เจ้าสาวที่ถูกเมิน
บทที่ 1 Intro

"ยังดีที่หาทางกลับบ้านเจอ" พอก้าวขาลงจากรถแท็กซี่เสียงที่ดังอยู่ในมุมมืดก็ดังขึ้นมาทันทีจนเจ้าเอยสะดุ้งตกใจมองหาที่มาของน้ำเสียงประชดประชัน พอเห็นร่าวสูงที่ยืนกอดอกด้วยสีหน้าบึ้งตึงก็พอจะรู้ว่าเขายังไม่นอนคงเพราะต้องการหาเรื่องเธออีกสินะ "ไปไหนมา!!!” “ทำไมพึ่งกลับเอาป่านนี้!!" เมืองรามจับแขนเล็กกระชากเข้าหาตัว ก่อนจะตะคอกใส่หญิงสาวอย่างเดือดดาล เขาไม่ได้อยากจะทำแบบนี้กับเธอเลยสักนิด แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและคำพูดที่ได้ยินจากปากไอ้คาวี ซึ่งมันแอบชอบเจ้าเอย และต้องการเธอไม่ต่างจากคนอื่น มันทำให้เขารู้สึกเดือดปุดๆจนยากที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ "ฟังฉันก่อนนะคะ... คือว่า...” เจ้าเอยกำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่แล้วก็ต้องหุบเมื่อคนเอาแต่ใจไม่ได้ที่จะต้องการคำตอบจากเธอเลยสักนิด "บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ากลับบ้านดึกดื่นกลางค่ำกลางคืน! แล้วตอนนี้มันกี่โมงกี่ยาม ห๊ะ!!" "......" “หรือว่าอยากจนตัวสั่น ถึงออกไปมั่วกับเพื่อนฉันข้างนอก เธอนี่มันร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะ ร่านเหมือนแม่เธอไม่มีผิด!!” เมืองรามยังคงโกรธจัดตะเบ็งเสียงด่าทอเจ้าเอยไม่หยุด "อย่ามาลามปามแม่ฉันนะ!!" เจ้าเอยโกรธจนตัวสั่นเมื่อเขาด่าถึงบุพการีที่จากไปแล้ว "ยังจะกล้าส่งเสียงเถียงฉันอีกหรือไง ยัยเด็กนรก เด็กสกปรก ขยะ!!" "คำก็ขยะ สองคำก็สกปรก คุณรามด่าฉันมาแบบนี้ทุกครั้งที่เจอหน้า ไม่เบื่อบ้างหรือไงคะ" ถึงแม้เจ้าเอยจะกลัวจนตัวสั่นกับสีหน้าเคร่งเครียดของเมืองราม จำได้ครั้งล่าสุดที่เธอโดนเขาจับขังลืมในห้องน้ำ นานจนร่างกายอ่อนเพลียถึงขั้นนอนโรงพยาบาลใส่น้ำเกลือมาแล้ว คราวนี้เขาดูน่ากลัวมากกว่าครั้งที่แล้วไม่รู้ว่าจะทำโทษอะไรเธออีกหรือเปล่า "..........." คิ้วเข้มที่ว่าขมวดเข้าหากันแน่นจนตอนนี้แทบจะพันกันให้ยุ่ง เมืองรามจ้องหน้าเจ้าเอยตาแทบถลนด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด "ขนาดฉันได้ยินทุกวันยังเบื่อที่จะฟังเลย" เจ้าเอยสุดจะทนกับความเจ้าอารมณ์ของคนปากจัด "เจ้าเอย! อยากตายหรือไง ใครใช้ให้มายืนตาใสเถียงฉันฉอดๆตอนตีหนึ่ง!!!" เขาจะไม่หงุดหงิดเป็นหมาบ้าอย่างนี้เลยถ้าก่อนหน้านี้ไม่ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทเกี่ยวกับเรื่องเจ้าเอย "ไอ้ราม...น้องสาวมึงมาขอให้กูสอนเรื่องบนเตียงให้ มันยังไงกันวะ" ประโยคนี้ยังลอยวนเวียนอยู่ในหัวจนเมืองรามนั่งไม่ติด เดินวนไปมาด้วยความงุ่นง่านอยู่หน้าบ้านรอว่าที่เจ้าสาวกลับมา "เดี๋ยว!!" เมืองรามเรียกเจ้าเอยไว้หลังเจ้าตัวแกะมือหนาออกเพื่อจะเดินเข้าไปในบ้าน หลังจากต่อปากต่อคำกันมาสักพัก "อะไรอีกคะ" คนตัวเล็กถามกลับเนื่อยๆสีหน้าเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด และนั่นยิ่งทำให้คนคิดมากโมโหยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เธอมึนงงไปหมดแล้วตอนนี้ "เอากับมันหรือยัง" "ฉันเหนื่อยจะขึ้นไปนอน ไม่อยากจะทะเลาะกับคุณรามแล้ว" "เหนื่อยเหรอ.. กล้าพูดมาได้ว่าเหนื่อย!! อย่าบอกนะว่า.." เมืองรามถามเสียงแข็งจับข้อมือเล็กกระชากเข้าหาตัวอย่างหงุดหงิด "เธอไปเอากับมันมาแล้วใช่ไหม!" *****🌻🌻***** ขอกำลังใจดีๆจากทุกคน เก็บเข้าชั้นติดตามกันด้วยนะคะ

บทที่ 2 ครอบครัวใหม่

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน "ใครอยู่บ้าง พ่อครับ...พ่อ!!" เสียงแหกปากตะโกนดังลั่นเข้ามาตั้งแต่ประตูหน้าบ้านตามนิสัยคนหัวร้อนเอาแต่ใจตัวเองอย่าง เมืองราม อัครวรกุล ลูกชายคนโตของตระกูลยักษ์ใหญ่ ผู้จะมาเป็นทายาทหมื่นล้าน เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่จะมาเป็นผู้สืบทอดกิจการของคราม อัครวรกุล โดยมีน้องชายอย่างเมืองเหนือ อัครวรกุล เป็นผู้ช่วยอีกแรงในการขับเคลื่อนให้อัครวรกุลยิ่งใหญ่เกรียงไกร หลังจากที่ได้ทราบว่าบิดาพาเมียใหม่เข้าบ้านพร้อมลูกติด หนุ่มหล่อดีกรีเดือนคณะบริหารธุรกิจปีสี่ก็บึ่งรถสปอร์ตหรูกลับมาที่บ้านหรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็ไม่ผิดเพราะฐานะของตระกูลอัครวรกุลถือว่ารวยอันดับต้นของประเทศ เขาพักที่คอนโดหรูกลางเมืองที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ยิ่งใกล้จบก็ยิ่งมีงานเยอะมีโปรเจคใหญ่ที่จะต้องทำส่งอาจารย์เป็นชิ้นสุดท้ายก่อนจบ ดังนั้นจึงพักที่นั่นซะส่วนใหญ่ นานๆครั้งจะกลับมานอนที่บ้าน จึงไม่รู้ว่าบิดาของตนหอบเอาเมียใหม่กับลูกติดมาอยู่ในบ้านได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว "พ่ออยู่ไหน" พอเดินเข้ามาร่างสูงก็ถามสาวใช้ทันที "คุณท่านอยู่ที่ห้องอาหารค่ะ" "แล้วไอ้เหนือล่ะ" เขาถามหาน้องชายเพียงคนเดียวเพราะพักหลังมานี่ไอ้เจ้าน้องตัวแสบไม่ยอมส่งข่าวหรือติดต่อมาเลย ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่ตกข่าวเรื่องนี้แน่ "คุณเหนือไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้วเหมือนกันค่ะ" "อืม ให้มันได้อย่างนี้" พอรู้ว่าน้องชายไม่อยู่คนตัวโตก็เดินไปยังต้นเหตุที่เขาต้องมาในวันนี้ทันที ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ห้องอาหารมองผู้ให้กำเนิดด้วยสายตาตำหนิ ก่อนจะปรายตามองผู้หญิงสองคนที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน ยังไว้ทุกข์ให้มารดาไม่ทันไรบิดาก็เอาผู้หญิงคนใหม่พร้อมลูกติดเข้ามาในบ้านอัครวรกุล... ใครมันจะยอมวะ "พ่อ...พ่อทำอย่างนี้ไม่ถูกนะครับ แม่เพิ่งจะจากไปไม่ทันไร พ่อจะเอาผู้หญิงคนใหม่มาทับรอยแม่ไม่ได้! ผมไม่ยอม!” "มาถึงก็เอะอะโวยวายแต่เช้า เป็นบ้าอะไรของแกอีก" "พ่อทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ..ทำไมพ่อทำอะไรไม่ถามผมสักคำ" คนหัวร้อนยังคงตำหนิบิดาที่ทำอะไรไม่บอก อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทั้งที่รู้ว่าเขารักมารดามากเพียงใดแต่บิดาก็ยังจะพาผู้หญิงคนอื่นมาแทนที่ตำแหน่งแม่ของเขาอย่างง่ายดาย “แกเป็นพ่อหรือว่าเป็นลูกฉันกันแน่ หือ ไอ้ราม.. มายืนตะเบ็งเสียงอยู่ได้” เจ้าสัวครามไม่ตอบคำถาม กลับยกกาแฟที่มีควันลอยหอมกรุ่นขึ้นจิบ ปรายตามองลูกชายที่ยืนเกรี้ยวกราดอย่างไม่ใส่ใจ ลูกชายในวัยอายุยี่สิบสองปีกำลังจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในอีกไม่กี่วัน เมืองรามเป็นหนุ่มหน้าตาดี รูปหล่อหน้าคมสันเหมือนสมัยตัวเองเป็นหนุ่มๆไม่ผิดเพี้ยน ถือว่าเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น ทั้งหน้าตาท่าทางรวมถึงนิสัยใจคอ แต่มีนิสัยอีกอย่างที่ต่างออกไปคือเมืองรามจะเป็นคนที่ไม่สนหัวใคร ท่าทางนิ่งๆติดจะเย็นชาและที่สำคัญปากจัดพูดตรงไปหน่อย ส่วนเมืองเหนือนั้นก็หน้าตาดีไม่ต่างจากพี่ชายแต่เป็นคนอารมณ์ดี นิสัยออกจะทะเล้น ขี้เล่นเหมือนยุวดี เมียของเขาที่จากไปแล้ว เมืองรามเป็นเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่เอางานเอาการมากทีเดียว กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัวต่อจากเจ้าสัวครามที่ทุกคนต่างก็จับตามองดาวดวงใหม่ของแวดวงธุรกิจ เขากำลังเข้ามาเรียนรู้งานในฐานะประธานบริษัทคนต่อไป ซึ่งเมืองรามเป็นทายาทคนโตของอัครวรกุล และยังจะทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการบริหารหรือว่าซีอีโอเองด้วย โดยมีรองประธานคือน้องชายอย่างเมืองเหนือที่อายุห่างกันเพียงสองปีหลังจากเรียนจบก็จะมาทำหน้าที่อย่างเต็มตัว ลูกชายของเจ้าครามทั้งสองจัดว่าเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมไปทุกกระเบียดนิ้ว เป็นชายในฝันในแบบที่สาวๆหลายคนไฝ่หา ใครเห็นเป็นต้องเหลียวหลังกลับมามองกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเมืองรามที่มีหุ่นที่สูงใหญ่เกินกว่าร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างกำยำอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ใบหน้าคมสันรูปหน้าหล่อราวกับเทพเจ้ากรีกนั่นยิ่งโดดเด่นดึงดูดให้มีผู้หญิงเข้าหาไม่ซ้ำหน้าและที่สำคัญเป็นทายาทหมื่นล้านที่สาวน้อยสาวใหญ่ต่างก็อยากพลีกายถวายตัวให้ คนที่เกรี้ยวกราดในห้องอาหาร มองพ่อตัวเองที่อายุห้าสิบเศษๆแต่ยังดูหนุ่มแน่นด้วยท่านดูแลตัวเองอย่างดีอยู่เสมอ ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกันจึงไม่แปลกหากจะมีสาวแก่แม่หม้ายมาหลงรักเพราะท่านเป็นหนุ่มใหญ่ที่ยังดูหล่อเฟี้ยวท่าทางแข็งแรงราวกับยังเป็นหนุ่ม "แกมานั่งนี่ ฉันจะได้แนะนำคุณผกาอย่างเป็นทางการ" "ผมไม่อยากรู้จัก" "บร๊ะ..ไอ้ลูกคนนี้" เมืองรามปรายตามองไปยังพวกกาฝากที่กำลังนั่งเก้าอี้ตรงที่นั่งประจำของแม่ตนแล้วก็รู้สึกขัดตา ยิ่งเห็นว่านั่งทานข้าวเย็นกันอย่างมีความสุขเห็นแล้วยิ่งมีน้ำโหในใจเดือดดาลจนอยากจะเข้าไปกระชากสองแม่ลูกออกมาจากตรงนั้น "คงคิดว่าจะเข้ามากอบโกยจากอัครวรกุลไปได้ง่ายๆหรือไง" คนที่ยืนหัวร้อนมองผู้หญิงคุ้นหน้าที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าไม่พอใจ แววตาดูถูกเหยียดหยามเมื่อแม่ลูกมานั่งทับรอยแม่ของตนยิ่งทำให้อารมณ์เดือดปุดภายในใจร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผา "ลุกออกไปจากเก้าอี้ของแม่ฉันเดี๋ยวนี้!!" ผู้หญิงกลางคนคุ้นหน้าคนนี้เขาจำได้ดีว่าเป็นเพื่อนสนิทของแม่ ส่วนเด็กที่นั่งอยู่ข้างๆก็พอจะจำได้บ้างเพราะเคยมาวิ่งเล่นวุ่นวายที่นี่อยู่บ่อยครั้งในคราวที่มารดายังมีชีวิตอยู่ เด็กผมเปียที่ชอบแอบมองเขาอยู่เสมอยามเผลอ บัดนี้โตเป็นสาวแรกรุ่นดวงตากลมโตหน้าตาสวยสดใสสมวัยแรกแย้ม "เจ้าราม!!" ประมุขของบ้านเอ่ยปรามเมื่อเห็นลูกชายคนโตกำลังก้าวร้าวใส่ภรรยาคนใหม่ “ช่างไม่มีความละอายใจกันเลยสินะ หน้าหนายิ่งกว่าคอนกรีตเสียอีก ขนาดผัวเพื่อนตัวเองก็ไม่เว้น!!”  คำดูถูกเหยียดหยามทำให้คนฟังอย่าง ผกา ภักดีวิริยสกุล ถึงกลับหน้าขาวซีด ครามเห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นเดินออกมาจับบ่าแล้วลูบหลังเบาๆให้กำลังใจอีกฝ่าย ก่อนจะหันไปทำหน้าดุใส่ลูกชายตัวดีที่ไม่ระวังคำพูด และนั่นยิ่งไปกวนอารมณ์ลูกชายให้ขุ่นมากกว่าเดิม “แกขอโทษคุณผกาเดี๋ยวนี้นะ ใครใช้ให้ลามปามผู้ใหญ่แบบนั้นห้ะ! อย่างน้อยเขาก็จะมาเป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้” "คนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทเมียของพ่อนะเหรอครับจะมาเป็นคุณผู้หญิงของอัครวรกุล ผู้หญิงที่พอเพื่อนตายก็มาเอาผัวเพื่อน มันโคตรน่าสรรเสริญตรงไหน!" เมืองรามกลั๊วหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อยังคงจับจ้องที่สองแม่ลูก อยากจะเข้าไปกระชากให้ลุกออกมาหากพ่อของเขาไม่เข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน "ไอ้ราม!" “ผมไม่นับญาติกับคนพรรค์นี้แน่! และอย่าหวังว่าจะได้มาเป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้ด้วย” กรามสองข้างขบเข้าหากันแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูด พ่อจะทำอะไรก็ได้แต่ยกเว้นให้ใครมาแทนแม่ของเขา “ถ้าพ่ออยากได้นางบำเรอมาบำบัดเรื่องบนเตียงทำไมไม่บอกผม สวยๆเต่งตึงมีให้เลือกตั้งเยอะแยะ อยากได้แบบไหนวันไนท์หรือว่าแค่ชั่วคราวจะเอาให้ถึงอกถึงใจแค่ไหนขอให้บอกผมจะจัดหามาให้ แต่นี่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อต้องเอาผู้หญิงท่าทางขี้โรคหน้าขาวซีดราวกระดาษมานั่งชูคอแทนที่แม่ผมด้วย พ่อจะคว้าเอาผู้หญิงมาบำเรอเฉพาะเรื่องบนเตียงผมจะไม่ว่าสักคำ แต่จะคว้าเอาผู้หญิงที่เป็นเพื่อนของแม่มาเป็นเมียแทนที่แม่ผม ผมไม่ยอมเด็ดขาด!!" ทุกคนในบริเวณนั้นเงียบกริบ เพราะไม่เคยเห็นคุณรามของตนเกรี้ยวกราดขนาดนี้ สายตาคมปลาบสบตาผู้เป็นบุพการีก่อนจะยิ้มเหยียดไปทางผู้หญิงที่เคยเป็นเพื่อนสนิทแม่ของตนพร้อมกับเอ่ยวาจาเชือดเฉือนใส่หน้า "พ่อจะเอาผู้หญิงขึ้นเตียงทั้งทีก็ไปเอาคนแก่จะตายมิตายแหล่มาทำเมีย แล้วอย่างนี้มันจะไปสนุกอะไรครับพ่อ ไม่กลัวว่าผู้หญิงคนนี้จะหัวใจวายตายไปก่อนหรือไง” “ไอ้ราม! ปากของแกเนี่ยนะ ขอโทษคุณผกาซะ!!” เสียงตวาดดังลั่นทำให้เมืองรามยิ่งโกรธจัด พ่อลูกยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอม สาวใช้ต่างวิ่งหลบมุมกันจ้าละหวั่นเหลือไว้เพียงป้าน้อมผู้เป็นแม่บ้านที่เลี้ยงเมืองรามมายืนมองสองพ่อลูกด้วยความเป็นห่วง “ไม่!!” “ไอ้ลูกเวร! ไอ้! ” “คุณครามช่างเถอะค่ะ ฉันไม่ถือ” มือขาวซีดดึงชายเสื้อเจ้าสัวไว้เมื่อเห็นว่าพ่อลูกต้องมาทะเลาะกันเพราะตน แต่เมืองรามกลับมองว่าเป็นการเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดี “แต่ว่าไอ้ลูกคนนี้มัน..." "นะคะ.. ถือว่าผกาขอ" เจ้าสัวจึงพยายามสงบสติอารมณ์เพราะเขาเองก็ผิดที่ไม่บอกลูกชายก่อนแต่ถึงบอกไปไอ้เด็กหัวร้อนคนนี้มันก็คงเข้าขัดขวางอย่างตอนนี้ ไม่เหมือนเมืองเหนือรายนั่นง่ายทุกอย่างอะไรก็ได้เอาที่ทำแล้วสบายใจไม่เคยขัด “ได้..พ่ออยากจะทำอะไรก็ทำไป อยากจะเอาเมียใหม่มาตั้งหน้าชูคอก็เชิญ!! แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่าอย่าได้หวังว่าจะเข้ามาเพื่อกอบโกยเงินทองทรัพย์สมบัติไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ผมจะขัดขวางมันทุกทาง อ๋อ...อีกข้อ ผมไม่ยอมให้เขามาใช้นามสกุลอัครวรกุลเด็ดขาด แล้วอะไรที่เป็นของแม่ห้ามใครแตะ รวมถึงห้องนอนของแม่ด้วย ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน!!” คนประกาศกร้าวหวงของแม่ทุกอย่างเอ่ยปากบอกพ่อ แต่สายตากลับจ้องสองแม่ลูกเขม็ง "น้ากับลูกพักที่เรือนหลังเล็กค่ะไม่พักที่นี่" เธอเอ่ยบอกลูกชายเจ้าของบ้านเสียงสั่นเพราะเธอเองก็ไม่เคยเห็นเมืองรามเกรี้ยวกราดมากมายขนาดนี้ จากที่เคยเห็นเด็กหนุ่มเป็นคนนิ่งเงียบไม่ค่อยพูดคุยสุงสิงกับใคร แต่ที่เธอต้องมาอยู่ที่นี่ก็เพราะความจำเป็นบางอย่าง... "ก็ดี ยังไงก็ไม่มีใครมาแทนที่คุณผู้หญิงคนเดิมได้หรอกนะ จำเอาไว้ด้วย!!" ใบหน้าถมึงทึงน่ากลัวนั่นมันทำให้เด็กอีกคนที่อยู่บนเก้าอี้ถึงกับหน้าถอดสีก้มหน้างุดหลบสายตาอันแสนเย็นยะเยือกที่มองมาที่เธอพอดี เจ้าเอย ภักดีวิริยสกุล เด็กสาวอายุเพียงสิบเจ็ดปีไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ชายที่เธอแอบปลื้มมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่แม่มาที่นี่เธอจะร้องไห้งอแงขอตามมาด้วยเสมอ เพียงแค่ได้เห็นหน้าได้แอบมองเขาอยู่เพียงไกลๆแค่เพียงเศษเสี้ยวก็ดีใจที่สุดแล้วถึงแม้เขาจะไม่เคยสนใจมองเธอเลยด้วยซ้ำ นอกจากความรำคาญที่เห็นเธอมาวิ่งเล่นในอาณาเขตส่วนตัวของเขา แต่ก็มีบางครั้งที่แอบเห็นรอยยิ้มบนดวงตาคมกริบคู่นั้นยามเวลาที่เธอวิ่งหกล้มหัวทิ่มหกคะเมนตีลังกา ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไปเธอก็เคยเห็นสายตาแสดงความเอ็นดูพร้อมกับคำว่า "ยัยบื้อ" หลุดออกมาจากปากเขาอยู่บ่อยๆ แต่สายตาเอ็นดูที่นานๆครั้งจะส่งมาให้ ตั้งแต่วินาทีนี้ไปคงไม่มีอีกแล้ว... เพราะในเวลานี้ผู้ชายตัวโตที่มีใบหน้าหล่อเหลาสะดุดตาในแบบที่สาวๆชอบกำลังมองเธอด้วยสายตาเย็นยะเยือกหนาวสะท้านเข้าไปถึงในทรวง "จำใส่สมองน้อยๆของเธอเอาไว้ด้วย ถ้าคิดจะมาอยู่ที่นี่เพื่อยกระดับตัวเองเป็นเหมือนลูกคุณหนูไฮโซละก็อย่าหวังว่าเธอจะได้ในสิ่งที่คิด! และที่สำคัญอย่ามาล้ำเส้น เพราะไม่งั้นเธอจะได้เห็นว่านรกบนดินมันเป็นยังไง!" ริมฝีปากสีชมพูสวยเม้มสนิทจนเป็นเส้นตรงเมื่อเหลือบเห็นม่านตาร้อนดุจเปลวไฟอาฆาตแค้น กำลังจิกมองเธอเหมือนเศษซากสิ่งของสกปรกน่าขยะแขยง ก่อนที่ริมฝีปากร้ายจะกระตุกยิ้มเยาะเย้ยเธอ ทำให้เจ้าเอยรีบเบือนหน้าหนีสายตาที่มองตนอย่างแสนอัปยศนั้นเสีย ทั้งที่ในใจก็อยากจะโต้ตอบกลับ แต่เกรงสายตาของมารดากับผู้มีพระคุณจึงได้แต่เพียงก้มหน้านิ่งเหมือนคนบ้าใบ้ เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่พูดประกระแหนะกระแหนใส่ตน ไอ้เรื่องที่แอบชอบปลื้มผู้ชายหน้าตาดีหล่อตรงสเปคก็ใช่ แต่ไอ้ผู้ชายตรงหน้ามันปากจัดเกินไป ร้ายกาจแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน อย่างน้อยเธอก็อยากจะโต้ตอบกลับไปบ้าง มือเล็กสองข้างจึงได้เพียงบีบเข้าหากันแน่นเพื่อข่มอารมณ์ตนเองไม่ให้ปะทะคารมกับเขาไว้จนรู้สึกเจ็บเมื่อปลายเล็บจิกมือตัวเองจนเกิดรอยแดง ***🌻ฝากเรื่องใหม่กดติดตามเพิ่มเข้าชั้นกันด้วยนะคะ🌻*** เรื่องนี้ปั่นไปแล้วสี่สิบเปอร์เซ็นต์ จะเป็นเรื่องที่ลงให้อ่านฟรีก่อนแล้วค่อยติดเหรียญตามหลังนะคะ ถ้าอยากอ่านฟรีกดติดตามเอาไว้กันด้วยน๊าจะได้ไม่พลาด ฝากคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้ไรท์กันด้วยน๊า🌻

บทที่ 3 ต้อนรับสมาชิกใหม่1 2

"จำใส่สมองน้อยๆของเธอเอาไว้ด้วย ถ้าคิดจะมาอยู่ที่นี่เพื่อยกระดับตัวเองเป็นเหมือนลูกคุณหนูไฮโซละก็อย่าหวังว่าเธอจะได้ในสิ่งที่คิด! และที่สำคัญอย่ามาล้ำเส้น เพราะไม่งั้นเธอจะได้เห็นว่านรกบนดินมันเป็นยังไง!" "แกจะไปขู่น้องทำไม" "น้องผมมีคนเดียวคือเมืองเหนือ! เผื่อพ่อจะลืม" เมืองรามสะบัดเสียงพร้อมกับปรายหางตามองคนที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งเห็นแล้วมันขัดหูขัดตาพิกล เจ้าสัวครามมองตามก็ได้แต่ทอดถอนใจกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจของลูกคนโต จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาและภรรยาเลี้ยงลูกมาอย่างตามใจทุกอย่าง ไม่เคยห้ามปรามเมืองรามเลยสักครั้งอยากได้อะไรก็หามาให้ตามใจสารพัด อาจเพราะเป็นลูกชายคนโตจึงเลี้ยงให้อิสระทางด้านความคิดอย่างเต็มที่มีความเป็นผู้นำสูง เป็นคนเก่งและหัวไวจึงเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน พอโตขึ้นกลายเป็นเด็กหนุ่มที่มั่นใจในตัวเอง เด็ดขาด ยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ บางครั้งจึงดูไม่สนใจใครคล้ายเป็นคนก้าวร้าวไปด้วยซ้ำ แตกต่างจากเมืองเหนือรายนั้นขี้เล่นชอบสนุก เที่ยวเตร่ และติดเพื่อน “ป้าน้อม" “ค่ะ คุณราม” “สิ้นเดือนนี้ผมจะมาจัดปาร์ตี้เล็กๆที่นี่กับเพื่อน ป้าจัดเตรียมสถานที่และอาหารไว้ให้ด้วย เออ ที่สำคัญให้คนที่เข้ามาอยู่ใหม่ช่วยเตรียมเรื่องอาหารด้วยนะครับไม่ใช่ว่าจะมาอยู่ที่นี่นั่งกินนอนกินแบบลูกคุณหนู” ปากสั่งแม่บ้านแต่สายตายังไม่ละจากผู้หญิงทั้งสองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เมืองรามจะจัดปาร์ตี้เล็กๆเพื่อฉลองให้กับวันสิ้นสุดสภาพการเป็นนักศึกษาปีสี่ จะมีเฉพาะหมู่เพื่อนสนิทที่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานไฮโซแถวหน้าของประเทศเท่านั้นตามประสาลูกคนมีอันจะกินที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองในการปรนเปรอความสุขให้กับตนเอง ส่วนใหญ่กลุ่มเพื่อนก็จะมักใช้เงินในการแก้ปัญหา แตกต่างจากวัยรุ่นกลุ่มอื่นที่บางคนยังต้องทำงานพิเศษส่งเสียตัวเองให้เรียนจนจบ “ได้ค่ะ” “แต่วันนั้นคุณผกาไม่อยู่นะ จะต้องขึ้นเครื่องเดินทางไปคุยเรื่องงานที่ต่างจังหวัดกับฉัน” เจ้าสัวครามเอ่ยบอกเพราะเข้าใจว่าลูกชายต้องการอะไรในแววตาคู่นั้น แต่ติดที่ก่อนสิ้นเดือนนี้จะต้องบินไปคุยเรื่องการลงทุนขยายสาขาที่เชียงใหม่เป็นเวลาสามวันและผกาต้องเดินทางไปด้วย เมืองรามแอบกระตุกมุมปากเล็กน้อย ไม่อยู่ก็นับว่าดี แกล้งแม่ไม่ได้ก็แกล้งลูกสาวเลยละกันเป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่สักหน่อย สายตาชำเลืองมองพลางแค่นยิ้ม ไอ้ที่เห็นนั่งก้มหน้าอย่างนี้ก็ดื้อตาใสใช่ย่อย เขารู้ดีว่าเธอน่ะไม่ได้เรียบร้อยอย่างที่แสดงละครอยู่ในตอนนี้ หลอกคนอื่นได้แต่จะมาหลอกคนอย่างเขาไม่มีทางสำเร็จ ชั่วโมงบินระหว่างเขาและเด็กนั่นมันยังห่างกันไกลนัก "คนที่ไม่ได้ไปด้วยทำก็ได้นี่ครับพ่อ หรือว่าพอมาอยู่ที่นี่มือไม้มันอ่อนจนจับอะไรไม่เป็น" น้ำเสียงที่เปล่งออกมาออกจะดูแคลน จนคนถูกพาดพิงต้องเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบที่จ้องมาที่เธอก่อนแล้วด้วยสายตาเย็นชา ท่าทางของเขาเป็นการสั่งไปในตัวว่าเธอจะต้องเป็นคนทำและเตรียมของว่างให้กับเขา "คุณรามพูดมาเลยดีกว่าค่ะว่าจะให้เอยทำอะไร" คนที่นั่งกัดปากตัวเองเงียบๆมาตลอดตั้งแต่ต้นเอ่ยถามออกมาอย่างสุดจะทน เธอได้ยินและจดจำทุกคำดูถูกที่เขาพูดส่อเสียด ดวงตาคู่สวยไม่ยอมหลบดวงตาคมร้าย ต่อให้ชื่นชอบความหล่อของเขามากเพียงใดแต่คำพูดดูถูกพวกนั้นจะให้เธอนิ่งเฉยได้อย่างไรกัน โดยเฉพาะคำพูดว่าร้ายมารดาของเธอ "เจ้าเอย" ผกาปรามลูกสาวแต่เจ้าเอยรีบกุมมือแม่เอาไว้ "ก็ดีที่ถามกันออกมาตรงๆในเมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ต้องช่วยกันทำงานจะมากินอยู่ฟรีได้ยังไง คนที่นี่ใครๆก็ทำงานกันทั้งนั้น และต่อไปห้ามมาแทนชื่อตัวเองทำเป็นตีสนิทกับฉัน" คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างต้องการกวนอารมณ์คนตัวเล็กกว่าให้ขุ่น "แกจะเจ้ายศเจ้าอย่างทำไมห้ะ ร้อยวันพันปีเรื่องหยุมหยิมอย่างนี้ไม่เห็นจะสนใจ แต่ก่อนตอนเด็กๆหนูเอยก็ยังเรียกแกว่าพี่ราม ฉันไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน" "นั่นมันเมื่อก่อน แต่ตอนนี้ไม่ได้!" "เฮ้อ! นับวันนิสัยจะเป็นเด็กเข้าไปทุกที แล้วเรื่องอาหารการกินก็เหมือนกันส่วนใหญ่แกก็ใช้บริการจากโรงแรมเรานี่น่า จะมาให้เจ้าเอยลำบากนั่งหลังขดหลังแข็งทำไม ถ้าแกเบื่ออาหารโรงแรม เรามีแม่บ้าน มีเด็กรับใช้ตั้งหลายคนให้พวกนั้นทำก็ได้ หรือจะสั่งจากภัตตาคารไหนก็ได้" เจ้าสัวครามหรี่ตามองลูกชายอย่างไม่ไว้วางใจเท่าไรนัก ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะให้คนที่บ้านเตรียมอาหารเวลามีปาร์ตี้สังสรรค์ของกลุ่มลูกชาย ส่วนใหญ่จะสั่งมาจากโรงแรมหรูห้าดาวของตัวเองทุกครั้ง แต่ก่อนที่เมืองรามจะเอ่ยอะไรออกมา เจ้าเอยก็รีบแทรกขึ้นมาเสียก่อน ก่อนที่บรรยากาศจะมาคุไปมากกว่านี้ และแอบเห็นใบหน้าซีดเซียวของมารดาตัวเองด้วยจึงรีบขันอาสารับทำทันทีเพื่อตัดปัญหายุ่งยากใจ "ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง เอยทำได้" เจ้าเอยบอกอย่างไม่ได้หนักใจอะไร ในเมื่อลูกชายคนโตของที่นี่ต้องการให้ทำเธอก็ยินดี เขาคงยังไม่รู้ว่าปกติตัวเธอไปช่วยเพื่ิอนสนิทที่มีร้านอาหารและทำงานพิเศษรับจัดงานเลี้ยงอยู่บ่อยๆเรื่องคิดเมนูสำหรับปาร์ตี้เล็กๆเพียงไม่กี่คนจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะความรู้ที่ได้จากครูพักลักจำก็สามารถทำให้เธอหาเลี้ยงตัวเองและแม่ได้ หากไม่ติดที่ว่าเธอและแม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ชั่วคราว... คนที่มีปัญหาน่าจะเป็นคนสั่งเธอมากกว่า🙄 สมองเล็กเริ่มประมวลผลเรียงลำดับเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า เธอจะต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อลุกไปจ่ายตลาดเช้ามาเตรียมวัตถุดิบไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยไปโรงเรียนเพื่อสอบไฟนอลวันสุดท้ายที่เหลือเพียงวิชาเดียวในภาคเช้า กลับมาก็ยังทันสำหรับเธอแล้วคิดว่าน่าจะเอาอยู่ "ดี หวังว่าจะไม่ทำให้ฉันขายหน้านะ" .. .. .. ***🌻🌻***

อ่านต่อ