ติณณภพสูตินรีแพทย์วัย 35 ปีกำลังอ่านตำราทางการแพทย์ภาษาอังกฤษเล่มใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้รับมาอยู่ในบ้านขนาดสองห้องนอนสามห้องน้ำซึ่งชายหนุ่มเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงปี แต่ยังอ่านไปได้ไม่ถึงไหนดังโครมครามก็รบกวนสมาธิทำให้เขาต้องปิดตำราทางการแพทย์เล่มหนาเพื่อเดินออกมาดูบริเวณหน้าบ้านว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเห็นรถที่จอดอยู่บริเวณนอกรั้วซึ่งด้านข้างมีชื่อของร้านเฟอร์นิเจอร์ติดไว้ ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าเพื่อนบ้านของเขาไม่หลังใดก็หลังหนึ่งน่าจะสั่งสินค้าจากร้านนี้ ชายหนุ่มชะเง้อคอไปทางด้านบ้านทางขวา ซึ่งเป็นบ้านของคุณหมอรุ่นพี่ซึ่งนานๆ จะกลับมาที่บ้านครั้งหนึ่งเพราะเป็นหมอประจำที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัดแต่ทั้งบ้านก็เงียบสนิท เขาจึงเดินมาด้านซ้ายมองผ่านรั้วสูง 2 เมตรซึ่งด้านล่างปูด้วยอิฐหนาทึบส่วนด้านบนนั้นเป็นโครงเหล็ก ทำให้พอมองออกว่าคนในบ้านกำลังทำอะไรกันอยู่ “หมอติณณ์พวกเราทำเสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณหมอหรือเปล่าคะ” เสียงผู้หญิงสูงวัยทักทายตั้งแต่เขายังเดินไปไม่ถึงริมรั้วบ้าน “นิดหน่อยครับคุณยาย แต่ไม่เป็นไรหรอกผมตื่นนานแล้ว คุณยายซื้อของเข้าบ้านเยอะเลยนะครับ” “ก็ต้องซื้อเยอะหน่อยจ้ะ เพราะว่าหลานสาวยายจะมาอยู่ด้วยน่ะ” “หลานที่คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่าอยู่อังกฤษเหรอครับ” “ใช่จ้ะ หมอติณณ์ยังไม่เคยเจอล่ะสิ เดี๋ยวยายจะเรียกหนูเดซี่มาให้ทำความรู้จักกันสักหน่อยนะ” คุณยายราตรีบอกกับคุณหมอหนุ่มก่อนจะหันไปตะโกนเรียกหลานสาวที่กำลังดูพนักงานช่วยกันขนเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน “เดซี่ หนูเดซี่ออกมาหายายหน้าบ้านหน่อยจ้ะ” “ค่ะคุณยาย” เสียงใสตอบกลับก่อนจะเดินมาหาคุณยายของตนที่ยืนอยู่ริมรั้ว ติณณภพมองไปตามเสียงก็ต้องสะดุดตากับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูอย่างสุขภาพดี วงหน้ารูปไข่รับกับดวงตากลมโต ผมสีน้ำตาลเข้มยิ่งขับให้ผิวนั้นดูขาวกระจ่างมากขึ้น เขายอมรับในทันทีเลยว่าหลานสาวของคุณยายราตรีคนนี้สวยและดูมีเสน่ห์สะกดสายตาเขาได้มากเลยทีเดียว “เรียกหนูเหรอคะคุณยาย” “จ้ะ ยายอยากจะแนะนำให้หนูรู้จักเพื่อนบ้านเราหน่อยนี่หมอติณณภพ” “สวัสดีค่ะคุณหมอติณณภพ” เดซี่หรือเดนิสายกมือไหว้เพื่อนบ้านอย่างนอบน้อมถึงแม้เธอจะอยู่ต่างประเทศมาตั้งแต่เด็กแต่หญิงสาวก็เรียนรู้ทั้งภาษาไทยและมารยาทของคนไทยมาจากมารดาได้เป็นอย่างดี “สวัสดีครับ” ติณณภพยกมือรับไหว้และพยักและยิ้มรับเมื่อเห็นว่าอีกคนยิ้มให้ แต่เขารู้สึกแปลกเมื่อเห็นว่าหญิงสาวที่กำลังยิ้มให้นั้นมีแววตาที่เศร้าทั้งที่มันควรจะสดใสเหมือนกับรอยยิ้ม นัยน์ตาสีฟ้าของเธอมันดูหม่นหมองเหมือนมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ “หมอติณณจ้ะ หลานสาวยายนะชื่อหนูเดซี่ เธอจะมาเรียนต่อที่เมืองไทย ถ้ายังไงยายก็ฝากหลานสาวให้หมอติณณ์ช่วยดูแลอีกคนหนึ่งนะ ถือว่าเป็นลูกเป็นหลานก็แล้ว” “ครับคุณยาย” “แล้วหนูต้องเรียกคุณหมอคนนี้ว่าอะไรคะคุณยาย” เดนิสาหันไปถามคุณยายเพราะเธอไม่คุ้นเคยกับการเรียกคนไทยเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าจะเรียกได้แค่ชื่อเหมือนตอนที่อยู่อังกฤษหรือเปล่า “ปีนี้หมอติณณ์อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ขอโทษนะที่ยายต้องถามจะได้ให้หนูเดซี่เรียกถูก” ยายราตรีรับอธิบายเพราะกลัวคุณหมอจะหาว่าละลาบละล้วงที่ไปถามถึงอายุ “ผมอายุ 35 แล้วครับคุณยาย” “หนูเดซี่เพิ่งจะ 20 งั้นเรียกคุณอาก็แล้วกันนะจะได้ดูสนิทสนม” “คุณอาหมอติณณภพ” “เรียกผมว่าหมอติณณ์ก็ได้นะ ไม่ต้องเรียกชื่อจริงหรอก” “ค่ะอาหมอ" “แล้วนี่จะมาเรียนที่นี่เลยใช่ไหม” “ค่ะ หนูจะมาเรียนที่นี่ตอนนี้กำลังทำเรื่องเทียบหน่วยกิตกับทางมหาลัยค่ะ” “มีอะไรให้อาช่วยเหลือก็บอกได้นะ” “ขอบคุณค่ะอาหมอ" “หนูไปจัดของต่อเถอะเดี๋ยวยายคุยกับหมอติณณ์อีกนิดแล้วยายจะตามไปนะ” “ค่ะยาย” พูดจบหญิงสาวก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน “แปลกนะครับคุณยาย” “แปลกยังไงเหรอหมอติณณ์” “ก็ปกติแล้วใครๆ เขาก็อยากไปเรียนต่างประเทศกันทั้งนั้น แต่หลานสาวคุณยายกลับย้ายมาเรียนที่เมืองไทย” “หลายของยายเจอปัญหานิดหน่อยน่ะจ้ะ เอาไว้ยายจะเล่าให้นะ” “คุณยายครับ ครับถ้ามันเป็นเรื่องภายในครอบครัวยายไม่ต้องเล่าให้ผมฟังก็ได้” “มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของยายก็จริง แต่ยายก็เห็นหมอติณณ์เป็นลูกเป็นหลาน อีกอย่างหมอติณณ์ก็เป็นหมอยายว่าบางทีอาจจะช่วยเหลือหลานสาวของยายได้บ้าง” ยายราตรีมองหน้าคุณหมอหนุ่มอย่างมีความหวัง “ถ้ายายคิดอย่างนั้นผมก็ยินดีรับฟังครับ” “เย็นนี้หมอติณณ์มาทานข้าวที่บ้านยายสิ ยายจะทำอาหารเลี้ยงต้อนรับหนูเดซี่อยู่พอดีเลย” “ได้ครับคุณยาย” “ยายมัดมือชกหมอติณณ์เกินไปหรือเปล่า หมอต้องออกไปตรวจคนไข้หรือไปเที่ยวไหนไหม” “ไม่หรอกครับปกติวันอาทิตย์ผมก็อยู่บ้านเกือบทั้งวันอยู่แล้ว” “ไม่ต้องไปตรวจคนไข้ใช่ไหมจ้ะ” “ไม่ต้องไปตรวจครับ นอกจากว่าโรงพยาบาลจะโทรตามเพราะมีเคสเร่งด่วน” “ถ้าอย่างนั้นสัก 6 โมงเย็นยายจะให้หนูเดซี่มาเรียก” “ไม่เป็นไรไม่เป็นไรครับคุณยายเดี๋ยว 6 โมงผมไปที่บ้านคุณยายเอง” “ก็ได้จ้ะ ตอนนี้ยายขอตัวไปดูก่อนไม่รู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ที่สั่งมานั้นจัดวางได้ถูกใจหลานสาวยายหรือเปล่า” ครับคุณยายเมื่อคุยกับคุณยายข้างบ้านแล้วติณณภพก็กลับเข้ามายังบ้านของตนเองแต่เขาไม่ได้อ่านหนังสือต่อเพราะเสียสมาธิไปแล้วจึงเปลี่ยนมาออกกำลังกายและทำความสะอาดบ้านแทน จริงๆ แล้วเขาก็จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดเป็นประจำในวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่ถ้าเป็นหยุดหรือวันเสาร์อาทิตย์ชายหนุ่มต้องการความเป็นส่วนตัวจึงมักจะทำความสะอาดและทำกับข้าวกินเองที่บ้าน
บ้านของคุณยายราตรีดูครึกครื้นกว่าปกติเพราะนอกจากจะมีสมาชิกภายในครอบครัวของสุพรรษาลูกสาวคนเล็กแล้วยังมีสมาชิกเพิ่มคือป้าจันทร์เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ลุงสมหมายที่บ้านอยู่ตรงกันข้ามแล้วยังมีเดนิสาหลานสาวแสนสวยกับติณณภพคุณหมอหนุ่มที่มักจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพิ่มมาอีกด้วย “กับข้าวฝีมือน้าษาอร่อยมากๆ เลยค่ะ หนูต้องอ้วนแน่ๆ” “อ้วนที่ไหนกันล่ะเดซี่เราน่ะตัวเล็กนิดเดียวเองนะ น้าว่ากินเยอะหน่อยก็ดี” “หนูกลัวชุดที่ขนมาจะใส่ไม่ได้สิคะ” “ใส่ไม่ได้ก็ซื้อใหม่เดี๋ยวยายพาไปซื้อเอง” “อย่าให้ยายพาไปซื่อเชียวนะเดซี่” อาณัติรีบบอกน้องสาว “ทำไมล่ะคะพี่ณัติ” “ยายเขาก็จะพาไปซื้อที่ร้านประจำน่ะสิ” “แล้วมันไม่ดีตรงไหนล่ะ ตอนอยู่อังกฤษหนูก็ไปซื้อเสื้อผ้าร้านประจำตลอดนะคะ” “ก็ร้านประจำของคุณยายมีแต่ชุดคนแก่น่ะสิ” “อ๋อ.....” “ถ้าอยากซื้อจริงๆ น้าพาไปก็ได้นะ” “ไม่เป็นไรค่ะน้าษาหนูยังไม่อยากซื้อตอนนี้เอาไว้เสื้อผ้าที่ซื้อมาคับจนใส่ไม่ได้ค่อยไปก็ได้ค่ะ” เดนิสาพูดด้วยความเกรงใจเพราะรู้ว่าน้าสาวของตนเองต้องเปิดร้านทุกวันจึงไม่อยากรบกวน “ป้าว่าหนูว่ายังไงหนูก็ไม่อ้วนหรอกลูก ดูอย่างแม่ของหนูสิ กินแต่ขนมหวาน กินแต่ขนมปังทุกวันยังไม่อ้วนหนูก็คงจะเหมือนแม่ของหนูนั่นแหละ” ป้าจันทร์ที่สนิทกับครอบครัวนี้มานานพูดขึ้น “ตอนนี้แม่ก็ยังไม่อ้วนเลยค่ะหนูเห็นแม่กินแต่ขนมหวานเหมือนที่ป้าจันทร์พูดเลย” “นั่นสิ ผิดกับบ้านป้านะ กินนิดหน่อยน้ำหนักก็ขึ้นแล้วอย่างลูกสาวป้าตอนนี้ก็หนักเกือบจะ 70 กิโลแล้ว น้ำหนักเยอะแบบนี้อันตรายไหมคะหมอติณณ์” “ไม่ถึงขั้นเรียกว่าอันตรายหรอกครับ แต่เสี่ยงที่จะเป็นโรคมากกว่า” “หมอมียาลดความอ้วนไหม ป้าจะเอาให้ลูกสาวกิน” “ยาพวกนั้นอันตรายครับ ผมว่าควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะดีกว่า” “ใช่ๆ ลุงเห็นด้วยนะ ดูอย่างลุงสิปีนี้อายุ 65 แล้วยังไม่มีโรคกับเขาเลยเพราะลุงออกกำลังกายทุกเช้า” “ผมเห็นด้วยกับลุงหมายนะครับ ผมเองก็ออกไปวิ่งตอนเช้าเหมือนกัน” ติณณภพเองก็ลุกมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งและได้เจอลุงสมหมายที่สนามกีฬาหน้าหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ “แต่พักนี้ลุงไม่ค่อยเจอหมอติณณ์เลยนะ” “ผมซื้อลู่วิ่งมาไว้ที่บ้านครับ วันไหนตื่นสายก็วิ่งในบ้าน” “อ้อ ถึงว่าไม่ค่อยได้เจอเลย” “บ้านผมก็มีลู่วิ่งนะครับ พ่อซื้อมาแต่ผมไม่เคยเห็นพ่อใช้เลย” “อ้าวไอ้ลูกคนนี้มาขายพ่อต่อหน้าคนอื่นเสียได้” “ก็มันจริงนี่ครับ ไม่เชื่อทุกคนไปดูได้เลยตอนนี้ลู่วิ่งฝุ่นเกาะเต็มเลยครับ” ทุกคนหัวเราะกับคำพูดของอาณัติรวมถึงเดนิสาที่นั่งตรงข้ามกับติณณภพด้วย ชายหนุ่มแอบมองหญิงสาวอยู่หลายครั้ง ใบหน้าสวยของเธอยิ้มแย้มแจ่มใสและคุยกับคนอื่นแต่เขาก็สังเกตเห็นว่าบางครั้งหญิงสาวก้มหน้าถอนหายใจเหมือนเธอกำลังฝืนทำเป็นร่าเริงเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น หลังมื้ออาหารป้าจันทร์และลุงสมหมายก็ขอตัวกลับบ้าน ขณะที่ครอบครัวของสุพรรษาก็ขอตัวไปพักผ่อน เดนิสาก็ขอกลับไปจัดห้องของตัวเองต่อ บริเวณห้องรับแขกจึงเหลือแค่คุณยายราตรีกับหมอติณณภพเพียงสองคน “คุณยายมีเรื่องจะคุยกับผมใช่ไหมครับ” “ใช่จ้ะ” “ถ้าไม่สะดวกคุยตรงนี้คุณยายไปคุยที่บ้านผมไหมครับ คุยเสร็จแล้วผมจะเดินมาส่ง” “ยายรบกวนหมอติณณ์มากเกินไปหรือเปล่า” “ไม่หรอกครับ คุณยายก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ของผมคนหนึ่ง” “ยายขอไปบอกหนูเดซี่ก่อนนะ เดี๋ยวเธอออกมาไม่เจอใครจะตกใจเอา” ก๊อก ก๊อก ก๊อก พอสิ้นเสียงเคาะประตูทำให้คนที่อยู่ด้านในก็รีบวิ่งมาเปิด “คุณยาย หนูนึกว่าคุณยายคุยกับอาหมอติณณ์อยู่” “ยายจะมาถามหนูก่อนว่ายายคุยเรื่องนั้นให้หมอฟังได้ใช่ไหม” “คุณยายขา จริงๆ แล้วหนูไม่ได้เป็นอะไรเลยค่ะ” “แต่ยายไม่ค่อยสบายใจเลยนะ หลานสาวของยายเคยสดใสร่าเริงกว่านี้ ยายรู้นะว่าหนูพยายามจะทำตัวร่าเริงแต่ในใจของหนูมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่หนูแสดงออก” แม้จะไม่อยู่ด้วยกันแต่คุณยายราตรีและเดนิสาก็วิดีโอคอลหากันตลอด ความสดใสร่าเริงอย่างเด็กวัยรุ่นที่เธอเคยเห็นในตัวหลานสาวมันหายไปจนเธอเป็นกังวล “หนูกำลังพยายามค่ะ” “ยายรู้จ้ะ แต่ยายก็อดเป็นห่วงหนูไม่ได้” “แล้วยายคิดว่าอาหมอเขาจะไม่เอาเรื่องของหนูไปบอกคนอื่นใช่ไหมคะ” “หมอติณณ์ไม่ใช่คนแบบนั้น ยายเชื่อใจเขา” “ถ้ายายคิดว่าคุยกับเขาแล้วยายจะสบายใจขึ้นหนูก็ตามใจยายค่ะ แต่หนูไม่หวังให้เขามาช่วยเหลือหรอกนะคะ หมอที่นั่นบอกว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลาค่ะ” เพราะเห็นคุณยายเป็นกังวลมากเธอจึงไม่ว่าอะไรถ้าท่านจะเอาเรื่องของเธอไปปรึกษากับหมอติณณภพ “ยายจะคุยที่บ้านหมอติณณ์นะหนูเดซี่ ยายไม่อยากให้คนในบ้านรู้” “ค่ะคุณยาย” เมื่อบอกหลานสาวเรียบร้อยแล้วคุณยายราตรีก็เดินตามหมอติณณภพมาที่บ้าน หญิงสูงวัยคนนี้มีเรื่องสำคัญจะปรึกษากับคุณหมอหนุ่มซึ่งเรื่องนี้เธอจะให้คนอื่นรู้ไม่ได้ แต่เพราะติณณภพเป็นหมอคุณยายราตรีจึงคิดว่าเขาคงพอจะมีทางออกให้กับเดนิสาหลานสาวคนโตที่เคยเลี้ยงมาหลายปี ก่อนที่เด็กสาวตัวน้อยจะย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่ประเทศและกลับมาสู่อ้อมอกของอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านสิบกว่าปี
เดนิสากลับมาอยู่เมืองไทยได้เกือบสองอาทิตย์แล้วเธอกำลังพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตกับที่นี่ได้อย่างมีความสุข หญิงสาวตื่นเช้าเพื่อช่วยคุณยายทำกับข้าว พอช่วงสายก็ตามคุณยายและน้าสาวไปที่ร้านเบเกอรี่ที่อยู่หน้าปากซอย เดนิสาขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นหญิงสาวจึงปั่นจักรยานไปที่ร้านเพราะระยะทางไม่ไกลมากเท่าไหร่ วันนี้เดนิสาก็ไปช่วยงานที่ร้านอย่างเคยพอทานอาหารกลางวันเสร็จหญิงสาวก็ขอตัวปั่นจักรยานกลับมาก่อนเพราะรู้สึกปวดหัวจึงอยากมานอนพักที่บ้าน เมื่อปั่นจักรยานมาถึงหน้าบ้านก็เห็นว่าหมอติณณภพกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ริมรั้ว “สวัสดีค่ะอาหมอ วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอคะ” หญิงสาวทักทายเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยเท่าไหร่เราอีกฝ่ายนั้นออกจากบ้านแต่เช้าและกลับเข้ามาอีกทีก็ค่ำแล้ว “วันนี้วันหยุดครับ เดซี่ปั่นจักรยานไปไหนมาล่ะ” “ไปที่ร้านน้าษามาค่ะ” “ไปช่วยงานที่ร้านสนุกไหมปรับตัวกับอากาศที่นี่ได้หรือยัง” “ยังเลยค่ะ ที่นี่ร้อนมาก หนูขี่จักรยานทุกวันตัวดำไปหมดแล้วค่ะ” “ดำที่ไหนกันล่ะ คิดไปเองล่ะสิ” “อาหมอพูดจริงใช่ไหม” “อือ กลัวดำแล้วทำไมปั่นมาตอนแดดเปรี้ยงแบบนี้ล่ะ” “หนูปวดหัวนิดหน่อยค่ะเลยว่าจะมานอนพักสงสัยว่าอากาศจะร้อนเกินไปค่ะ” “งั้นก็ไปพักเถอะ ที่บ้านมียาพาราใช่ไหม” “มีค่ะ หนูขอตัวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” เดนิสายกมือไว้ก่อนจะปั่นจักรยานเข้าไปในบ้านของตน หญิงสาวเดินเข้าบ้านไปแล้วแต่ติณณภพยังยืนอยู่ที่เดิมเขา รู้สึกว่าสิ่งที่คุณยายราตรีกังวลนั้นไม่เกินจริงเลย เพราะเท่าที่สังเกตนั้นเดนิสายังคงมีแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ซึ่งในฐานะคนที่เป็นหมออย่างเขาเวลาเห็นใครเป็นแบบนี้ก็อยากจะช่วยแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่เอ่ยปากขอก็ตาม แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆ การช่วยเหลือนั้นก็มีหลายวิธีชายหนุ่มจึงคิดว่าจะหาทางช่วยเธอในแบบที่เธอไม่รู้ตัวน่าจะดีกว่าเพราะดูแล้วเดนิสาก็เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งพอสมควร ติณณภพไม่ได้เรียนมาทางนี้โดยตรงแต่มันก็ไม่ยากเกินถ้าหากเขาจะเรียนรู้เพิ่มเติม ชายหนุ่มรู้สึกกระตือรือร้นเป็นอย่างมากและคิดว่าสิ่งที่กำลังคิดจะทำอยู่นั้นค่อนข้างท้าทายอยู่ไม่น้อย เมื่อคิดได้ดังนั้นติณณภพจึงรีบรดน้ำต้นไม้ให้เสร็จและกลับเข้าไปอาบน้ำ ก่อนจะมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานเพื่อหาข้อมูลที่ตนเองสนใจ เขาหยิบแว่นกรองแสงที่มักจะสวมเป็นประจำเวลาอ่านหนังสือหรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มาสวมก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาหาข้อมูลอย่างเต็มที่ ขณะที่กำลังหาข้อมูลอยู่นั้นเสียงออดหน้าบ้านก็ดังขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันกล้องวงจรปิดเพื่อนดูว่ามีคนมาหาจริงๆ หรือคนที่มากดออกจะเป็นพนักงานขายตรงที่มักจะมาเสนอขายสินค้าในวันหยุดแบบนี้ เมื่อเห็นว่าคนที่มากดออดเป็นใครเขาก็รีบเดินออกไปหน้าบ้านทันที “สวัสดีอีกรอบค่ะอาหมอ” เดนิสากล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ “มีอะไรหรือเปล่าเดซี่ แล้วนั่นหอบอะไรมาด้วยล่ะ” ติณณภพมองข้างของพะรุงพะรังที่เดสิสาถือมาก็กอดถามไม่ได้เพราะมีทั้งแก้วน้ำเก็บความเย็น แท็บเล็ต หนังสือและขนมอีกถุงหนึ่ง “หนูมีเรื่องจะรบกวนอาหมอค่ะ” เสียงเอ่ยเบาแสดงถึงความเกรงใจเพราะทั้งสองเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแต่เธอก็มารบกวนวันหยุดของเขาเสียแล้ว “เรื่องไรอะไร หรือว่ายังปวดหัวไม่หาย” “ก็ยังปวดอยู่ค่ะ แต่หนูกินยาไปแล้ว” “เข้ามาคุยข้างในก่อนไหม ตรงนี้แดดมันแรง” “ได้ค่ะ” เดนิสาเดินตามติณณภพเข้ามาในบ้านของเขาซึ่งมันก็คล้ายๆ กับบ้านของเธอแต่ต่างกันตรงที่บ้านของของเขามีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นกว่ามาก “นั่งก่อนสิ” “ขอบคุณค่ะอาหมอ อาหมอยุ่งอยู่ไหมคะ” “ไม่หรอกครับเดซี่มีอะไรกับอาหรือเปล่า” “หนูขอมาอยู่บ้านอาหมอจนกว่าคุณยายกับน้าษาจะกลับบ้านได้ไหมคะ” “ได้สิ” ติณณภพตอบตกลงโดยไม่ถามถึงเหตุผลเพราะกลัวว่าถ้าถามออกไปจะให้เดนิสาอึดอัด “ไม่รบกวนจนเกินไปใช่ไหมคะ” เดนิสารู้สึกเกรงใจแต่เธอก็อยู่ที่บ้านไม่ได้ ครั้นจะไปหาคุณยายและน้าสาวที่ร้านก็ไม่อยากจะตอบคำถามให้วุ่นวายว่าเพราะอะไรถึงกลับไปที่ร้านอีก “ไม่หรอกครับ เดซี่อยู่ได้ตามสบายเลย อยากดูทีวีก็เปิดได้เลยนะ” “ก่อนหน้าที่หนูจะมากดออดอาหมอทำอะไรอยู่คะ” “อากำลังหาข้อมูลบางอย่างอยู่ เดซี่จะไปนั่งเล่นในห้องทำงานของอาก็ได้นะ” “หนูขอไปนั่งอ่านหนังสือในห้องนั้นได้ไหมคะ” เพราะตอนนี้เดนิสาไม่อยากอยู่คนเดียวจึงขอไปนั่งในห้องทำงานของเขาด้วย ถึงแม้ว่าจะรู้จักกับอาหมอข้างบ้านได้ไม่นานแต่ก็เคยได้ยินคุณยายเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าคุณหมอติณณภพคนนี้เป็นคนนิสัยดี สุภาพเรียบร้อยและเป็นคนที่ไว้ใจได้คนหนึ่ง หญิงสาวจึงคิดว่าการอยู่กับเขาตามลำพังน่าจะปลอดภัยกว่าการอยู่ที่บ้านของตนเอง “ได้สิตามอามาเลย” เดนิสาเดินตามเขามานั่งยังชุดโซฟาที่มุมห้อง เธอพอจะเดาออกว่าห้องทำงานของเขาน่าจะมีขนาดเท่าห้องนอนของเธอเพราะดูจากทิศทางแล้วจะน่าอยู่ตำแหน่งเดียวกันของบ้าน ขนาดห้องค่อนข้างกว้างมีโต๊ะทำงานชุดคอมพิวเตอร์อยู่มุมหนึ่งซึ่งตรงตรงกันข้ามกับจุดที่เธอนั่งอยู่ “ทำตัวตามสบายเลยนะ” “ขอบคุณค่ะอาหมอ” “ถ้าหิวก็ไปหาอะไรกินในครัวนะ ของกินในตู้เย็นก็หยิบกินได้เลย” ติณณภพอยากให้หญิงสาวรู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้านของตนเองจึงไม่เตรียมน้ำหรือขนมให้ “หนูเตรียมขนมมาแล้วค่ะ หนูกินขนมในห้องนี้ได้ไปไหมคะ” “ได้สิ อาบอกแล้วว่าทำตัวตามสบายเหมือนเวลาที่อยู่บ้านคุณยายนั่นแหละ”