ร่วมแสกั้นรัก
บทที่ 1 ช่วยชีวิตชายผู้สูงศักดิ์

ความมืดเป็นเหมือนม่านขนาดใหญ่ที่ปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง มีเพียงแสงจันทร์บาง ๆ ที่ทะลุผ่านเมฆลงมาในซอยแคบ ๆ เสิ่นฉือถือกล่องพยาบาลและรีบก้าวออกไปจากบ้านหนึ่งในซอยไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เธอเดินไปถึงปากซอย จู่ ๆ ก็มีร่าง ๆ หนึ่งเดินโซเซเข้ามาหาเธอ มีกลิ่นคาวเลือดโชยมาอย่างรุนแรง เสิ่นฉือก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยสัญชาตญาณ เธอพอจะแยกออกว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชาย ผู้ชายคนนั้นสูญเสียการทรงตัวและล้มลงไปกับพื้นอย่างแรง ยังไม่ทันได้พูดอะไรเขาก็หมดสติไปแล้ว เสิ่นฉือก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ นั่งยอง ๆ เพื่อตรวจสอบ และก็เห็นใบหน้าของผู้ชายคนนั้นอย่างชัดเจน เป็นเขางั้นเหรอ จี้หานโจว ทายาทของตระกูลใหญ่ระดับหนึ่งแห่งเมืองเชิ่งจิง เสิ่นฉือคิดในใจ ถ้าช่วยชีวิตเขาไว้หล่ะก็ คงจะได้ประโยชน์มหาศาลมากกว่าการเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นแน่ ๆ เธอเลยโน้มตัวลงไปพลางเอามือตรวจดูลมหายใจของผู้ชายคนนั้น ยังมีลมหายใจอยู่ สามารถช่วยได้ เสิ่นฉือจับแขนของจี้หานโจวและพยายามพยุงเขาขึ้นมา หลังจากเดินผ่านซอยมืด ๆ ไปได้ครึ่งทาง เธอก็หยิบกุญแจออกมาและเปิดประตูลับที่ไม่มีใครสังเกตเห็น นี่เป็นหนึ่งในคลินิกใต้ดินหลายแห่งของเธอในเมืองเชิ่งจิง เสิ่นฉือไม่ได้ลังเลและพาเขาไปที่ห้องตรวจและวางลงบนเตียงผ่าตัดทันที เธอถอดเสื้อคลุมที่เปื้อนเลือดออกพลางสวมเสื้อกาวน์สีขาว หลังจากฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทั้งหมดอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอก็เริ่มทำการผ่าตัดทันที “แกร๊ง...” ลูกกระสุนเปื้อนเลือดถูกโยนเข้าไปในถาดโลหะ เสิ่นฉือสูดลมหายใจเข้ายาว ๆ การผ่าตัดเมื่อครู่นั้นต้องมีสมาธิมากเลยทำให้ต้องใช้พลังงานไปเยอะ หลังจากนั้นก็เย็บแผลอย่างเรียบร้อย ไม่นานก็ทำแผลเสร็จ แต่ทันใดนั้น... มีเสียงดัง “ปัง” ขึ้นมา ประตูหนาถูกกระแทกออก ! กลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำติดอาวุธก็บุกเข้ามา กลุ่มหนึ่งก้าวไปข้างหน้าเพื่อปกป้องจี้หานโจวที่นอนอยู่บนเตียงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อีกกลุ่มนึงนั้นควบคุมคลินิกไว้ ปากกระบอกปืนสีดำเย็น ๆ จ่อขมับเสิ่นฉือไว้ “บอกมาสิว่าลักพาตัวท่านจี้มาทำไม?” เสิ่นฉือถือว่าค่อนข้างใจเย็น เธอเหลือบมองจี้หานโจวที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย นิ้วของเขาขยับเล็กน้อย ดูเหมือนว่าสภาพร่างกายนั้นดีและกำลังจะฟื้นแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เป็นถึงคนใหญ่คนโตในทั้งในอันธพาลและวงการเมือง จะลืมบุญคุณงั้นเหรอ? จี้หานโจวรู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งตัว แค่ขยับตัวเล็กน้อยก็รู้สึกเหมือนกับว่าหน้าอกจะฉีกขาด เขาเจ็บมากจนเหงื่อท่วมไปหมด “ปล่อยเธอซะ” “ออกไปให้หมดเลย...” น้ำเสียงของผู้ชายคนนั้นอ่อนแอและแหบแห้ง แต่น้ำเสียงของเขากลับไม่เปิดโอกาสให้คนพูดแทรกได้เลย กลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำรีบถอยออกไปอย่างรวดเร็วทันที เสิ่นฉือถือโอกาสนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ พลางไขว่ห้าง เธอยังคงเงียบและจ้องไปที่จี้หานโจว “เธอช่วยฉันไว้เหรอ?” จี้หานโจวขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย แววตาของเขานั้นดูสงสัยอย่างเห็นได้ชัด เสิ่นฉือตอบว่าอืมเป็นการตอบรับ “เพื่อเป็นการขอบคุณ ฉันให้เธอขออะไรฉันก็ได้อย่างนึง” ผู้ชายคนนั้นหยุดชั่วคราว ดูท่าว่าจะโดนแผลเข้า สีหน้านั้นดูไม่ค่อยดีนัก “ธ...เธอต้องการอะไร?” เสิ่นฉือเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ติดไว้ก่อนละกันค่ะ” แม้ว่าเธอจะพูดแบบนี้ แต่จริง ๆ เธอมีแผนอยู่ในใจแล้ว ในเมืองเชิ่งจิงอันกว้างใหญ่นี้ มีใครไม่รู้จักตระกูลจี้และจี้หานโจวบ้างกัน วิธีการเด็ดเดี่ยวของผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ความโหดเหี้ยมธรรมดา ในเมื่อตอนนี้เธอไปได้ไม่ค่อยดีนัก งั้นก็รอเกาะเขาได้ค่อยว่ากัน “ถ้าต้องการเมื่อไหร่ก็มาหาฉันนะ” จี้หานโจวหยิบนามบัตรของเขาออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้ววางไว้ข้างตัว จากนั้นก็เอามือเท้าเตียงไว้แล้วลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก พอเห็นผู้ชายคนนั้นจากไป เสิ่นฉือก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นมา ไม่คิดเลยว่าจะช่วยชีวิตชายผู้สูงศักดิ์คนนี้ไว้

บทที่ 2 โดนลงโทษตามกฎของตระกูลและถูกเฆี่ยนตี

ในรถ จี้หานโจวลดหลุบตาลงและมองข้อมูลในมือของเขาพลางกระพริบตาปริบ ๆ เสิ่นฉือ ตอนนั้นตระกูลเสิ่นถือเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองเชิ่งจิง คุณท่านเสิ่นกับคุณนายเสิ่นนั้นเคยเป็นหนึ่งในผู้ที่เก่งที่สุดในวงการแพทย์ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาเสียชีวิตไปไว เสิ่นหมิงเต๋อ ลูกชายของเขามารับสืบทอดต่อ หลังจากนั้นก็แต่งงานกับเวินหลานซึ่งเกิดในตระกูลการแพทย์เหมือนกันและมีลูกสาวซึ่งก็คือเสิ่นฉือ แต่ตอนที่เสิ่นฉืออายุได้หนึ่งขวบนั้น ตระกูลเสิ่นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดและตกต่ำมาก จู่ ๆ เวินหลานก็ป่วยทางจิตและถูกส่งตัวไปอยู่ที่สถานพักฟื้น ในปีเดียวกันนั้น เสิ่นหมิงเต๋อก็หย่ากับเวินหลานและแต่งงานกับเหลียงหยุนชิง ภรรยาคนที่สอง ครึ่งปีต่อมาเธอคลอดเสิ่นชิงหรานและคลอดลูกแฝดในปีถัดมา เพราะงั้น เสิ่นฉือที่ตระกูลเสิ่นไม่ต้อนรับอยู่แล้วนั้นก็ยิ่งอยู่ยากเข้าไปอีก เรียกได้ว่าลำบากจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้ อยู่อย่างยากลำบาก... จี้หานโจวปิดเอกสารและยกมือขึ้นมาแตะบาดแผลของเขาอย่างใคร่ครวญ ความเจ็บปวดนั้นกลายเป็นรู้สึกชาแทนมานานแล้ว “ท่านครับ ถึงเวลากลับแล้วครับ” เฉิงจุ่นที่นั่งอยู่ข้างคนขับเตือนขึ้นมาเบา ๆ จี้หานโจวตอบว่าอืมก่อนจะเอนตัวไปข้างหลังและหลับตาลงเพื่อพักผ่อน เกรงว่าเรื่องที่เขาโดนลอบทำร้ายได้ไปถึงหูของครอบครัวแล้ว ถ้ายังไม่กลับไปหล่ะก็ จะยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่ บ่ายวันถัดมา เสิ่นฉือสวมชุดสีดำ หมวกและหน้ากากปรากฏตัวขึ้นในซอย คนไข้ที่รักษาเมื่อคืนนี้ฟื้นกลับมาได้สติแล้ว เธอต้องไปเก็บเงินงวดสุดท้าย แต่พอเดินไปในซอยไม่ไกลนัก เสิ่นฉือก็ค่อย ๆ หยุดเดิน วันนี้ซอยเงียบกว่าปกติ มีบางอย่างผิดปกติ หลังจากตรึกตรองอยู่สักพัก เธอก็หันหลังจากไปทันที แต่กลับโดนดักที่ปากซอย คนที่มานั้นคือเสิ่นหมิงเต๋อ พ่อของเธอ กลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำปรากฏตัวขึ้นและล้อมเธอไว้ทันที เสิ่นหมิงเต๋อพูดขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “ไม่กลับบ้านสองสามเดือนแล้ว ทำไม คิดว่าที่นี่ดีกว่าบ้านรึไง?” “ที่นี่จะดีกว่าบ้านของพ่อได้ยังไงกันหล่ะคะ?” แต่นั่นไม่ใช่บ้านของเธอ ! “ในเมื่อรู้แบบนี้ก็ดีแล้ว งั้นก็กลับบ้านกันเถอะ” พอเสิ่นหมิงเต๋อพูดจบ บอดี้การ์ดก็เข้ามาประกบข้างเสิ่นฉือและพาตัวเธอไปที่รถทันที คนที่อยู่ในมุมมืดนั้นมองเห็นภาพทั้งหมดนี้ได้อย่างชัดเจน รอจนกว่าเสิ่นหมิงเต๋อจากไปแล้ว คนนั้นก็ส่งข่าวนี้ออกไปทันที เฉิงจุ่นเห็นข่าวเลยรีบมารายงานจี้หานโจวทันที “ท่านครับ เราควรเข้าไปยุ่งด้วยไหมครับ?” คนพวกนั้นดูไม่เหมือนคนดีเลย จี้หานโจวพูดขึ้นมาอย่างเรียบ ๆ ว่า “รอดูสถานการณ์ก่อน” “ครับ !” พอเสิ่นฉือโดนพาตัวกลับมาก็โดนโยนเข้าไปในหอบรรพบุรุษทันที “คุกเข่าดี ๆ !” เธอถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่บนพื้นเย็น ๆ หน้ากากที่สวมอยู่นั้นโดนถอดออก สีหน้าไม่เผยความหวาดกลัวแม้แต่น้อยเลย แต่กลับดูดื้อรั้น เสิ่นหมิงเต๋อก้มลงมองเธอแล้วถามว่า “แกแอบเรียนหมอใช่ไหม? ! ” “ป่าวค่ะ” น้ำเสียงของเสิ่นฉือเย็นชาและตอบกลับอย่างเด็ดขาด “เพี๊ยะ...” เสียงแส้กระทบกับเนื้อทำให้พี่น้องอีกสามคนของตระกูลเสิ่นตัวสั่นขึ้นมาทันที มีแค่เสิ่นฉือ คนที่ถูกเฆี่ยนตีเท่านั้นที่ดูเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอกัดริมฝีปากอย่างแรงและไม่ส่งเสียงใด ๆ “แกไม่ต้องมาหลอกฉันเลยนะ มีคนบอกฉันว่าแกไม่เพียงแต่แอบเรียนหมอเท่านั้นแถมยังพยายามรักษาคนด้วย ! เสิ่นฉือ แกยอมรับไหม?” เสิ่นหมิงเต๋อถือแส้ไว้ในมือ สีหน้าดูโหดเหี้ยมมาก ใบหน้าของเสิ่นฉือซีดเผือด แต่เธอกลับดื้อรั้นมากยิ่งขึ้น น้ำเสียงของเธอก็หนักแน่นขึ้นเช่นกัน “ทำไมฉันต้องยอมรับในสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำด้วยหล่ะคะ?” “แกจะบอกว่าข่าวที่ฉันรู้มานั้นไม่ใช่เรื่องจริงงั้นสินะ? ! ” เสิ่นหมิงเต๋อเฆี่ยนตีเธออีกครั้ง เสิ่นฉือวางมือไว้ข้างลำตัวพลางกำหมัดแน่น “ฉันไม่รู้ว่าพ่อไปได้ยินข่าวนี้มาจากไหน แต่ฉันไม่ได้แอบเรียนหมอและก็ไม่ได้แอบรักษาคนด้วย ถ้าพ่อไม่เชื่อก็โทรหาคนที่บอกข่าวคุณแล้วมาถามต่อหน้าให้ชัดเจนเลย”

บทที่ 3 ไอ้ลูกเนรคุณ !

พอเห็นว่าเธอมีท่าทางแน่วแน่แถมยังขอให้มาถามถึงต่อหน้ากันแบบนี้ ใจของเสิ่นหมิงเต๋อก็รู้สึกสั่นไหวขึ้นมา พอเหลียงหยุนชิง ภรรยาของเขาเห็นแบบนี้ก็เข้ามาพูดว่า “ที่รักคะ คุณนี่ก็จริง ๆ เลยนะคะ เสิ่นฉือยังเด็กอยู่ ทำไมถึงได้ทำรุนแรงแบบนี้กันหล่ะคะ? ต่อให้เธอแอบเรียนหมอจริง นั่นก็แค่สืบทอดมาจากแม่ของเธอเฉย ๆ เพราะก่อนที่จะป่วยและผ่าตัดผิดพลาดนั้น พี่เวินก็เคยเป็นหมอที่มีชื่อเสียงมาก่อนนะคะ” หากไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็ไม่เท่าไหร่ พอพูดขึ้นมาเสิ่นหมิงเต๋อก็ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก เขาไม่พูดอะไรแล้วเฆี่ยนตีเสิ่นฉืออีกครั้ง “ดูสิว่าแกจะยอมพูดความจริงไหม !” ความเจ็บปวดที่โดนแส้เฆี่ยนอีกครั้งนั้นทำให้ใบหน้าของเสิ่นฉือซีดเผือดขึ้นมาทันที แต่สายตาของเธอนั้นกลับไม่ได้แสดงท่าทีอ่อนแอใด ๆ และมองเหลียงหยุนชิงด้วยสายตาที่ดื้อรั้นมากยิ่งขึ้น “คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดถึงแม่ของฉันกัน? ! แม่ของฉันเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ชั้นนำของโลก พวกคุณไม่รู้รึไงว่าทำไมเธอถึงป่วยหน่ะ?” เรื่องในตอนนั้นเธอรู้อะไรไม่มากนัก แต่ก็พอจะรู้อยู่บ้าง แม่ของเธอเริ่มป่วยหลังจากที่จับได้ว่าเสิ่นหมิงเต๋อเป็นชู้กับเหลียงหยุนชิง ตัวการสองคนนี้มีหน้าอะไรมาพูดแบบไร้ยางอายและไม่สำนึกผิดต่อหน้าเธอกัน? ความเกลียดชังในแววตาของเสิ่นฉือทำให้เสิ่นหมิงเต๋อตัวสั่นขึ้นมาทันที ฉากที่เวินหลานบุกรุกประตูเข้ามาและเห็นภาพเขากับเหลียงหยุนชิงกำลังนัวเนียกันนั้นผุดขึ้นมาทันที ตอนนั้นเวินหลานไม่ได้มีอาการใด ๆ เธอมองพวกเขานิ่ง ๆ ราวกับเห็นอะไรสกปรก เธอดูถูกพวกเขา สายตานั้น เสิ่นหมิงเต๋อไม่มีวันลืมแน่นอน เวินหลานนั้นเพอร์เฟคและสูงส่งมาตลอด เวลาที่อยู่ต่อหน้าเธอนั้น เขามักจะเป็นคนที่ต่ำกว่าเสมอ เวลาที่คนอื่นเจอเขาก็มักจะเรียกเขาว่าสามีของหมอเวิน เขาเกลียดความรู้สึกนั้นมาก คืนนั้นเป็นคืนที่เขาภาคภูมิใจที่สุด เพราะในที่สุดเขาก็เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเวินหลานได้สักที คืนนั้นเป็นคืนที่น่าอับอายที่สุดสำหรับเขาด้วยเช่นกัน เพราะเวินหลานไม่ได้สนใจพวกเขาเลย แถมยังเห็นว่าพวกเขาเป็นตัวตลกอีกด้วย ตอนนี้ แววตาที่ดื้อรั้นและคำพูดเหน็บแนมของเสิ่นฉือทำให้เสิ่นหมิงเต๋อนึกถึงความต้อยต่ำตอนที่อยู่ต่อหน้าเวินหลาน เขาโกรธและอายมากเลยออกแรงเฆี่ยนเสิ่นฉืออย่างแรงหลายครั้งติดต่อกัน “ใครสอนให้แกพูดจาแบบนี้กัน? ! ” เสิ่นหมิงเต๋อดุร้าย ทุกครั้งที่เฆี่ยนตีนั้นกะจะเอาให้ถึงตายเลยทีเดียว ตัวของเสิ่นฉือนั้นสั่นไม่หยุด แต่เธอกลับไม่มีท่าทีว่าจะก้มหน้ารับผิดเลย แถมยังหัวเราะเยาะขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง” “ไอ้ลูกเนรคุณ !” เสิ่นหมิงเต๋อโกรธมากและยิ่งลงไม้ลงมือแรงกว่าเก่า ในห้องหอบรรพบุรุษอันเงียบสงบนั้น เสียงแส้กระทบเนื้อเลยดังมากเป็นพิเศษ พี่น้องตระกูลเสิ่นสามคนมองเสิ่นฉือที่โดนเฆี่ยนซะจนเป็นแผลเหวอะหวะไปหมด บ้างก็ดูนิ่ง ๆ บ้างก็มีความสุขแถมยังแอบตื่นเต้นด้วย ทางที่ดีนั้นตีจนผู้หญิงคนนี้ตายไปซะได้ก็ดี ! ไม่รู้ว่าเฆี่ยนไปมากเท่าไหร่ เสิ่นหมิงเต๋อก็รู้สึกเหนื่อย เสิ่นฉือซุกตัวอยู่กับพื้นเย็น ๆ ทั้งตัวนั้นเต็มไปด้วยเลือด เหลียงหยุนชิงถึงได้ก้าวไปข้างหน้าและพูดว่า “ที่รักคะ ทำอะไรของคุณหน่ะคะ? อาฉือยังเด็กอยู่นะคะ เธอพูดจาตรงไปหน่อย ที่เธอแอบเรียนหมอนั้นก็เพราะอยากจะเป็นแบบแม่ของเธอเฉย ๆ ” เหมือนกับแม่ของเธอ แค่คำสั้น ๆ สองสามคำนั้นทำให้เสิ่นหมิงเต๋อรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที เวินหลานเป็นเหมือนปมในใจที่เขาไม่มีทางลืมไปได้ตลอดชีวิต ถ้ามีลูกสาวที่เหมือนกับเธออีก นั่นก็เท่ากับเป็นการย้ำเตือนเรื่องที่เขาล้มเหลวในอดีตไม่ใช่รึไงกัน? “ได้ ! ในเมื่อเธอเก่งขนาดนี้ ! รักษาคนเก่งงั้นก็ไม่ต้องเรียกหมอมาแล้ว ให้รักษาตัวเองละกัน !”

อ่านต่อ