“เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่างเถอะ ไม่อยากจะเล่าเลยเล่าแล้วมันยาวและเจ็บปวด เอาเป็นว่าฉันที่เคยเป็นผู้ช่วยแม่ครัวย้ำว่าผู้ช่วยแม่ครัวไม่ได้เป็นช๊งเป็นเชฟอะไรกับเขาหรอก ก็แค่ผู้ช่วยแม่ครัวในร้านอาหารแต่ต้องทำทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ ขัดห้องน้ำ ล้างจาน และทำอาหารแทนแม่ครัว แต่เขาดันเรียกว่าเป็นคนปรุงเพราะวันไหนที่แม่หัวหน้าแม่ครัวไม่มา อี่ศรีคนนี้แหละจะต้องทำทุกงาน ตั้งแต่หั่นผักยันปรุง “ก็คิดว่าช่วยๆ กัน” เจ้าของร้านพูดเมื่อวันสุดท้ายของปี ที่แม่ครัวแกดันกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไม่บอกไม่กล่าวสักคำ เราจึงต้องใช้คำว่าช่วยๆ กันตั้งแต่เช้า อีศรีไพรคนนี้ก็เลยต้องทำทุกตำแหน่งในร้าน จน..จนในที่สุดฉันก็ได้พัก ดื่มสุราในคืนข้ามปีพร้อมกับน้องๆเด็กเสิร์ฟในร้านที่แอบรินสารพัดสุราที่ลูกค้าดื่มไม่หมด มาลงขวดเก็บไว้ ผลจากสุราที่เรียกว่า หลาสยกษัตรย์ผสมกันทำเอาร่างกายที่อ่อนล้ามาทั้งวันทิ้งตัวหล่นตุ๊บในท่าตะแคงข้างลงบนพื้นกระเบื้องในท่านั่ง โลกหมุนติ้วสีฟ้าขาวเหลือง แดง ม่วง น้ำเงิน ส้ม ชมพูแสงสว่างวาบ แล้วมาหล่นตุ๊บอีกทีที่ไหนสักแห่ง “$@#*+&&¢£¥%” จูนแป็บ…เขาพูดอะไรกัน สะบัดศีรษะไปมา “เร็วเข้า ฝ่าบาทเพิ่งจะกวาดเครื่องเสวยลงพื้นจนหมดพวกเจ้าขืนช้าเกรงว่าเอาคอไปพาดไว้ที่ลานประหาร”เสียงเข้มของใครบางคนแค่ฟังน้ำเสียงก็รุ้แล้วว่าวางอำนาจแค่ไหน อ่อภาษาจีน ทำไมพูดภาษาจีน แล้วที่นี่ที่ไหนอย่าถามโง่ๆ ออกไปนะศรีไพร อืมคงเป็นฝันแหละ จะต้องเป็นฝันแน่ๆ ก็ดันดื่มเสียเกือบหมดขวด ซีวาส รีกัล ผสมกับแบล็ค เรด และอื่นๆบลาๆๆหอมละมุนเหนื่อยๆ ฟาดเสียเต็มพิกัด แล้วดื่มแบบซ๊อตด้วยสิ “คุณหนูเข่อชิง รีบลุกมาช่วยกันอย่ามัวแต่ฝันกลางวันคิดว่าตัวเป็นคุณหนูบ้านใหญ่“คุณหนู!ใครกันคือคุณหนู อย่าบอกนะว่าศรีไพรมาเป็นคุณหนูบ้านใหญ่ เสียงป้าตื้อที่พูดไม่พูดเปล่าเดินมาดึงหูศรีไพรให้ติดมือไปด้วย อ้าวนั่นประชดหรอกหรือ ”ปล่อยนะ” ปากพูดตามองรอบๆตัว นี่มันห้องครัว แต่ทำไมใหญ่โตมโหราฬขนาดนี้ นางในห้องเครื่องที่ต่างนั่งกุมขมับเพราะกลัวจะถูกลงทัณฑ์ในเมื่อฮ่องเต้ไม่ยอมเสวยอะไรเลยทุกอย่างจึงมาลงที่ห้องเครื่อง ”หือข้าล่ะเกลียดความเสแสร้งของเจ้าจริงแม่นางน้อยเข่อชิง วางท่าราวกับคุณหนูกลางวันแอบงีบ กลางคืนนอนแต่หัวค่ำ คนอื่นเขากลุ้มใจแต่เจ้ากลับหลับได้สบายๆ” ฟาดมือลงบนแผ่นหลังเสียงดังตุ๊บตั๊บ “ยอมแล้ว ยอมแล้ว”เจ็บจัง! ศรีไพรรีบลุกขึ้นมามนั่งตากลม ”ไปช่วยกันปรุงอาหาร หลายวันมานี้ไม่มีอาหารชนิดใดที่ฝ่าบาทยอมเสวย หัวหน้าห้องเครื่องจึงให้พวกเราลองปรุงอาหารถวาย ทุกคนในห้องเครื่องจะต้องปรุงเครื่องเสวยแล้วลองนำไปถวายฝ่าบาท วันนี้ถึงคิวเจ้าแล้วเข่อชิง“ ”หา ทำอาหารอีกแล้วหรือ”เบ้ปากด้วยความเบื่อหน่าย “เจ้าจะทำอาหารชนิดไหนเลือกเอาจะของคาวรึของหวาน หากฝ่าบาททรงยอมเสวยจึงได้ไปต่อแต่หากฝ่าบาทกวาดเครื่องเสวยของเจ้าทิ้งไปนั่นเท่ากับว่าพวกเราซวยแล้วเข่อชิงเหลือเพียงเจ้ากับ เฟยฟางสองคนเท่านั้นที่จะช่วยพวกเราไม่เช่นนั้นคงต้องหอบห่อผ้ากลับไปทำนาไร่” “ยายแก่ แกพูดง่ายไปแล้ว หากวันนี้ฝ่าบาทยังไม่ยอมเสวยคาดว่าจะโมโหหิวจนสั่งประหารพวกเราเสียทีเดียว ในเมื่อไม่เสวยอะไรมาห้าวันแล้วนั่นเท่ากับพวกเราถึงคราวซวย” ลุงซุนพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล โอ้โห้โอโห้ ตึงเครียดขนาดนี้เลยหรือ ความเป็นความตายนี่คนดีดี อย่างศรีไพรจะนิ่งเฉยได้อย่างไรกัน ยนานๆจะได้เป็นคนดีเสียที ปกติปแล้วช่างหัวมัน “ได้ยินไหมเข่อชิง เจ้าเร่งลงมือเถิด” ศรีไพรยิ้มเจื่อนๆ ดึงผ้าสีทึมมาคาดที่เอวกิ่ว ถลกแขนเสื้อขึ้น เอาวะ เหลือบตามองวัตถุดิบในกระจาด มีสิ่งใดพอใช้ได้บ้าง “ของดีๆ ทำถวายก็ถูกกวาดลงพื้นจนสิ้น เหลือวัตถุดิบเท่าที่เห็น”ป้าตื้ออธิบายฉอดๆ “แล้วทำไมไม่นำมาเพิ่ม”ลุงซุนบ่น “ตาแก่ ข้าเห็นว่านำมาเพิ่มได้ฝ่าบาทก็ไม่ยอมเสวยของดีๆ ไม่ว่าจะหมูตุ๋นหรือไก่ตุ๋นก็กวาดลงพื้นเสียสิ้น” ศรีไพรถอนหายใจ “ถอยไปเลยทั้งสองคน”จะให้เร่งมือแต่มาเสียงดังข้างๆ ส่งเสียงเข้ม เหมือนทุกครั้งที่กำลังจะลงมือปรุงอะไรสักอย่างการทำอาหารสำหรับศรีไพรคือศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ใจและสมาธิ ป้าตื้อกับลุงซุนมองตากันแล้วถอยออกไปปล่อยให้ศรีไพรง่วนกับวัตถุดิบตรงหน้า “อะไรดี” เหลือบไปที่กระจาดที่วางอยู่ตรงนั้น หยิบของบางอย่างขึ้นมาดูขึ้นมาดู “นั่นเจ้าจะทำอะไรของสกปรกแบบนั้นไม่เหมาะกับเครื่องเสวยฝ่าบาทเป็นถึงโอรถสวรรค์” ลุงซุนพูดดังๆ กลัวว่าศรีไพรจะเอาของที่ไม่เหมาะแก่ฐานะของฮ่องเต้ทำปรุงเรื่องเสวย ศรีไพรหยิบของสิ่งนั้นมาหั่นเป็นชิ้นยาวๆ บั้งเหมือนกับบั้งหมึกสับปะรดตั้งกระทะเทน้ำมันใส่ โยนสิ่งที่หั่นบังไว้ลงไปทอดด้วยไฟแรงไม่สนใจสายตาของลุงซุน “เจ้า เจ้าบังอาจนัก”ชี้มือสั้นระริกไปที่ศรีไพร ที่บัดนี้หลุดกเข้าไปในโลกส่วนตัวเสียแล้วไม่สนใจเสียงรอบข้าง “ลุงเชิญออกไปรอด้านนอกเสร็จแล้วจะยกออกไปให้” ดันหลังตาลุงซุนให้ถอยห่างเตาดึงท่อนฟืนออกเสียหนึ่งดุ้นเบาไฟใช้ไฟกลางสำหรับทอดเมื่อความร้อนจากน้ำมันเริ่มรีดเอาความชื้นจากของที่โยนลงไปจนได้ยินเสียงน้ำมันเดือด หันกลับไป ยิ้มกับครก อย่างน้อยก็มีวัตถุดิบสำหรับโขลกพริกแกงละว้า หั่นข่าตระไคร้เตรียมไว้ หยิบลูกมะกรูดมาปอกเอาเปลือกสีเขียวออกบางๆหั่นฝอยเตรียมไว้ คว้าพริกกับเครื่องเทศมาโขลกเสียงโขลกพริกแกงดังลั่นวังหลวง หันกลับไปพลิกของทอดที่กำลังสุกเหลืองด้านหนึ่งให้อีกด้านหนึ่งลงไปทอดบ้าง หั่นตะไคร้ลงไปทอดที่หลังเพราะตะไคร้จะสุกก่อนหากใส่ไปพร้อมกันจะต้องไหม้แน่ๆ โขลกพริกแกงจนละเอียด สีแดงสดยกไม่ตีพริกขึ้นมาสูดดมกลิ่นหอม เสร็จแล้วก็ใช้กระชอนที่สานจากไม้ไผ่ช้อนเอาของทอดสีเหลืองทองที่กรอบนอกนุ่มในพร้อมกับตะไคร้ที่เหลืองสวยเช่นกันขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันรินน้ำมันออกจากกระทะ เหลือน้ำมันนิดหน่อย ใส่พริกแกงที่โขลกลงไปผัด เสียงซ่าาดั่งๆทำเอาอะดีนาลีนพุ่งปรี๊ด คราวนี้เองที่ป้าตื้อมาชะโงกมองที่หน้าต่าง “ฮัดชิ้ว หืมมม” “เป็นอย่างไรป้าหอมไหม”ศรีไพรถามยิ้มๆ “สิ่งนี้เรียกอะไรที่เจ้ากำลังผัดอยู่นั่น” ป้าตื้อถามด้วยความอยากรู้ “อ่อ นี่คือพริกแกง” “ไม่มีพิษแน่ใช่ไหมฝ่าบาท เกรงว่าจะต้องพิษจึงไม่ยอมเสวย”ศรีไพรขมวดคิ้ว “อ้าวเหรอ นึกว่าอาหารไม่ถูกปาก” “นั่นก็มีส่วนอย่างมากฝ่าบาทเกรงว่าจะมีคนวางยาพิษเลยยอมอด แต่รู้ไหม ว่าท่านหมอพูดว่านั้นเพราะไม่มีเครื่องเสวยที่ทำให้ฝ่าบาทอยากเสวยมากกว่า” ป้าตื้อพูดไม่หยุด ตาก็มองสิ่งที่ศรีไพรกำลังลงมือปรุงน้ำตาลนิดเต้าเจี้ยวหน่อย ใส่เห็ดหอมหั่นลงไปจนเห็ดหอมสุกจึงนำของทอดสีเหลืองทองกับตะไคร้ทอดกรอบลงไปคลุกเคล้ายกกระทะออกจากเตา ใส่ใบกะเพราลงไปเป็นอันเสร็จพิธี หอมไปทั่วห้องเครื่อง เหล่านางในห้องเครื่องมาชะโงกมองว่ามันคือเครื่องเสวยที่มีชื่อว่ากระไร ศรีไรตักผัดเผ็ดใส่จานเงินหาฝามาปิดครอบไว้ ยกวางในถาด ตักข้าวสาลีที่หุงร้อนๆ ในหม้อใส่ถ้วยสองใบวางข้างผัดเผ็ดในถาด “เสิร์ฟร้อนๆ” “เครื่องเสวยนี้มีชื่อว่าอย่างไร” “ผัดเผ็ด” ป้าตื้อพยักหน้ากับนางในห้องเครื่องที่รีบยกเครื่องเสวยไปถวายฮ่องเต้ “เดี๋ยวแน่ใจหรือว่าจะถวายเครื่องเสวยชนิดนี้” “ตาแก่ อยู่เฉยๆ เสียข้าเห็นว่าเครื่องเสวยที่นางทำกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอเรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที พวกเรากำลังเข้าตาจน” ลุงซุนถอนหายใจ ศรีไพรเช็ดมือที่เพิ่งจะล้างกับผ้ากันเปื้อนที่มัดไว้ที่เอว “ถ้ามีอะไรผิดพลาดฉันรับผิดชอบเพียงคนเดียวลุงก็บอกไปว่าฉันดื้อไม่ยอมเชื่อฟังลุง”ป้าตื้อส่ายหน้าไปมา “เอาเหอะน่าตาแก่นางหวังดีน่า บางทีฝ่าบาทอาจเลือกเครื่องเสวยของนางก็ได้” “แล้วเฟยฟางเล่านางปรุงเครื่องเสวยที่ชื่อว่าอะไร” ลุงซุนเอ่ยปากถามนางในห้องเครื่องอีกคนนามว่าอี้เอ่อร์ “ป่านนี้นางยังยืนนิ่งไม่รู้ว่าจะปรุงสิ่งใดถวาย” อี้เอ่อร์ตอบเบาๆ นางในห้องเครื่องยกถาดผัดเผ็ดและข้าวร้อนๆ สาวเท้ายังห้องบรรทมของฮ่องเต้หรวนหนิงหลง宁龙 (หนิงหลง) = มังกรแห่งความสงบเสงี่ยม “กลิ่นอะไร” หรวนหนิงหลง ลุกขึ้นจากแท่นบรรทมในท่านอนหงายหยียดยาวยกมือก่ายหน้าผากหลับตานิ่งกับท้องที่เลิกร้องไปนานแล้ว ขันทีชราเป่ยกงกงรีบประสานมือท่าทีนอบน้อม “ฝ่าบาทนางในห้องเครื่องนำเครื่องเสวยชุดใหม่มาแล้วคาดว่าจะเป็นของสิ่งนี้ที่ส่งกลิ่นข้าน้อยเห็นว่าฝ่าบาททรงบรรทมจึงไม่ได้ปลุก”หนิงหลงถอนหายใจ “ยกเข้ามา ทดสอบพิษ” เป่ยกงกงโบกมือให้นางในห้องเครื่องที่ยกถาดเข้ามาวาง แล้วเอื้อมมือเปิดฝาครอบผัดเผ็ดออกช้าๆ กลิ่นหอมเผ็ดร้อนขจรขจายไปทั่วห้องบรรทม หนิงหลงจ้องมองสิ่งที่อยู่ในจานเงิน ไม่อาจบอกได้ว่าคือสิ่งใดกันในเมื่อถูกบั้งและทอดจนเป็นสีเหลืองทอง เป่ยกงกงคีบเอาผัดเผ็ดเข้าปาก ดวงตากลับเบิกโพลงด้วยรสแปลกลิ้น รสสัมผัสเผ็ดร้อนทว่าลงตัวทั้งกลมกล่อมหอมหวน จนทำให้น้ำลายไหลได้เลยทีเดียว เคี้ยวช้าๆ แล้วกลืน รสดีเสียจนสึกเสียดายที่คีบชิ้นเล็กไปอยากจะลิ้มรสอีกสักคำ ความเผ็ดร้อนในปากบวกกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศในพริกแกงกับกลิ่นฉุนของใบกะเพราช่างพอเหมาะพอเจาะส่งผลให้ความกรอบนุ่มของทอดสีเหลือง ชูรสได้ดี รสเผ็ดทำให้เจริญอาหาร แต่ไม่วายสงสัยว่าของสิ่งนี้ทำจากวัตถุดิบใดกันแน่ ถึงจะใกล้เคียงกับเนื้อหมูแต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว “ไม่มีพิษพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทจะเสวยเลยหรือไม่” “เลื่อนถาดมาตรงหน้าข้า” สูดดมกลิ่นหอมจนน้ำลายสอแต่ไม่อาจแสดงกิริยาว่าหิวจนตาลายออกมาด้วยเป้นคนที่มักจะสะกดกลั้นความรู้สึกได้ดีตามประสานักรบนั่นเอง หนิงหลงทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ เป่ยกงกงเลื่อนถาดอาหารตรงหน้าส่งตะเกียบเงินให้อย่างนอบน้อม หนิงหลงคีบผัดเผ็ดชิ้นหนึ่งใส่ปาก รู้สึกถึงความเผ็ดที่ปลายลิ้น พอเคี้ยวจึงสัมผัสรสกลมกล่อมความกรอบนอกนุ่มในยิ่งทำให้รสสัมผัสมีความน่าพิศวง ความเผ็ดในตอนท้ายบวกกับกลิ่นหอมแทรกซึมไปทั่วปากพริกแกงไม่ได้เผ็ดจี๊ดจ๊าดแต่ก็เผ็ด พอรู้สึกเผ็ดก็พุ้ยข้าวร้อนๆ ใส่ปากแก้เผ็ดยิ่งอร่อย จนแทบลืมเคี้ยว เป่ยกงกงยิ้มแก้มปริ เดินมากระซิบกระซาบกับนางในห้องเครื่อง แล้วโบกมือให้นางกลับไป “รสดี จริงๆ เครื่องเสวยนี่มีชื่อว่าอะไร” หนิงหลง มองหาถ้วยข้าวอยากจะเพิ่มข้าวอีก เป่ยกงกงรู้ทันรีบยกถ้วยข้าวร้อนๆ มาวางตรงหน้า นึกชื่นชมคนจัดถาดอาหารที่เพิ่มข้าวมาราวกับจะรู้ว่ามื้อนี้ฝ่าบาทจะเสวยข้าวถึงสองถ้วย “อ่า นางในห้องเครื่องที่ยกถาดอาหารมานางเรียกมันว่า…ผัดเผ็ด”
“หัวหน้าห้องเครื่องที่รับผิดชอบเรื่องเครื่องเสวยมาพบข้า” หนิงหลงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เป่ยกงกงรับคำถอยห่างออกมา ถึงจะอยากคาดเดาแต่ก็ไม่อาจคาดเดาว่าหนิงหลงกำลังอยู่ในสภาวะอารมณ์ไหนกันแน่ พร้อมกับที่เฟยฟางกำลังยกเครื่องเสวยของนางพร้อมกับของหวานเข้ามา ห้องเครื่อง “ฝ่าบาททรงเสวยแล้ว ฝ่าบาทเสวยเครื่องเสวยแล้ว” เสียงนางในห้องเครื่องที่ยกผัดเผ็ดพร้อมข้าวไปก่อนหน้านั้นตะโกนดังๆ ก่อนจะเห็นตัวนางด้วยซ้ำ ลุงซุน กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นผิดกับป้าตื้อกับอี้เอ่อร์ที่ต่างยิ้มด้วยความรู้สึกโล่งอก นางในห้องเครื่องต่างดีอกดีใจกันยกใหญ่ มีเพียงลุงซุนเท่านั้นที่สีหน้าไม่สู้ดี “เจ้าเก่งจริงๆ เข่อชิงว่าแต่เจ้าไม่เอาสูตรอาหารชนิดนี้มาจากไหนกัน แล้วรู้ได้อย่างไรว่าฝ่าบาทจะยอมเสวย” อี้เอ่อร์ถามขึ้นเขย่ามือศรีไพรด้วยความรู้สึกยินดี “ก็แค่ผู้สูงอายุที่กินยากอยู่ยาก อาหารที่ทำเลยจำเป็นต้องมีกลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็เท่านั้น” คนแก่ก็แบบนี้ เรื่องมาก จืดไปก็ไม่เอาเลี่ยนไปก็ไม่กิน “ดีจริง ต่อไปบรรยากาศในห้องเครื่องและวังหลวงที่ตึงเครียดก็จะผ่านไปเสียที” อี้เอ่อร์พูดไปยิ้มไปศรีไพรเองก็จำต้องยิ้มตอบในเมื่ออี้เอ่อร์นางเป็นมิตรขนาดนี้ “หัวหน้าห้องเครื่องฝ่าบาททรงให้หัวหน้าห้องเครื่องผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเครื่องเสวยเข้าพบ” ลุงซุนหลับตาลงช้าๆ เมื่อขันทีหนุ่มน้อยนำบัญชาของหนิงหลงที่้ผ่านเป่ยกงกงมาบอกกล่าว “จะต้องแก้ตัวว่าอย่างไรได้ อย่างไรก็ไม่อาจหลีกหนีโทษในครั้งนี้ได้แน่” ก้มหน้ายอมตามขันทีหนุ่มไปในทันที ศรีไพร ทำทีจะก้าวตามแต่ป้าตื้อกลับดึงไว้ “จะมีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้นไหม”กังวลใจไม่น้อย “ไม่มี และข้าคิดว่าไม่จำเป็น ลุงซุนมีวิธีที่จะผ่อนหนักเป็นเบาเจ้าไม่ต้องห่วงแค่ทำเครื่องเสวยให้ฝ่าบาทเสวยได้นับว่าเป็นความชอบ เจ้าไปจะยิ่งยุ่งไปกว่านี้ในเมื่อเจ้ามันคน ปากไม่มีหูรูด” ศรีไพรยิ้มเจื่อนๆเมื่อไหร่กันที่ศรีไพรปากไม่มีหูรูดเจ้าจของร่างคนนี้ก็ไม่เบาทีเดียว อี้เอ่อร์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของป้าตื้อ "แต่" "ไม่มีแต่ เจ้าไปก็ไม่ช่วยอะไร"ป้าตื้อพูดแกมบังคับ ห้องบรรทมฝ่าบาท “ฝ่าบาททรงเสวยอิ่มแล้ว” เป่ยกงกงพูดขึ้น กับเฟยฟางที่ยืนรออยู่ที่หน้าห้องบรรทม “แต่ข้าน้อยทำของหวานมาถวายด้วย” เฟยฟางที่มีใบหน้าหวานปนเศร้าก้มหน้ายื่นถาดอาหารตรงหน้าเป่ยกงกง “เจ้ารอก่อน ข้าจะลองทูลฝ่าบาทเรื่องของหวานวันนี้ฝ่าบาทเสวยได้มากไม่แน่อาจอยากจะเสวยของหวาน” เป่ยกงกงพูดยิ้มๆ เอ็นดูท่าทีเศร้าๆ ของเฟยฟางไม่น้อย เฟยฟางยืนถือถาดอาหารอยู่แบบนั้น “หัวหน้าผู้ดูแลห้องเครื่องซุนเต่อไฉ่มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหนุ่มน้อยขานดังๆ เดินนำลุงซุนเข้ามา เฟยฟางเหลือบตามองลุงซุนที่สีหน้าราวกับแบกโลกไว้ “ให้เข้ามา” เสียงทุ้มทว่าทรงอำนาจของหรวนหนิงหลงดังขึ้น ลุงซุนขยับตัวเข้าไปด้านในห้องบรรทม พยายามเดินให้ตรงไม่ให้ตัวสั่น เป่ยกงกงเดินออกมารับเอาถาดอาหาร “เจ้าโชคดีวันนี้ฝ่าบาทยอมรับของหวาน” “สิ่งที่ข้าเสวยไปเมื่อครู่คือเนื้อสัตว์ชนิดใด” เสียงหนิงหลงดังออกมาด้านนอกประโยคก่อนหน้านั้นไม่ได้คาดคั้นจึงไม่เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน ฟางเฟยย่อตัวลง “ข้าน้อยยกไปด้วยตัวเองได้ใช่ไหมเจ้าค่ะ” เป่ยกงกงยิ้มไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงเอ็นดูเฟยฟางยิ่งนัก พยักหน้าขึ้นลง ลุงซุนตัวสั่นทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น “ฝ่าบาท โปรดไว้ชีวิตด้วยสิ่งนั้นคือกระเพาะอาหารของสุกร” “แล้วเจ้าที่เป็นถึงหัวหน้าห้องเครื่องไม่รู้หรือไรว่ากระเพาะอาหารของหมูเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาทำเครื่องเสวย” ตั้งคำถามพร้อมกับผ่อนคลายสีหน้าตึงเครียดลง ทำให้ใบหน้าหล่อเหลายิ่งอ่อนวัย หล่อที่สุดในเจ็ดคาบสมุทรได้กระมัง ลุงซุนก้มหน้านิ่งกระนั้นเฟยฟางที่เข้ามาใหม่ ก็ยังเห็นใบหน้าซีดเผือดของลุงซุนที่ตอนนี้แทบอยากจะหายตัวไปเสียให้ได้ เฟยฟางวางถาดอาหารลงทรุดกายลงเคียงข้างลุงซุนมือขาวบางกำชายกระโปรงไว้แน่น เป่ยกงกงหลุบตามองพื้นใช้ช้อนเงินทดสอบพิษในขนมหวาน “ฝ่าบาท โปรดอภัยเป็นเฟยฟางเองที่ใช้ของสกปรกนั่นปรุงเครื่องเสวย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านลุง ท่านลุงเตือนเฟยฟางแล้วทว่า ….เฟยฟางกับคิดว่า ของดีๆ ไม่ว่าจะเป๋าฮื้อหรือเห็ดหายาก ไก่ เป็ด หรือหมู ฝ่าบาทล้วนไม่ยอมเสวย และห้องเครื่องในวันนี้ถูกกดดันให้ทำเครื่องเสวย จนวัตถุดิบสำคัญ และดีดีเกือบจะหมดไปแล้ว เฟยฟางจึงเห็นว่าควรจะลองนำวัตถุดิบที่มีมาดัดแปลง” หนิงหลงจ้องมองร่างอ้อนแอ้นที่คุกเข่าข้างๆ ลุงซุน อาภรณ์สีทึมกับผ้ากันเปื้อนที่ยังผูกที่ด้านหน้า “เงยหน้าเจ้าขึ้น” เป่ยกงกงเลื่อนถ้วยขนมหวานตรงหน้า หนิงหลงตักขนมหวานใส่ปาก พร้อมกับที่เฟยฟางเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้าหวานทว่าเศร้าสร้อย ทำเอาคิ้วคมของหนิงหลงขมวดเข้าหากัน จ้องมองใบหน้างามของเฟยฟาง ก่อนจะตักขนมหวานใส่ปากแล้ววางช้อนเลื่อนถ้วยขนมหวานออกห่างตัว เฟยฟางเม้มริมฝีปาก “ปูนบำเหน็จให้นาง ข้าแค่สงสัยว่าเหตุใดในเมื่อกระเพาะหมูเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเครื่องเสวยของฮ่องเต้แต่ทำไมคนที่ปรุงเครื่องเสวยยังดื้อรั้นนำมันมาปรุงอีก ความดื้อรั้นนี้นับว่าเป็นความชอบเพราะทำให้ข้าเสวยได้หลังจากที่ไม่ได้เสวยอะไรในหลายวันที่ผ่านมา” เฟยฟางกับลุงซุนยิ้มแทบจะพร้อมกัน หนิงหลงจ้องมองใบหน้างดงามยามแย้มยิ้มของเฟยฟางแล้วรีบเบือนหน้าหนี หญิงชดช้อยเช่นนางทำเครื่องเสวยรสเผ็ดร้อนนี้ได้ออกมาดีจนไม่น่าเชื่อว่าแต่นางได้สูตรหรือเคล็ดลับการทำอาหารชนิดนี้มาจากไหน เขายังจำรสสัมผัสกระเพาะหมูที่กรอบนอกนุ่มในไม่มีกลิ่นเหม็นแม้แต่น้อยกลิ่นคาวก็ไม่เจือปนมีเพียงรสกลมกล่อมเผ็ดร้อนที่ทำให้เจริญอาหาร “ต่อไปยกเว้นกฎเรื่องการนำกระเพาะของสุกรมาทำเครื่องเสวยเสีย เป่ยกงกงให้กุนซื่อจดบันทึกไว้ด้วย” เป่ยกงกงก้มศีรษะยิ้มๆ หันไปยิ้มกับเฟยฟาง ลุงซุนมองเฟยฟางพร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณเบาๆ "มื้อเย็นข้าอยากจะกินอะไรที่… มีรสแบบนี้อีกหวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"หนิงหลงพูดขึ้นดังๆ เป่ยกงกงยิ้ม พยักหน้าให้กับเฟยฟางที่ย่อกายลงและลุงซุนที่รีบประสานมือ "น้อมบัญชาฝ่าบาท"
ห้องเครื่อง ศรีไพรเดินสำรวจทั่วบริเวณตื่นตาตื่นใจกับ ห้องครัวที่ใหญ่โตเหมือนห้องครัวในโรงแรมขนาดใหญ่ มีวัตถุดิบทั้งสดและแห้งเครื่องเทศใหม่เก่าแขวนเรียงรายขาหมูแห้งแขนไว้ที่ราวด้านข้างหน้าต่าง หมูเส้นหมูแผ่นไข่ปลา แขวนเรียงรายสุดอลังการ หลายคนกำลังสารวนกับการทำเครื่องเสวยสำหรับคนในวังหลวง ที่มีนับพันชีวิต พ่อครัวแม่ครัว เรียกแบบนี้ก็ไม่ผิดเพราะแต่ละคนสวมวิญญาณนักปรุงที่ตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารราวกับว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่อมัน ศรีไพรอมยิ้มเหมือนเหมือนตัวศรีไพรเลยที่ทำงานจนตาย เอหรือว่าดื่มจนตาย “อู๊ยยยยดูสิของกำนัลที่ฝ่าบาทประทานมาล้วนมีแต่ของดีๆ” เฟยฟางยิ้มบางๆ “แจกจ่ายกันไปในหมู่พวกเราดีไหมท่านลุง เราทุกคนล้วนเหนื่อยล้ามาหลายวันกว่าฝ่าบาทจะยอมเสวย” “หากเจ้าไม่ถือสาว่านี่ของที่ฝ่าบาทประทานมาให้เจ้า เช่นนั้นก็แจกๆๆๆ แจกจ่ายกันไปให้ทั่ว” เฟยฟางยิ้ม ยืนคอยแจกจ่ายและรับการคารวะจากขันทีและนางในห้องเครื่อง “เฮอะของพวกนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของเข่อชิง เจ้าจัดแจงราวกับว่า” ป้าตื้อเบ้ปากอยากจะพูดมากกว่านั้นแต่ลุงซุนกลับมองมาด้วยสายตาตำหนิ “ยายแก่หุบปากแกเสียถ้าไม่มีเฟยฟางข้าเกรงว่าหัวจะหลุดจากบ่า” “ตาแก่กคิดได้อย่างไรกันนางก็แค่ไปช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่แกกลัวจนคิดไปไกลว่าฝ่าบาทจะลงทัณฑ์” ลุงซุน ถอนหายใจ “ใครจะรู้พระทัยของฝ่าบาทได้เล่าแต่ถึงเวลานั้นข้ายอมรับว่ากลัวจริงๆ ถ้าไม่มีนางมาช่วยไว้ทัน เพราะนั่นคือกระเพาะสุกร” “ไม่มีใครสั่งประหารคนที่ทำให้ตัวเองกินทั้งๆ ที่หิวมาหลายวันเพียงเพราะ….. เอากระเพาะสุกรไปปรุงอาหารหรอก หามันคือกระเพาะสุกรใช่ไหม” ป้าตื้อทำสีหน้าตื่นตกใจ เมื่อตระหนักได้ว่ามันคือกระเพาะสุกรสิ่งต้องห้าม ลุงซุนพยักหน้า “กระเพาะสุกรแต่นางกลับปรุงมันออกมาเสียดิบดีแล้วยังหั่นบั้งเสียสวยงาม ฝ่าบาทจึงมีบัญชาให้ถอดกระเพาะสุกรออกจากอาหารน่ารังเกียจเสีย” ลุงซุนพูดอย่างโล่งอก “แต่ต้องยอมรับว่าเข่อชิงนางมีพรสวรรค์เครื่องเสวยที่นางปรุงใครกันคิดได้เช่นนาง” “เฟยฟางนางแก้ต่างราวกับเป็นเข่อชิง พูดในสิ่งที่ข้าคิดไว้และข้าไม่กล้าพูดแต่นางกลับกล้าที่จะเอ่ยมันออกมาต่อหน้าฝ่าบาท” “เรื่องนี้พวกเราทุกคนล้วนรู้ดี ไม่จำเป็นต้องพูดก็คิดเหมือนกันวัตถุดิบในห้องเครื่องมีสิ่งไหนบ้างที่ไม่ได้ลองนำไปปรุงเครื่องเสวยให้กับฝ่าบาท ยกเว้นกระเพาะสุกรนั่น เช่นนั้นจึงถือว่าเข่อชิงมีความชอบ” “แต่เฟยฟางก็แก้ต่างให้ข้า ยายแก่ข้าอยากให้เจ้าได้เห็นตอนที่นางเข้าไป แล้วฝ่าบาทเห็นใบหน้างดงามอ้่อนหวานของนาง ฝ่าบาทอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแล้วยังไม่กล้าที่จะกล่าวโทษด้วยความเป็นฮ่องเต้เป็นโอรสสวรรค์จะต้องยโสในเรื่องที่ฮ่องเต้คนอื่นยโสแต่ด้วยท่าทีของเฟยฟางนางทำให้ฝ่าบาทเปลี่ยนไป”ป้าตื้อเบ้ปาก “ใช่ซี้เข่อชิงของข้านางไม่ได้มีกิริยาอ่อนหวานเพราะนางเป็นนางในห้องเครื่องวันๆ ล้างจานหั่นผัก ก่อไฟ” “ก็จริงของแก ท่าทางของนางหากเข้าเฝ้าฝ่าบาทเกรงว่าจะต้องถูกตัดหัวตั้งแต่ยังไม่ได้พูดด้วยซ้ำไป เอาเป็นว่าต่อแต่นี้นี่คือความลับของห้องเครื่องของเราเข่อชิงปรุง เฟยฟางยกไปถวาย ทุกอย่างจึงลงตัว และห้ามใครพูดออกไปโดยเฉพาะแก…ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงไม่มีใครรอดสักคนเพราะเราทุกคนที่นี่ต่างรู้ว่าเข่อชิงปรุง ทางที่ดีควรปิดเรื่องนี้ไม่ให้ฝ่าบาทรู้ ” ป้าตื้อถอนหายใจ “เพราะนางเฟยฟางนางไม่น่าเข้าไป” ลุงซุนขมวดคิ้ว “เจ้าอย่าได้กล่าวโทษนางในตอนนั้นใครก็ได้ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ข้าจึงขอบคุณ เจ้าอยากเป็นหม้ายหรือไร” ป้าตื้อส่ายหน้าไปมา “แล้วเข่อชิงเล่าจะบอกนางว่าอย่างไร”ลุงซุนยิ้มมุมปาก หยิบทองออกมาจากอกเสื้อสองก้อน “เอาสิ่งนี้มอบให้นางแล้วก็ไปเลือกเอาของกำนัลจากฝ่าบาทที่เฟยฟางสักชิ้นสวยๆ แล้วบอกนางว่าฝ่าบาท ..เย็นนี้ฝ่าบาทต้องการเสวยเครื่องเสวยที่มีรสจัดเหมือนมื้อกลางวัน” ป้าตื้อถอนหายใจสงสารศรีไพรจับใจ แต่ตัดมาที่ศรีไพร “ฮ่าาาา อี้เอ่อร์ที่เจ้าพูดมาจริงหรือเฟยฟางนางพูดแทนข้าจนฮ่องเต้มอบของกำนัลเหล่านี้มาหรือ” เลือกหยิบสายสร้อยที่ทำจากหินสี แม้จะสวยแต่ราคาจะเท่าไหร่กัน “จริงๆ พี่เข่อชิงข้าเจ็บใจแทนพี่เหนื่อยแทบตาย แต่นางกลับได้ความดีความชอบไป” “ใครสน ข้าไม่ได้อยากไปหมอบคลานต่อหน้าฮ่องเต้อะไรนั่นเสียหน่อย ข้าแค่อยากจะช่วยพวกเจ้ากับวิกฤติครั้งนี้” “จริงๆ นะพี่เข่อชิง ในตอนนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่พอมาตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือพี่ที่ต้องปรุงเครื่องเสวยให้กับฝ่าบาทตลอดไป พวกเขาก็ควรจะเอาใจท่านหน่อย แล้วข้าไม่อยากให้พี่เรียกฝ่าบาทว่าฮ่องเต้ควรเรียกว่าฝ่าบาท” ศรีไพรยิ้ม “ไอ้น้องนี่มันใช้ได้แฮะ ก็ได้ก็ได้ไม่ต้องเอาใจหรอกที่นี่สบายกว่าที่ข้าจากมา อย่างน้อยก็แค่ปรุงอาหารแล้วก็ได้พัก” หันไปเจอเข้ากับสายตาตำหนิของป้าตื้อ “แอบมาสุมหัวทำอะไรกันอีก” “ป้าเราเพิ่งจะมานั่งอี้เอ่อร์เพิ่งจะไปรับของแจกจากเฟยฟางมาเลยนำมาแบ่งกับพี่เข่อชิง”อี้เอ่อร์แก้ตัว ป้าตื้อถอนหายใจ “ข้าไม่ได้ว่าอะไร เจ้ากินอะไรหรือยังเล่าเข่อชิง เอ้านี้ ลุงซุนฝากมาให้เจ้า” น้ำเสียงอ่อนลงวางก้อนทองลงบนโต๊ะกับปิ่นปักผมอีกอัน “สวยจัง แล้วนี่ทองจริงหรือเปล่า”ศรีไพรเอ่ยปากชมปิ่นอันนั่น หยิบทองมากัดไปงั้นๆ ก็จำเขามาว่าต้องกัด อี้เอ่อร์มีสีหน้าว่าเสียวฟัน “ของจริง มีอะไรที่ปลอมได้อีกในวังหลวงแห่งนี้ เป็นของกำนัลที่เจ้าปรุงเครื่องเสวยถูกพระทัยฝ่าบาท” ศรีไพรยิ้มกว้างโยนทองในมือกะน้ำหนัก “ดีจังปรุงอาหารครั้งหนึ่งได้เท่านี้ก็เอาแล้ว ปิ่นปักผมอันนี้สวยจังฝ่าบาทประทานมาเลยหรือ” ป้าตื้อยิ้มเศร้าๆ เมื่อเห็นท่าทีดีอกดีใจของเข่อชิง ตั้งแต่เล็กจนโตเข่อชิงที่มีนิสัยมุทะลุแต่ฉลาดกว่าคนอื่นนางชอบหาทางเอาตัวรอดจนป้าตื้อต้องดุด่านาง มีครั้งนี้กระมังที่ป้าตื้ออดสงสารนางเสียไม่ได้นางช่างทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนได้ดีจริงๆ หากเป็นคนอื่นคงโวยวายไปแล้ว แต่นางกลับพอใจในของเล็กน้อย “มันเป็นของเจ้า ข้าดีใจที่เจ้าชอบมัน” ป้าตื้อก้มหน้าด้วยรู้สึกผิด “ชอบซี้ ฮ่าาาๆๆๆ ปิ่นรักจากฝ่าบาทเชียว เขาว่าปิ่นแสดงความรักมิใช่หรือ” พูดไปยิ้มไป พลางคิดว่าฮ่องเต้แก่ๆ แบบนั้นคงมีสนมนับร้อยนับพัน ให้ปิ่นใครไปบ้างจะจำได้หรือ ครั้งแรกที่ให้คงตั้งแต่สามสิบปีที่แล้วละมั้งป่านนี้คงหมดรักฮองเฮาที่แก่ไปด้วยกันแล้ว อี้เอ่อร์ปิดปากหัวเราะคิกคัก “ไม่แน่นะพี่เข่อชิง” “ไม่เอาหรอกอ่าาาข้าไม่อยากเป็นสนม” ยิ้มทั้งสีหน้าและดวงตา อี้เอ่อร์พูดเบาๆ “ฝ่าบาทก็ไม่มองนางในก้นครัวเหมือนเราหรอกพี่” ป้าตื้อทำเสียงจิ๊จ๊ะกับสองสาว “มื้อเย็นฝ่าบาทอยากจะเสวยอาหารที่รสชาติเผ็ดร้อนเหมือนเมื่อมื้อกลางวันข้าให้เฟยฟางมายืนดูเจ้าปรุงเผื่อว่าฝ่าบาทจะถามแล้วข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า” “้ป๊าาาาาาป้าคิดอะไรอยู่ทำไมต้องให้เฟยฟางมาดูพี่เข่อชิงปรุงนางมิจำเคล็ดลับการปรุงของพี่เข่อชิงไปจนสิ้นหรือ” อี้เอ่อร์ที่ไม่ยอม พูดขัดขึ้น “มันจำเป็นเข่อชิง ไว้ข้าจะเล่าให้ฟังแต่เจ้าสองคนต่อนี้ไปห้ามบอกว่าเข่อชิงคือคนที่ปรุงเครื่องเสวยเมื่อกลางวันเพราะฝ่าบาทปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นเฟยฟาง เราทั้งหมดกำลังหลอกลวงเบื้องสูง แต่นั่นเพราะความจำเป็นข้าเองก็มีส่วนผิดที่ไม่ยอมให้เจ้าไปกับตาแก่ซุน เฟยฟางนางจึงต้องรับหน้าแทนเจ้า” อี้เอ่อร์ถอนหายใจทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ ศรีไพรนิ่งงันก้มมองมือตัวเอง “ได้ ให้นางมาดูจะได้ตอบคำถามได้ถูก” “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนโง่เข่อชิง ต่อไปหากให้ของกำนัลจากฝ่าบาทข้าจะให้เฟยฟางนำมาให้เจ้าได้เลือกก่อนใคร”ป้าตื้อพูดเอาใจ “เชอะนางก็ได้ความดีความชอบอยู่ดี ข้าละเกลียดจริงๆ คนที่แอบอ้างเอาความดีความชอบของคนอื่นไปแบบนาง” อี้เออ่ร์พูดเบาๆ เหมือนบ่น มันเคยเกิดขึ้นแล้วเคยเกิดขึ้นบ่อยไปสำหรับศรีไพรไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ที่ผ่านๆ มามันคือบทเรียนที่ศรีไพรไม่มีทางพลาดอีกแล้ว ศรีไพรยิ้มกว้างเปลี่ยนสีหน้าทันที “เข้าใจแล้ว ไป๊อี้เอ่อร์ไปเตรียมวัตถุดิบสำหรับปรุงเครื่องเสวยเย็น อ่อข้าวานเจ้าสั่งคนที่หุงข้าวสำหรับฝ่าบาทเสวยว่าหุงให้มันแข็งกว่านี้หน่อยอย่าให้เละเป็นโจ๊กกินกับอาหารรสจัดไม่อร่อย” ดึงมืออี้เอ่อร์ให้ลุกขึ้น ป้าตื้อถอนหายใจโล่งอกตอนแรกคิดว่าเข่อชิงนางจะต้องโวยวายแต่เปล่าเลยนางนิ่งกว่าที่คิดไว้ หรอนาวงกำลังจะเติบโตขึ้นหรือนางเริ่มจะเข้าจะอะไรๆในวังหลวงได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน “แล้วเจ้าคิดจะทำอะไรให้ฝ่าบาทเสวยในเมื่อเย็นนี้” “อากาศไม่ได้หนาวนี่ ร้อนๆ แบบนี้ก็ควรจะกินน้ำพริก” “น้ำพริก” อี้เอ่อร์กับป้าตื้ออุทานขึ้นพร้อมกัน ตำหนักฝ่าบาท เป่ยกงกงเก็บม้วนฎีกาที่หนิงหลงอ่านเสร็จแล้วเข้าไว้ในตะกร้า หนิงหลงที่ยืนข้างหน้าต่างเหม่อมองออกไปด้านนอก แต่ท่าทีผ่อนคลาย “กงกงท่านว่าเครื่องเสวยเมื่อกลางวันเป็นอย่างไรบ้าง” เป่ยกงกงประสานมือ “รสชาติเผ็ดร้อนแต่กลมกล่อมลงตัวสัมผัสแปลกใหม่ของกระเพาะหมู ที่จะว่าเหนียวก็ไม่จะว่ากรอบก็ไม่เชิงแล้วยังเห็ดหอมที่ช่วยแบ่งรสเผ็ด ยามเคี้ยวและกลืนกลิ่นกะเพราหอมขึ้นจมูก โดยรวมแล้วสุดยอดพ่ะย่ะค่ะ” หนิงหลงยิ้มใบหน้าหล่อยิ่งหล่อเหลาขึ้นไปอีก “ข้าปีนี้24ปีแล้วเพิ่งจะเคยกินอาหารรสชาติแบบนี้ กงกงท่านชิมเพียงคำเดียวก็บอกได้เพียงนี้เชียวหรือ” เป่ยกงกงยิ้มจะบอกอย่างไรว่าหลังจากที่เฟยฟางยกถาดอาหารไป เป่ยกงกงสั่งให้เฟยฟางยกเครื่องเสวยที่เหลือไปยังห้องของเป่ยกงกงเพื่อชิมเมนูนี้อย่างละเอียด “แล้วฝ่าบาทคิดว่า เครื่องเสวยนี้เป็นอย่างไรบ้าง”ถามกลับ “ข้าแทบจะอดใจรอจนถึงมื้อเย็นไม่ได้ อยากจะเห็นว่านางจะนำเครื่องเสวยอะไรมาให้ข้าได้ลิ้มลองอีก” เป่ยกงกงประสานมืออมยิ้ม “มิได้รอแต่เครื่องเสวย ฝ่าบาททรงรอคนยกเครื่องเสวยด้วยถูกต้องหรือไม่” “นางงดงามจน…ข้าไม่อยากจะเชื่อว่านางจะปรุงเครื่องเสวยได้ เราไปดูนางปรุงเครื่องเสวยที่ห้องเครื่องดีไหม” "ไม่พ่ะย่ะค่ะยิ่งกดดันพวกเขาและห้องเครื่องวุ่นวายทั้งกลิ่นควันไฟและกลิ่นอาหารฝ่าบาทจะทนได้หรือ" "ไม่ไปก็ได้" ใบหน้าหล่อพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่เป่ยกงกงรู้ดีว่าไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก เป่ยกงกงยิ้ม “นางงดงามอ่อนหวาน มากความสามารถกล้าคิดกล้าพูด จึงไม่ควรอยู่แต่ในห้องเครื่อง” หนิงหลงพยักหน้าขึ้นลง ที่ห้องเครื่อง “ฝ่าบาท24แล้วแต่ยังไม่แต่งตั้งฮองเฮาเวลาที่ผ่านมาทำศึกสงคราม กับแคว้นน้อยใหญ่พอกลับวังหลวงก็หวาดระแวงกลัวว่าแคว้นที่เคยทำสงครามจะส่งคนมาวางยาลอบสังหารไม่ยอมเสวยอะไร นานๆ เข้าก็กลายเป็นไม่อยากเสวย หมอหลวงจึงหาวิธีให้คนในห้องเครื่องทำอาหารที่ยั่วน้ำลายฝ่าบาทจนต้องอยากเสวย” อี้เอ่อร์เล่าไปพร้อมกับสับหมูไปด้วย “อ่อ ทำสงครามตั้ง24ปีกินนอนในสนามรบจนเคยพอมาเจอของดีดีเลยไม่อยากกิน เกิดอาการเบื่ออาหาร อี้เอ่อร์แล้วหากว่าฝ่าบาทไม่ยอมเสวยจริงๆ นี่พวกเราจะถูกประหารจริงๆ หรือ” “พี่เข่อชิงท่านก็ลองนึกถึงคนที่โมโหหิวแต่ไม่มีอะไรถูกใจสักอย่างแล้วยังเป็นถึงฮ่องเต้ก็จะหาที่ลง จริงไหม” ศรีไพรนึกวาดภาพ ฮ่องเต้ที่แก่หงำเหงือกสวมเสื้อคลุมมังกรสีเหลืองทอง อ้วนลงพุง เพราะกินแต่หมูแต่ไก่ และของดีๆ เลี่ยนๆ กำลังโมโห กวาดถ้วยจานบนโต๊ะจนเกลี้ยงร้องอยากจะกินของเผ็ดๆ “ฮ่าาาาขำจริงๆ ไม่เป็นไรข้า(อี่ศรี)มาแล้ววันนี้จะกินอะไรดีเพคะฝ่าบาท” ศรีไพรลุกขึ้นประสานมือข้างเอวย่อตัวลงเลียนแบบนางใน อี้เอ่อร์อมยิ้ม พี่เข่อชิงเปลี่ยนไป