ผู้หญิงคนโปรด
บทที่ 1 ค่อยว่ากัน

ตอนที่1 เรื่องวุ่นๆ ของพรลภัส สายตาคมเข้มของชนะวิทร์หนุ่มนักธุรกิจวัยสามสิบปีมองไปที่เรือนร่างของสาวพริตตี้คนหนึ่งอย่างละสายตาไปไหนไม่ได้จนเพื่อนที่มาด้วยกันสังเกตเห็น “เอามั้ย กูดีลให้” “เด็ก” “มึงไม่เอาก็มีคนเอาไปอยู่ดี” ชายหนุ่มเหลือบมองเพื่อนด้วยสายตาดูแคลน คนที่พูดเรื่องนี้กับเขามันเป็นถึงหมอศัลยแพทย์ชื่อดังที่มีคนเคารพมากมาย ‘เบื้องหน้ามันเป็นหมอเทวดาแต่เบื้องหลังมันถูกเรียกว่าหมอปีศาจ’ “น้องภัสเสิร์ฟเครื่องดื่มโต๊ะนั้นด้วยนะคะ” “ได้ค่ะ” หญิงสาวที่เขาแอบสำรวจรูปร่างของเธอ และคำนวณสัดส่วนไว้ในสมองส่วนความกระหายเข็นรถเครื่องดื่มมาตามที่ผู้จัดการสั่ง ราวกับเธอรู้ว่าเขาสนใจอยู่จึงได้แทรกเอาเครื่องดื่มมาวางตรงระหว่างเขากับหมอนพดล กลิ่นหอมหวานของน้ำหอมจากตัวเธอยิ่งกระตุ้นอารมณ์บางอย่างขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ กระทั่งเธอเข็นรถเครื่องดื่มไปที่โต๊ะอื่นต่อเขาก็ยังไม่คิดทำอะไรสักอย่าง “สรุปไม่เอา?” “ถ้าเจออีกครั้ง ค่อยว่ากัน” หนึ่งปีต่อมา “แล้วอย่างผมเนี่ย น้องภัสว่าเหมาะกับน้ำหอมกลิ่นไหนครับ” หนุ่มนักธุรกิจหน้าใหม่มาดเจ้าชู้ถามเธอตาหวานเชื่อมทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาที หญิงสาวยังยิ้มให้ตามหน้าที่เธอแม้ไม่ชอบเอาเสียเลย “คุณผู้ชายน่าจะเหมาะกับกลิ่นสปอร์ตแมนค่ะ น้องภัสขออนุญาตนะคะ” เธอฉีดน้ำหอมตัวทดลองใส่ข้อมือของเขาเหมือนที่ทำให้กับลูกค้าทุกคนที่อยากลอง ใจก็รู้ดีว่าชายหนุ่มไม่ได้สนใจน้ำหอมมากขนาดนั้น “อื้ม กลิ่นนี้เหมาะกับผมจริง ๆ ด้วย” “รับกี่ขวดดีคะ” “ปกติผมใช้พวกเคาต์เตอร์แบรนด์นะ แต่วันนี้ผมจะช่วยน้องภัสทำยอดก็แล้วกัน เอาห้าขวดนะ” “ได้เลยค่ะรอสักครู่นะคะ” เธอรีบส่งหันไปบอกให้ทีมงานเบื้องหลังรีบจัดแพคน้ำหอมใส่ถุงกระดาษเล็ก ๆ 5 ถุง ก่อนจะนำมันไปยื่นให้ชายหนุ่มที่ชำระเงินกับแคชเชียร์เรียบร้อยแล้ว แต่เขากลับคว้าเข้าที่มือนุ่ม “นี่นามบัตรผม อยากมีเงินใช้ติดต่อมาแล้วกัน” “ค่ะ” หญิงสาวยิ้มหวานกลับพร้อมดึงนามบัตรนั้นมาไว้ในมือตัวเองตามมารยาท...เธอไม่เก็บมันไว้ด้วยซ้ำ “ท่าทางขี้หลีเกิ้น” “นารา! หายไปเข้าห้องน้ำหรืออู้เนี่ยเมื่อกี้ลูกค้าเยอะมากเลย” “ไปเข้าห้องน้ำจริง ๆ เราท้องผูก” นารายิ้มตาหยีให้อย่างมีพิรุธ จริง ๆ แล้วเมื่อยขาที่ยืนบนส้นสูงเป็นเวลานาน “มะรืนมีงานเบียร์ รับมั้ย” “ที่คุยกันวันนั้นน่ะเหรอ” “นั่นแหละ” “เดี๋ยวดูก่อนนะ มันไกล” “ไปเถอะ ตั้งห้าพันนะงานนี้ทิปดีด้วยนอนรีสอร์ทแถวนั้นแล้วค่อยกลับก็ได้” “อื้ม ไปก็ได้” พรลภัส เลิศปัญญา ปัจจุบันนักศึกษาสาวปี3 ส่งตัวเองเรียนตั้งแต่มัธยมปลายเพราะพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถกลางสายฝนเสียชีวิตทั้งคู่ ไม่ใช่แค่เธอที่ปากกัดตีนถีบเพราะยังมีณัฐดนัยน้องชายที่คลานตามกันมาชะตาก็ไม่ต่างกับเธอ ตืด.. น้องรัก “กลับดึกมั้ย” “กำลังกลับ อีกหนึ่งชั่วโมงน่าจะถึงเอาอะไรหรือเปล่า” “ไม่เอาอะไรหรอก แค่โทรถาม” พรลภัสวางสายน้องชายที่โทรถามเป็นกิจวัตรก่อนจะเปลี่ยนใส่เสื้อยืดกางเกงวอร์มขายาวโบกมือลาเพื่อนร่วมงานก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน...บ้านที่ผ่อนอยู่ไม่รู้จะรอดหรือเปล่า เมื่อมาถึงบ้านน้องชายที่นั่งรอก็เปิดประตูให้ ทั้งที่ควรจะนอนได้แล้ว “กลับดึก?” “ยังไม่นอนอีกเหรอ” “ก็รอพี่ภัส” “ก็บอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมง ทีหลังไม่ต้องรอนอนเลยนะ” “อืม” คนน้องตอบพลางก้มหน้าลงเล่นเกมในมือถือต่อ ณัฐดนัยทำงานเสิร์ฟอาหารช่วงเลิกเรียนกว่าจะเลิกงานก็สี่ทุ่ม แถมคืนนี้ยังอยู่รอเธอจนเที่ยงคืนอีก “เล่นรอบนี้จบแล้วก็ไปนอนนะ ดึกแล้ว” “โอเค” เรียวคิ้วสวยขมวดเมื่อเห็นน้องนั่งตัวงอนิด ๆ ดูไม่ปกติ “เป็นอะไร ปวดท้องเหรอ” “อือ กินยาแก้ปวดแล้ว” “ถ้าไม่หายก็บอกนะ จะได้ไปหาหมอ” “ปวดนิดเดียว ขึ้นไปนอนเถอะเดี๋ยวณัฐจะปิดไฟเอง” ….. พรลภัสทำงานหนักเพราะรู้ว่าเธอกับน้องชายไม่ได้มีเบาะนุ่ม ๆ รองรับเหมือนลูกคนรวยที่มีกันพร้อมหน้าพร้อมตา มันเหนื่อยที่ต้องนอนดึกแล้วตื่นมาเรียนให้ไหว หลายครั้งที่ต้องนั่งหลับบนแท็กซี่ทั้งที่รู้ว่ามันอันตราย “หนู ถึงมหาลัยแล้วนะ” พรลภัสเหยียดหลังตรงฉับทั้งที่ยังงัวเงียไม่หาย “ขอโทษที่ต้องให้ปลุกนะคะ” “อย่าไปนอนแบบนี้กับคันอื่นนะลูก มันอันตราย” “จะพยายามค่ะลุง” เธอเดินไปยังหน้าห้องสมุดที่ประจำ ก็เจอนารานั่งรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับยื่นชุดที่ต้องใส่ทำงานคืนนี้ให้เธอ “โห” “ปกติ งานแบบนี้” ยังไม่ทันที่เธอจะบ่นนาราก็ชิงแก้ต่าง ก่อนเธอจะนั่งลงคุยอะไรกันเรื่อยเปื่อยรอถึงเวลาเรียน “ปีหน้าณัฐก็เข้ามหาลัยแล้วหนิ” “อืม สอบเข้าที่นี่แหละ” “บ้านก็ส่ง น้องก็เรียนต่ออีก” “แค่คิดก็เหนื่อยเลยอะนารา” พรลภัสแกล้งบ่นทั้งที่เธอนั้นเหนื่อยแบบนี้จนชินเสียแล้ว โชคดีของเธอที่เป็นผู้หญิงพอใช้หน้าตาหากินได้ และงานที่ทำมันก็ได้เงินมากกว่าน้องชายเยอะ .... เรียนเสร็จเธอกับนาราก็ขึ้นแท็กซี่จะไปลงที่หน้างานไม่ได้แวะกลับบ้านเพราะที่จัดงานอยู่ค่อนข้างไกลต้องเผื่อเวลา ตืด..ตืด.. “ฮัลโหล” “พี่สาวของณัฐดนัยใช่มั้ยคะ” “ชะ..ใช่ค่ะ มีอะไรเหรอคะ” แม้ไม่รู้ว่าปลายทางโทรมาด้วยเรื่องอะไรแต่พรลภัสก็ชิงเสียงสั่นไปก่อนแล้ว “ฉันเป็นครูประจำชั้นของณัฐดนัยนะคะ แกปวดท้องรุนแรงเลยพามาส่งโรงพยาบาลค่ะ” “ที่ไหนคะ” ..... หญิงสาวในชุดนักศึกษาวิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลเอกชน หลังให้แท็กซี่จอดส่งเธอก่อน และไปส่งนาราต่อ มือนิ่มทั้งสองข้างเย็นเฉียบกลัวณัฐดนัยเป็นอะไรไป... ‘เธอไม่เหลือใครแล้วนะ’ “หนูเป็นญาติของนายณัฐดนัยค่ะ” “เชิญที่ห้องคุณหมอนพดลห้องแรกเลยนะคะ คุณหมอรอคุณอยู่” พรลภัสรีบไปห้องที่ว่าอย่างไม่ลังเล และลืมเคาะประตูตามมารยาทด้วยความร้อนใจ “ญาติณัฐดนัยใช่มั้ย” “ใช่ค่ะ น้องหนูเป็นยังไงบ้างคะ” “เป็นพี่สาวเขาสินะ” พรลภัสพยักหน้าซื่อ แต่ในใจนึกบ่นความลีลาของหมอไปแล้ว “คนไข้ไส้ติ่งอักเสบนะ ต้องรีบผ่าตัด” “แล้วยังไม่ได้ผ่าเหรอคะ!” “รอญาติเซ็นต์ยินยอม ตามกฏของโรงพยาบาลครับ”

บทที่ 2 หาทางออก

ตอนที่2 หาทางออก “พี่ภัส...” “อย่าเพิ่งขยับตัวนะ!” พรลภัสรีบเข้าจับตัวน้องชายไม่ให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วตามที่หมอสั่ง ณัฐดนัยยังมึนงงความทรงจำล่าสุดหมอบอกว่าไส้ติ่งอักเสบ ชายหนุ่มก้มมองตัวเองพลางเอามือคลำหน้าท้อง “ณัฐยังไม่ตายเหรอ” “ยัง แต่ก็เกือบนะทำไมถึงทนปวดขนาดนั้น” “ณัฐคิดว่าปวดท้องโรคกระเพาะ” ณัฐดนัยตอบพี่สาวเสียงแหบก่อนจะกวาดสายตามองรอบห้องที่มันดูหรูหรา และนึกขึ้นได้ว่าคุณครูเอาตนมาส่งที่โรงพยาบาลไหน “พี่ภัส ค่ารักษาไม่บานเลยเหรอ” “ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวพี่หาทางเอง” คนพี่ปลอบใจทั้งที่ยังไม่มีทางออกของเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้จะตำหนิคุณครูเพราะถ้ามัวรอไปโรงพยาบาลที่มีสิทธิ์รักษาก็ไม่รู้ว่าต้องรอจนน้องชายแย่ไปกว่านี้หรือเปล่า ‘มันฉุกเฉินจริง ๆ’ “จะเอาเงินจากไหนมาจ่าย คงจะเป็นแสนมั้ย” “น่าจะ แต่นอนเถอะพูดมากเดี๋ยวหิวน้ำตอนนี้ยังกินอะไรไม่ได้นะ” หญิงสาวลูบอกของน้องชายแผ่วเบา และมันทำให้คนที่ยังงัวเงียผล็อยหลับลงอีกครั้งได้ พอณัฐดนัยหลับ หญิงสาวก็เดินออกจากห้องตรงไปที่ฝ่ายการเงินของชั้นล่าง สีหน้าของเธอมีแต่ความกังวลตั้งแต่ก้าวขาเข้ามามาที่นี่ไม่คลายลงแม้แต่นาทีเดียว “สอบถามค่ารักษาของนายณัฐดนัย เลิศปัญญาค่ะ” “สักครู่นะคะ” “ค่ะ” “ตอนนี้ค่ารักษาอยู่ที่หนึ่งแสนแปดหมื่นบาท ยังไม่ทราบว่าคุณณัฐดนัยต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ยาฆ่าเชื้ออีกกี่คืน ซึ่งการนอนคิดคืนละหนึ่งหมื่นสองพันบาทไม่รวมค่ายานะคะ” “ตะ..ตอนนี้หนึ่งแสนแปดหมื่นแล้วใช่มั้ยคะ” “ใช่ค่ะ กฏของโรงพยาบาลญาติต้องชำระไว้ครึ่งหนึ่งระหว่างที่ยังนอนพักรักษาตัว สะดวกชำระตอนนี้เลยมั้ยคะ” พรลภัสหน้าเจื่อนเมื่อถูกทวงเงินทางอ้อม ที่มีอยู่ก็แค่สามหมื่นไว้จ่ายค่าบ้าน ค่าเรียนสมัครของณัฐดนัยนั่นเอง “ขอเวลาก่อนนะคะ” พรลภัสไม่อยากเอาสีหน้าอมทุกข์ขึ้นไปให้น้องชายเห็นจึงเดินไปนั่งพักหน้าห้องตรวจที่เธอเข้าไปเมื่อตอนบ่าย คิดว่าคงไม่มีหมอหรือใครอยู่แล้วเพราะตอนนี้ก็เกือบจะสี่ทุ่ม แอด... “พี่สาวของณัฐดนัยหนิ มีอะไรหรือเปล่า” “เปล่าค่ะ น้องภัสแค่หาที่นั่งรบกวนหมอเหรอคะขอโทษนะคะ” หญิงสาวลุกขึ้นเตรียมย้ายที่แต่หมอนพดลก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าจนเธอไม่กล้าขยับตัวไปไหนนั่งลงที่เดิม “มีอะไรหรือเปล่าคะ” “มีปัญหาอะไรลองบอกหมอซิ” พรลภัสก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาคนอายุมากกว่า สองมือประสานบนหน้าตักแน่นก่อนจะยอมพูดปัญหาออกไปเผื่อหมอช่วยให้ผ่อนค่ารักษาได้ “น้องภัสยังไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาให้น้องเลยค่ะ เป็นไปได้มั้ยคะถ้าหนูจะจ่ายก่อนสามหมื่นแล้วหามาผ่อนกับโรงพยาบาล” ตืด.. ตืด.. หัวใจดวงน้อยเต้นรัวเป็นกลองชุดเมื่อหมอยังไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาก็มีสายโทรเข้าหาเขาเสียก่อน “กูกำลังจะออกไป” “รู้ รอก่อนแค่แป๊บเดียว” “ค่ารักษารวมแล้วน่าจะเกินสองแสนห้านะ สามหมื่นยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลย” หลังวางสายหมอก็ก้มหน้าลงคุยกับหญิงสาวต่อ ก่อนจะรู้สึกคุ้นหน้าเธอขึ้นมา “แต่สามหมื่นก็คือหมดตัวแล้วค่ะ” พรึ่บ พรลภัสเงยหน้าขึ้นมองเมื่อมีคนเดินมานั่งที่เก้าอี้ห่างกันสองตัว กลิ่นน้ำหอมอย่างดีก็โชยมาให้เธอได้กลิ่นเข้าอย่างจัง พร้อม ๆ กับหมอตรงหน้าที่หันมองเขา ผู้ชายคนนั้นเหวี่ยงสายตามองเธอหัวจรดเท้า แต่เธอหาได้สนใจเขามากกว่าคนตรงหน้า “กูบอกให้รอก่อน” “ลีลา” หมอนพดลโดนเพื่อนตอกกลับสั้น ๆ แต่ก็ไม่ได้สวนอะไรกลับไป “ที่นี่ไม่มีให้ผ่อนค่ารักษาเหรอคะ” “มีนะ แต่มันก็แค่สามเดือนหนูจะหามาจ่ายไหวมั้ยล่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าทั้งที่ยังมองตาหมอหนุ่มไม่ละ แววตาเหมือนเธอกำลังออดอ้อนเขาอยู่อย่างไม่รู้ตัว “ถ้าอย่างนั้นทำยังไงดีล่ะ ยังไงก่อนออกก็ต้องจ่ายเกินครึ่งนะ” “คืนนี้ไปคิดมาก่อนว่าจะเอายังไง พรุ่งนี้หมอเข้าหลังสิบโมงเช้ามาหาได้ไม่ต้องจองคิว” พูดจบหมอนพดลก็เดินไปหยุดตรงหน้าเพื่อนก่อนที่เขาจะลุกขึ้นและพากันเดินจากหญิงสาวไป ปล่อยให้เธอมองตามด้วยสายตาหม่นเศร้า ‘จะเอายังไงกับชีวิตดี’

บทที่ 3 ดีล

ตอนที่3 ดีล “ใคร” พอขึ้นรถชายหนุ่มก็ถามเพื่อนเสียงเรียบ นพดลเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย “แน่ใจว่าไม่รู้” “...” “กูเพิ่งเจอตอนเย็น น้องชายผ่าตัดไส้ติ่ง” “มึงไม่เอากูเอานะ” นพดลพูดหยั่งเชิง ตอนแรกเขาแค่คับคล้ายคับคลา แต่พอเห็นสายตาของเพื่อนรักก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเธอคือผู้หญิงคนนั้น “สรุปมึงจะเอา?” “อืม” “ตามนั้น” ..... พรลภัสหยุดเรียน ทั้งยังชวดงานที่ได้เงินดีเพื่ออยู่น้องชายทั้งที่เขาบอกแล้วว่าอยู่คนเดียวได้ เธอเลื่อนรายชื่อติดต่อในมือถือจนสุดก็ยังไม่เห็นจะมีใครที่คิดว่าจะช่วยได้ ‘ทุกคนก็มีภาระกันทั้งนั้น’ สมองพลันนึกถึงพวกชีกอที่มาชวนไปขึ้นเตียงด้วยแต่ก็ไม่เคยเก็บนามบัตรของใครไว้แม้แต่คนเดียว ก็อก ๆ “ขออนุญาตนะคะ” พยาบาลสาวเข้ามาพร้อมยา เธอจึงเดินออกมาเพราะหมอนพดลบอกว่าเขาจะอยู่ที่นี่หลังสิบโมงเช้า ก็อก ๆ “เชิญ” เสียงตอบรับห้วน ๆ ไม่ได้ทำให้หญิงสาวเอะใจ แต่เมื่อเขาอนุญาตแล้วเธอก็รวบรวมความกล้าเอาตัวเองเข้าไปในห้องของหมอนพดล...แต่คนข้างในกลับเป็นเพื่อนเขาถ้าเธอจำไม่ผิด “เอ่อ...” “หมอไม่อยู่หรอก” “ขอโทษค่ะ น้องภัสไม่รู้ว่าหมอจะไม่อยู่” พรลภัสยกมือขึ้นไหว้เตรียมพาใจที่ห่อเหี่ยวออกไป แต่ทว่าเสียงทุ้มต่ำก็หยุดเท้าของเธอไว้ “ค่ารักษาเท่าไหร่” “คะ?” “ทั้งหมดจนกว่าน้องชายเธอจะได้กลับบ้านฉันจ่ายให้” “คุณจะจ่ายให้ทำไมเหรอคะ” สายตาของคนตรงหน้าไม่เหมือนกับพวกผู้ชายเหล่านั้นเลยสักนิด เขาดูไม่น่าหวังอะไรจากเธอ...แต่ไม่ใช่ “มันมีบางอย่างที่ฉันอยากได้จากเธอ” “...” “ถ้าเธอโอเค...ก็เอาเงินนี่ไป” ชนะวินทร์นั่งรอคำตอบท่าทางสบายไร้ความกดดัน เพราะคนที่ควรรู้สึกกดดันต้องเป็นผู้หญิงที่ยืนละล่ำละลักตรงหน้านี้มากกว่า “ชื่ออะไร” “พรลภัสค่ะ ชื่อเล่นภัส” “ฉันชื่อวินทร์ ชนะวินทร์” ชายหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดหมุนปากกาของเจ้าของห้องเล่นเหมือนไม่รอคำตอบ...แต่ก็รอ “ต้องทำอะไรแลกกับเงินบ้างเหรอคะ” “เธอรู้อยู่แล้วพรลภัส ว่าต้องแลกด้วยอะไร” ร่าบางรู้สึกเหมือนมีของแข็งทุบเข้าที่หัวใจแล้วทับไว้ไม่เปิดโอกาสให้เลือดได้สูบฉีด ถ้าไม่เอาข้อเสนอนี้เธอจะเอาเงินที่ไหนมาพาน้องกลับบ้าน “ไม่ได้รีบ พร้อมเมื่อไหร่ค่อยมาคุยกัน” ชนะวินทร์เสนออีก ดูจากความลังเลแล้วน่าจะไม่เคยทำอะไรแบบนี้ เธออาจต้องช่างใจหนักอยู่ “ฉันแค่ไม่ชอบมีความสัมพันธ์แบบใจแลกใจ จบเรื่องก็แยกย้าย” “ค่ะ” เธอตอบเสียงเบาหวิวราวลมพัดเบา ๆ ไม่เงยหน้าขึ้นมองเขาเพราะความละอาย ชายหนุ่มดันเงินสามปึกนั่นมาริมโต๊ะให้เธอ หญิงสาวจึงยื่นมือเข้าไปหยิบเงินนั้น และหันหลังเตรียมเดินออกไปแต่ก็เจอกับหมอนพดลที่กลับมาพอดี สีหน้าของเขาดูไม่ได้งุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดตรงหน้า เธอเองก็ไม่กล้ามองตาใครทั้งนั้นจะเดินออกไปเงียบ ๆ “ดีลมั้ย” “ดีล” “พรลภัส...คงถูกใจมึงโคตร ๆ ถึงได้ยังคิดจะเอา” ชนะวินทร์ลุกขึ้นเต็มความสูงเพื่อคืนเก้าอี้ให้เจ้าของมัน ก่อนจะเดินออกมาเพราะสิ่งที่ต้องจัดการมันได้เรียบร้อยแล้ว และเขาก็ได้เห็นว่าเธอหอบเงินนั่นไปจ่ายที่ฝ่ายการเงินจริง ๆ ตอนที่เดินผ่านเคาต์เตอร์ฝ่ายการเงินของโรงพยาบาล ..... ”พี่ภัสเอาเงินจากไหนจ่ายให้ณัฐตั้งเกือบสามแสน” ณัฐดนัยถามอย่างงุนงงหลังได้รับใบเสร็จพร้อมยาครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล “ยืมเพื่อนน่ะ” “เพื่อนคนไหนมีเงินให้พี่ยืมมากขนาดนี้” พรลภัสไม่ได้เงยหน้าขึ้นตอบ เคยมีคนยื่นข้อเสนอนี้ให้เธอหลายคนแต่ไม่เคยคิดทำ...จนตอนนี้มันเลือกไม่ได้ “พี่ภัส” “ไปเปลี่ยนเสื้อจะได้กลับบ้านกัน” “...” ณัฐดนัยยังมองหน้าพี่สาวคาดคั้นเอาคำตอบที่แท้จริงทางอ้อม แต่เขาก็ทำไม่สำเร็จ “ไป เปลี่ยน เสื้อผ้า” “อืม” คล้อยหลังน้องชายคนที่ยืนรอหน้าห้องน้ำอย่างเธอก็ตกผลึกความคิด ‘ทำมันไปแล้วพรลภัส’ หญิงสาวยืนเหม่อจนไม่รู้ตัวว่าณัฐดนัยกำลังมองเธออยู่ “นอนน้อยหรือไง” “ณัฐ ทำไมไม่เรียกเกิดล้มขึ้นมาทำยังไง” “แผลเท่าแมวข่วน ณัฐไม่ได้เจ็บขนาดนั้นหรอก” หญิงสาวพยักหน้าเพราะเห็นด้วยว่าแผลมันเล็กนิดเดียว ‘เอกชนก็ดีอย่างนี้เอง’

อ่านต่อ