“ตื่นสินางใบ้ เอาแต่นอนอยู่ได้ วันนี้มีงานสำคัญ เจ้าจะต้องรีบไปช่วยทำอาหารในวัง” เสี่ยวเจิ้งลุกพลวดจากแท่นนอนที่ทำจากไม้ไผ่ หญิงอ้วนร่างท้วมนามจงหลานหรือป้าจงตวาดดังลั่น “เสี่ยวเจิ้งนี่ต้องเป็นเจ้าที่ต้องนำไป” ยกหลัวใส่บนแผ่นหลังเล็ก แล้วยัดทุกอย่างเท่าที่จะยัดได้ลงไป “อือ อือ” อยากจะบอกว่าหนักแต่เปล่งเสียงได้เพียงเท่านั้น “อย่าโวยวาย” ป้าจงดุ เสี่ยวเจิ้งได้เพียงก้มหน้ามองพื้น จงหลินรีบแบ่งของบนหลัวของเสี่ยวเจิ้งมาไว้บนหลัวของตัวเองบ้าง “ท่านแม่ ใจร้ายกับเสี่ยวเจิ้งจริงๆ เฮ้อเสี่ยวเจิ้งถ้าเจ้า.. ไม่เป็นใบ้คงจะดีกว่านี้ ใบหน้าเจ้าก็หาได้ขี้ริ้วไม่ ไป๊ไปกันเถิด” จูงมือเสี่ยวเจิ้งที่รักเหมือนน้องสาว เสี่ยวเจิ้งยิ้มโบกมือให้จงหลินเห็นว่าไม่เป็นไร เดินตามทางไปพร้อมกันเพื่อเข้าสู่วังหลวง “ฮ่องเต้เสด็จจจจ ฮองเฮาเสด็จจจจจ” ร่างสูงเกินบุรุษอื่นที่เด่นสง่ามองเห็นในระยะไกล เสี่ยวเจิ้งยืนนิ่ง นี่หรือคือฮ่องเต้ ที่ได้ยินคนเล่าขานว่าเป็นฮ่องเต้รูปงามที่สุดในเจ็ดคราบสมุทร จงหลินกระตุกแขนเสื้อกลัวว่าเสี่ยวเจิ้งจะไม่ได้ยินคำขานของขันที ดึงร่างเล็กกว่าของเสี่ยวเจิ้งหลบเข้าข้างทาง กดศรีษะให้ก้มจนไม่เห็นใบหน้าขะมุกขะมอม “ หลีกทางขบวนเสด็จกำลังจะผ่าน” เสียงองครักษ์ไม่พูดเปล่าใช้ทวนในมือกวาดต้อนร่างของเหล่านางในห้องเครื่องให้หลบออกจากทางเดิน “โอ้ย” จงหลินเจ็บจนเผลอร้องออกมา เสี่ยวเจิ้งพยุงจงหลินให้ลุกขึ้น “เร็วเข้าชักช้าอยู่ได้ ขบวนเสด็จถึงแล้ว” กระชากร่างเล็กของ เสี่ยวเจิ้งให้หลบไป “ปล่อยนาง พวกเจ้าเห็นหรือไม่ทำให้นางเจ็บ” เสียงอ่อนโยนของฮองเฮาหมิงเยว่ เอ่ยปากกับองครักษ์ดังประกาศิต เสี่ยวเจิ้งจ้องมองใบหน้างดงามราวเทพีสวรรค์เลยผ่านไปยังร่างสูงที่พยุงหมิงเยว่ไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม โลกทั้งใบเหมือนจะหยุดหมุนในทันที จงหลิน ดึงชายเสื้อเสี่ยวเจิ้งให้คุกเข่าลงบนพื้น “ฮองเฮา ให้องครักษ์ไล่พวกนางไปไกลๆ อาภรณ์ของเจ้าในงานพิธีจะเปรอะเปื้อนเพราะพวกนาง” เสียงทุ้มอ่อนโยนยิ่งนัก “ฝ่าบาท ห่วงใยยิ่งแล้วหมิงเยว่เห็นว่าทั้งสองนางเป็นเพียงหญิงธรรมดา หากกระทำรุนแรงพวกนางจะบาดเจ็บเอาได้” อู่อินเฉิงยิ้มอ่อนโยน แต่ยิ้มนั้นส่งให้กับหมิงเยว่คนเดียว “เจ้าใส่ใจไปทุกคนแต่ดูรึเจ้าเองกับร่างกายอ่อนแอ ชีวิตพวกนางมีค่าใดกันหากเปรียบกับเจ้าแม้เจ้าบาดเจ็บแค่เพียงปลายก้อยข้าก็คง จะเจ็บซ้ำใจ” “ไปไปไป” องครักษ์ผลักร่างเสี่ยวเจิ้งกับจงหลินจนหงายหลังเมื่อได้ยินอู๋อินเฉิงพูดแบบนั้น ดวงตาคมของอู่อินเฉิงเผลอจ้องมองใบหน้าขมุกขะมอมของเสี่ยวเจิ้งที่ล้มกลิ้งข้าวของหกหระจาย สบตาเศร้าสร้อยนั้นอย่างพลั้งเผลอ ก่อนจะเบือนหน้าหนีเสียจากสายตานั้น “ไล่พวกนางไปไกลๆ” เอ่ยปากสำทับ พยุงหมิงเยว่จากไปยังลานพิธี เสี่ยวเจิ้งกับจงหลินช่วยกันเก็บข้าวของใส่ในหลัวด้านหลังให้กันและกัน “ไม่เห็นจะต้องไล่พวกเราเลย เราเองก็ไม่ได้อยากจะขวางขบวนเสด็จ ดูสิข้าวของเปื้อนดินเปื้อนทรายหมดแล้ว” เสี่ยวเจิ้งยิ้มเศร้าๆ “เจ้าก็เอาแต่ยิ้มมองคนอื่นในแง่ดีตลอด เห็นหรือไม่ว่าชีวิตพวกเรายังไม่มีค่าเพียงการบาดเจ็บเท่าปลายก้อยของฮองเฮา” เสี่ยวเจิ้งยกมืออุดปากจงหลินก่อนจะส่ายหน้าไปมาห้ามไม่ให้พูด จงหลินถอนหายใจ “เจ้า ใจดีแบบบนี้คนอื่นจึงเอาเปรียบเจ้า เสี่ยวเจิ้งจริงๆนะถ้าหากว่าเจ้าได้สวมอาภรณ์สีสวย ลบรอบเปื้อนขะมุกขะมอมบนใบหน้าของเจ้าออกเสียหน่อย เกรงว่า เจ้าต้องกลายเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งเลยทีเดียว” เสี่ยวเจิ้งส่ายหน้ายิ้มๆเหมือนจะบอกว่ามันคือเรื่องเพ้อฝัน ส่งภาษามือให้จงหลินรีบไปยังห้องเครื่องช่วยนางในห้องเครื่องทำเครื่องเสวยให้ทันเวลาที่กำลังจะมีงานเลี้ยงรื่นเริงของวังหลวง จงหลิน ยอมเดินตามเสี่ยวเจิ้งไปโดยดี “พวกเจ้ามาช้าเสียจริง ข้ากำลังคิดว่าจะไล่พวกเจ้ากลับไปเสีย ยายเฒ่าจงรับปากมั่นเหมาะว่าจะหาคนมาช่วยงานแต่ดูรึ พวกเจ้าเพิ่งจะมาถึง” เสี่ยวเจิ้งประสานมือก้มหน้า จงหลินถอนหายใจยาว “นายท่าน พวกเราติดขบวนเสด็จจึงล่าช้า โปรดเมตตาเราด้วย” เสี่ยวเจิ้งพยักหน้ายืนยันตามคำพูดของจงหลิน “จะไล่กลับอย่างไรเล่า คนยิ่งน้อยๆไปไปช่วยกันหั่นผักหั่นหมูเตรียมวัตถุดิบ แต่บอกไว้ก่อนนะ ข้าลดค่าตอบแทนพวกเจ้าเพราะมาช้าเหลือเกิน ทำงานให้เสร็จจึงกินอาหารเช้าเพราะกงกงตู้ ขันทีพิธีการเพิ่งส่งคนมาเร่งให้เตรียมจัดเครื่องเสวยยามอู่(11.00-12.59)” เสี่ยวเจิ้งรีบเข้าไปข้างในปลดหลัวบนหลังให้จงหลิน แล้วหันหลังให้จงหลินปลดหลัวให้บ้าง เลยยามอู่ไปแล้ว
จงหลินยกถ้วยข้าวกับน้ำแกงมาวางบนโต๊ะ เสี่ยวเจิ้งเช็ดมือกับชายกระโปรงก่อนจะปาดเหงื่อที่ไหลรินบนใบหน้า คนอื่นๆต่างแยกย้ายกันไปพัก “ไม่เหลืออะไรให้กินแล้วคนอื่นตักไปกินจนสิ้น เสี่ยวจิ้งเราสองคนมีเพียงน้ำแกงกับ ผัดผัก” เสี่ยวเจิ้งพยักหน้ายิ้มส่งสัญญาณว่าชอบกินผัดผัก จงหลินส่ายหน้าไปมานึกอิจฉาเสี่ยวเจิ้งที่ชีวิตช่างมีความสุขไม่เคยทุกข์ร้อนไม่ว่าจะเจอปัญหาเล็กใหญ่ใดๆก็ตาม “กินเสร็จค่อยเดินทางกลับบ้านข้าว่าเราสองคนควรจะแวะที่ตลาดเสียหน่อย เลือกซื้อเครื่องสำอางหรือว่าเครื่องประดับกันดีไหม ข้าขอท่านแม่ว่าได้เงินค่าจ้างงวดนี้ข้ากับเจ้าเราสองคนจะแวะเที่ยวตลาดเสียหน่อย” เสี่ยวเจิ้งส่ายหน้าโบกมือ “เจ้าก็เป็นแบบนี้เราสองคน18ปีแล้วควรจะงดงามและใช้ชีวิตเยี่ยงหญิงสาวได้แล้ว เสี่ยวเจิ้งงงง เราสองคนผ่านวัยเด็กมาแล้ว ข้าอยากจะเห็นว่าเสี่ยวเจิ้งของเราหากอาบน้ำอาบท่าแต่งกายให้งดงามเสียหน่อยจะเป็นอย่างไรหนอ” เสี่ยวเจิ้งก้มหน้า จะเถียงว่าเก็บไว้ใช้ยามที่แก่ชราจะดีไหม หาได้สนใจวัยสาวที่กำลังจะผ่านเข้ามาไม่ “น้าาา เจ้าต้องลองเปลี่ยนตัวเอง ข้าห่วงที่สุดก็เจ้านั่นแหละเสี่ยวเจิ้งใจดีเหลือเกิน คนผู้คนล้วนจ้องรังแกและเอาเปรียบเจ้า” เสี่ยวเจิ้งพุ้ยข้าวใส่ปาก ตาเฒ่าในห้องเครื่องคนเมื่อเช้าเดินเข้ามาข้างในวางก้อนเงินให้กับ เสี่ยวเจิ้งและจงหลินคนละก้อน “นายท่านทำไมมันน้อยแบบนี้” “พวกเจ้ามาช้า แล้วอีกอย่างนี่ข้าวนี่กับของที่พวกเจ้ากินไป ข้าก็หักออกจากค่าแรง ทำงานไม่ถึงวันก็เอาไปแค่นี้พอ” จงหลินลุกขึ้นยืน เท้าสะเอวผลักตาเฒ่าหงายหลัง “จะมากไปแล้วนะ กว่าจะได้กินก็เลยยามอู่ทำงานไม่หยุด ตั้งแต่มาถึงนี่แค่ค่าเดินมาในวังหลวงไกลแสนไกลนี่ยังไม่คุ้มเลย จะให้เพิ่มหรือไม่ หากไม่ให้คราวหลังพวกเจ้าอย่ามาไหว้วานพวกเราอีก อีกอย่างข้ารู้นะว่าเจ้าได้เงินมามากกว่านั้นแต่แอบเก็บไว้เองอย่าให้พวกเรานำเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังนะ คิดว่าข้าไม่กล้าหรือไร” เสี่ยวเจิ้งดึงมือจงหลินให้ถอยห่าง ร่างสูงในอาภรณ์ขององครักษ์นามป้อคุน ที่ได้ยินเสียงเอะอะของจงหลิน ก้าวมายืนตรงหน้า ย่อกายลงล้วงหยิบถุงเงินจากอกเสื้อของตาเฒ่าออกมา ยื่นให้กับ เสี่ยวเจิ้งและจงหลิน “ท่านเอาเปรียบพวกนางมากไป หากเก็บไว้เสียครึ่งหนึ่งก็คงไม่น่าเกลียดเท่าให้พวกนางเพียงส่วนน้อย” เสี่ยวเจิ้ง นิ่งงันจงหลินรีบคว้าเอาถุงเงินหนักอึ้งมากำรวบไว้ในมือ “ขอบคุณใต้เท้า อย่างนี้ถึงจะคุ้มค่าเหนื่อย” จงหลินเอ่ยปากยิ้มๆ ดึงมือเสี่ยวเจิ้งให้ย่อกายลงตรงหน้าป้อคุน ป้อคุน ยิ้มอ่อนโยน “งานรื่นเริงผ่านไปด้วยดีทุกคนเหนื่อยเท่ากัน พวกเจ้าเองก็สำคัญไม่น้อยเงินเพียงน้อยนิดนี้จึงไม่ถือว่ามากไป” จงหลินยิ้ม เสี่ยวเจิ้งกลับก้มหน้าไม่กล้ามองใบหน้าหล่อเหลาของป้อคุนแม้แต่น้อย ป้อคุนจากไปแล้ว เสี่ยวเจิ้งดึงมือจงหลินแบกหลัวเปล่ากลับบ้าน จงหลินเทเงินในถุงออกมานับด้วยดวงตาเป็นประกาย “เงินมากมายขนาดนี้ข้าจะซื้อของที่อยากได้ให้หมดเลย เจ้าเล่าจะเอาเงินไปทำอะไร” ส่งภาษามือบอกว่าจะก้บไว้ให้ป้าจงแม่ของจงหลิน “ข้าเบื่อเจ้าจริง ได้ยินใต้เท้าหนุ่มผู้องอาจผู้นั้นพูดไหมเราสองคนทำงานเหนื่อยควรจะนำเงินไปซื้อของที่อยากได้” เสี่ยวเจิ้งยิ้มมุมปากส่งภาษามือให้กับจงหลิน “บ้า เสี่ยวเจิ้งเจ้านี่ ข้าไม่ได้ชอบเขาเสียหน่อยแต่เอาจริง เขาก็น่ามองที่สุดแต่ อย่างเขารึจะชายตามองคนอย่างพวกเรา เห็นฮ่องเต้เมื่อเช้าไหมเขามองพวกเราแค่เพียงเศษดิน” เสี่ยวเจิ้งพยักหน้ายิ้มๆ ส่งภาษามืออีกครั้ง “จริงของเจ้าพวกเขาก็แค่พวกที่หลงตัวเอง เอาแต่ทำท่าทีองอาจ แต่เวลานั่งปลดทุกข์ก็ต้องทำหน้าเหยเกเหมือนกันทุกคนฮ่าาาา” เสี่ยวเจิ้งส่งเสียงหัวเราะในรอบหลายวันพร้อมกับจงหลินที่พากันเดินลัดเลาะไปบนทางเท้าทอดยาวกลางป่า “ชิงกวานอ๋องยอมจำนนเสียเถิดไม่มีทางที่จะหนีรอด ยอมตายเสีย” ร่างสูงองอาจ ใช้กระบี่ในมือชันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบากรอยเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วลำตัว กัดฟันยกกระบี่ขึ้นในท่าเตรียมพร้อม ทั้งๆที่ยืนแทบไม่อยู่ มือสังหารผู้หนึ่งยืนจ้องหมายเอาชีวิต “ย้ากกกกกกกก” “ผลั๊กกกกก ตุ๊บ ตุ๊บๆๆๆ ผลั๊ก”
หินก้อนเล็กก้อนใหญ่ถูกปาเข้าใส่มือสังหารแม่นเหมือนจับวางหินหลายก้อนถูกปาเข้าที่ศรีษะใบหน้าและลำตัว “อย่า เสี่ยวเจิ้งหนีไปกันเถอะ” แต่เสี่ยวเจิ้งหาสนใจคำพูดของจงหลินไม่ มือสังหารชะงักมือยกมืออีกข้างขึ้นกุมศรีษะที่มีเลือดไหลอาบเพราะก้อนหินก้อนไม่เล็กนักจากฝีมือการปาหินของเสี่ยวเจิ้ง คราวนี้จงหลินจึงช่วยปาก้อนหินเข้าใส่มือสังหารจนหนีกระเจิดกระเจิง เสี่ยวเจิ้งวิ่งเข้าไปพยุงร่างสูงที่กำลังจะล้มลง ชิงกวานอ๋องปรายตามองเสี่ยวเจิ้งก่อนที่สติจะดับวูบลงไป “ท่านอา ชิงกวานอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง” อู๋อินเฉิงก้าวขายาวๆด้วยความเร่งรีบยังจวนชิงกวานอ๋อง ร่างสูงวัยกลางคนนอน บนแท่นนอน มีหมอหลวงกำลังตรวจดูอาการบาดเจ็บ นางกำนัลและองค์รักษ์ต่างรายล้อม “ฝ่าบาท” ขยับกายลงจากแท่นนอนแต่อู่อินเฉิงพยุงไว้เสียก่อน “ท่านอาไม่ต้องลำบากท่านกำลัง บาดเจ็บ” “ขอบพระทัยฝ่าบาท กวานชิงอ๋องบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยไม่ได้สาหัสอะไรคมกระบี่ไม่ถูกจุดสำคัญ” “ใครกันช่างทำเรื่องร้ายแรงเพียงนี้”น้ำเสียงขุ่นเคือง “การเดินมาเพื่องานราชพิธีบวงสรวงบรรพบุรษในครั้งนี้ ข้าชิงกวานอ๋องคิดไว้แล้วว่าต้องมีผู้ปองร้าย” “ท่านอาหลานสัญญาจะสืบสวนตามหาคนที่ …ลอบทำร้ายท่านอาให้จงได้” “ในครั้งนี้หากไม่ได้เสี่ยวเจิ้ง และจงหลินมาช่วยไว้ ข้าชิงกวานอ๋องคงกลายเป็นผี” “คงต้องปูนบำเน็จให้คนผู้นั้น” “ข้าชิงกวานอ๋องไร้ผู้สืบสกุลหามีบุตรชายคงจะต้องสู่ขอนางมาเป็นสะใภ้ ตอนนี้จึงทำได้เพียงนำนางมาเลี้ยงดูในตำแหน่งบุตรีบุญธรรม” อู๋อินเฉิงยิ้ม บางๆ “ดียิ่งแล้วท่านอาจะได้มีคนคอยดูแล แต่ทว่าคงต้องสืบหาชาติกำเนิดกันเสียหน่อยเกรงว่าจะเป็นคนที่ตั้งใจเข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์เพราะท่านอาเป็นถึงชิงกวานอ๋อง” ชิงกวานอ๋อง ยิ้ม “เด็กคนนี้ ในสายตาชิงกวานอ๋องคงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เพราะนางไม่ลังเลที่จะช่วยคนใกล้ตายเช่นข้า” "ท่านแม่ ต้องเรียกเสี่ยวเจิ้งว่าคุณหนูได้แล้วท่านอ๋องหายจากอาการบาดเจ็บ ท่านอ๋องจะจัดงานเปิดตัวบุตรีบุญธรรม" ป้าจงอ้าปากค้าง "เป็นวาสนาของเจ้าแล้ว สวรรค์คงเห็นใจเจ้าลำบากมาไม่น้อยดีแล้วต่อไปข้ากับหลินลี่จึงวางใจ" จงหลินพยักหน้ากุมมือเสี่ยวเจิ้งที่ส่ายหน้าไปมา ส่งภาษามือให้เข้าใจว่าหากทั้งจงหลินและป้าจงไม่อยู่ที่นี่ด้วยกัน เสี่ยงเจิ้งก็ไม่อยู่ จงหลิน จับให้เสี่ยวเจิ้งนั่งลงแปรงผมให้ช้าๆ “ดูนี่ ดูใบหน้างดงามของเจ้าก่อนเเสี่ยวเจิ้ง ทุกอย่างเป็นเพราะสวรรค์กำหนดไว้แล้ว ว่าเจ้าจะต้องเป็นบุตรีบุญธรรมของท่านอ๋อง” “พวกเจ้าก็อยู่ด้วยกันเสียที่นี่ คอยดูแลเสี่ยวเจิ้ง นางอาภัพพูดไม่ได้บางทีพวกเจ้าอาจเข้าใจที่นางพูดแล้วส่งต่อมายังข้า” องครักษ์ข้างกายหยวนกังเข็นรถเข็นที่ชิงกวานอ๋องนั่งบนนั้นเข้ามาในห้อง เสี่ยวเจิ้ง จงหลินและป้าจงต่างย่อกายลงตรงหน้าอย่างอ่อนช้อย “เสี่ยวเจิ้ง ข้าไม่ส่งสาวใช้ให้เจ้าเพราะกลัวว่าเจ้าจะอึดอัด ให้แม่นางจงแม่ลูกคอยดูแลเจ้า ข้าคิดว่าเจ้าก็คงต้องการเช่นนี้ พรุ่งนี้ให้ช่างตัดอาภรณ์ชุดใหม่ให้พวกเจ้าเข้ามาวัดตัวในจวนอ๋อง และให้ร้านเครื่องประดับนำเครื่องประดับมาเยอะหน่อยให้พวกเจ้าเลือก” “ขอบคุณท่านอ๋อง” จงหลินเอ่ยปากแทนคนทั้งหมด ที่ย่อกายลงพร้อมกันอีกครั้ง “เฮ้อ สมบัติมากมายของข้าเวลาใกล้จะตายไปก็กลับติดตัวไปไม่ได้ แม้มีสมบัติมากมายจะจ้างคนคุ้มกันก็ไม่มีใครมาทันเวลา มีเพียงเจ้าเสี่ยวเจิ้งที่มือเปล่าช่วยข้าไว้ยามยาก หากจะพูดไป ข้ากับเจ้าคงมีวาสนาเกื้อกูลกันมาก่อน” เสี่ยวเจิ้งยิ้มส่งสัญญาณมือแสดงความขอบคุณ “หยวนกังรับคำสั่ง ต่อไปคุณหนูให้เรียกคุณหนูเจิ้งเหม่ยอิง และเชื่อฟังคำสั่งคุณหนูเหมือนดังคำสั่งของข้า” "น้อมรับคำสั่งท่านอ๋อง” หยวนกังประสานมือ หันไปสบตากับเสี่ยวเจิ้งยิ้มๆ “อีกไม่มีกี่วันเมื่อข้าหายดีจึงจัดงานรับขวัญเจ้าดีไหม เพื่อประกาศออกไปทั่วเขตวังหลวงว่าชิงกวานอ๋องรับบุตรีบุญธรรม ที่งดงามเพียบพร้อม” เสี่ยวเจิ้งโบกมือห้ามว่าไม่ควรจัดงาน "ไม่ได้ ข้าชิงกวานอ๋องไร้ภรรยาและลูกได้เจ้าคอยเกื้อกูล เจ้าช่วยชีวิตข้าข้ามอบทุกอย่างให้เจ้าจึงสมควรแล้วต่อไปอย่าถือเป็นบุญคุณเพราะนี่คือข้าที่ต้องตอบแทนเจ้าที่ช่วยชีวิตข้า" จงหลินดึงเสี่ยงเจิ้งให้ย่อกายลงพร้อมกัน อู่อินเฉิงก้าวขายาวๆ ป้อคุนก้าวตามแทบไม่ทัน "ฝ่าบาท ช้าหน่อยพ่ะย่ะค่ะ" "ส่งคนตามสืบที่มาที่ไปของเสี่ยวเจิ้งคนนั้นให้เร็วที่สุด ก่อนที่ท่านอาจะยกย่องนางในตำแหน่งใดๆ " "ฝ่าบาท ท่านอ๋องไม่มีภรรยาและลูกรับนางเป็นลูกบุญธรรมก็เหมาะสมยิ่งแล้ว" "ท่านอาเป็นน้องคนเล็กของเสด็จพ่อ ยังหนุ่มแน่นอีกทั้งยังไม่มีภรรยาเป็นคนอ่อนโยนมีไมตรี แล้วยังรูปงามเป็นหนึ่งเจ้าคิดว่าหญิงยากไร้ที่เข้ามาเพื่อต้องการแค่เพียงที่พักพิงหรือไร" "แต่หากท่านอ๋องจะยกทรัพย์สมบัติให้นางก็ไม่แปลก เพราะนางช่วยชีวิตท่านอ๋องหรือหากท่านอ๋องจะยกย่องนางเป็นภรรยานั่นก็ยิ่งไม่แปลก เพราะท่านอ๋องเองยังหนุ่มแน่นเพิ่งจะสามสิบต้นๆ ฝ่าบาท จะทรงห้ามปรามท่านอ๋องได้หรือไร" อู่อินเฉิงหยุดเดินหันมามองป้อคุน "ข้าจะทำทุกวิถีทางไม่ให้ใครหลอกลวงท่านอา ข้าเชื่อว่าหญิงนางนี้ไม่ได้เข้ามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ" ป้อคุนถอนหายใจประสานมือจากไป อู่อินเฉิงก้าวเดินเข้าไปในตำหนักชิงหนิงกง หมิงเยว่นั่งเย็บถุงหอมสีชมพูสีที่อู่อินเฉิงโปรดปราน “หมิงเยว่ของข้า ช่างขยันเสียจริง ถุงหอมของข้าไม่เคยจะซ้ำกันในแต่ละวัน” “หมิงเยว่เพียงได้ทำสิ่งเล็กน้อยให้กับฝ่าบาท”