บทที่1จิรัฐิติกาล ต๋อม! เสียงก้อนหินตกลงไปในน้ำด้วยแรงขว้างของไวกูณฐ์ พลันพื้นน้ำที่สงบนิ่งแปรเปลี่ยนเป็นวงกว้าง ระลอกคลื่นน้อยใหญ่ต่างไล่เรียงกันเข้ามากระทบฝั่ง ชายหนุ่มให้นึกอึดอัดขัดใจเป็นที่สุดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ “ยังไม่แต่งค่ะ” เสียงกังวาลของจิรัฐิติกาลที่กราบทูลเจ้าหลวงรัฐสิงห์พระบิดา ทำเอาหัวใจไวกูณฐ์กระตุกวูบ หันไปมองหน้าหญิงสาวด้วยความฉงน นี่หรือรางวัลแห่งความรักและภักดีของเขา สู้อุตส่าห์อดทนรอเวลาที่สมควร แต่เมื่อผู้ใหญ่เรียกเข้ามาปรึกษาพูดคุย เจ้าหล่อนกลับปฏิเสธหน้าตาเฉย “ทำไมหรือลูก” เจ้าหลวงตรัสถามพระธิดาที่กอดพระพาหาไม่ยอมห่าง “ลูกเพิ่งกลับมาไม่ถึงปี ยังไม่หายคิดถึงเจ้าพ่อเจ้าแม่เลย จะให้ไปอยู่กับคนอื่นได้ยังไงคะ” “แต่เราตกลงให้ไวกูณฐ์แต่งเข้า ไม่ใช่หญิงน้อยแต่งออกไปแบบพี่หญิงสุ นี่ลูก” ทรงอ้างถึงพระภาติยะที่เพิ่งอภิเษกสมรสกับพันอินทร์ราชองครักษ์ และย้ายออกไปอยู่ที่คฤหาสน์ของพันอินทร์ “นั่นแหละค่ะ แต่ลูกอยากปรนนิบัติเจ้าพ่อเจ้าแม่ก่อน ยังไม่พร้อม จะว่าไปแล้วมีอะไรสนุกๆ รอให้ลูกทำตั้งเยอะแยะจะรีบแต่งไปไหน” จิรัฐิติกาลยิ้มกริ่ม ขณะที่ไวกูณฐ์ขบข่มอารมณ์เต็มที่ “ถ้าอย่างนั้นก็หมั้นหมายกันไว้ก่อน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยแต่งดีไหม อินทราชิต ไวกูณฐ์” ทรงถามความเห็นของฝ่ายชายที่นั่งเงียบ “คงไม่จำเป็นหรอก พระเจ้าค่ะ เวลายังอีกยาวไกล หญิงน้อยอาจพบเจอคนที่คู่ควรและเหมาะสมกว่า อย่าผูกมัดเธอไว้จะดีกว่า” เสียงกราบทูลเรียบจากปากไวกูณฐ์ แต่ความรู้สึกน้อยใจหญิงสาวที่ตนรักเพิ่มขึ้นทุกทีๆ จนไม่อาจทนอยู่ในห้องนี้ต่อไปได้ “เสร็จธุระแล้ว หม่อมฉันทูลลา พระเจ้าค่ะ” ไวกูณฐ์ลุกขึ้นโค้งคำนับเจ้าหลวงและไม่ลืมเผื่อแผ่ไปถึงดอกฟ้าที่พาลแต่จะชูช่อขึ้นสูงห่างเขาไปทุกที อย่างจิรัฐิติกาลด้วย บ้าไปแล้วหรือ หนอนแว่น จิรัฐิติกาลสบถในใจกับกิริยาแปลกๆ ของไวกูณฐ์ ก็คนมันกลัวนี่นา แต่งแล้วต้องอยู่กับนายทั้งวันทั้งคืน แต่งแล้วต้องมีลูก แล้วถ้าลูกเราดื้อเหมือน…เอ๊ะไม่สิฉันไม่ดื้อซักหน่อย นายนั่นแหละดื้อ ผู้ใหญ่ดื้อ
“ไวกูณฐ์” เสียงใสที่ดังขึ้นใกล้ๆ ทำให้เขาหลุดจากภวังค์ ผินหน้ามาเล็กน้อยมองต้นเสียงที่บัดนี้ยืนข้างกายเขา ก่อนหันหลังจะเดินหนี “เอ้!…ไอ้นี่!” จิรัฐิติกาลคว้าข้อมือใหญ่ไว้ ไวกูณฐ์ชะงักกึกแต่ไม่ยอมหันมามอง “โกรธ งอน ไม่พอใจหรืออะไร บอกมา” จิรัฐิติกาลเดินมาหยุดตรงหน้า เงยหน้าขึ้นดวงตาใสแจ๋วพยายามสบตาสวยที่หม่นลงหลังกรอบแว่นของเขาอย่างเต็มที่ “ฉันจะไปมีสิทธ์รู้สึกยังงั้นได้ยังไง เจ้าฟ้าหญิงจิรัฐิติกาล” ใบหน้าไวกูณฐ์ยังคงสงบนิ่ง แต่เขาไปยอมสบตาคนตรงหน้า จิรัฐิติกาลเลิกคิ้วฉงนก่อนเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม หนอนมันงอน ฉัน? เจ้าฟ้าหญิงจิรัฐิติกาล? ช่างสรรหามาพูด เพราะสามสี่ปีมานี่เขาแทนตัวเองว่า พี่ มาตลอด “ผู้ใหญ่งอนไม่น่ารักเลยนะ ไวกูณฐ์จ๋า” จิรัฐิติกาลเดินเข้ามาจนชิดอิงศีรษะกับอกกว้าง ขณะเจ้าตัวยังยืนนิ่งเป็นรูปปั้น “ที่ยังไม่แต่งใช่ว่าไม่…” จิรัฐิติกาลหยุดก่อนที่จะเอ่ยคำว่ารักออกมา “…มีโอกาสแต่งนี่ เอาไว้เราพร้อมกว่านี้ ทำอะไรๆ ที่อยากทำก่อนแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีดีมั้ย” ไวกูณฐ์ยังนิ่ง แต่จิรัฐิติกาลได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นโครมครามใต้แผงอกที่ซบอยู่ ไวกูณฐ์ถอนหายใจยาวเบี่ยงตัวหญิงสาวออกแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองคนที่ยืนหน้าคว่ำ ซอยเท้ายิกๆ พร้อมกล่าวคำอาฆาต “จำไว้วันนี้เธอเดินหนีฉัน วันหน้าฉันจะหนีเธอสุดชีวิต”
แต่คำอาฆาตนี้ใช้ได้ผลเพียงสองวัน เมื่อไม่พบเหน้าไวกูณฐ์เหมือนทุกวันที่ผ่านมา จิรัฐิติกาลก็ต้องพาร่างระหงสาวสะพรั่งเต็มที่ ไปหาเขาเองถึงเรือนพักที่คุ้นเคยจนได้ “ท่านป้า ไวกูณฐ์อยู่ไหมคะ” ท่านผู้หญิงวิลาสินีหันมามองต้นเหตุที่ทำให้บุตรชายโทนของท่านเงียบขรึมลงไปเพียงแวบเดียว ก่อนตอบเรียบๆ เมื่อหันหน้ามองเมิน ไปทางอื่น “ไวกูณฐ์ไปค้างที่มหาวิทยาลัยสองวันแล้ว เพคะ” เมื่อสดับถึงน้ำเสียงของผู้พูดจิรัฐิติกาลถึงกับทำหน้าปั้นยาก ‘โกรธเราทั้งบ้านหรือนี่’ หล่อนเดินเข้ามานั่งลงใกล้ๆ แล้วสวมกอดท่านผู้หญิงอย่างที่เคยทำบ่อยๆ พร้อมจุมพิตแก้มขาวนิ่ม ที่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาทำร้ายเพียงเบาบาง “โกรธหญิงเรื่องอะไรคะ ท่านป้าขา” เมื่อเจ้าฟ้าหญิงที่เคยอภิบาลมาแต่เล็กแต่น้อยและเป็นผู้ที่ลูกชายของท่านหลงรักปักใจออดอ้อนเข้าหน่อย ท่านผู้หญิงก็ใจอ่อนหัวเราะเบาๆ พร้อมกอดกระชับร่างบางนั้น “ไม่ได้โกรธ เพคะ แต่อยากทราบเหตุผล ไวกูณฐ์ไม่ดีพอหรือ เพคะ” และเมื่อจิรัฐิติกาลให้เหตุผลโดยไม่ปิดบังแถมกำชับห้ามบอกใครให้รู้ ท่านก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง “โถเด็กเอ๊ย กลัวอะไรล่วงหน้าไปตั้งมากมาย” “แต่หญิงกลัวจริงๆนี่คะ ไม่รู้ล่ะท่านป้าห้ามบอกใครนะคะ หญิงรักท่านป้านะคะไม่หนีไปเป็นสะใภ้บ้านอื่นหรอก” “ฝากลูกชายป้าด้วยนะเพคะ ท่าทางจะคิดมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ แถมกลางคืนไม่ยอมกลับบ้านอีกต่างหาก” จิรัฐิติกาลทำตาปริบๆ ก่อนพูด “เหลวไหลจริง เดี๋ยวหญิงจัดการให้นะคะ” กล่าวจบก็หอมแก้มขาวๆของผู้สูงวัยกว่าอีกครั้งแล้วขอตัวกลับ วิทยาลัยในวังบัดนี้ยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัย อาคารใหม่ๆ ถูกก่อสร้างเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักเรียนนักศึกษาที่มากขึ้นมาเรื่อยๆ รวมถึงบ้านพักของเหล่าคณาจารย์ จากวิทยาลัยเล็กกลับกลายเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านศิปละและดนตรีอันดับหนึ่งของประเทศ ‘ทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเธอมีมากกว่าของฉันอีกนะไวกูณฐ์’ ยามรักษาการณ์ยืนขึ้นพรึบพรับเมื่อแขกผู้ทรงเกียรติมาเยือน “ผู้อำนวยการอยู่ไหม” “ยะ…อยู่ พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจะนำเสด็จ” ยามอาสาทั้งที่ยืนขาสั่น “ไม่ต้องฉันไปเอง”