บ่วงร้ายสายใยรัก
บทที่ 1 ตอนที่1

ดึกดื่นค่ำคืนอันเงียบสงัดในบ้านหลังใหญ่สุดหรูมีชายหนุ่มที่กำลังหลับอยู่บนเตียงนุ่มด้วยอาการทุรนทุรายสองมือบีบจิกอยู่กับขมับเหงื่อออกซิกสีหน้าเหยเกตัวบิดงอเหมือนกับกำลังฝันร้าย "อะ...อ้าสส..อึก..เธอเป็น...ใครกันแน่" และแล้วชายหนุ่มร่างสูงก็ตื่นจากความฝันแต่ความปวดหัวของเขาก็ยังคงอยู่ยิ่งพยายามนึกให้ออกว่าผู้หญิงที่เขาฝันเห็นทุกคืนคือใครก็นึกไม่ออกเสียที "คุณชาวี!!" หมอแดนเทพหมอหนุ่มวัย35เป็นหมอประจำตัวของชาวีมาเกือบสามปีแล้วตั้งแต่เขาเข้ารับการรักษาจากการเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นชนะพลก็จ้างเขาด้วยราคาแสนแพงให้ดูแลชายหนุ่มเป็นหมอประจำตัวเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แดนเทพรีบเปิดประตูห้องที่มันสามารถเชื่อมถึงกันกับห้องเขาและชาวีออกพร้อมหยิบกระเป๋ายาและรีบฉีดยาระงับอาการปวดให้ชาวีทันที ครู่ต่อมา "ยังพยายามนึกอีกเหรอครับบอกแล้วไงหากมีอาการปวดหัวแบบนี้อีกให้เรียกผม" แดนเทพนั่งรอดูอาการชายหนุ่มครู่หนึ่งจนเขาเป็นปกติดีด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพราะดูออกว่าอาการปวดหัวของเขาจะรุนแรงขึ้นทุกวันๆจนเขารู้สึกว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว "ฉันอยากจะรู้ว่าคนที่อยู่ในฝันของฉันคือใคร" ชาวีบอกกับหมอหนุ่มด้วยสีหน้าที่ยังพยายามครุ่นคิดแต่เรื่องความฝันในหัวของเขาก็เลือนลางลงไปทุกทีและผลอยหลับไปด้วยฤทธิ์ยาจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งไปถ้าหากเขาได้รับยาที่หมอแดนเทพฉีดให้ "อย่าพยายามอีกเลยครับความฝันก็คือความฝันพักผ่อนเถอะครับ" แดนเทพมีสีหน้าไม่สบายใจอย่างมากเมื่อชายหนุ่มหลับลงแล้วเขาจึงเดินถือกระเป๋ายากลับไปที่ห้อง เช้าวันต่อมา คฤหาสน์xxx "คุณพ่อคิดบ้าอะไรอยู่ครับถึงให้ไอ้ลูกนอกไส้นั่นมันบริหารงานในบริษัทใหญ่ของเราแบบนั้น" ชนะภพลูกชายคนเดียวของชนะพลนักธุรกิจส่งออกข้าวรายใหญ่ของประเทศและเป็นเจ้าของโรงสีหลายแห่งในประเทศอีกด้วย ชนะภพชายหนุ่มวัยสามสิบปีลูกคุณหนูจอมเอาแต่ใจเพราะถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กนิสัยชอบเอาชนะทุกอย่างเรื่องเรียนเขาก็ไม่เคยตกเพราะต้องการจะเป็นที่หนึ่งและเรื่องอื่นๆด้วยเช่นกันตอนนี้เขาเป็นคนที่เล่นหุ้นเก่งที่สุดคนหนึ่งแต่เรื่องที่เขาต้องเข้ามาหาพ่อของเขาด้วยท่าทีไม่พอใจเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่าพ่อของเขาดันให้ลูกนอกไส้อย่างชาวีบริหารบริษัทแม่ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่เขาควรจะได้เข้าบริหาร "มันเรื่องของฉันรู้แค่ว่าฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกเท่านั้น" ชนะพลชายวัยเกือบหกสิบเป็นนักธุรกิจที่เก่งหาคนเทียบยากคนหนึ่งก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำอะไรลงไปเขาได้คิดไตร่ตรองมาถี่ถ้วนแล้ว "เพื่อผมยังไงครับผมไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาจบมาคว้าเกียรตินิยมคุณพ่อไม่เห็นสนใจจะให้ผมเป็นผู้บริหารบ้างเลยแถมงานอะไรก็ไม่อยากจะให้ทำให้ลูกนอกไส้ของพ่อมันโชว์ฝีมืออยู่คนเดียว" ชนะภพไม่เข้าใจคำพูดของคนเป็นพ่อเท่าไรเพราะการกระทำของเขามันย้อนแย้งกับคำพูด "ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกอยู่บนกองเงินกองทองสบายๆไม่ชอบหรือไงหุ้นแกก็มีอยู่เต็มมือเอาเวลาไปดูแลหุ้นแกดีกว่า" "มันไม่เหมือนกันนี่ครับพ่อแล้วคนอื่นจะมองผมยังไงที่พ่อตัวเองให้คนอื่นบริหารงานในบริษัทแทนลูกแท้ๆตัวเองเค้าจะมองว่าผมไม่เอาไหนน่ะสิครับพ่อ" ชนะภพรู้สึกไม่ชอบหน้าชาวีตั้งแต่เมื่อเจอเมื่อสามปีก่อนแล้วที่จู่ๆก็มารู้ว่าพ่อตัวเองมีลูกบุญธรรมแถมส่งเสียตั้งแต่ยังเล็กโดยที่เขาไม่รู้เรื่องอีกด้วย "สักวันแกจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันทำ" ชนะพลเดินเข้ามาตบบ่าลูกชายคนเดียวของเขาด้วยสายตาที่ห่วงใย "ผมว่าผมไม่น่าจะเข้าใจได้นะครับ" ชนะภพกัดฟันกรอดเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็วในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเป็นของเขาพ่อของเขาก็ไปให้ชาวีดูแลแทนดังนั้นชีวิตของพ่อเขาก็ให้ลูกนอกไส้อย่างชาวีดูแลไปก็แล้วกัน "ท่าทางคุณภพจะไม่พอใจเอามากๆเลยนะครับท่าน" ธีราทรมองดูภาพตรงหน้าอย่างไม่สบายใจเขารู้ดีทุกอย่างว่าที่ชนะพลนายของเขาทำลงไปนั้นมีเหตุผล "ปล่อยมันไปก่อน" ชนะพลเห็นว่าวันนึงลูกชายของเขาจะเข้าใจเองว่าที่เขาทำไปทุกอย่างก็เพื่ิอลูกชายคนเดียวของเขาเท่านั้น "ท่านครับหมอแดนเทพมาขอพบครับ" บอดี้การ์ดหนุ่มมารายงานคนเป็นนายในห้องโถงใหญ่ "ให้เค้าตามฉันไปที่ห้องใต้ดิน" ชนะพลไม่รู้ว่าแดนเทพมาหาเขาด้วยเรื่องอะไรแต่หากหมอหนุ่มมาถึงที่นี่ก็คงจะมีเรื่องด่วนจึงต้องให้ไปคุยในห้องใต้ดินของบ้าน "ครับท่าน" ครู่ต่อมา ห้องใต้ดิน "มีอะไรมาคุยกับฉันแต่เช้า" ชนะพลถามแดนเทพด้วยสีหน้าเรียบเฉย "อาการของคุณชาวีดูจะหนักขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ได้รับยานี้ทุกครั้งนะครับท่านผมเกรงว่าร่างกายของคุณชาวีจะรับไม่ไหว" แดนเทพพูดด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล "ไม่ไหวก็ต้องไหวชาวีจะต้องจำเรื่องราวในอดีตอะไรไม่ได้ทั้งนั้นหากดูท่าว่าจะดื้อยาฉันจะให้หมอที่อังกฤษผสมตัวยาเข้าไปใหม่ให้แรงกว่าเดิมจะเอาไม่อยู่ก็ให้มันรู้ไป" ชนะพลไม่สนใจอะไรทั้งนั้นว่าอาการชาวีเป็นอย่างไรเขาชุบเลี้ยงช่วยเหลือชาวีมาก็เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือออกหน้าทุกอย่างแทนเขาก็เท่านั้น "แต่ผมกลัวว่าวันนึงมันจะมีผลต่อระบบประสาทนะครับท่านยิ่งท่านให้คุณชาวีมาบริหารงานแทนผมยิ่งกลัวว่าคุณชาวีจะมีอาการอะไรออกมาจนทำให้เค้าทำงานไม่ได้นะครับ" แดนเทพรู้สึกว่าเขานั้นจะเป็นแพทย์ที่ไร้จรรยาบรรณขึ้นไปทุกวันจนเขารู้สึกผิดอยู่แทบทุกขณะ "ฉันว่ากว่าจะถึงวันนั้นฉันก็คงไม่ใช้งานชาวีแล้วล่ะ....ดูท่าหมอจะห่วงคนไข้ของหมอจังเลยนะอย่าลืมสิว่าตัวเองเป็นคนของใครและจะต้องทำตามคำสั่งใคร" ชนะพลเตือนให้แดนเทพได้รู้ว่าเขาเป็นคนที่ช่วยเหลือครอบครัวแดนเทพเอาไว้หลายครั้งหลายคราและให้เขาได้รู้ว่าคนที่เขาควรจะเชื่อฟังคือใคร "ครับ" แดนเทพรับคำชนะพลคอตกเพราะเขาไม่มีทางเลือกอะไรเลย

บทที่ 2 ตอนที่2

บ้านxxx "หมอไปไหนมาแต่เช้าครับ" ชาวีนั่งจิบกาแฟตอนเช้าอยู่ที่ห้องนั่งเล่นในบ้านเห็นว่าหมอแดนเทพพึ่งจะกลับเข้ามาจึงต้องถามว่าเขาไปไหนมาแต่เช้า "เข้าไปเอายามาน่ะครับ" แดนเทพวางกระเป๋ายาลงต่อหนุ่มชายหนุ่มทั้งนั่งลงตรงข้ามเขาด้วยสีหน้าปกติ "พรุ่งนี้ผมต้องไปทำงานแล้วไม่รู้ว่าไอ้อาการปวดหัวบ้าๆนี่มันจะกำเริบมาตอนไหนหมอไม่มีวิธีที่จะรักษาให้หายจริงๆเหรอ" ชาวีบอกกับแดนเทพด้วยสีหน้าค่อนข้างเป็นกังวลเขาอยากจะรู้นักว่าไอ้โรคที่เขาเป็นอยู่มันคืออะไรกันแน่ไม่มีทางรักษาหายเลยจริงหรือ "คือ...เรื่องนี้คงจะยากครับคงต้องใช้วิธีฉีดยาระงับแบบนี้ไปก่อนถ้าผมหาวิธีได้จะบอกก็แล้วกันนะครับ" "อืม.." แดนเทพตอบชายหนุ่มได้เพียงเท่านี้จริงๆ ชาวีหนุ่มหล่อร่างสูงบึกบึนใบหน้าคมเข้มนัยตากลมโตหวานปานผู้หญิงเป็นลักษณะที่ผู้ชายน้อยคนจะมีแต่นั่นมันก็เป็นจุดเด่นของเขาชายหนุ่มเป็นลูกบุญธรรมของนักธุรกิจใหญ่ที่ส่งออกข้าวรายใหญ่ของประเทศ เขารู้สึกสงสัยทุกครั้งว่าทำไมเขาถึงยังจำเรื่องในอดีตไม่ได้เสียทีจำได้เพียงแค่เขาตื่นมาในโรงพยาบาลเมื่อประมาณสามปีก่อนแล้วก็มีหมอแดนเทพคอยรักษาและชนะพลที่บอกว่าเป็นพ่อบุญธรรมของเขาส่งเสียให้เขาได้เรียนตั้งแต่ยังเล็กแถมยังพาไปเรียนการบริหารจัดการเพิ่มเติมอีกสองปีเต็มๆและให้เขาเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ในตอนนี้ทั้งที่เขาก็ยังชอบมีอาการปวดหัวแปลกๆแบบนี้เป็นระยะๆพักหลังมานี้ยิ่งเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย บ้านxxx 14.00 น. "คุณหนูเป็นยังไงบ้างคะ" วาดจันทร์หญิงวัยกลางคนอายุเกือบ60แม่นมของเฌอริตาเห็นหญิงสาวกลับมาก็รีบเดินมาต้อนรับที่หน้าบ้านทั้งยังถามถึงเรื่องที่เธอไปสมัครงานว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ "อืมม.." หญิงสาวก้มหน้างุดด้วยสีหน้าเจื่อนๆ เฌอริตาหญิงสาวตัวเล็กสูงเพียง155เซนติเมตรแต่หุ่นของเธอก็เป็นทรงนาฬิกาทรายมีอกเอวตามที่ผู้หญิงควรจะมีหน้าตาจิ้มลิ้มคิ้วหนาตาเฉี่ยวมีลักยิ้มสองข้างของแก้มริมฝีปากบางแต่อวบอิ่มผิวขาวอมชมพูผมยาวสลวยดกดำทำให้ใบหน้าของเธอดูหวานโดดเด่นอย่างมาก หญิงสาวเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอายุ29ปีเธอพึ่งจะกลับมาจากออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้เพราะอยากกลับมาทำธุระสำคัญอะไรบางอย่าง "ไม่ได้งานเหรอคะ" วาดจันทร์เห็นสีหน้าคุณหนูของเธอก็เริ่มใจไม่ดี "ไม่ใช่ค่ะ... ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีค่ะนม" เฌอริตาแอบอมยิ้มกับอาการของวาดจันทร์ "คุณหนูทำนมตกอกตกใจหมด" “ฮ่าๆๆ.." "วันนี้คุณลินกับคุณปลายมาหาด้วยค่ะพวกเค้าไม่ได้บอกคุณหนูเหรอคะ" วาดจันทร์เห็นว่าเพื่อนของคุณหนูของเธอมาเก้อจึงรีบอกให้ทราบ "เหรอคะ...น่าจะเซอร์ไพรซ์มั้งคะเห็นไหมล่ะยัยเพื่อนพวกนี้มาก็ไม่บอกก่อน...แล้วมานานไหมคะ" เฌอริตาขมวดคิ้วเล็กน้อยวิถีของเพื่อนเธอก็ชอบทำอะไรไม่บอกไม่กล่าวตลอด "เล่นกับคุณหนูเล็กพักใหญ่แล้วก็กลับไปน่ะค่ะ" "งั้นเหรอคะ...ไม่เป็นไรเดี๋ยววันหลังริตานัดกับพวกเธออีกทีก็ได้" เฌอริตาเห็นทีจะต้องนัดเพื่อนๆเธอใหม่เสียแล้วหากจะมาไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้คงไม่เจอกันอีกแน่ "คุณหนูมาเหนื่อยๆทานน้ำก่อนค่ะ" วาดจันทร์เห็นว่าคุณหนูของเธอพึ่งจะขับรถกลับมาอากาศตอนนี้ก็ค่อนข้างร้อนจึงรีบเอาน้ำเย็นๆมาให้หญิงสาวดื่ม "ขอบคุณค่ะนม" 19.00 น. "ฟังนิทานค่ะคุณแม่" เฌอริตานั่งพิงหัวเตียงนุ่มโดยมีเฌอริมาลูกสาววัยเกือบสามขวบตากลมโตขนตางอนหวานแก้มยุ้ยตัวเป็นปล้องผิวอมชมพูของเธอนอนอยู่ที่ตัก เด็กหญิงส่งเสียงใสออดอ้อนคนเป็นแม่ให้อ่านนิทานก่อนนอนให้ฟัง "วันนี้อ่านเรื่องอะไรดีน้าาา.." เฌอริตาหยิบหนังสือนิทานบนหัวนอนมาทำท่าเลือกต่อหน้าลูกสาวของเธอ "ซินเดอเรล่าค่ะ" เด็กหญิงชี้มือป้อมไปที่นิทานเรื่องโปรด "เรื่องโปรดของลูกสาวแม่สินะคะ" "ค่ะ..." "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.... " เฌอริตาเริ่มอ่านนิทานเป็นภาษาอังกฤษและทำเสียงและท่าทางให้น่าตื่นเต้นตามแบบฉบับของการอ่านนิทานให้เด็กฟัง ครึ่งชั่วโมงต่อมา จุ้บบ "ฝันดีนะคะลูกสาวแม่" เฌอริตาอ่านนิทานยังไม่ทันจบดีเจ้าก้อนกลมน้อยของเธอก็ผลอยหลับปุ๋ยเรียบร้อยแล้ว ครู่ต่อมา "แล้วหนูจะต้องหาหลักฐานมาให้ได้ค่ะว่าคุณพ่อโดนกระทำอะไรบ้าง" เมื่อลูกสาวของเธอหลับสนิทดีแล้วหญิงสาวอยากดูก็มายืนอยู่ที่หน้ารูปภาพของพ่อเธอและพูดกับรูปภาพเบาๆด้วยแววตาที่แสนเศร้า ตั้งแต่เด็กๆพ่อกับแม่ของเธอแยกกันอยู่ต่างคนต่างก็มีธุรกิจของตัวเองพ่อของเธอเปิดบริษัทส่งออกอาหารแปรรูปและผลิตข้าวสารส่งออกเรียกได้ว่าแทบจะเป็นอันดับหนึ่งของประเทศก็ว่าได้ส่วนแม่ของเธอก็มีอสังหามากมายให้คนเช่าอยู่เช่าทำกินจนไม่ต้องทำงานก็มีเงินมีทองใช้ไม่ขัดสนบวกกับสมบัติจากตระกูลแม่เธอที่ตกทอดลงมาทำให้มีใช้เหลือเฟือเพิ่มขึ้นไปอีก เธอเป็นเด็กสองบ้านมาตั้งแต่จำความได้แต่ความรักที่พ่อกับแม่ให้เธอก็ไม่เคยขาดและเธอเองก็ไม่รู้สึกขาดด้วยรู้สึกเข้าใจด้วยซ้ำเมื่อได้มามีลูกเธอไม่ค่อยออกสังคมเท่าไรนักจึงไม่มีใครรู้จักเธอในฐานะไฮโซยกเว้นเพื่อนสนิทกับเธอเท่านั้น เมื่อเธอเรียนจบแม่ของเธอก็ดันมาเสียด้วยโรคประจำตัวเธอจึงอยู่ที่บ้านหลังใหญ่กับแม่นมของเธอเพียงสองคนส่วนพ่อของเธอก็มาหาเธอบ้างเมื่อมีเวลา แต่เมื่อเธอท้องและรู้ว่าพ่อของลูกเธอหายเข้ากลีบเมฆไปเธอจึงย้ายไปใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียและกลับมาเมื่อไม่นานมานี้เมื่อรู้ว่าพ่อของเธอตรอมใจตายเพราะธุรกิจพังหุ้นส่วนทั้งส่วนกลับหนีหายและเท่าที่เธอสืบมาคนเหล่านั้นไปร่วมลงทุนกับบริษัทของชนะพลบริษัทส่งออกข้าวสารที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอยู่ในตอนนี้เธอคิดว่าหากเธอเข้าไปทำงานในบริษัทนั้นได้เธอจะต้องหาทางเปิดโปงคนที่เล่นสกปรกกับพ่อเธอให้ได้

บทที่ 3 ตอนที่3

วันต่อมา บริษัทxxx "เตรียมต้อนรับอะไรกันเหรอคะพี่นุชจัดห้องประชุมวุ่นกันเลย" เฌอริตามาทำงานที่นี่วันแรกด้วยตำแหน่งผู้ช่วยเลขาซึ่งช่วยจิตรานุชอีกทีที่เธอมาสมัครตำแหน่งนี้ก็เพื่อที่จะได้เข้าใกล้เอกสารทั้งหมดของบริษัทนี้ได้ ในระหว่างที่เธออยู่ที่นี่เพื่อไม่ให้ใครสงสัยเธอจึงเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลในเอกสารการสมัครจากนางสาวเฌอริตา สิริปัจโกศลเป็นนางสาวพีรยา ธาดาและใช้ชื่อเล่นว่าเพลิน "ก็เตรียมตัวต้อนรับท่านประธานใหญ่คนใหม่น่ะสิ" จิตรานุชยืนดูความเรียบร้อยอย่างใจจดใจจ่อเพราะกลัวว่าจะจัดการต้อนรับประธานคนใหม่เจ้านายของเธอไม่ดีพอ "อ้าวแล้วเราไม่ได้ทำงานกับคุณชนะพลแล้วเหรอคะ" เฌอริตามีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย "ท่านวางมือแล้วล่ะให้ลูกชายดูแลแทน" "ลูกชาย.." "แต่ไม่ใช่คุณชนะภพนะชื่อคุณชาวีเห็นว่าเป็นลูกบุญธรรมน่ะ" จิตรานุชหันมากระซิบกระซาบกับเฌอริตากลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน "อ๋อ..ค่ะ" เฌอริตาพยักหน้าเบาๆทั้งครุ่นคิดว่าเหตุใดชนะพลจึงไม่ให้ลูกชายของตัวเองมาบริหารบริษัทใหญ่นี้เองแต่ก็ยังหาเหตุผลไม่ได้จึงไม่ได้ใส่ใจและคิดว่าหากเป็นคนอื่นมาทำงานแทนชนะพลเธออาจจะทำอะไรๆได้ง่ายกว่าที่คิดก็เป็นได้ สิบห้านาทีต่อมา ตอนนี้พนักงานที่อยู่ในตำแหน่งใหญ่ๆของแต่ละแผนกในบริษัทต่างก็เข้ามารวมตัวกันที่ห้องประชุมเรียบร้อยแล้วรอแค่ประธานใหญ่คนใหม่มาก็เท่านั้น "ท่านประธานมาแล้วค่ะ" เมื่อได้ยินจิตรานุชที่ยืนอยู่หน้าประตูบอกแบบนั้นทุกคนต่างก็ลุกยืนขึ้นเพื่อต้อนรับประธานหนุ่มด้วยความสงบ "สวัสดีทุกคนครับผมชาวียินดีที่ได้ร่วมงานกับทุกคนนะครับเชิญทุกคนนั่งลงก่อน" ชายหนุ่มร่างสูงเดินนำหน้าหมอแดนเทพเข้ามาในห้องประชุมด้วยบุคลิกสง่าผ่าเผยทักทายทุกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉยก้มหัวเล็กน้อยในขณะที่แนะนำตัวแสดงถึงความถ่อมตนเพราะในที่นี้ยังมีคนทำงานที่อายุเยอะกว่าเขาอยู่หลายคนและเชิญทุกคนให้นั่งลงได้ "สวัสดีค่ะ/ครับท่านประธาน" "เอ่อ..พี่ภัส" เฌอริตาชะงักงันตัวชาวาบครู่ใหญ่ในขณะที่เธอยืนอยู่ข้างๆกับจิตรานุช... หญิงสาวสบถบางคำออกมาเบาๆทั้งยังจ้องหน้าประธานหนุ่มที่กำลังนั่งลงตาเขม็งเหมือนวินาทีนั้นโลกมันหยุดหมุนไปคนที่จากเธอไปนานบัดนี้เขาได้มาอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว...แต่ทำไมอีกฝ่ายทำเหมือนไม่รู้จักเธอเสียอย่างนั้นสายตาที่เขามองมายังเธอมันว่างเปล่าแถมชื่อของเขาก็เปลี่ยนไปด้วยจะเป็นไปได้อย่างไรว่าถ้าหากว่าเขาไม่ใช่ภัสกรแล้วคนสองคนจะเหมือนกันได้ยันเงาขนาดนี้เชียวหรือ "เป็นอะไรรึเปล่าเพลิน" จิตรานุชเห็นว่าเฌอริตานิ่งไปจึงสะกิดแขนเธอเบาๆให้มีสติ "อ๋อ..ป..เปล่าค่ะ.." เฌอริตาหลุดจากภวังค์ความคิดจากเสียงเรียกของจิตรานุช "เดี๋ยวพี่ขอน้ำให้ท่านประธานกับหมอแดนหน่อยนะ" "ค่ะ" เฌอริตาเดินออกจากห้องประชุมเพื่อไปเตรียมน้ำในห้องครัวของออฟฟิศมาให้ประธานหนุ่มและหมอแดนเทพตามที่จิตรานุชสั่งด้วยใจเหม่อลอยเล็กน้อยยังคงแปลกใจว่าเขาจะจำเธอไม่ได้จริงๆหรือ... หรืออีกอย่างคือภัสกรกับชาวีนั้นเป็นคนละคนกันแน่ ครู่ต่อมา "ชาวีเหรอ..." เฌอริตายังคงคิดไม่ตกเรื่องภัสกรกับชาวีอยู่พักใหญ่ "เฮ้อ... ช่างเถอะๆคนแบบนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะทำให้เราต้องคิดให้รกสมองหากเป็นเค้าจริงก็ดีแล้วที่จำเราไม่ได้...จะใช่หรือไม่ใช่ตอนนี้เค้าก็คือศัตรูเราอยู่ดีจำไว้ริตา..จำไว้คนที่ไม่มีความรับผิดชอบแบบนั้นอย่าคิดถึงให้รกสมองอีก...หึ่.." เฌอริตาพยายามลบเรื่องที่กวนสมองของเธออยู่ตอนนี้ออกไปให้หมดแล้วมองเห็นแค่จุดประสงค์ที่เธอมาที่นี่เท่านั้น "เพลิน....ทำอะไรอยู่จนทุกคนแนะนำตัวกลับไปกันหมดแล้วน้ำท่านประธานยังไม่ได้เลย" จิตรานุชเดินเข้าห้องครัวท่าด้วยท่าทีร้อนใจที่เฌอริตาหายมานานเสียเหลือเกินเพียงแค่ใช้มาเตรียมน้ำเท่านั้น "อ...เอ่อ...ขอโทษทีค่ะพี่นุชพอดีเมื่อกี้เพลินปวดท้องเข้าห้องน้ำกะทันหันค่ะเดี๋ยวเพลินจะรีบเอาน้ำไปให้ท่านประธานเดี๋ยวนี้แหละค่ะ" เฌอริตาต้องรีบแก้ตัวสีหน้าเจื่อนเล็กน้อย "ไม่ต้องแล้วตอนนี้ตามพี่มาที่ห้องท่านประธานไปแนะนำตัวกับท่านก่อน" "ค่ะๆ" ห้องประธานใหญ่ "..." ชาวีมองสองสาวที่เดินเข้ามาในห้องด้วยสายตาที่ไม่สามารถบ่งบอกอารมณ์ได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ "นี่พีรยาหรือเพลินเป็นผู้ช่วยดิฉันเองค่ะหากท่านประธานมีอะไรก็เรียกใช้เธอได้เลยนะคะ" "สวัสดีค่ะท่านประธาน" เมื่อจิตรานุชแนะนำตัวเธอเรียบร้อยแล้วเฌอริตาจึงรีบยกมือไหว้อีกฝ่ายทั้งไม่ยอมมองหน้าประธานหนุ่มให้เต็มตาเพราะไม่อยากนึกคิดและรู้สึกอะไรให้รบกวนสมองของเธอ "ยินดีที่ได้รู้จักนะครับเชิญพวกคุณไปทำงานได้ถ้าผมมีอะไรให้ช่วยจะเรียกอีกทีครับ" ชาวีจับจ้องมองผู้ช่วยเลขาร่างเล็กด้วยสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยยิ่งมองเธอเขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นกับร่างแบบนี้แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกและไม่อยากให้ความคิดนี้มาเล่นงานจนเขาต้องปวดหัวแสดงอาการไม่ดีต่อหน้าพนักงานในบริษัทจึงรีบบอกให้หญิงสาวสองคนนี้ออกไปก่อน "เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณวี" แดนเทพเห็นสีหน้าของชาวีไม่ดีเท่าไรจึงเดินเข้ามาถามอาการ "ผมโอเค" ชาวียกมือเป็นสัญญาณว่าเขาโอเคควบคุมอาการได้ Rrrrrr "ครับคุณนุช...ให้เค้าเข้ามาครับ" ชาวีมีสีหน้าระอาเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าใครกำลังจะเข้ามาหาเขา "ฉันจะเข้ามาในห้องนี้ต้องรอแกอนุญาตด้วยงั้นเหรออย่าหวังว่าแกจะชูคอนั่งบนเก้าอี้นี้ได้นานไอ้ลูกนอกไส้" ชนะภพเข้าห้องมาได้ก็อาละวาดยกใหญ่เขามาที่นี่เพื่อหยามหน้าชาวีให้ทุกคนในบริษัทรู้ว่าเขาไม่ได้ยินดีกับตำแหน่งของชาวีเลยสักนิด

อ่านต่อ