1 เด็กหญิงชเนตตีหรือน้องเนยวัยสิบสองปีเดินถือสมุดพกหรือสมุดประเมินผลการเรียนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เธอตั้งใจว่าจะนำผลการเรียนไปอวดบิดาที่อาศัยอยู่บ้านอีกหลังหนึ่งกับภรรยาน้อยและลูกสาวอีกสองคน เธอเดินเรื่อยมาจนถึงบ้านหลังดังกล่าวที่มีความใหญ่โตไม่แพ้กับบ้านที่ชเนตตีและมารดาอาศัยอยู่ แต่จะต่างกันตรงที่ว่า บ้านหลังนี้มีความรักและความอบอุ่นเนื่องจากอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ต่างกับบ้านที่เธออาศัยอยู่ลิบลับเพราะบ้านหลังนั้นมีเพียงเธอกับสุภัทราผู้เป็นแม่เพียงสองคน บ้านหลังใหญ่ที่มีห้องหับถึงแปดห้อง กว้างเกินไปในความรู้สึกของเธอ “อ้าว คุณหนูเนย มาหาคุณผู้ชายเหรอคะ” ป้าอุไรแม่บ้านวัยสี่สิบเจ็ดปีของบ้านกิตติธรรมเอ่ยทัก ชเนตตีที่กำลังจะเดินเข้าไปในตัวบ้าน “ค่ะป้าอุไร เนยจะมาอวดคุณพ่อค่ะ เนยสอบได้ที่หนึ่งค่ะป้า” ชเนตตีได้ทีอวดอุไรที่ยิ้มกว้าง ยินดีกับผลการเรียนของอีกฝ่าย “เก่งจังเลยค่ะ คุณสินต้องดีใจและภูมิใจในตัวคุณหนูเนยแน่ๆ เข้าไปบอกคุณสินเลยค่ะ คุณสินอยู่ในห้องรับแขกค่ะ” แม้ว่าปากของอุไรจะพูดว่า สิโรจน์จะดีใจและภูมิใจกับผลการเรียนของลูกสาวคนโต แต่ในใจของนางรู้ดีว่า มันไม่เป็นเช่นนั้น “เนยไปหาคุณพ่อก่อนนะคะ” ชเนตตีเองก็หวังว่าบิดาจะภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้ และจะมอบรางวัลให้ตนตามคำมั่นสัญญา ด้วยความดีใจเธอจึงรีบวิ่งไปยังห้องรับแขกทันที “คุณพ่อขา คุณพ่อ” เสียงของชเนตตีดังมาก่อนตัว ทำให้คนถูกเรียกละสายตาจากหนังสือพิมพ์ เหลือบตามองเจ้าของเสียงที่วิ่งเข้ามาหาตนเพียงนิด ก่อนจะสนใจหนังสือพิมพ์ที่ตนอ่านต่อไป “คุณพ่อคะ เนยสอบได้ที่หนึ่งค่ะ” พอมาทรุดกายลงนั่งข้างร่างบิดา ชเนตตีก็รีบบอกพร้อมกับยื่นสมุดพกให้สิโรจน์ที่ปรายตามองสมุดเล่มนั้นแล้วตวัดดวงตามองลูกสาวคนโต แต่ไม่คิดจะหยิบสมุดมาเปิดดูความสำเร็จของลูก แม้แต่จะยิ้มหรือแสดงออกให้เห็นว่าเขาภูมิใจและดีใจ เรียบเฉยราวกับว่าไม่ได้ยินดียินร้ายกับเรื่องที่ได้รับรู้ “อืม เก่งดี” จะมีเพียงคำพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น พูดจบก็หลุบตาอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป ชเนตตีหน้าสลดลงทันตา หัวใจของเธอห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้ว่าจะชินกับความห่างเหินของบิดาที่มีต่อตน แต่พอได้เห็นและสัมผัสครั้งใด ความรู้สึกดังกล่าวก็กระจายเต็มหัวใจดวงเล็กๆ ทุกครั้ง “คุณพ่อสัญญากับเนยว่า ถ้าเนยสอบได้ที่หนึ่ง คุณพ่อจะให้รางวัลเนยค่ะ” ชเนตตีทวงสัญญา คนถูกทวงอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อรู้ว่าตนเองสัญญาไว้กับลูกสาวคนโต “แล้วอยากได้อะไรล่ะ” สิโรจน์ถามอย่างเสียมิได้ “เนยอยากได้…” ยังไม่ทันที่ชเนตตีจะบอกสิ่งที่ตัวเองอยากได้ เสียงของชนกนันท์ก็ดังขึ้น พร้อมกับเจ้าของเสียงที่วิ่งเข้ามา “คุณพ่อคะ คุณพ่อ” ชนกนันท์วิ่งเข้ามากอดร่างของบิดาที่รีบพับหนังสือพิมพ์ในมือตั้งแต่ได้ยินเสียงของลูกสาวคนรอง แล้วอ้าแขนรับร่างของคนเรียก “คุณพ่อขา นกสอบได้ที่สิบเอ็ดค่ะ นกเก่งไหมคะคุณพ่อ” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผลการเรียนของชเนตตีกับชนกนันท์ออกพร้อมกัน เป็นเพราะทั้งคู่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ชั้นเดียวกันแต่ต่างห้อง และวันนี้ก็เป็นวันที่ทางโรงเรียนประกาศผลการเรียนกับนักเรียนทุกคน “ลูกสาวพ่อเก่งจังเลยครับ เก่งที่สุดเลย” สิโรจน์ไม่เพียงแค่พูด ใบหน้าของเขายังเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม หอมแก้มของลูกสาวคนรองทั้งซ้ายและขวา ก่อนจะรั้งมากอดไว้แนบอก การกระทำของเขาต่างกับที่รู้ว่าชเนตตีสอบได้ที่หนึ่ง ต่างกันลิบลับก็ว่าได้ ทั้งที่ผลการเรียนของบุตรสาวคนโตดีกว่าชนิดเทียบไม่ติด “คุณพ่อจะให้อะไรนกเป็นรางวัลคะ” ชนกนันท์ถามบิดา “แล้วนกอยากได้อะไรล่ะลูก บอกพ่อมาสิ พ่อจะรีบไปซื้อให้” เขาเอ่ยถามทันควัน “นกอยากได้ตุ๊กตาบลายธ์ตัวใหม่ค่ะ” เธอตอบของที่อยากได้ “เอาแค่ตัวเดียวเหรอลูก พ่อซื้อให้สองตัวเลยนะ ให้รางวัลคนเก่งของพ่อ” ผู้เป็นพ่อใจดีเพิ่มให้อีกหนึ่งตัว คนที่กำลังได้ตุ๊กตาตัวใหม่ดีใจยกใหญ่ หอมแก้มบิดาหลายครั้ง “คุณพ่อน่ารักที่สุดในโลกเลยค่ะ นกรักคุณพ่อค่ะ” ผู้พูดกอดร่างของบิดา ใบหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกถึงความสุข จนทำให้ลูกที่ถูกลืมรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแกมอิจฉาน้อง รวมทั้งเสียใจอยู่ครามครันกับความเฉยเมยของบิดาที่มีต่อตน “มาอ้อนอะไรคุณพ่อล่ะลูก” หทัยชนกภรรยาน้อยของสิโรจน์และเป็นแม่ของชนกนันท์พูดขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องรับแขก สายตาของนางมองแต่สองพ่อลูก ไม่ได้ชายตาแลมองลูกของเมียหลวงเลยแม้แต่น้อย “นกมาอวดคุณพ่อค่ะว่า นกสอบได้ที่สิบเอ็ดแล้วคุณพ่อก็จะซื้อน้องบลายธ์ให้นกสองตัวค่ะ” คนเป็นลูกตอบด้วยรอยยิ้ม “ที่ห้องของนกก็มีตั้งหลายตัวแล้วนะลูก จะเอามาทำไมเยอะแยะคะ แม่ว่าเปลี่ยนเป็นซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ดีไหมลูก” คนเป็นแม่เห็นว่า ตุ๊กตาบลายธ์ที่ลูกสาวมีอยู่นั้นมีร่วมยี่สิบตัว เธอจึงคิดว่า หาซื้ออย่างอื่นบ้างจะเหมาะกว่า “อย่าไปห้ามลูกเลยปิ่น นกเป็นผู้หญิงก็ต้องชอบตุ๊กตาไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าซื้อหุ่นยนต์สิถึงต้องห้าม” สิโรจน์รักและตามใจลูกสาวทั้งสองคนที่เกิดกับหทัยชนกมาก เขาจึงค้านความคิดของภรรยา “คุณพี่ก็ตามใจลูกแบบนี้ระวังเถอะจะเคยตัว” หทัยชนกพูดเสียงติดงอน สิโรจน์จึงรั้งตัวภรรยามานั่งข้างๆ โดยดันร่างของชเนตตีให้ออกห่างร่างของตน เพื่อให้มีพื้นที่ว่างมากพอให้ภรรยาน้อยนั่ง ก่อนจะใช้ลำแขนโอบกอดและหอมนางอย่างเอาใจ ชเนตตีที่รู้สึกตัวว่าตนเองเป็นส่วนเกิน หน้าเศร้าหมอง น้ำตาเอ่อคลอ หัวใจดวงน้อยสั่นไหว ความเสียใจน้อยใจอาบไปทั่วและลามลึกทุกอณูความรู้สึก มองร่างของหทัยชนกและชนกนันท์ที่อยู่ในอ้อมแขนของสิโรจน์ด้วยความเสียใจ เด็กหญิงชเนตตีอยากไปอยู่ตรงนั้น อยู่ในอ้อมแขนของสิโรจน์ ต้องการให้ผู้เป็นพ่อกอดและหอม อยากรู้เหลือเกินว่า อ้อมแขนของสิโรจน์จะอบอุ่นสักเพียงใด เธอปรารถนาจะซึมซับความรู้สึกนั้นมานานตั้งแต่จำความได้ แต่ไม่เลย ไม่เคยได้สัมผัส วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของเด็กหญิงที่จะได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่ต้องการสัมผัส ทว่ามันคงไม่ได้เป็นไปตามที่คาดคิด
2 ผลที่ออกมามันเลวร้ายมากกว่าที่คิดไว้ คำสัญญาที่สิโรจน์ให้ไว้กับชเนตตีเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นเธอเรียนอยู่ประถมศึกษาปีที่สาม ชเนตตีเดินมาหาบิดาที่บ้านเพื่อนำสมุดพกมาให้อีกฝ่ายดู แต่พอเธอเดินมาถึงก็ได้ยินว่า ชนกนันท์สอบได้ที่สามของห้อง สิโรจน์ดีใจกอดและหอมน้องสาวของเธอหลายฟอด และบอกว่าจะให้รางวัลที่อยากได้ คำพูดนั้นเองจุดประกายความคิดของเด็กหญิง ชเนตตีจึงเดินเข้าไปหาบิดาแล้วต่อรองกับสิโรจน์ว่า หากตนสอบได้ที่หนึ่งสิโรจน์ต้องให้รางวัลที่เธอต้องการ ความเป็นพ่อทำให้เขารับปากไปส่งๆ และรู้ดีว่าชเนตตีคงทำไม่ได้ เนื่องจากลูกสาวคนนี้เรียนไม่เก่ง สู้ลูกที่เกิดจากภรรยาน้อยของเขาไม่ได้ เธอตั้งใจเรียนตั้งแต่นั้นมา ท่องหนังสือและทบทวนบทเรียนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ปีแรกเธอสอบได้ที่สิบห้า ปีที่สองเธอสอบได้ที่เจ็ดและปีที่สามเธอก็ทำได้สำเร็จ คว้าที่หนึ่งของห้องมาอยู่ในมือ แล้วพอรู้ว่าตนเองสอบได้ที่เท่าไหร่ ชเนตตีก็รีบมาหาสิโรจน์เป็นคนแรกเมื่อถึงบ้าน มาขอรางวัลจากบิดา “เนยอยากให้คุณพ่อกอดและหอมเนยค่ะ อยากให้คุณพ่อภูมิใจในตัวเนย” นี่คือรางวัลที่ชเนตตีอยากจะได้ ลูกที่ไม่มีใครเหลียวแลลุกขึ้นยืน เพื่อหนีภาพบาดความรู้สึกที่นับวันจะยิ่งโถมทับเป็นหินปูน เกาะกินในจิตใจและความรู้สึกของเธอ ก่อนจะเดินออกจากห้องรับแขกอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครสนใจ ไม่คิดแม้แต่จะมองร่างเล็กๆ ของเธอด้วยซ้ำไป ชเนตตีเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่มีตัวตนสำหรับทุกคนในบ้านหลังนี้ เธอกอดสมุดพกไว้แนบอก เดินร้องไห้กลับไปยังบ้านที่เต็มไปด้วยความว้าเหว่และเงียบเหงา คงไม่มีใครชื่นชม ดีใจและภูมิใจกับความสำเร็จของเธอในวันนี้ แล้วยังหวั่นๆ ว่าสุภัทรามารดาสุดที่รักจะชื่นชมกับผลการเรียนของตนในครั้งนี้หรือไม่ สามทุ่มเศษวันเดียวกัน เสียงรถยนต์ที่แล่นมาจอดหน้าบ้าน ทำให้ชเนตตีที่เอนตัวนอนอยู่บนโซฟารีบดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสมุดพกที่วางอยูบนโต๊ะเข้าชุดกับโซฟามากอดไว้ “แม่คะ แม่” ชเนตตีลุกขึ้นยืนแล้วเดินแกมวิ่งไปหาสุภัทราที่เดินหน้าบูดบึ้งเข้ามาในบ้าน “แหกปากเรียกอะไรกันนักหนา อยู่กันแค่นี้” สุภัทราแหวใส่ลูกสาวที่หน้าเจื่อนลงทันที “แล้วนี่ทำไมยังไม่นอนพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนไม่ใช่เหรอ” “เนยรอแม่ค่ะ” เด็กหญิงตอบผู้ให้กำเนิด “รอทำไม ดึกดื่นแล้วไม่รู้จักนอน” สุภัทรากระชากเสียงถาม ก่อนจะเดินไปนั่งบนโซฟา “มีอะไรล่ะ” “เนยสอบได้ที่หนึ่งค่ะแม่ เนยเลยเอามาอวดแม่ค่ะ” ชเนตตียื่นสมุดพกส่งให้มารดาที่ปรายตามองสมุดเล่มนั้นอย่างชั่งใจและใช้ความคิด “เก่งมากเลยลูก เนยของแม่เก่งที่สุด” อันที่จริงแล้ว สุภัทราไม่ได้ชื่นชมหรือดีใจกับความสำเร็จของลูกสาวในครั้งนี้สักเท่าไหร่ แต่ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะนางจะต้องยืมมือลูกสาวทำบางอย่าง “เนยไม่ทำให้แม่ผิดหวังเลยนะลูก” สุภัทรารั้งร่างลูกสาวมากอดและหอมแก้มทั้งสองข้างประหนึ่งว่าภูมิใจในตัวชเนตตีนักหนา ทั้งที่ในใจไม่ได้ยินดียินร้ายเลยแม้สักนิดเดียว “แม่จะให้รางวัลอะไรเนยคะ” เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่สุภัทรากอดและหอมเธอ ใบหน้าของเด็กหญิงจึงเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มและความสุข แต่ถ้าหากเธอมองเห็นสีหน้าของมารดาเวลานี้ บางทีความสุขของชเนตตีอาจจะหายไปในพริบตาก็เป็นได้ “แล้วเนยอยากได้อะไรล่ะลูก บอกแม่มาเลย แม่จะจัดการให้” จะว่าไป ฐานะทางบ้านของสุภัทราก็ไม่ธรรมดา มีความร่ำรวยมิใช่น้อย ทั้งจากสมบัติเก่าของตระกูลแล้วยังจะธุรกิจของครอบครัวที่เจริญรุ่งเรือง ชเนตตีอยากได้อะไร ขอเพียงแค่เอ่ยปากบอกมารดา ของที่ต้องการก็จะมากองอยู่ตรงหน้า ทว่ามีเพียงอย่างเดียวที่เงินไม่สามารถซื้อได้ สิ่งนั้นคือ ความสุขและครอบครัวที่อบอุ่น ที่เธอโหยหามาตั้งแต่เกิด แต่ก็รู้ว่ายากนักที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการ “เนยอยากให้แม่รักเนย กอดเนยและหอมเนยทุกวันค่ะ” ชเนตตีจึงขอในสิ่งที่เป็นไปได้ หากจะถามว่าใจจริงแล้วต้องการอะไร สิ่งที่เธอต้องการคือ การได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ทานข้าวด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกันเหมือนกับที่สิโรจน์ทำต่ออีกครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวที่เขาหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ด้วยหลังจากที่เธออายุได้หนึ่งขวบ ไปๆ มาๆ อยู่ร่วมสองปี จากนั้นก็ย้ายไปอยู่บ้านหลังนั้นเป็นการถาวร จะมาบ้านหลังนี้บ้างหากนับได้ก็ปีละไม่เกินสามหน “ได้สิลูก แม่ทำให้เนยลูกรักของแม่ได้เสมอ” พูดจบ สุภัทราก็หอมแก้มของลูกสาวทั้งซ้ายและขวา ข้างละหลายครั้งติดต่อกัน ก่อนจะสวมกอดร่างเล็กราวกับว่ารักปานดวงใจ ทำตามที่ชเนตตีต้องการ คนถูกกอดและหอมกอดร่างสุภัทราแน่น แนบใบหน้ากับอกอบอุ่นของผู้เป็นแม่ ซึมซับไออุ่นที่หาโอกาสอย่างนี้ไม่ได้ง่ายๆ แม้ว่าจะอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ไว้ให้มากที่สุดแล้ววาดหวังว่า เธอจะได้กระทำเช่นนี้กับมารดาทุกวัน และนั่นก็ทำให้เธอนึกถึงบิดาขึ้นมาทันใด เธอได้กอดมารดาแล้วก็อยากจะได้กอดได้หอมสิโรจน์บ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่ มันดูเหมือนว่า ความฝันของตนช่างห่างไกลมือน้อยๆ เหลือเกิน ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง
3 สองวันต่อมา สุภัทราหมุนตัวดูตัวเองหน้ากระจกเงาบานใหญ่ นางยิ้มกับภาพสะท้อนในกระจกที่วันนี้จะสวยเป็นพิเศษ จะไม่ให้สวยได้อย่างไรในเมื่อชุดที่สวมใส่ส่งตรงมาจากห้องเสื้อชื่อดังในประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นชุดคอลเลกชันใหม่ของร้าน รับรองว่าวันนี้นางจะต้องสวยเด่นกว่าหทัยชนกภรรยาน้อยของสามีแน่นอน หลังจากที่ภูมิใจกับความสวยของตัวเองจนพอใจ นางก็เดินออกไปจากห้อง “ไปกันได้แล้วเดี๋ยวจะไม่ทัน” สุภัทราเอ่ยบอกชเนตตีเมื่อเดินมาถึงห้องรับแขก “ชุดแม่สวยจังเลยค่ะ” ลูกสาวกล่าวชม แต่คนถูกชมไม่ทันคิดว่า ชเนตตีชมว่าชุดสวยไม่ได้บอกว่านางสวย สุภัทราจึงยิ้มแก้มปริ “มันแน่นอนอยู่แล้ว ชุดนี้แม่สั่งซื้อมาจากฝรั่งเศสเชียวนะ คอลเลกชันใหม่ล่าสุดด้วย” คนเป็นแม่ได้ทีโอ้อวดให้ชเนตตีฟัง “ไปกันเถอะ แม่จะได้ไปอวดชุดสวยที่บ้านโน้น” สองแม่ลูกจึงพากันเดินออกจากบ้าน เดินไปตามทางเดินที่ทอดตัวสู่บ้านอีกหลังหนึ่งที่อยู่ในอาณาเขตเดียวกัน ไม่ใช่เพียงแค่สุภัทรากับชเนตตีที่กำลังจะไปที่บ้านหลังดังกล่าว ครอบครัวจักรบดินทร์ก็พากันเดินไปยังบ้านหลังนั้นด้วย รวมทั้งแขกอีกหลายคนที่ถูกเชิญ ในวันนี้ของทุกปีบ้านของสิโรจน์จะทำบุญบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล และเป็นการทำบุญคล้ายวันเกิดไปในตัว ส่วนตอนเย็นก็จะมีงานเลี้ยงเล็กๆ ในครอบครัวและคนสนิท แน่นอนที่ว่าจะไม่มีสุภัทราและชเนตตีรวมอยู่ด้วย “ตายแล้ว มากันอีกแล้วเดี๋ยวก็ได้โดนไล่ตะเพิดหรอก” ป้าอุไรเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสองแม่ลูกกำลังเดินมาทางบ้านของสิโรจน์ที่อาศัยอยู่กับภรรยาน้อย “ไม่ตงไม่ตายหรอก ก็แค่หน้าแหกหมอไม่รับเย็บหรือไม่ก็หอบความเจ็บช้ำ โกรธแค้นกลับไป” ป้าเนียน แม่บ้านวัยใกล้เคียงกันพูดสวนทันที “คุณรุ่งนี่ก็แปลกนะ รู้ทั้งรู้ว่ามาที่นี่แล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังจะมา ไม่สงสารตัวเองไม่ว่าแต่ก็น่าจะสงสารลูกบ้าง” “เอาเถอะวะ เวรใครเวรมัน กรรมใครๆ ก็รับไป เอ็งกับข้าเป็นแค่คนใช้อย่าไปยุ่งกับเจ้านายเลย ปวดกบาลเปล่าๆ ไปเถอะ ไปทำงานต่อ” อุไรกับเนียนจึงพากันเดินไปด้านหลังของบ้าน โดยมีสายตาของป้าอุไรเหลียวมองดูร่างเล็กของ ชเนตตีด้วยความสงสารจับใจ สุภัทราเดินเชิดเข้าไปในบ้านที่เล็กกว่าบ้านของนางไม่มากนัก แต่จะมีความต่างกันคือ นางไม่มีสามีอยู่ร่วมบ้านด้วยแต่บ้านหลังนี้มี พอบุคคลในบ้านเห็นสองแม่ลูกเดินเข้ามาด้านใน สิโรจน์ที่เป็นเจ้าของงานก็ลุกขึ้นเดินไปหาทันที ตามด้วยหทัยชนกที่ลุกขึ้นเดินตามสามี “คุณรุ่ง คุณมาทำไม” เสียงของสิโรจน์เอ่ยถาม สีหน้าและน้ำเสียงไม่พอใจนักที่เห็นสุภัทรามายืนอยู่ในบ้านของตน “ก็มางานทำบุญบ้านคุณพี่ยังไงล่ะคะ” สุภัทราตอบพร้อมรอยยิ้ม “แต่ผมไม่ได้เชิญคุณ” สิโรจน์สวนทันควัน สุภัทราหน้าเจื่อนทันทีแต่ก็ยังฝืนยิ้ม “ก็ไม่เห็นต้องเชิญเลยนี่คะ รุ่งเป็นเมียคุณพี่ จะมาร่วมงานก็ไม่เห็นแปลก” สุภัทราหาข้อโต้แย้งที่ทำให้สิโรจน์สะอึกเพราะมันเป็นเรื่องจริง สุภัทราเป็นภรรยาของเขาและเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย “คุณรุ่งพาเนยกลับบ้านคุณไปดีกว่า บ้านนี้ไม่ต้อนรับคุณ อย่าให้วันดีๆ ของคุณพี่ต้องกลายเป็นวันแสนเซ็งเลยนะ” หทัยชนกพูดเสียงเรียบแต่เจ็บไปถึงใจสุภัทรา แถมสายตาของผู้พูดก็มีแววเยาะเย้ย “บ้านนี้ไม่ต้อนรับเมียหลวง แต่ต้อนรับเมียน้อยอย่างเธอใช่ไหม” สุภัทราตอกกลับ “เธอนี่หน้าไร้ยางอายจริงๆ แย่งผัวของฉันไม่พอยังจะมาไล่ฉันออกจากบ้านอีก ฉันต่างหากล่ะที่จะต้องเป็นฝ่ายไล่เมียน้อยอย่างเธอออกไปจากบ้านหลังนี้ แต่เธอคงไม่ไปหรอกฉันรู้ เพราะหน้าเธอมันโปกด้วยปูน หน้าหนา หน้าทนถึงได้หน้าด้านเป็นเมียน้อยฉันไงล่ะ คนดีๆ ไม่ทำกันหรอก” สุภัทราได้ทีด่าว่าหทัยชนกชุดใหญ่ คนถูกต่อว่าหน้าตาตกใจและดวงตามีน้ำเอ่อคลอ คำพูดของภรรยาหลวงของสามีกระแทกใจเธออย่างจัง มันทำให้ร่างของหทัยชนกชาวาบ โดยเฉพาะใบหน้าที่ชามากเป็นพิเศษ “หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะคุณรุ่ง” สิโรจน์เสียงเขียวใส่ “อย่ามาว่าเมียของผมแบบนี้นะ แล้วก็ออกไปจากบ้านหลังนี้ได้แล้ว ผมไม่ต้อนรับคุณ” สิโรจน์ไม่ได้พูดปกป้องหทัยชนกเพียงอย่างเดียว เขายังโอบบ่าของภรรยาน้อยอีกด้วย ภาพนั้นทำให้ความเสียใจพุ่งพรวดในใจของสุภัทรา เธอรู้สึกอิจฉาริษยาหทัยชนกที่ได้ครอบครองทั้งร่างกายและหัวใจของสิโรจน์ ไม่เหมือนเธอที่ได้ครอบครองเพียงแค่ทะเบียนสมรสเท่านั้น “ถ้าแม่นี่เป็นเมียคุณพี่แล้วรุ่งล่ะ รุ่งเป็นอะไร รุ่งก็เป็นเมียของคุณพี่เหมือนกัน แถมยังเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย ใครกันแน่ที่มีสิทธิ์ยืนอยู่ข้างคุณพี่ แล้วใครสมควรจะออกไปจากบ้านหลังนี้” สุภัทราพูดเสียงสั่น เธอพยายามเก็บกักน้ำตาที่กำลังรินไหลเต็มที่ ไม่ต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแอของตนแม้ว่ามันจะมีมากก็ตาม สิโรจน์พยายามเก็บความไม่พอใจเต็มที่ เขาไม่ต้องการให้งานบุญวันนี้กลายเป็นงานบาปทำร้ายคนที่ตนเกลียดชัง เขาจึงควบคุมแรงอารมณ์ของตัวเองไว้สุดกำลัง “กลับบ้านคุณไปคุณรุ่ง ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน” “ไม่กลับ รุ่งมีสิทธิ์ยืนอยู่ในบ้านหลังนี้ มันต่างหากที่ไม่มีสิทธิ์ เป็นคนที่คุณพี่ควรจะไล่มากกว่า” สุภัทราเสียงแข็งใส่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน หทัยชนกรู้สึกเหมือนกับว่าโลกหมุน ร่างสวยเซไปเซมา สิโรจน์ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดรีบเข้าไปประคองอย่างเป็นห่วง นำพาความหมั่นไส้มาให้สุภัทราไม่น้อย “ปิ่น เป็นยังไงบ้าง” เสียงอาทรของสิโรจน์เอ่ยถามภรรยาน้อย “ปิ่นรู้สึกเวียนหัวค่ะคุณพี่ สงสัยจะเป็นลมค่ะ” “หมั่นไส้ ทำเป็นอ้อนผัว” สุภัทราพูดพร้อมทำหน้าเบ้ใส่ และภาพนั้นทำให้ต่อมอิจฉาของเธอเพิ่มพูนและทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ การกระทำของสุภัทราอาจจะมาจากการเก็บกดที่อยู่ในใจของเธอเนิ่นนาน “ว้าย!” เสียงอุทานตกใจของวิมล เพื่อนบ้านผู้ร่ำรวยที่ถูกเชิญมางานทำบุญในวันนี้ดังขึ้น เมื่อสุภัทราตรงเข้ามากระชากเส้นผมของหทัยชนก ก่อนจะฟาดมือลงบนใบหน้าของภรรยาน้อยอย่างแรง และไม่เพียงแค่วิมลจะตกใจ ทุกคนที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ก็ตกใจตามไปด้วย โดยเฉพาะชเนตตีที่ยืนตัวแข็งทื่อ มองดูการกระทำของมารดาด้วยความตกใจ “แก นังผู้หญิงสารเลว แย่งผัวของคนอื่น มันก็ต้องเจออย่างนี้ เพี้ยะ” สุภัทราด่าทอ และฟาดมือลงบนแก้มของหทัยชนกที่ไม่คิดจะต่อสู้