ปัง... เสียงปืนที่ดังก้องกัมปนาทสะท้านสะเทือนนั้น ทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ในบ้านต่างหันมามองหน้ากันโดยอัตโนมัติ “นั่นเสียงอะไร” สายตาทุกคู่จ้องมองขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน ก่อนจะวิ่งกรูขึ้นไปบนนั้นเหมือนนัดหมาย เสียงกรีดร้องและการร่ำไห้โหยหวนดังขึ้น เกตุวดีเข่าทรุดลงไปกับพื้นแข้งขาไม่มีเรี่ยวแรง จ้องมองภาพตรงหน้าแบบไม่เชื่อสายตา “คุณพี่ ทำไมทำแบบนี้ โฮ...” แล้วเธอก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดังแบบไม่อายใคร ๆ วี๊ด... บึ้ม... มือถือของกัมปนาทดังสนั่น เคร้ง... ช้อนในมือของคุณแจ่มจันทร์ร่วงลงไปกระทบกับจานแบบไม่ได้ตั้งใจ นางตกใจมากกับเสียงมือถือของลูกชาย “ทำไมต๊ะใช้เสียงโทรศัพท์แบบนี้” คุณแม่แว้ดขึ้น กัมปนาทหัวเราะพร้อมยกหน้าขึ้นมายิ้มให้กับแม่ “เปลี่ยนเสียงซะใหม่เถอะ ทำไมใช้เสียงแบบนี้นะ แล้วก็เปิดซะดังเชียว แม่ตกอกตกใจหมด” นางมองค้อน “แม่ครับ เวลาทำงานเพลิน ๆ ในไร่ในสวน อยู่ในรีสอร์ตเนี่ย มันไม่ได้ยินเสียงเลยนะครับ บางทีก็ไม่ได้รับสายสำคัญ ๆ ไปเลย” พูดกลั้วเสียงหัวเราะ แต่เมื่อเห็นเป็นเบอร์ของบ้านของพ่อก็ชะงัก หันไปมองสบตากับแม่อย่างเกรงอกเกรงใจ “พ่อแกโทร. มาละสิ ทำไมไม่รับล่ะ” แม่ว่าให้ กัมปนาทรีบกดรับสาย “สวัสดีครับ” “โฮ...” เสียงร้องไห้ดังลอดเข้ามา ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง “ใครเป็นอะไร” เขาถามกลับไปในทันที “คุณต๊ะคะ คุณพ่อเสียแล้วค่ะ ท่านสิ้นแล้วค่ะ” เสียงของป้าสมัยดังขึ้น “หา! อะไรนะ ใครเสีย คุณพ่อเหรอ ท่านเป็นอะไร” น้ำเสียงร้อนรน หัวใจบีบแรง คุณแจ่มจันทร์แขนขาพลอยอ่อนแรงทำช้อนร่วงลงไปในจานไปด้วย รีบขยับตัวเข้ามาหากัมปนาท มองหน้าลูกชายแบบอยากรู้และตั้งใจฟัง “คุณท่านยิงตัวตายค่ะ ท่านยิงตัวตายค่ะ ฮือ...” ป้าสมัยร้องไห้เสียงดังจนไม่ต้องเอาหูแนบ สองแม่ลูกมองหน้ากันทันที “อะไรกัน มันเกิดอะไรขึ้น ไม่จริงใช่ไหม ป้าครับอย่ามาล้อผมเล่นนะครับ” เขาตกใจมือสั่น หน้าซีดไปหมดแล้ว นึกไปถึงใบหน้าของคุณพ่อที่เจอกันครั้งล่าสุดเมื่อสองเดือนก่อน ใบหน้าของท่านดูซีดเซียวและดูร่างกายซูบผอมลง เป็นอาการของคนเครียดและคิดมาก แต่ท่านก็ไม่ยอมเล่าอะไรให้เขาฟังเลย ในสายมีเสียงไซเรน และเสียงดังของชายฉกรรจ์ดังลั่นเลื่อนไปหมด “ป้าครับ ผมจะรีบไป อย่าให้ใครทำอะไร หรือเคลื่อนย้ายร่างของคุณพ่อนะครับ จนกว่าผมจะไปถึง” เขารีบวางสาย “ใครเป็นอะไรต๊ะ เกิดอะไรขึ้น บอกแม่มาซิ” คุณแจ่มจันทร์ถามด้วยความร้อนใจ ทั้งรู้สึกใจหายแวบ ๆ ยกมือขึ้นจับแขนลูกชายเขย่าเบา ๆ “แม่ครับ คุณพ่อฆ่าตัวตาย ป้าสมัยบอกว่าคุณพ่อตายแล้ว” “คุณพระ” คุณแจ่มจันทร์ยกมือขึ้นทาบอก ส่ายสั่นหน้าแบบไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินคือเรื่องจริง ทรุดหลังลงไปกับพนักพิง “ไม่จริง... ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ คุณพ่อจะทำแบบนั้นทำไม” นางพร่ำพรรณนา “ผมจะไปดูให้เห็นกับตาครับ คุณแม่รอฟังข่าวอยู่ที่นี่นะครับ” กัมปนาทจับมือของแม่เอาไว้แน่น ถึงแม้พ่อกับแม่จะแยกทางกันแล้ว แต่สุดท้ายจะโกรธเกลียดกันแค่ไหน แต่ก็เป็นคนเคยรักกัน คุณแจ่มจันทร์ร้องไห้น้ำตาไหลรินออกมาช้า ๆ นึกไปถึงความดีต่าง ๆ ของอดีตสามีที่เคยทำร่วมกันมาก็ร้องไห้หนัก “ผมจะไปหาพ่อนะครับแม่” “จ้ะลูก ได้ความยังไง ส่งข่าวมานะต๊ะนะ โธ่... ไม่น่าเลย ทำไมคุณทำแบบนี้” ท่านพูดได้แค่นั้น ส่วนกัมปนาท หัวใจโบยบินไปถึงบ้านของคุณพ่อแล้ว จากสระบุรีไปที่บ้านเมืองนนท์ฯ ของคุณพ่อก็ใช้เวลาพอสมควร เมื่อไปถึง ภาพความโกลาหลต่าง ๆ ก็ยังปรากฏ กฤตนันท์น้องชายต่างมารดาของกัมปนาทนั่งกอดประคองคุณเกตุวดีผู้เป็นแม่ที่ร้องไห้เป็นลมพับไปหลายรอบแล้วอยู่ในอ้อมแขนน้อย ๆ ของเขา “พี่ต๊ะ” เขาโผเข้าหาพี่ชายแล้วกอดทันที กัมปนาทกระชับอ้อมแขนมองไปรอบ ๆ ก่อนจะสบตากับคุณเกตุวดีที่ตอนนี้ร้องไห้โฮหนักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นใบหน้าของกัมปนาท “คุณน้า...” “ต๊ะ ไม่มีแล้ว คุณพ่อไม่มีแล้ว ฮือ...” กัมปนาทรีบผละออกจากตัวน้องชาย วิ่งขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านในทันที ภาพที่เห็นตรงหน้า ร่างของคุณกำพลมีเลือดไหลอาบไปทั้งใบหน้าที่เอียงคอตก มันสมองกระจายเปรอะไปตามเนื้อโซฟาที่เขานั่ง สองแขนแนบทิ้งไปกับลำตัว นัยน์ตายังเบิกกว้าง ชายหนุ่มถลาเข้าไปหาพ่อทันที ตำรวจรีบกันตัวเขาเอาไว้ เพราะกำลังทำงานกันอยู่ เขาเข่าทรุดลงไปนั่งกับพื้นตรงนั้น น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบสองแก้ม มองภาพของพ่อที่น่าสมเพชเวทนาเป็นที่สุด ร้องไห้อย่างที่ไม่เคยร้องมาก่อนโดยไม่อายใคร ๆ สารวัตรที่เดินเข้ามาคุยกับกัมปนาทวิเคราะห์ตามหลักฐานที่มี “จากวิถีกระสุน และเขม่าดินปืน เสี่ยกำพลฆ่าตัวตายจริง ๆ ครับ ไม่ได้เกิดจากการลอบสังหาร” ทุกคนต่างยอมรับข้อนี้โดยดุษณี เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทำไมคุณพ่อถึงทำแบบนี้ครับ ทำไม? คำถามที่มีในหัวมากมายเกี่ยวกับพ่อของเขา ท่านทำสิ่งที่ไม่น่าจะทำ กัมปนาทช็อกมาก ๆ กับเรื่องนี้
งานศพของคุณกำพลถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อกลบข่าวที่ไม่ดีทั้งหมดของท่าน แต่เรื่องของท่านก็ขึ้นหน้าฟีดของเพจข่าวดัง ๆ อยู่เกือบสองสามอาทิตย์ และขุดคุ้ยเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาตีแผ่ ธุรกิจที่เคยทำผิดพลาด กับเรื่องที่คด ๆ โกง ๆ ซึ่งล้วนแต่ทำให้ชื่อเสียงของเสี่ยกำพลมัวหมองลงไปอีก แทบจะไม่เห็นด้านดีเอาเสียเลย โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต คือ เรื่องที่ท่านแพ้คดี ถูกเสี่ยอิทธิพลที่เคยเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิทได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการทำโครงการที่ผิดพลาดและมีเรื่องที่กินนอกกินในทำให้ทางบริษัทของเสี่ยอิทธิพลสูญเงินไปหลายร้อยล้าน และในที่สุด ศาลก็ตัดสินให้คุณกำพลต้องจ่ายเงินให้กับเสี่ยอิทธิพลเป็นจำนวนเงินถึงหนึ่งพันสองร้อยล้านบาท นั่นหมายถึงความว่าคุณกำพลต้องสิ้นเนื้อประดาตัว และล้มละลายกันเลยทีเดียว “น้าเกลียดมัน ไอ้อิทธิพล มันเป็นคนฆ่าคุณพ่อ มันบังคับและจงใจแกล้งคุณพ่อมาตลอดเวลา ฮือ...” ตลอดเวลา เกตุวดีก็พร่ำพูดแต่เรื่องพวกนี้ เพราะเสี่ยอิทธิพลกดดันทำให้คุณกำพลตัดสินใจฆ่าตัวตาย “ตอนนี้มันก็ยังไม่หยุดนะ นี่ต๊ะดูหนังสือที่พวกนี้ส่งมาหรือยัง ไอ้นั่นมันยังให้ทนายความส่งมาให้ มันจะให้น้าย้ายออกจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด พวกมันให้เวลาแค่สองเดือน ให้ขนของออกไปให้หมด ต๊ะก็รู้ มันเป็นน้ำพักน้ำแรงของคุณพ่อ แล้วมันเป็นใครมาฮุบไปหมดแบบนี้ มันไม่ยุติธรรมเลยสำหรับคุณพ่อและพวกเรา ฮือ...แล้วน้ากับโตจะอยู่ยังไงล่ะ ต๊ะ หึ... ฮือ...ต๊ะคิดดูสิ ตอนนี้น้าคิดอะไรไม่ออกแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” เกตุวดีปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร ๆ ต่อหน้าเมรุที่เผ่าศพของคุณกำพล สีหน้าแววตาเคร่งเครียดไปหมด ทิ้งร่างลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก และรู้สึกเศร้าเสียใจหนักที่สูญเสียสามีไปอย่างไม่มีวันกลับ กัมปนาทจ้องสบตากับพ่อในรูปหน้าเมรุนั้น เขากำหมัดในมือเอาไว้แน่น ช่างเป็นอะไรที่ทำให้เขาอดสูใจที่สุด ไม่เคยคิดว่าคุณพ่อที่สง่างามของเขา เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้กับลูกชาย และเป็นคุณพ่อที่เขาเทิดทูนเท่าชีวิต จะมาจบชีวิตของท่านลงไปแบบนี้ “ใครก็ตามที่ทำให้พ่อต้องเจ็บ ผมไม่เอาพวกมันไว้แน่ ๆ พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสมกับที่มันทำกับพ่อครับ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้ม จ้องมองใบหน้าของพ่อด้วยความโศกเศร้า เปลวไฟที่เผาไหม้ร่างของพ่อดับมอดดับลงไป แต่ไฟโกรธแค้นมันกลับลุกโชนเข้ามาสุมอยู่ในอกของกัมปนาทแทนหมดแล้ว กฤตนันท์เดินเข้ามาจับมือของพี่ เขาดึงร่างของน้องชายเข้าหา สองพี่น้องกอดกันแน่น ต่างก็ส่งกำลังใจให้แก่กัน กัมปนาทรู้ว่ากฤตนันท์กำลังขวัญเสียอย่างหนักกับเรื่องของพ่อเช่นเดียวกัน ที่บ้านของเสี่ยกำพล ในเวลาต่อมา เกตุวดีนั่งหดหู่ใบหน้าซีดเซียวไร้เครื่องสำอางประทินผิว นางนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง หมดสภาพคุณนายไฮโซอย่างที่เคยเป็น ระยะหลังมานี้เธอฟั่นเฟือน ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ แปลกไปจนกัมปนาทต้องพาไปพบจิตแพทย์ “คุณแม่ครับ กินอะไรสักหน่อยไหม” นางได้แต่ส่ายหน้า กัมปนาทเพิ่งเดินเข้ามา กฤตนันท์หันหน้าไปมองใบหน้าของพี่ชายด้วยแววตาเศร้า คุณพ่อก็จากไปแล้วคนหนึ่ง คุณแม่ก็มาเป็นแบบนี้อีก ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเคว้งคว้างอย่างไรพิกล กฤตนันท์มองจานข้าวที่แม่ไม่ยอมแตะเลย ก่อนจะเดินออกจากห้องเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว กัมปนาทรีบเดินตามน้องชายออกไป “ปล่อยแม่เอาไว้สักพักนะโต ต้องให้เวลาเยียวยา แล้วจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น” “ผมเกลียดไอ้เสี่ยอิทธิพลและนางลูกสาวของมัน พวกมันทำให้พ่อต้องตาย แล้วตอนนี้ ผลงานที่มันทำ พี่ต๊ะเห็นไหมครับ มันทำให้แม่เป็นแบบนี้ แม่ใกล้เหมือนคนบ้าไปทุกทีแล้ว พี่ต๊ะดูแม่สิครับ แม่ของผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เพราะเรื่องบ้า ๆ นั่นทำให้แม่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ผมรู้ว่าแม่รับไม่ได้ ผมก็รับไม่ได้ พวกนั้นทำให้เราเหมือนตายทั้งเป็น” น้ำตาของกฤตนันท์ไหลริน เขากลั้นเสียงสะอื้น ขบเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่น กัมปนาทส่งมือดึงน้องชายเข้ามากอด หัวใจของเขาก็เจ็บร้าวเหมือนกัน เพราะคุณพ่อไม่น่าจะจากไปแบบนี้ มันอดสูใจยิ่งนัก กฤตนันท์น้ำตาไหลนองเต็มสองตา เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายที่ได้แต่ลูบหลังปลอบโยน ไร้ซึ่งคำพูดที่จะปลอบขวัญเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของกำพลต้องตกเป็นของนายอิทธิพลตามคำสั่งของศาล กัมปนาทต้องรีบจัดการทุกอย่างในทุกเรื่องที่ทางฝ่ายนั้นยื่นมา ทำให้เขาไม่อาจจะยื้อเอาสมบัติของพ่อเอาไว้ได้แม้แต่ชิ้นเดียว คนใช้ต่างพากันมาลาออกกับเขาและแยกย้ายกันกลับบ้านนอก มีเพียงป้าสมัยที่อยู่กับเสี่ยกำพลมาตั้งแต่เสี่ยยังเด็ก ๆ และเคยเลี้ยงกัมปนาทมาด้วย ขอติดสอยห้อยตามสองแม่ลูกไปด้วยเพราะนางไม่มีที่ไป และยังเป็นห่วงเกตุวดีและกฤตนันท์ กัมปนาทตัดสินใจพาเกตุวดี กฤตนันท์ รวมทั้งป้าสมัยไปอยู่ที่บ้านไร่ของเขาที่มวกเหล็ก เขารีบจัดการหาที่เรียนให้กับโต หาคนมาช่วยดูแลเกตุวดีเพื่อช่วยป้าสมัยอีกแรงหนึ่งด้วย นับจากนั้น เขาก็แทบหายออกไปจากบ้านไร่
คฤหาสน์จักราวุธ “คุณพ่อคะ เห็นข่าวที่ลุงกำพลฆ่าตัวตายหรือยังคะ มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า หรือว่าแค่ข่าวลือที่พวกในเน็ตมันเต้าข่าวขึ้นมาคะ” กุหลาบแก้วสีหน้าสลดลง เธอวางมือถือลงไปกับโต๊ะพร้อมกับชี้ให้ท่านดูข่าวที่กำลังปรากฏอยู่ในนั้น “มันทำตัวของมันเอง” เสี่ยอิทธิพลเลือกใช้คำพูดแบบนี้ ท่านนั่งตาแดงพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ “คุณพ่อคะ เราไม่ได้ทำเกินไปใช่ไหมคะ” หญิงสาวยังมีคำถามติดอยู่ในใจตั้งแต่ศาลตัดสินให้คดีเป็นที่สิ้นสุด เธอนั่งลงไปข้าง ๆ คุณพ่อที่สีหน้าเคร่งเครียด “นิ้งก็รู้ว่าหลักฐานมันแน่นหนา ศาลท่านก็เห็นต้องกับเรา เราชนะคดีนะลูก มันเป็นเรื่องของธุรกิจ ไอ้โต๊ะมันโกงเราไป มันก็ต้องยอมรับ มันเป็นเรื่องที่ยอมความกันไม่ได้หรอก อีกอย่าง เรื่องมันผ่านมาแล้ว ทุกอย่างคือ... จบ” “แล้วเราจะต้องทำยังไงต่อไปคะ เรื่องเรียกร้องจัดการให้ฝ่ายนั้นจ่ายมา หรือบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งของศาล มันน่ายุ่งยากมาก ๆ เหมือนกันนะคะ” “นิ้งไม่ต้องรออะไรทั้งนั้นลูก เรื่องแบบนี้เรารอไม่ได้ ต้องรีบดำเนินการ และจัดการทุกอย่างให้จบให้เร็วที่สุด พ่อไม่อยากให้คาราคาซังอีกแล้ว เดินหน้าเลยลูก ให้วิษรุจช่วยด้วยอีกแรง” “ค่ะ” หญิงสาวรับคำ เสี่ยอิทธิพลขอตัว บ่นว่าปวดหัว เขาก็คงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหมือนกันที่เรื่องราวมันจบลงแบบนี้ กำพลฆ่าตัวตายตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนีไปใช้ชีวิตหลังม่านสีดำเสียแล้ว ใบหน้าของอิทธิพลหม่นเศร้าอย่างเห็นได้ชัด แต่มันเป็นเรื่องที่จะแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว กุหลาบแก้วมองตามหลังคุณพ่อไป เธอเข้าใจเขาดีที่สุด ท่านคงเสียใจอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน เธอยกมือถือขึ้นมากดหาใครบางคน “พี่รุจคะ ว่างไหมคะ นิ้งมีเรื่องงานจะปรึกษา” “ได้สิครับ เจอกันที่ไหนครับ” สามเดือนต่อมา บนเวทีที่งานเลี้ยงประจำปีของบริษัทอิทธิพลอินโนเวชันจำกัด “ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมยินดีเป็นอย่างมากที่บริษัทของเราเดินหน้ามาไกลได้ถึงเพียงนี้ และที่น่ายินดีเป็นที่สุด คือ ผลประกอบการของบริษัทเป็นไปได้ตามเป้าหมายและมากกว่าที่คาดการเอาไว้ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องขอขอบคุณผู้บริหารทุกท่านและพนักงานทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นมากเกินความคาดหวัง และสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรของเราได้อย่างมากมาย... มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ายินดีที่สุดสำหรับพวกเราในไตรมาสที่สองนี้ บริษัทของเราสามารถเรียกร้องสิทธิ์และสะสางปัญหาเก่าเก็บมาได้มากถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยล้านบาท เรื่องนี้จะไม่เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้นมาอย่างแน่นอน หากไม่ได้ลูกสาวของผม ซึ่งเธอเป็นความภาคภูมิใจของผมที่สุด กุหลาบแก้ว จักราวุธ” คุณอิทธิพลผายมือของเขาไปยังลูกสาวคนสวยที่ลุกขึ้นยืนจากที่นั่งอย่างสง่า เธอหันทั้งตัวไปโค้งคำนับให้กับทุกคนด้วยความนอบน้อม ใบหน้าที่สวยวับฉาบไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี พนักงานและแขกผู้มีเกียรติต่างพากันปรบมือให้เสียงดังเซ็งแซ่ และมีบางคนถึงกับเอ่ยปากชื่นชมในความสวยสง่าของเธอด้วย “กุหลาบแก้วลูกสาวของผม เธอเป็นทนายความที่เก่งที่สุด หาตัวจับยาก ในตอนนี้ กุหลาบแก้วและทีมงานทนายความทั้งหมดได้ช่วยกันในเรื่องของเอกสารและรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ได้อย่างรอบคอบ จนทำให้บริษัทของเราเรียกร้องความเสียหายที่เคยเกิดกลับคืนมาได้เกือบทั้งหมด ขอเสียงปรบมือดัง ๆ ให้กับทนายความคนเก่งของเราอีกครั้งหนึ่งนะครับ ลูกสาวของผมเองครับ” เสี่ยอิทธิพลพูดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนเดียวของเขา วิษรุจ ทนายรุ่นพี่ และเป็นคู่หูของเธอ ลุกขึ้นยืนเคียงข้าง สองคนสบตากันและมีแววยินดีปรีดาอยู่ในแววตาของทั้งคู่ ในอีกมุมหนึ่งของห้อง สายตาที่เต็มไปด้วยความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในหัวอก ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าของสองพ่อลูกด้วยความเกลียดชัง เหมือนจะให้มันฝังแน่นอยู่ในนั้นไม่มีวันจาง พวกแกจะได้หน้าชื่นตาบานแบบนี้ไปอีกไม่นานหรอก เขาระเบิดความในใจออกมา “คุณพ่อคะนิ้งขอตัวกลับก่อนนะคะ เห็นคุณพ่อกำลังสนุกอยู่เลย” เสี่ยอิทธิพลถือแก้วไวน์อยู่ในมือ กำลังทักทายแขกผู้หลักผู้ใหญ่ไปเรื่อย ๆ “อ้าว... นิ้งจะรีบไปไหนรึลูก” “คุณพ่อคะ ลืมแล้วหรือคะ พรุ่งนี้หนูต้องไปเที่ยวยุโรปนะคะ” เธอบอกเรื่องตาราง ทริปท่องเที่ยวยุโรปสามเดือนกับท่านล่วงหน้าแล้ว หากทำคดีของเสี่ยกำพลจบ เธอขอเวลาเป็นส่วนตัวและท่านก็อนุญาต “พ่อไม่ลืมหรอกลูก แล้วหนูจะให้ใครขับรถไปส่ง ฮึ” “ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ไว้เจอกันอีกสามเดือนนะคะคุณพ่อ” เธอเอ่ยปากลาคุณพ่อตรงนั้น พร้อมกับหอมแก้มของท่านฟอดใหญ่ ท่านได้แต่พยักหน้า ยิ้มปากกว้าง “เที่ยวให้สนุกนะลูก” “ค่ะ บ๊ายบายนะคะพ่อ” หญิงสาวโบกมือลา เสี่ยอิทธิพลส่งยิ้มล่ำลา แล้วเดินกลับเข้าไปพูดคุยกับแขกต่อ หญิงสาวก้าวขาด้วยความลำบากเพราะกระโปรงที่ยาวกรุยกรายและค่อนข้างแคบ มุ่งหน้าตรงไปยังลิฟต์เพื่อไปยังลานจอดรถที่อยู่ชั้นใต้ดินของโรงแรมแห่งนี้ เธอเดินไปอย่างช้า ๆ ไม่ได้รีบเร่งอะไร ตอนนี้ในหัวก็รู้สึกมึน ๆ นิดหน่อย เพราะดื่มไวน์เข้าไปหลายแก้ว เธอหยุดยืนข้างรถของตัวเอง ใช้มือควานหากุญแจรถออกมาจากกระเป๋าถือใบน้อย ๆ นั้น ขณะที่กำลังกดเปิดรถ “อุ๊บ...” มีเสียงอุทานออกมาจากปากของเธอ ชายในชุดทักซิโด้สีดำมันวับกำลังใช้ผ้าที่มียาสลบโปะไปที่จมูกและปากของกุหลาบแก้วเข้าเต็ม ๆ หญิงสาวส่ายดิ้น แต่ด้วยแรงที่มากกว่ารัดกอดเธอมาจากด้านหลัง ฝ่ามือแข็งแรงที่กดลงมาเต็มน้ำหนัก ทำให้เธอหายใจสูดเอายาสลบนั้นเข้าไปในปอด นัยน์ตาของเธอเบิกกว้างก่อนจะปิดลง แล้วสติของเธอก็ดับวูบลง ชายผู้นั้นแสยะยิ้มอย่างคนที่มีชัยชนะ เขาเปิดประตูแล้วผลักร่างเล็ก ๆ ของเธอขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ เขาขึ้นประจำที่นั่งแล้วขับรถของเธอออกไปจากลานจอดรถอย่างรวดเร็ว