ตอนที่1แค่น่าเอา เพื่อนรักกลุ่มหนึ่งคบกันมามากกว่าครึ่งชีวิต พวกเขาเรียนคณะวิศวะกรรมไฟฟ้าเพราะเจเลอร์ ต้องเอาความรู้ไปพัฒนาธุรกิจของครอบครัว ส่วนไมเคิล กับแม็กซ์เวลนั้นไม่รู้จะเรียนอะไรจึงกอดคอกันมาเข้าปีที่ 4 แล้ว “อ๊ะอายปีหนึ่งน่าล่อฉิบหาย” “เหอะ คนนี้มึงคงไม่ได้ล่อง่าย ๆ หรอก มีใครบ้างไม่อยากล่อน้องมันน่ะ” “อ๊ะอายไหน” เจเลอร์ถามขึ้นเมื่อเพื่อนทั้งสองกำลังสนใจแอคเคาต์อินสตาแกรมของผู้หญิงคนหนึ่ง ถ้าสวยจนไมเคิลอยากได้ก็คงไม่ธรรมดา “นี่ไง ขาวจั๊วะ นมแน่นตูดแน่น” คนที่ยื่นสมาร์ทโฟนมาคือแม็กซ์เวลที่พิงแผ่นหลังกับเสาต้นใหญ่ของลานจอดรถอยู่ “อืม” “แค่อืมเองเหรอวะ” “ก็แค่สวย” “ไม่ใช่แค่สวย น้องจบมาจากโรงเรียนหญิงล้วนเว้ยเพื่อน อาจจะแจ็คพ็อตแตกได้เปิดซิงเลยนะ” คำพูดของแม็กซ์เวลทำเจเลอร์ชะงักเล็กน้อย ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอาบุหรี่ขึ้นมาสูบต่อราวกับเฉยเมยต่อเรื่องนั้น เขามองไปยังรถหรูสีเทาที่อยากได้มันสุดชีวิตแต่ไมเคิลดันได้เป็นเจ้าของมันเพียงคนเดียวในประเทศไทย “มึงกับกูมาแข่งกันว่าใครจะได้ยัยนั่นก่อน” “อะไรนะ!” ไมเคิลกับแม็กซ์เวลถึงกับอุทานขึ้นพร้อมกัน “ถ้ามึงแพ้ พี่เทาจะกลายเป็นของกู” ไมเคิลแสยะยิ้ม กล้าเล่นของสำคัญมันก็สนใจเลยทีเดียว “ได้ แล้วถ้ามึงแพ้มึงต้องเป็นขี้ข้าของกูหนึ่งปี” แม็กซ์เวลยิ้มอย่างชอบใจเหมือนจะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้น เจเลอร์เกลียดการอยู่ใต้คำสั่งของใครเป็นที่สุด ถ้าแพ้คงอกแตกตาย “ใครปิดเกมได้ก่อนชนะ และห้ามบังคับ อ๊ะอายต้องเต็มใจเท่านั้น” แม็กซ์เวลตั้งกฎขึ้นมาให้มันยิ่งน่าสนุก ชีวิตพวกเขามีแต่ผู้หญิงมาเสนอ ได้ทำเรื่องน่าสนุกแบบนี้ก็ตื่นเต้นดี “กูได้หมด” “ตามนั้น” เจเลอร์เดินออกมาจากโรงจอดรถก่อนเพื่อนอีกสองคน ผู้หญิงที่เขาเห็นจากหน้าจอสมาร์ทโฟนของเพื่อนนั้นเขาเคยเห็นเธอหลายครั้งก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ได้รู้ว่าชื่ออะไรเพราะไม่ได้คิดอยากจะรู้จัก รู้แค่น่าเอา
ตอนที่2 วันอะไร ปึก! “อ๊ะ!” “อุ๊ย! พี่ไม่เห็นว่าน้องกำลังสวนมาน่ะ” อชิรญาโดนหญิงสาวรุ่นพี่ที่เคยบังคับให้เธอลงประกวดดาวคณะเดินมาชนเหมือนตั้งใจ กระเป๋าสะพายราคาแพงทรงสี่เหลี่ยมร่วงหล่นลงบนพื้น ส่งผลให้แป้งพัฟแบรนด์ดังได้ออกมานอนแตกละเอียดแทบรองเท้าส้นสูงของรุ่นพี่ “อุ๊ย แป้งแตกละเอียดเลยของแพงซะด้วย” “ไม่เป็นไรค่ะ” รุ่นน้องอย่างเธอทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม วันนี้เพื่อนสนิทตัวดีดันท้องเสียเลยได้อยู่คนเดียวแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ อชิรญานั่งลงเก็บตลับแป้งที่เนื้อมันกองอยู่บนพื้นด้วยความเสียดาย แต่คนชนกลับพูดจาเย้ยหยันใส่ “เป็นถึงลูกสาวหมออธิปแค่นี้จิ๊บ ๆ มั้งคะ” “...” แค่เพียงเธอไม่ทำตามใจรุ่นพี่ก็ต้องถูกเกลียด ผู้คนรอบ ๆ ก็เหมือนกำลังมองเธอเป็นตัวตลก บางคนแอบขำ บางคนก็เบะปากใส่ซึ่ง ๆ หน้า “เธอชน ทำไมไม่ขอโทษ” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ชายหนุ่มที่สวมเสื้อช็อปของคณะวิศวะฯยืนอยู่ข้างหลัง สิ่งที่เด่นสะดุดสายตาไม่แพ้ใบหน้าที่ดูดีก็คือรอยสักไม้กางเขนที่ลำคอหนานั่น “เจเลอร์ เราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย” “เธอตั้งใจ” เขาตอกกลับเสียงเรียบ และมันทำให้หญิงสาวอ้าปากค้างอย่างคิดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าหักหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกันเพื่อรุ่นน้องหน้าซื่อ แต่ไม่ใสคนนี้ “นี่เจเลอร์ นายเข้าข้างยัยนี่เหรอ” “ขอโทษ มันพูดยากเหรอวะพราว” “ไม่เป็นอะไรค่ะพี่ อายไม่ได้เจ็บอะไร” เมื่อหญิงสาวยืนขึ้น คนตัวสูงก็ก้มมองดวงตาสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้านานหลายวินาที นี่คือครั้งแรกที่เขาได้มองคนตัวเล็กใกล้ ๆ และเธอก็เพิ่งได้มองใครนานขนาดนี้ “เห็นมั้ย น้องมันยังไม่ต้องการอะไรเลย” “แป้งนั่นราคาเท่าไหร่ พราวจะชดใช้ให้เธอ” คนที่ตั้งใจชนอชิรญาหน้าเจื่อน ของแท้ราคาเท่าค่าขนมรายเดือนเธอเชียว “ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ค่ะ พี่เขาไม่ได้ตั้งใจ” หญิงสาวที่กลัวเสียเงินรีบปรี่ออกไปก่อนจะถูกเจเลอร์คาดคั้นให้ชดใช้ ในที่สุดเขากับเธอยืนกันอยู่สองคนท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ “มึง! พี่เจเลอร์เขาจะทำอะไรวะ” “เขาจะสนใจยัยนี่จริง ๆ เหรอ” “กูว่าแค่หลอกฟันสนุก ๆ” “ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่ช่วยอาย” “เธอชื่ออายเหรอ” “ชื่ออ๊ะอายค่ะ แต่เรียกอายเฉย ๆ ก็ได้นะคะ” การที่เจเลอร์ทำท่าเหมือนสนใจเธอก็ดันเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็ว “นาน ๆ จะเห็นเจเลอร์ออกล่า ปกติเหยื่อมาให้ท่าตลอด” “ก็คงจะเอาเล่น ๆ หาเรื่องสนุกทำกันล่ะสิ” หญิงสาวคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาหลังทาลิปสติกเคลือบกลีบปากอวบอิ่มเรียบร้อย เธอเป็นหนึ่งในคนที่เคยนอนกับเจเลอร์ แต่ไม่ได้ผูกมัด เพราะเขาไม่ให้ผูก “ก็น่าจะจริง เสือร้ายอย่างนั้นใครจะเอาอยู่” “ก็อาจจะเป็นฉันมั้ง” “ฮ่า ๆ เป็ดจมน้ำยังเป็นไปได้มากกว่า อย่ามั่นไปหน่อยเลย” ..... ทันทีที่เรียนชั่วโมงสุดท้ายสิ้นสุดลงอชิรญาก็กดโทรไปแกล้งเพื่อนสนิท รอจนเดินถึงรถพอดีแสนดีจึงกดรับสาย เธอเลยยืนพิงรถหรูของตัวที่เหลือจอดอยู่เพียงคันเดียวคุยกับเพื่อนก่อน “แสนนะแสนทิ้งฉันมาเรียนคนเดียวซะได้” “โอ๋ ๆ ก็คนมันหมดแรงหนิ อย่างอนไปเลยนะเดี๋ยวพรุ่งนี้พาไปเลี้ยงไอติม” “ฉันไม่ใช่เด็กนะ ไม่ต้องเอาไอติมมาล่อ” “กินมั้ยล่ะ ร้านข้างม.น่ะ” “...” หญิงสาวแกล้งไม่ตอบแต่มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม บอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้โกรธจริง “จะหกโมงแล้วนะ ยังอยู่ที่ม.อยู่เหรอ” “ใช่ อาจารย์ไม่ยอมปล่อยสักทีน่ะสิ” “รีบกลับเถอะ เห็นมั้ยว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้ว” “โอเค เดี๋ยวเจอกันนะ” ติ๊ด อชิรญากดรีโมตปลดล็อคประตูรถ แต่จังหวะที่เธอจะขึ้นดันเห็นความผิดปกติของยางด้านหน้า หญิงสาวอ้าปากค้าง กระพริบตามองมันปริบ ๆ แบนจนแม็กติดดินขนาดนี้จะทำยังไงดี เธอรีบเอาสมาร์ทโฟนออกมาจากรถที่เพิ่งโยนกระเป๋าเข้าไปเพื่อกดโทรหาคนที่พร้อมจะช่วยเหลือได้เสมอ “ป๊า...” “ทำไมยังไม่กลับเหรอครับ” “อ๊ะ! พี่คะ” อชิรญาตกใจเมื่อมีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังจนต้องหันไปมองอัตโนมัติที่ปนไปด้วยความระมัดระวัง เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่นวันนี้เธอเจอผู้ชายที่สวมเสื้อช็อปอีกคนแล้ว? วันอะไรของเธอเนี่ย “ป๊าคะรถอายยางแบนค่ะ อยู่ที่มหาลัยรีบมานะคะ” ชายหนุ่มยังยืนรอคำตอบจากอชิรญา หญิงสาวเลือกที่จะไม่วางสายจากพ่อของเธอเพื่อความอุ่นใจ “ยางก็ยังใหม่ ไปเหยียบอะไรมาหรือเปล่า” “ไม่แน่ใจค่ะ เมื่อเช้ามันก็ยังปกติ” “พี่ชื่อไมค์” หญิงสาวพยายามมองหาคนอื่น ๆ บริเวณนี้แต่ก็ไร้วี่แวว และนี่มันลานจอดรถของคณะบริหาร เธอไม่น่าจะเจอคนคณะอื่นตรงนี้ “พี่กับเพื่อนกำลังทำโปรเจ็คกันอยู่ที่อาคารนั้น เห็นเราอยู่คนเดียวเลยมาดูว่าเป็นอะไรหรือเปล่า มันจะมืดแล้วนะ” ไมเคิลชี้ที่อาคารเอนกประสงค์ด้านหลังของโรงจอดรถ เพิ่งเคยได้มองเธอในระยะใกล้ขนาดนี้ไม่น่าเชื่อว่าเหมือนมีแรงดึงดูดให้เขามองเธออย่างไม่อยากเอาสายตาไปมองทางอื่น “ไม่ต้องกลัวพี่หรอก” “เปล่ากลัวนะคะ อายรอป๊าอยู่น่ะค่ะกลัวจะไม่เห็น” “ชื่ออายเหรอเรา” “ชื่ออ๊ะอายค่ะ แต่เรียกอายเฉย ๆ ก็ได้” ไมเคิลยกยิ้มมุมปาก แอบใช้สายตาสำรวจรูปร่างของเธอผ่านชุดนักศึกษาที่ไม่ได้รัดรูปเท่าไรนัก ปีหนึ่งก็แบบนี้ ปีหน้ากระดุมคงแทบปริ
ตอนที่3 จำขึ้นใจ อชิรญา เลิศสุภัค อายุ 19 ปี เธอเกิดในครอบครัวที่เพรียบพร้อม แต่ไร้ประสบการณ์การใช้ชีวิตเพราะได้อยู่โรงเรียนหญิงล้วนตั้งแต่วัยเด็ก ผู้ชายที่รู้จักจึงมีไม่กี่คน และเป็นคนในครอบครัวซะส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องหนักใจของพ่อแม่ที่สุดที่ประคบประหงมลูกสาวเกินไป กลัวว่าภูมิต้านทานต่อโลกภายนอกเธอจะน้อย “วันนี้ลูกสาวป๊ามีหนุ่ม ๆ มายืนด้วยแฮะ” “พี่เขามายืนเป็นเพื่อนค่ะ เห็นว่ามันกำลังจะมืดแล้ว” “แล้วไม่ได้กลัวพี่เขาเหรอ” “กลัวทำไมคะ พี่เขามาดีค่ะป๊า” หมออธิปลูบผมลูกสาวอย่างเอ็นดู แม้ในใจจะนึกหวงแต่ก็อยากให้ลูกได้เรียนรู้ไปทีละนิด “อ๊ะอายอย่าไว้ใจใครง่าย ๆ นะลูก เชื่อป๊า” “ได้เลยค่ะ อายจะไม่ไว้ใจใครนอกจากป๊า แม่ และก็แสนดี” “ดีมาก ป๊าเป็นห่วงลูกนะ” อธิปส่งลูกสาวไว้ที่คอนโดของเธอ และมองจนแน่ใจว่าอชิรญาเดินเข้าไปข้างในอย่างปลอดภัยถึงค่อยขับรถออกไป คอนโดนี้ระบบความปลอดภัยค่อนข้างดีเขาจึงหมดห่วงได้ระดับหนึ่ง อชิรญาเดินออกจากลิฟต์เมื่อมันหยุดอยู่ที่ชั้น 15 ก่อนจะถึงห้องของตัวเองที่อยู่ติดกันนั้นหญิงสาวได้กดเรียกเพื่อนสนิทที่วันนี้ไม่ได้ไปเรียนด้วยกันเพราะป่วย กริ๊ง ๆ “แสนดี เราเอง” แอด... “เป็นไงบ้าง” “ดีขึ้นแล้ว แค่นอนพักคงดีขึ้นอีก” แสนดีหลีกทางให้เพื่อนสนิทเดินเข้ามาได้ เพราะเธอก็เข้าออกห้องของเพื่อนเช่นนี้ “กินอะไรหรือยัง เราซื้อข้าวต้มมา” “ทำไมวันนี้ได้ข้าวต้ม กลับมืดด้วยนี่นา” แสนดีหรี่ตามองอย่างแกล้งจับผิด ทางผ่านกลับมาไม่มีร้านข้าวต้มแน่ ๆ “รถเรายางแบนน่ะสิ ให้ป๊าไปรับกลับเลยแวะซื้อมาให้เธอได้” “อ้อ อย่างนี้นี่เองนึกว่าหนีเที่ยว” “จะไปไหนได้ เราไม่กล้าไปไหนคนเดียวเธอก็รู้แสนดี” อชิรญาตัดพ้อให้ตัวเอง เธอไม่กล้าเลยจริง ๆ หากแสนดีไม่ไปด้วย “เธอควรหาแฟนได้แล้วมั้ง จะมาติดเราอยู่แบบนี้ไม่ได้นะ” “…” หลังจากที่อชิรญานิ่งงันไปหลายวินาทีทั้งคู่ก็ดันสบตากันอัตโนมัติ ก่อนจะเป็นคนที่ไม่ใช่เจ้าของห้องที่แอบยิ้มมุมปากด้วยความเขิน “วันนี้มีคนมาจีบ?” “ไม่มี” “ไม่มี หรือไม่รู้” “ไม่มีมั้ง” เธอตอบอย่างไม่มั่นใจ พูดว่าจีบคงไม่ได้เมื่อเขาเพียงแค่มีน้ำใจต่อเธอเท่านั้น ไม่ได้ทำท่าทีว่าจะสานต่อเหมือนผู้ชายที่เข้ามาจีบเลยสักนิด ไม่น่าใช่ ..... หลังจากกลับมาที่ห้องตัวเองหญิงสาวก็อาบน้ำแล้วนั่งเป่าผมที่โต๊ะเครื่องแป้ง เธอไม่เคยใจหวิวเมื่อนึกถึงใบหน้าของใครอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย เรียวคิ้วเข้ม ดวงตาคมดุ กลีบปากหยักสวยเหมือนมันเกิดมาจากความบรรจงปั้นแต่ง ร่างกายที่สูงกว่าเธอเกือบ 20 เซ็น และไม้กางเขนที่ลำคอนั้นทำเธอจำเขาได้ขึ้นใจ