ เหมือนพี่ชายคนหนึ่ง และก่อนที่เขาจะเข้ามาทำงานเป็นบอดี้การ์ดพี่กัสเคยช่วยเหลือฉันเอาไว้ ไม่ให้ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ฉุดไปทำมิดีมิร้าย อันที่จริงฉันคิดว่าเราคงไม่มีโอกาสได้มาพบเจอกันอีกด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากป๊ารู้เรื่องนี้เข้าก็เลยคัดเลือกลูกน้องที่ไว้ใจได้ รวมถึงมีฝีมือในการต่อสู้เพื่อมาเป็นบอดี้การ์ดคอยตามประกบฉัน ด้วยความที่วันนั้นฉันไปแอบดูพอดี แล้วพบกับใบหน้าที่คุ้นเคยจึงรีบเดินเข้าไปบอกป๊าว่าพี่กัสคือคนที่ช่วยฉันเอาไว้ ท่านก็เลยให้ฉันตัดสินใจว่าจะเลือกใครมา แน่นอนว่าฉันย่อมเลือกพี่กัสอยู่แล้ว เหตุการณ์ในวันนั้นฉันยังคงจำได้ดี ว่าพี่กัสมีฝีมือมากแค่ไหน ดูทรงแล้วเขาน่าจะเคยผ่านการฝึก หรือเคยเป็นบอดี้การ์ดมาก่อน ท่วงท่าการออกหมัดช่างคล่องแคล่วและตอบโต้ได้อย่างว่องไว อีกอย่างหากไม่เก่งจริงคงจัดการกับกลุ่มชายฉกรรจ์สามคนไม่ได้หรอก แต่ละคนใช่ว่าจะผอมแห้งแรงน้อยเสียเมื่อไหร่ ร่างกายบึกบึนน่ากลัวแถมยังตัวใหญ่กว่าพี่กัสเป็นไหน ๆ ในตอนนั้นฉันเพิ่งจะอยู่มัธยมต้นจึงช่วยอะไรเขาไม่ได้ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะทำอะไรได้นอกจากหาที่หลบซ่อนและคอยแอบมองอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ ส่วนปัจจุบันนี้น่ะเหรอ? หึ...เรียงตัวมาเลยฉันไม่กลัวหรอก เด็กผู้หญิงที่เคยอ่อนแอในวันนั้นมันได้ตายไปแล้ว “รับค่ะ” ริมฝีปากบางตอบรับ พลางขยับกายลุกลงจากเตียงนอน “พี่กัสลงไปรอข้างล่างเลยนะคะ เดี๋ยววาตามไป” สองเท้าเดินตรงไปที่ห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว “ครับ” ขณะที่ร่างสูงเองก็รับคำอย่างว่าง่าย แล้วจึงเปิดประตูก้าวออกไปจากห้องนอนของฉัน ครั้นทำอะไรเสร็จเรียบร้อย และเดินลงไปยันชั้นล่างของบ้าน ฉันกลับพบกับสิ่งที่ไม่น่าสบอารมณ์สักเท่าไหร่ “สวัสดีค่ะคุณเอวา” ผู้หญิงที่กล่าวคำทักทายช่างดูไม่คุ้นหน้า ดูทรงแล้วคงไม่แคล้วเป็นเด็กใหม่ของป๊าอีกตามเคย นี่ก็นับว่าเป็นอีกเรื่องที่ทำให้เราสองพ่อลูกมีปัญหาจนถึงขั้นไม่ลงรอยกัน ถือเป็นเรื่องใหญ่สุดเชียวล่ะ และเชื่อเถอะว่าถ้าใครมาเป็นฉันก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกันอย่างแน่นอน ใครมันจะไปชอบ ที่เห็นว่าพ่อตัวเองพาผู้หญิงเข้าบ้านมาไม่ซ้ำหน้า หากถามว่าแม่ของฉันหายไปไหน ตอบได้แค่ว่าอยู่บนสวรรค์นานแล้ว ตั้งแต่ที่ฉันเรียนอยู่ประถมด้วยซ้ำ ทว่ายังคงจำได้ดีว่าม๊าเป็นผู้หญิงที่ดีและเพียบพร้อมมากแค่ไหน ดีเสียจนพอจากไปก็ทำให้ป๊าถึงกับเสียศูนย์ หนักขนาดที่ว่าพยายามหาผู้หญิงที่เหมือนกับม๊า ทั้งหมดที่ทำล้วนแล้วแต่ต้องการให้คนมาแทนที่ผู้หญิงที่ตนรักมาก กระนั้นท่านไม่เคยถามความสมัครใจจากฉันสักคำ หากถามก็คงตอบอย่างหนักแน่นว่าฉันไม่มีทางยอมให้ใครมาแทนที่ม๊าได้ ต่อให้จะเหมือนกันยิ่งกว่าร่างโคลน ฉันก็จะไม่ยอมโดยเด็ดขาด ม๊าจะอยู่ในหัวใจ และอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะได้เข้ามาแทนที่ “เอากองไว้ตรงนั้นแหละ” ไม่สนใจอยู่แล้วว่าใครจะมองยังไง ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ต่อให้ป๊าจะยืนอยู่ตรงหน้าฉันก็จะทำตัวแบบนี้… “เอวา พูดให้มันดี ๆ หน่อย ป๊าไม่เคยสอนให้หนูทำตัวเสียมารยาทกับคนอื่นแบบนี้นะ” ดวงตาคมดุดันมองสบตาฉันในเชิงตำหนิ พร้อมพูดเอ็ดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ป๊าเคยสอนด้วยเหรอคะ?” จ้องเขม็งไปที่ท่าน พลางย้อนถามกลับอย่างไม่นึกกลัว ต่อให้คนอื่นจะรู้สึกกลัวป๊าจนหัวหดขนาดไหน ทว่าฉันกลับไม่เคยเกิดความรู้สึกแบบนั้นเลยสักครั้งเดียว เพราะยังไงท่านคงไม่กล้ายกปืนขึ้นมาจ่อศีรษะฉันเหมือนอย่างที่ทำกับคนอื่น ๆ หรอก “เอวา!” ระดับน้ำเสียงเริ่มแข็งกร้าวขึ้นตามอารมณ์ “ท่านคะ ไม่เป็นไรค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นที่ยืนอยู่ข้างป๊ารีบยกมือขึ้นจับแขนท่านเพื่อห้ามปราม จะรับบทเป็นคนดีสินะ? ฉันเห็นมานักต่อนักแล้ว การแสดงของผู้หญิงทุกคนที่เคยมาเหยียบบ้านหลังนี้ในฐานะผู้หญิงของป๊า ก็จะรอดูแล้วกันว่าจะดีไปได้นานแค่ไหน “คุณหนูครับ เชิญที่ห้องอาหาร” พี่กัสเดินตรงเข้ามาหา เขาคงได้ยินเสียงป๊าที่ตะคอกใส่ฉัน “ค่ะ” ดูแล้วป๊าคงพาผู้หญิงคนนี้มารับประทานมื้อเย็นที่บ้านเหมือนกัน ดังนั้นฉันจะพลาดได้อย่างไรกัน ฉันเปลี่ยนทิศทางไปยังห้องอาหารขนาดกว้าง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารมากมายที่ถูกจัดวางเอาไว้อย่างเตรียมพร้อม ฉันไม่เดินเข้าไปนั่งโดยทันที แต่ให้ป๊ากับผู้หญิงคนนั้นนั่งลงก่อน แล้วจึงเดินเข้าไปหยุดยืนที่เก้าอี้ด้านข้างร่างบาง พี่กัสเลื่อนเก้าอี้ให้ฉันนั่งโดยไม่ถามอะไร แม้ว่าที่ตรงนี้จะไม่ใช่ที่ประจำของฉันก็ตามแต่ กระนั้นป๊ากลับมองมาทางฉันด้วยสีหน้าฉงนที่เห็นว่าฉันเลือกนั่งข้างผู้หญิงของตน โดยปกติหลายคนคงไม่ชอบที่จะอยู่ใกล้คนที่ตนเองเกลียด แต่สำหรับฉันแล้วยิ่งเกลียดยิ่งอยากอยู่ใกล้ เพราะจะได้กำจัดอย่างง่ายดาย ใกล้มือใกล้เท้าสิยิ่งดี… “ทำไมถึงไปนั่งตรงนั้นเอวา” ว่าแล้วป๊าต้องถามคำถามนี้ “ย้ายกลับมานั่งข้างป๊า” ฉันต้องทำตามที่ป๊าออกคำสั่งเหรอ? ไม่มีทาง กลัวว่าฉันจะลุกขึ้นบีบคอผู้หญิงคนนี้หรือยังไง หวาดระแวงลูกสาวตนเองมากไปหรือเปล่า “แล้วตรงนี้มีใครเขียนชื่อจองไว้เหรอคะ ทำไมถึงนั่งไม่ได้” ริมฝีปากบางขยับถามพร้อมรอยยิ้มหวาน “หนูก็แค่อยากทำความรู้จักกับผู้หญิงของป๊าบ้างไม่ได้เลยเหรอ?” “แต่เมื่อกี้ลูกไม่ได้ทำเหมือนอยากจะรู้จักเธอเลยนะ” “ความรู้สึกของคนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้เสมอค่ะ ป๊ากำลังไม่ไว้ใจหนูอยู่สินะ” ละครฉากหนึ่งกำลังถูกฉันแสดงให้ป๊าได้ดู “ป๊าไม่ได้คิดอย่างนั้น จะนั่งก็นั่งไปเถอะ” ความคลางแคลงใจเลือนหายไปจากใบหน้าของท่าน “กินข้าวกันได้แล้ว” “คุณชอบกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ” ฉันหันไปถามคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง “อาหารไทยค่ะ” คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้ฉันยกยิ้มมุมปาก ป๊าก็ยังคงเลือกผู้หญิงที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กับม๊า “คุณเป็นลูกครึ่งหรือเปล่าคะ” ฉันยังคงตั้งคำถาม โดยมีสายตาของป๊าคอยลอบมองตลอด “ไทยกับจีนค่ะ พ่อเป็นคนจีนส่วนแม่เป็นคนไทย” ผู้หญิงคนนั้นตอบ พร้อมกับอธิบาย ความแตกต่างเห็นทีจะมีตรงจุดนี้ เพราะม๊าของฉันเป็นไทยแท้ไม่ได้มีเชื้อสายอื่น ส่วนป๊ามีหลายเชื้อชาตินับไม่ถ้วน แต่หลัก ๆ ก็จีน มาจากตระกูลเก่าแก่ก็แบบนี้ ใคร ๆ ก็อยากเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่น้อยคู่ที่แต่งงานเพราะความรัก ส่วนมากมักจะแต่งเพราะผลประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าคู่ของป๊ากับม๊าคืออย่างแรก ไม่งั้นป๊าคงไม่เป็นเอามากขนาดนี้หลังจากที่ม๊าจากไป “วาถามมากไปหรือเปล่าคะ” ฉันแทนตัวเองด้วยสรรพนามที่ดูสนิทสนม จะแสดงทั้งทีก็ต้องเล่นให้แนบเนียน “ถามได้เลยค่ะ ไม่เป็นไร” ดูท่าทางเรียบร้อยเชียว ถ้าหากฉันทำบางสิ่งให้เธอจดจำ ฉันจะกลายเป็นคนใจร้ายไหมนะ “งั้นคำถามสุดท้ายแล้วกันค่ะ” เพราะฉันก็ไม่อยากเสียเวลาอยู่ตรงนี้นาน ๆ เหมือนกัน “บนโต๊ะนี้คุณอยากกินเมนูไหนมากที่สุดคะ” “เลือกยากจังเลยค่ะ” ที่เธอพูดออกมาแบบนั้น เพราะอาหารตรงหน้าล้วนเป็นอาหารไทยทั้งสิ้น “ป๊าช่วยเลือกมั้ยคะ?” ฉันหันไปถามผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ “ให้ไลลาเลือกเลย” นี่คงจะเป็นชื่อของเธอ เหตุผลที่ฉันไม่ถามเพราะไม่อยากทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนี้อย่างที่ปากว่า “อย่างนั้น…ขอเลือกต้มยำกุ้งแล้วกันค่ะ” “แน่ใจนะคะ?” ฉันถามย้ำอีกครั้ง รู้ดีว่าพ่อครัวที่บ้านทำเมนูอาหารไทยได้ถึงเครื่องราวกับเป็นสูตรต้นตำรับ “ค่ะ” เธอยังคงยืนยันคำเดิม โดยไม่ล่วงรู้ชะตากรรมของตนเองเลยสักนิดว่าหลังจากนี้จะพบเจอกับอะไร “มันจะเผ็ดไปหรือเปล่าคะ เอาแกงเขียวหวานดีกว่ามั้ย” อยากให้โอกาสไลลาได้ตัดสินใจอีกครั้ง แต่ถ้าเธอไม่รับอันนี้ก็ช่วยไม่ได้ “ฉันชอบอะไรเผ็ด ๆ ค่ะ” แบบนี้เองสินะ เดี๋ยวได้แสบจนต้องร้องขอชีวิตแน่ ๆ “จัดไปค่ะ” ฉันรับคำทันที พลางผุดลุกขึ้นยืนเพื่อเอื้อมมือไปคว้าถ้วยต้มยำกุ้งที่กำลังร้อนอยู่หน่อย ๆ พรวด! “กรี๊ดดดด” “เอวา ลูกทำแบบนี้ทำไม!!” ทั้งเสียงกรีดร้อง และเสียงตะคอกของผู้เป็นพ่อดังขึ้นประสานกัน หลังจากที่ฉันจัดการเทต้มยำกุ้งราดลงบนศีรษะของไลลา เธอลุกขึ้นกระโดดเร่า ๆ เพื่อสะบัดสิ่งเหล่านั้นออกจากร่างกาย เป็นเหตุให้กุ้งตัวใหญ่กระเด็นมาอยู่ตรงปลายเท้าของฉัน และจังหวะที่พ่อกำลังเดินอ้อมมาเพื่อเล่นงาน สองเท้าก็รีบกระโดดขึ้นเหยียบเก้าอี้ และปีนข้ามขึ้นไปยืนบนโต๊ะอาหาร ก่อนจะกระโดดลงไปยืนบนพื้นอีกฝั่ง ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของลูกน้องป๊าที่ยืนอยู่รอบ ๆ จะมีก็แต่พี่กัสที่ยังคงแสดงสีหน้านิ่งเรียบแบบเดิม “เซอร์ไพรส์~” เอ่ยพลางหัวเราะร่าอย่างสะใจในสิ่งที่เพิ่งกระทำลงไป “การแสดงจบลงแล้ว ขอบคุณที่รับชมนะคะป๊า ขอตัวก่อนนะคะ บ๊ายบาย” ฉันหมุนตัวเตรียมชิ่งออกไปจากตรงนี้ โดยมีพี่กัสตามหลังมาติด ๆ “มัวแต่ยืนบื้อกันอยู่ทำไม จับเอวาไว้สิวะ!!” ป๊าเกรี้ยวกราดใส่ลูกน้อง พร้อมออกคำสั่ง “ไปเร็วพี่กัส” ฉันรีบคว้ามือหนา พลางฉุดรั้งให้เขาวิ่งตาม “ใครกล้าจับฉันระวังจะกลายเป็นศพ” ดวงตากลมโตตวัดมองคนที่เข้ามาใกล้เขม็ง อีกฝ่ายชะงักไปนิดหนึ่งอย่างลังเลว่าจะฟังคำสั่งของใครดี แต่ก่อนที่จะทันได้ตัดสินใจ ฉันกับพี่กัสก็รีบพากันวิ่งขึ้นรถที่จอดอยู่ด้านหน้า ซึ่งทำให้รอดจากการจับกุมของลูกน้องป๊าได้อย่างหวุดหวิด นับว่าโชคดีที่พี่กัสเอารถมาจอดรอตรงนี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงโดนป๊าเล่นงานเป็นแน่ ไว้ให้ท่านอารมณ์เย็นลงก่อนค่อยกลับมาบ้านแล้วกัน “สะใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ร่างสูงข้างกายที่กำลังขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยความเร็วเอ่ยถาม “ขนาดนั้นเลยค่ะ” ยอมรับตามความจริง “คุณหนูไม่ต้องลงมือเองก็ได้ ขอแค่บอกผม” พี่กัสรู้ใจฉันดีในทุก ๆ เรื่อง และเขาก็รู้ด้วยว่าที่ฉันทำไปทั้งหมดเพียงเพราะอะไร ใครที่คิดจะเข้ามาแทนที่ม๊าต้องข้ามศพฉันไปก่อน ตราบใดที่ฉันยังอยู่ก็ต้องเจอแบบนี้แหละ… “ไม่เป็นไรค่ะ วาอยากหาอะไรสนุก ๆ ทำอยู่พอดี” ตอนนี้อารมณ์ดีแล้ว ฉันสามารถไปแข่งรถได้อย่างสบายใจ อันที่จริงการทำร้ายคนอื่นมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้หญิงคนนั้นมายุ่งกับครอบครัวของฉันก่อน บางทีคงไม่ได้มาดีด้วยซ้ำ เหมือนอย่างผู้หญิงของป๊าก่อนหน้าหลาย ๆ คน ที่เข้ามาเพื่อหวังเงินทอง และหวังเกาะเป็นปลิงดูดเลือด ที่ฉันทำก็เพื่อปกป้องครอบครัวไม่ให้สูญเสียอะไรไปมากกว่านี้ต่างหาก ดวงตากลมโตทอดมองออกไปยังกระจก เพื่อมองทิวทัศน์ด้านข้างที่รถยนต์เคลื่อนผ่าน ไม่นานนักก็เลี้ยวเข้าสู่สนามแข่งรถชื่อดัง ฉันเปิดประตูก้าวลงจากรถหลังจากจอดสนิท เพื่อตรงไปยังตึกสำนักงานสูงลิ่ว ก็ต้องเตรียมตัวกันก่อน จะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปแข่งเลยมันก็ไม่ได้ ครั้นเดินไปถึงหน้าลิฟต์ บานประตูก็กำลังเคลื่อนปิดพอดี จนพี่กัสต้องรีบยื่นนิ้วไปกดปุ่มค้างไว้ บานประตูเปิดออกอีกครั้ง “ขอไปด้วยนะคะ” ฉันก้าวเข้าไปในลิฟต์ และพบกับผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง ทั้งรูปร่างและหน้าตาของเขาทำให้ฉันถึงกับหันไปมองซ้ำอีกรอบ ทั้งชีวิตก็เจอผู้ชายหล่อมาเยอะ แต่ไม่มีใครทำให้ฉันรู้สึกสะดุดตาได้เท่าเขา แล้วส่วนสูงนั่นจะสูงแข่งกับเสาไฟหรือเปล่า แต่ช่างน่าเสียดาย ที่ท่าทางของเขาดูไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ นอกจากจะไม่พูดด้วยแล้วยังยกหลังมือขึ้นปิดจมูก ก่อนจะรีบก้าวเดินออกจากลิฟต์ไป ทิ้งให้ฉันและพี่กัสมองตามหลังด้วยสีหน้างงงวย “เขาเหม็นอะไรหรือเปล่าครับ” เมื่อพี่กัสโพล่งถามขึ้นมาแบบนั้น ฉันถึงกับต้องก้มดมกลิ่นกายตัวเองเพื่อพิสูจน์ ก็มีแค่ฉันที่ยืนอยู่ใกล้ผู้ชายคนนั้นมากที่สุด จะว่าไปแล้วพอมานึกดูดี ๆ ฉันลืมฉีดน้ำหอมมานี่นา “มาจากวาหรือเปล่าคะ พี่กัสลองดมดูให้หน่อย” ฉันขยับเข้าไปหาพี่กัสในระยะประชิด ใกล้ขนาดนี้ถ้ากลิ่นมาจากฉันต้องรู้สึกกันบ้างล่ะ “ไม่นะครับ” “โกหกหรือเปล่าคะ” “จริง ๆ ครับ” ร่างสูงตรงหน้ายืนยันคำเดิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเก่า แล้วผู้ชายคนนั้นเขาเป็นอะไร ลำบากพวกฉันต้องมาตามหากลิ่นที่ทำให้เขาต้องยกหลังมือขึ้นปิดจมูกอีก…

บทที่ 2 ตอนที่ 1 ท้าทาย (1)

จนแล้วจนรอดฉันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นอะไร ถึงได้เดินดุ่ม ๆ ออกจากลิฟต์ไป และคงไม่ใช่เพราะเหม็นกลิ่นอะไรด้วย เพราะทั้งฉันและพี่กัสต่างไม่มีใครรับรู้ถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์เลยสักอย่าง ฉันสะบัดศีรษะเพื่อไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป พร้อมบอกกับตัวเองว่าให้เลิกสนใจเขาซะ “คุณหนูกินข้าวก่อนนะครับแล้วค่อยลงไป” ร่างสูงเดินเข้ามาภายในห้องพัก พร้อมกับถาดไม้ที่มีอาหารวางอยู่บนนั้น “ใกล้ได้เวลาแล้วเหรอคะ” ดวงตากลมโตหลุบมองนาฬิกาบนข้อมือ ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นต้องมีการซ้อมสักรอบสองรอบเพื่อสำรวจพื้นผิวแทรค* (*เส้นทางวิ่งในสนาม) ซึ่งประเภทการแข่งที่ฉันลงก็คือการแข่งดริฟต์ เป็นการแข่งที่ไม่ต้องเน้นความแรง และการไปถึงเส้นชัยเป็นอันดับแรก เนื่องจากผลตัดสินแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับว่าผู้เข้าแข่งขันสามารถเข้าโค้งได้อย่างสวยงามหรือไม่ รวมถึงลูกเล่นต่าง ๆ มุมองศาไลน์เข้าโค้งและความเร็วตอนเข้าโค้ง ผู้แข่งขันจะต้องเลี้ยงความเร็วให้คงที่ พร้อมกับควบคุมไม่ให้รถหลุดออกจากโค้ง เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นผู้ชนะได้ ดูเหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนอย่างที่คิด ถ้าขาดประสบการณ์และฝึกฝนมาไม่ดีพอ หรือหากเกิดข้อผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้รถสูญเสียการทรงตัวจนเป็นเหตุทำให้พลิกคว่ำได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ควรมีก็คือสติและการฝึกฝน… ในเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวฉันเองก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก ทุกวันนี้ยังคงต้องหาเวลาฝึกซ้อมอยู่บ่อย ๆ นับว่าโชคดีที่พอจะรู้จักคนในวงการนี้เยอะ จึงให้รุ่นพี่ช่วยสอนเทคนิคการแข่งรถประเภทต่าง ๆ ได้ “ครับ” พี่กัสตอบรับเพียงสั้น ๆ เพื่อยืนยัน เวลาที่ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกาก็บ่งบอกเฉกเช่นนั้น ฉันลงมือถอดเครื่องประดับที่สวมใส่วางไว้ด้านหน้ากระจกบานใหญ่ แล้วรูดซิปชุดแข่งรถจนมิดลำคอ แน่นอนว่าชุดนี้ย่อมผลิตมาได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของนักแข่ง ทุกอย่างบนร่างกาย ณ ตอนนี้ ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ฉันได้รับอันตรายหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยร้อยเปอร์เซ็นต์กระนั้นมันก็สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง ดวงตากลมโตกวาดมองสำรวจตนเองครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปทรุดกายนั่งบนเบาะโซฟาหนังตัวใหญ่ เพื่อลงมือรับประทานอาหารที่พี่กัสเอามาให้ มื้อนี้นับเป็นมื้อที่อร่อยมากเลยก็ว่าได้ อาจจะเป็นเพราะฉันกำลังอารมณ์ดี แต่หลังจากการแข่งสิ้นสุด ไม่รู้จะอารมณ์ดีได้เหมือนอย่างตอนนี้หรือเปล่า ช่างเถอะ...ถือซะว่าทำให้เต็มที่ ผลออกมายังไงก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ยอมรับว่าฉันไม่ใช่คนเก่ง รางวัลที่เคยได้มาในแต่ละครั้งล้วนเกิดจากความพยายามทั้งสิ้น ฉันเป็นเพียงแค่น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในวงการนี้ได้ไม่กี่ปี ก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเจอรุ่นใหญ่หรือเปล่า เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขันที่มีกติกาเข้มงวดมากนัก ดังนั้นต่อให้กระดูกคนละเบอร์มากแค่ไหนก็สามารถลงแข่งร่วมกันได้ ยกตัวอย่างเวลาไม่ชอบหน้าใครก็ท้าแข่งกันในสนามไปเลย ไม่ต้องพูดให้เปลืองน้ำลาย ทว่าฉันไม่เคยเจอใครมาท้าหรอกนะ อย่างว่า…เป็นนักแข่งสาวสุดฮอตประจำสนาม ใคร ๆ ก็เอ็นดู “ถ้าแข่งรถเสร็จเราจะไปอยู่ที่ไหนกันคะ” ฉันเปิดปากถาม ขณะที่แก้มกำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ เต็มปากเต็มคำ “แล้วคุณหนูอยากไปที่ไหนล่ะครับ” พี่กัสย้อนถามกลับ “วาให้พี่กัสช่วยคิดอยู่นะคะ” “ผมไม่รู้ว่าจะพาคุณหนูไปที่ไหนดี” “งั้นไปคิดมาค่ะ ไว้แข่งเสร็จวาจะมาเอาคำตอบ” บอกอย่างเอาแต่ใจ มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพี่กัสนักหรอก เดี๋ยวเขาก็คิดออกเองนั่นแหละ… หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อย ฉันกับพี่กัสก็ลงลิฟต์ไปยังชั้นล่าง แล้วเดินอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อเข้าสู่เขตสนามแข่งรถ “สวัสดีครับคุณเอวา” ผู้จัดการที่นี่อย่าง ‘คุณเจียง’ เดินตรงเข้ามาทักทายฉันทันทีที่เห็นหน้า “สวัสดีค่ะ” รับคำพร้อมรอยยิ้มหวาน ที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับมองตาเคลิ้ม เราควรต้องใช้มารยาหญิงให้เป็นประโยชน์ ยิ่งเขาเป็นถึงผู้จัดการของสนามก็ยิ่งต้องสนิทสนมกันเอาไว้ เผื่อวันหน้าจะได้พึ่งพา “คุณเอวารีบไปซ้อมหรือเปล่าครับ” “ทำไมเหรอคะ?” หากเขาถามแบบนี้แสดงว่าต้องมีอะไร “พอดีว่าเจ้าของสนามเขาอยากพบคุณเอวาน่ะครับ” คำตอบที่ได้รับทำให้คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน ฉันพอจะรู้จักเจ้าของสนาม แต่ไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน รู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายอยู่ประเทศไทย นาน ๆ ทีถึงจะบินมาที่นี่ ดังนั้นเราจึงคลาดกันอยู่บ่อย ๆ เลยไม่ได้พบกัน เหมือนพี่กัสจะเคยบอกชื่อไว้อยู่ แต่ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว “ได้ค่ะ” ฉันรับคำอย่างว่าง่าย “คุณหนูครับ” ร่างสูงข้างกายทำท่าเหมือนจะห้ามฉันเอาไว้ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แป๊บเดียวเอง” เขาคงไม่ล่อลวงฉันไปฆ่าหรอก อีกอย่างพี่กัสก็อยู่ด้วยทั้งคนจะกลัวอะไร ตามติดฉันจนแทบจะสิงแบบนี้ ใครมันจะกล้าเข้ามาทำอะไรฉันได้ “อย่างนั้นเชิญทางนี้เลยครับ” มือหนาผายเชื้อเชิญให้เดินไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งระหว่างทางต้องเดินผ่านกลุ่มผู้ชมที่เป็นผู้ชาย เสียงทักทายและเสียงให้กำลังใจตะโกนดังขึ้น ราวกับกลัวว่าฉันไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น มือบางยกขึ้นโบกมือให้พวกเขา พลางโปรยรอยยิ้มเหมือนอย่างทุกที “กองเชียร์เยอะนะครับ” คุณเจียงเอ่ยปากแซว หลังจากพวกเราเดินพ้นตรงจุดนั้นมาแล้ว “ธรรมดาค่ะ” ฉันบอกอย่างถ่อมตัว “ทั้งสวยทั้งเก่งแบบนี้ใคร ๆ ก็คงอยากเป็นแฟนคลับ” ฉันได้แต่ยิ้มรับในคำชมนั้น หางตาเหล่มองพี่กัสเล็กน้อย ซึ่งอีกฝ่ายเอาแต่ทำหน้าเฉยชาไม่รับแขก

บทที่ 3 ตอนที่ 2 ท้าทาย (2)

“อย่าชมเยอะได้มั้ยคะ ฉันเขิน” ทันทีที่พูดออกไปอีกฝ่ายก็หัวเราะร่า “ผมพูดไปตามความจริงครับ” คุณเจียงปิดท้ายบทสนทนาด้วยประโยคนั้น ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเคาะประตูเพื่อเป็นการขออนุญาตบุคคลที่อยู่ด้านใน หลังจากเราเดินมาถึงหน้าห้องเป็นที่เรียบร้อย “เข้ามา” ประโยคสั้นห้วนดังลอดออกมาให้ได้ยิน บางทีก็แอบคิด ว่าเจ้าของสนามต้องการพบฉันจริง ๆ น่ะเหรอ ทำไมน้ำเสียงของเขาถึงดูไม่รับแขกเอาเสียเลย “เชิญครับคุณเอวา” คุณเจียงใช้มือผลักดันบานประตู พร้อมเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อให้ฉันเดินตามเขาเข้าไปด้านใน ทว่าจำต้องประหลาดใจ เมื่อผู้ชายที่นั่งคอยอยู่คือคนเดียวกับที่เดินหนีพวกฉันออกจากลิฟต์ หากแต่ว่าตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลากลับถูกปิดซ่อนอยู่ภายใต้แมสก์สีดำ ฉันมั่นใจว่าจำไม่ผิดแน่ เพราะเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ตอนนี้ก็คือชุดเดิม ดวงตาคมคู่นั้นเงยขึ้นมองสบประสาน แววตาของเขายังคงเรียบนิ่ง นิ่งเสียจนไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ “ยินดีที่ได้พบนะครับคุณเอวา เชิญนั่งได้เลย” แน่ใจว่ายินดีอย่างที่ปากพูด? ท่าทีของเขาช่างไม่เป็นมิตรกับฉันเอาเสียเลย แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องใส่แมสก์ปกปิดขนาดนั้น ไม่อยากให้มองหรือว่ายังไงกัน? กระนั้นฉันก็เลือกที่จะเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับเขาตามคำเชื้อเชิญนั้น “นี่คือคุณแซ้งค์เจ้าของที่นี่ครับ” คุณเจียงขยับเดินไปยืนข้างโซฟาตัวใหญ่ที่คุณแซ้งค์นั่งอยู่ พร้อมแนะนำเขาให้ฉันได้รู้จัก “คุณแซ้งค์ต้องการพบฉันทำไมเหรอคะ?” ไม่รอช้าที่จะเปิดปากถามเพื่อให้เข้าประเด็นเสียที ก็ไม่ค่อยรีบเท่าไหร่หรอก แต่อีกไม่กี่นาทีฉันต้องไปซ้อมแล้ว “ผมอยากแข่งรถกับคุณ” ดวงตาคมคู่นั้นมองมาอย่างแน่วแน่ คุณแซ้งค์กำลังท้าฉันอยู่ถูกไหม? “...” “ถ้าไม่สะดวกจะปฏิเสธก็ได้นะ ผมไม่บังคับ” “ตกลงค่ะ ฉันจะแข่งกับคุณ” แล้วทำไมฉันต้องปฏิเสธด้วย ที่เงียบไปครู่หนึ่งก็เพียงเพราะแปลกใจเท่านั้น ไม่ได้นึกหวาดกลัว “วันนี้เลยมั้ยคะ” “ได้สิครับ” ริมฝีปากหนาหยักลึกรับคำแทบจะในทันที “คุณถนัดแข่งดริฟต์ใช่มั้ย?” “ค่ะ” ถ้าเขาจะท้าฉันแข่งรถประเภทอื่นก็คงต้องเตรียมใจซะตั้งแต่ตอนนี้ ว่าตนเองอาจจะทำได้ไม่ดีนัก อีกอย่างฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าคุณแซ้งค์ถนัดการแข่งประเภทไหน “อย่างนั้นก็แข่งตามที่คุณเอวาถนัดก็แล้วกัน” ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเขาไม่ได้เอารัดเอาเปรียบฉัน หากท้าแข่งเองแล้วยังเลือกประเภทตามใจชอบ อันนี้ก็คงต้องเรียกว่าไม่ใจ “ถ้าชนะฉันจะได้อะไรเป็นของรางวัลเหรอคะ” “คุณเอวาอยากได้อะไรครับ” ของเดิมพันตามใจฉันสินะ เลือกยากแหะว่าจะเอาอะไรดี “ใช้สนามฟรีตลอดชีวิตเลยได้มั้ยคะ” ค่าสมาชิกก็แพงเอาเรื่องอยู่นะ ฉันไม่ได้เข้ามาแข่งรถในสนามนี้ฟรี ๆ เสียหน่อย เพราะงั้นจากการคำนวณและใช้สมองครุ่นคิดดูแล้วน่าจะคุ้มกว่าการขอเป็นสิ่งของหรือเงิน “ถ้าขอแบบนี้ แสดงว่าคุณเอวาจะแข่งรถที่สนามนี้ไปตลอดอย่างนั้นเหรอครับ” ถ้าคุณแซ้งค์ไม่ได้ใส่แมสก์เอาไว้ฉันคงสามารถเห็นสีหน้าของเขาได้ชัดเจนกว่านี้ ว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงออกอย่างไร “ฉันเป็นคนเบื่อยากน่ะค่ะ ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจมากกว่านี้ก็คงไม่เปลี่ยนใจ” ฉันเป็นคนที่ค่อนข้างยึดติดกับสิ่งที่ตนเองชอบ หากได้ชอบอะไรแล้วก็ยากที่จะหันไปมองอย่างอื่น ซึ่งแน่นอนว่าสนามแข่งรถแห่งนี้ค่อนข้างดึงดูดฉันในหลาย ๆ อย่าง อาจจะเป็นเพราะที่นี่คือสนามที่ดีที่สุดสำหรับฉันล่ะมั้ง ไม่ใช่ว่าไม่เคยไปลองแข่งที่สนามอื่น กว่าจะพบสิ่งที่เหมาะกับตนเองฉันก็ผ่านมาหลายสนามแล้วเหมือนกัน และข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ ‘การโกง’ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฉันรังเกียจที่สุด ไม่มีใครโอเคหรอก หากพยายามเต็มที่แล้วแต่สุดท้ายทุกอย่างกลับสูญเปล่า เพียงเพราะเจ้าของสนามเห็นแก่เงิน การยัดใต้โต๊ะมันมีอยู่ทุกวงการแหละ อยู่ที่ว่าจะไร้จรรยาบรรณกันหรือเปล่า หากรู้ว่าตนเองถูกโกงฉันก็แค่ให้พี่กัสไปจัดการแล้วโบกมือลาสนามนั้นแบบสวย ๆ เงินเดิมพันไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงก็จริง แต่ฉันคงยอมไม่ได้หากถูกคนอื่นใช้วิธีสกปรก มันถือว่าดูถูกกันเกินไป “ตกลงครับ” หลังจากที่เขารับปาก คุณเจียงก็รีบหันขวับไปมองผู้เป็นเจ้านาย ราวกับไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนั้น “แล้วคุณแซ้งค์ล่ะคะ?” “รอให้ผมชนะก่อนดีกว่าครับ” “แบบนี้ผมว่าไม่แฟร์ เกิดคุณขออะไรมากกว่านั้นล่ะ” เป็นพี่กัสที่พูดแย้งขึ้นมาหลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน “ไม่ต้องห่วง ผมไม่รังแกผู้หญิง” “ก็ดีครับ แต่ถ้าคุณเล่นตุกติกขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวทุกอย่างจะถือว่าเป็นโมฆะ” ร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกลพูดดักคอ “บอดี้การ์ดของคุณเอวาดูท่าจะเป็นห่วงเจ้านายมากเลยนะครับ” “ค่ะ ใจจริงฉันก็ว่าจะพูดแบบนั้นเหมือนกัน” ด้วยความที่เจอการเล่นตุกติกมาเยอะพอสมควร ดังนั้นพวกฉันจึงต้องคอยเซฟตนเองอยู่บ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่ง “เป็นลูกน้องที่รู้ใจเจ้านายมากจริง ๆ น่าชื่นชม” “คุณแซ้งค์มีอะไรจะพูดกับฉันอีกมั้ยคะ” ได้เวลาที่ฉันต้องไปซ้อมแล้วน่ะสิ นาฬิกาข้างผนังกำลังบ่งบอกเช่นนั้น “ไม่มีแล้วครับ ผมตกลงตามที่คุณเอวาและบอดี้การ์ดของคุณว่ามาทั้งหมด” “งั้นขอตัวนะคะ” กล่าวจบฉันก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกมาจากห้องนั้น “คุณหนูจะแข่งกับเขาจริง ๆ เหรอครับ” ครั้นเดินพ้นจากบริเวณนั้นมาแล้ว พี่กัสก็โพล่งถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “แข่งสิคะ รับคำท้าไปแล้วก็ต้องแข่งให้จบ” “ผมว่า…” “ไม่ต้องห่วงวาหรอกนะคะ” รีบตัดบท ก่อนที่อีกฝ่ายจะสรรหาเหตุผลร้อยแปดมาพูดให้คล้อยตาม และต่อให้พี่กัสจะพูดยังไงฉันก็ไม่มีทางไปยกเลิกคำท้านั้นหรอก ไม่ใช่เด็กเล่นขายของ… [จบบันทึกพิเศษ: เอวา] [บันทึกพิเศษ: แซ้งค์] คล้อยหลังร่างบางผมก็จัดการดึงแมสก์ลงจากใบหน้า หากถามว่าทำไมถึงต้องใส่ นั่นเป็นเพราะว่า ‘กลิ่นกาย’ ของผู้หญิงที่เพิ่งเดินออกไปมีผลต่ออาการ ‘โรคประหลาด’ ของผม กลิ่นของเธอมันหอมเสียจนทำให้ความรู้สึกบางอย่างถูกกระตุ้นขึ้นมา ผมรับรู้ได้ตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ในลิฟต์ด้วยกัน บอกตามตรงเลยว่าอาการโรคประหลาดของผมไม่เคยกำเริบมานานแล้ว นับตั้งแต่ที่คนรักเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ ไม่นึกเลยว่านอกจากแฟนเก่าที่จากไป จะมีคนที่ทำให้อาการของผมกำเริบขึ้นมาได้อีกเพียงเพราะได้กลิ่นหอมจากตัวเธอ มันไม่ใช่กลิ่นที่เกิดจากการฉีดน้ำหอมหรือกลิ่นของเสื้อผ้า หากแต่เป็นกลิ่นของเธอจริง ๆ หลังจากที่ได้พบคุณเอวา ผมไม่รอช้าที่จะถามข้อมูลของเธอจากลูกน้องคนสนิท และตัดสินใจให้คุณเจียงไปตามเธอมาพบเป็นการส่วนตัว “คุณแซ้งค์ครับ ผมขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ย” “ว่ามา” “ผมว่าสิ่งที่คุณเอวาขอมันไม่คุ้มสำหรับเราเท่าไหร่เลยนะครับ” “จะคุ้มหรือไม่ ผมขอเป็นคนตัดสินใจ” ถ้ามองในแง่ธุรกิจอาจจะคิดว่าไม่คุ้ม แต่ผมไม่ได้มองในแง่นั้น ก็ต้องมาดูกันว่าสิ่งเดิมพันที่ผมเอาไปแลก จะนำพาผลลัพธ์ดี ๆ มาให้ผมมากน้อยเพียงใด… [จบบันทึกพิเศษ: แซ้งค์]

อ่านต่อ