สายฝนที่เทลงมาอย่างหนักตกลงบนเรือนร่างเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยรอยแผลและเลือด ชะล้างเลือดลงสู่พื้นดิน แต่เจ้าของร่างกลับนอนรวยรินใกล้ตาย ไม่อาจจะขยับตัวไปไหนได้ ยังคงได้ยินเสียงหัวเราะของพวกมันที่ดังใกล้หู “หยุดทำไม!!” เสียงทรงอำนาจของรัชทายาทฟงหวินแห่งแคว้นเจี่ยกล่าววาจาขุ่นเคือง เพราะเหล่าทหารต่างเริ่มเบามือเมื่อฝนเทลงหนัก เหล่าทหารที่เปลือยเปล่าท่อนล่าง ต่างขาดอาหารมาแรมเดือน บัดนี้มีเหยื่อสาวมากองให้เชยชมอยู่ตรงหน้า ต่อให้ฟ้าผ่าหรือแผ่นดินสะเทือนก็ไม่อาจทำให้พวกเขาหยุดมือได้ ร่างระหงบอบบาง ผิวขาวนวลถูกน้ำโคลนเปอะเปื้อนจนมองไม่เห็นผิวขาวอีกแล้ว สตรีนางนี้มีนามว่าเหอหลินเหมย เป็นชายาเอกของมู่หยางจวิ้นอ๋อง โอรสของฮ่องเต้เฟยเทียนแห่งแคว้นโจว ของเล่นบรรณาการที่จวิ้นอ๋องมอบให้เขาเมื่อสองวันก่อน เป็นสาวงามที่ต้องตาต้องใจเขาเหลือเกิน มุมปากปีศาจนั้นขยับยกขึ้นอย่างพอใจเมื่อเห็นบรรดาทหารต่างเข้าไปรุมกินทั้งตัว ด้านบนป้อนอาหาร ด้านล่างใส่อาหารให้ไม่ได้ขาด เลือดในกายนางไหลออกมาผสมกับเนื้อโคลนจนมองไม่ออกว่าเป็นเลือดหรือเป็นน้ำอะไร ความโหดเหี้ยมของรัชทายาทฟงหวินไม่ได้มีเพียงแค่ได้เห็นภาพสนุก แต่ความโหดร้ายของเขาไม่จบสิ้น หลังจากทรมานนางจนหายใจรวยรินเกือบตาย เขาก็สั่งให้ทหารล้างตัวนาง แล้วจับลงอ่างน้ำไว้ในกระท่อม ผู้เป็นนายกองธงแห่งแคว้นเจี่ยนั้นย่างก้าวไปยังอ่างไม้อย่างเลือดเย็น เขาหันมองถังใบเล็กก็ยกขึ้น แล้วเทเกลือลงไปในน้ำ ได้ผล ร่างที่เกือบไร้วิญญาณเริ่มขยับตัว แต่ไม่อาจมีเสียงออกมา เปลือกตาหงส์ขยับเปิดออก ปากแห้งมีรอยเลือดเปรอะเอ่ยด้วยเสียงสั่น แต่ก็ไม่อาจส่งเสียงได้ “เจ้าช่างอดทนเหลือเกิน คิดหรือว่าจวิ้นอ๋องขี้ขลาดผู้นั้นจะมาช่วยเจ้า” คนได้ยินสั่นสะท้าน หัวใจนางเหมือนคนตายไปแล้ว แต่ความรักที่มีต่อพระสวามีก็ยังไม่จางหาย ยังคงหวังว่าจวิ้นอ๋องจะมาช่วยนาง หากด้วยลมหายใจรวยรินนั้น ก็ไม่รู้ว่านางจะมีชีวิตต่ออีกนานเท่าไร รัชทายาทฟงหวินมองดวงตาที่ลืมขึ้น แม้จะเปิดไม่หมด แต่ก็พบว่าอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความโกรธแค้น สายตานั้นไม่แม้แต่จะยอมศิโรราบ นั่นจึงนำมาซึ่งความโมโหให้คนมีอำนาจมากกว่า จึงยกมือขึ้นบีบคางนาง “เจ้ายังไม่สาแก่ใจ ยังคิดจะมีชีวิตต่อเพื่อไปเป็นชายาผู้ทรงเกียรติอย่างนั้นรึ สภาพเจ้าเช่นนี้กลัวแต่จวิ้นอ๋องผู้นั้นจะยกดาบขึ้นฆ่าให้ตายเสียมากกว่า” “ท่านอ๋องจะไม่ทำเช่นนั้น” เสียงอันอ่อนแรงนั้นพยายามเค้นออกมาทั้งที่แทบอ้าปากไม่ออก นำพาความโกรธให้รัชทายาทฟงหวินยิ่งกว่าเดิม จึงเปลี่ยนมือจากจับคาง มาจับคอด้านหลังแล้วกดหัวลงไปในอ่างน้ำ น้ำเกลือนั้นผสมกับเลือดทำให้นางปวดแสบไปทั่วร่าง หลินเหมยสำลักน้ำเกลือเข้าปาก หายใจรวยรินเหมือนคนใกล้ตาย แต่สมองนางกลับได้ยินเพียงประโยคแสนหวาน ‘เจ้าแค่ขึ้นรถม้าไป หลังจากนั้นเชื่อใจข้า ข้าจะพาเจ้ากลับมาให้จงได้’ แล้วเหตุใดนางถึงถูกจับตัวอย่างง่ายดายเล่า หัวใจนางปวดร้าวคิดเพียงแต่ห่วงใยพระสวามีว่าตอนนี้เป็นเช่นไร ไม่ได้ห่วงเลยว่าตัวเองจะตายในอีกไม่ช้า รัชทายาทฟงหวินมองร่างที่เริ่มอ่อนแรงลง พอคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะตายก็คิดว่าคงหมดสนุก จึงจับคอนางขึ้นมา ใบหน้านั้นซีดเผือดไร้เลือดเหมือนคนตายจริงๆ เพียะ!! มือหนาตบลงไปทันที เลือดในปากของหลินเหมยก็กระอักออกมาพร้อมกับเสียงไอ มุมปากคนกระทำพอใจเมื่อเห็นว่าพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องยังไม่ตาย “ลากนางขึ้นมาจากอ่างแล้วรักษาแผล ยังไงก็ให้ตายภายในสามวันไม่ได้” เหยื่อตายแล้วจะสนุกอะไร ยังไงเขาจะขุดหลุมล่อให้จวิ้นอ๋องเดินเข้ามาเอง แบบนั้นต่างหากถึงจะสนุกที่สุด เหล่านางกำนัลที่ได้ยินก็รีบพาเรือนร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลออกจากอ่าง ในใจพวกนั้นต่างอกสั่นขวัญหาย สงสารพระชายาผู้นี้ก็สงสาร แต่พวกนางสงสารตัวเองมากกว่า ว่าจะโดนแบบนางหรือไม่ ดังนั้นพวกนางจึงพยายามรักษาพระชายาอย่างดี หลินเหมยลืมตาขึ้นมองนางกำนัลที่กำลังทำแผล “พระชายามิต้องกลัวเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่ช่วยทำแผล” น้ำเสียงนั้นดูเป็นมิตร สายตาหลินเหมยมองสำรวจหญิงสาว ใบหน้านั้นงดงามล่มเมือง กิริยามารยาทก็เหมือนได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี ไม่รู้ว่านางมองอีกฝ่ายมากเกินไปหรือเปล่า หญิงสาวจึงหันมายิ้มแล้วเล่าให้ฟัง “ข้าชื่อซูเม่ย เป็นหญิงหอคณิกาที่ไทจื่อ[ องค์รัชทายาท]พามาชุบเลี้ยง” “นางเป็นหญิงเดียวที่ไทจื่อเลี้ยงดูอย่างดี” เสียงหญิงสาวอีกคนเอ่ยขึ้น หลินเหมยมองแล้วก็คิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นสาวใช้ที่คอยดูแลแม่นางซูเม่ย “จะกล่าวเช่นนั้นก็มิได้ ต้องเรียกว่าข้ายังโชคดี แต่ถ้าวันใดพระองค์เกิดเบื่อหน่ายข้าขึ้นมา เกรงว่าเมื่อนั้นก็คงมีสภาพไม่ต่างจากเจ้าเท่าใดนัก” นางเอ่ยไปก็พยายามทำใจไปด้วย แม้ว่าองค์รัชทายาทจะเมตตานางกว่าคนอื่น ก็ใช่ว่าจะไม่ฆ่านางในวันพรุ่งนี้ “ท่านก็อดทนหน่อย อีกไม่นานพระสวามีของท่านก็จะมาช่วยท่านแล้ว” ในใจของหลินเหมยก็คิดเช่นนั้น แต่สภาพนางตอนนี้ต่อให้กลับไปก็คงถูกหย่าในเร็ววัน หรือแม้จะกลับไปได้ นางก็ไม่กล้าที่จะยืนเคียงข้างเขาอีก สายตานางมองไปโดยรอบ ไม่ได้มองหาทางออก แต่มองหาอาวุธที่จะทำให้นางตาย เพื่อให้พระสวามีของนางไม่ต้องเสี่ยงชีวิตมาช่วยนาง “นางฟื้นแล้วใช่ไหม” เสียงทรงอำนาจทำให้คนที่กำลังทำแผลมือสั่นตกใจ ซูเม่ยรีบขยับหันมองแล้วถอยออกมา สายตานั้นเป็นห่วงพระชายาที่นอนนิ่งไม่ขยับเช่นกัน “ออกไป” ซูเม่ยจะไม่ตกใจเลยสักนิด ถ้าไม่เห็นว่าในมือขององค์รัชทายาทนั้นมีสิ่งใดอยู่ เชือกหนังสีดำในมือนั้นแทบจะทำให้นางก้าวขาไม่ออก ดวงตาทรงอำนาจหันมามองซูเม่ย “หรือเจ้าอยากจะโดนมันด้วย” แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นซูเม่ยก็รีบขยับออกไปทันที ในใจนั้นได้แต่ขอโทษอีกฝ่ายที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ทันทีที่ก้าวออกจากกระโจม นางก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้น พร้อมกับเงาขององค์รัชทายาทที่กำลังใช้เชือกหนังในมือฟาดลงไปยังร่างที่ทำแผลก่อนหน้า เสียงร้องเจ็บปวดนั้นยิ่งดังมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้เสียงหัวเราะขององค์รัชทายาทฟงหวินดังขึ้นไปอีก เสียงทรงอำนาจดังขึ้น “เจ้าน่าสนุกกว่าหมูพวกนั้นเสียอีก!!”
นางคิดว่าตัวเองคงตายไปแล้ว คิดว่าตอนนี้คงอยู่ในนรกไม่อาจได้ฟื้นคืนชีพอีก หากแต่เสียงคุ้นหูนั้นร้องเรียกชื่อนาง “พี่สะใภ้” เหอหลินเหมยลืมตาขึ้นพบกับแสงกระทบจนทุกอย่างเป็นสีขาวสว่างตา นางตายไปแล้วเหตุใดถึงได้ยินเสียงของเฉินเว่ยเป้ยเล่อ ผู้เป็นอนุชาของพระสวามีนางเล่า หรือว่าอีกฝ่ายก็ตามนางไปยังยมโลกด้วยเช่นกัน คำถามนั้นไม่อาจถามออกมาได้เมื่อคอนางแห้งผาก มือและร่างกายไร้เรี่ยวแรง “พี่สะใภ้หิวน้ำใช่ไหม” ไม่ทันที่นางจะลืมตาให้ดีก็ได้ยินเสียงนกร้องดังออกมา “เหมยเหมยตื่นได้แล้ว เหมยเหมยตื่นได้แล้ว” เสียงนี้เป็นเสียงนกของนางเอง เป็นนกแก้วตัวเล็กพูดมาก และแสนรู้ คำเรียกนี้มักจะเรียกนางตอนตื่นยามเช้า หรือแม้แต่ในฝัน เจ้ามู่มู่ก็ยังตามหานาง แล้วพระสวามีนางเล่า ท่านจวิ้นอ๋อง ท่านอยู่ที่ใด เฉินเว่ยเป้ยเล่อมองสภาพพี่สะใภ้ก็นึกสะท้อนใจ หันมองไปทางนอกประตูก็ไม่เห็นเงาพี่ชายตน สามวันแล้วที่พี่สะใภ้ต้องนอนหมดสติเช่นนี้ “ท่านพี่โปรดรอหน่อย ตอนนี้พี่มู่หยางกำลังเข้าเฝ้าเสด็จพ่ออยู่” เข้าเฝ้าอันใดเล่า นางไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังตามนางมาอยู่ในยมโลกด้วยกัน คนที่ยังคิดว่าตัวเองตายทำได้เพียงแค่ลืมตาให้กว้างขึ้น ก่อนจะพบว่านางนอนอยู่ในห้องนอนของตัวเอง นางรอด? เป็นคำถามที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ มือนางก็ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ตามใจ สายตานั้นมองเฉินเว่ยเป้ยเล่อ “ท่านอ๋อง” นางยังไม่ตายจริงๆ ด้วยเพราะถ้าตาย คนที่อยู่ในห้องนางตอนนี้ก็คงตายกันหมด สาวใช้ของนางรีบหยิบน้ำมา ประคองให้นางดื่ม “พระชายาฟื้นแล้ว หม่อมฉันดีใจมากเพคะ” นางกลับมาแคว้นโจวได้ยังไง ก่อนหน้านี้เกิดอันใดขึ้น สีหน้านางเหมือนอยากได้ยินคำตอบ แต่กลับไม่สามารถถามออกไปได้ หากมีคนหนึ่งเอ่ยออกมาราวกับรู้ใจ เฉินเว่ยเป้ยเล่อ “พี่สะใภ้กำลังมองหาพี่มู่ใช่หรือไม่ พี่ข้ารึก็ช่างกระไร กลับมาจากชายแดนไม่ทันก้าวเท้าเข้าตำหนักก็รีบไปรายงานฮ่องเต้แล้ว แต่เรื่องไม่เสร็จสิ้นในวันเดียว ก็เลยมาพบท่านมิได้” ตำแหน่งการงานของจวิ้นอ๋องย่อมสำคัญกว่าตัวนางอยู่แล้ว นางอยากถามว่าใครเป็นคนช่วยนาง เฉินเว่ยเป้ยเล่อก็เหมือนรู้ใจอีกแล้ว “ฮ่องเต้แคว้นเจี่ยเกิดประชวรเสียก่อน องค์รัชทายาทฟงหวินจึงรีบยกทัพกลับแคว้นไป ตอนที่พวกเราไปถึงก็พบว่าท่านถูกทิ้งเอาไว้ในกระโจมเพียงลำพัง ลมหายใจรวยริน ข้าพาท่านกลับมาก่อน ส่วนพี่มู่ยังนำทัพไล่ตามหลังองค์รัชทายาทฟงหวิน ก่อนจะที่อีกฝ่ายจะบาดเจ็บจนกระทั่งยอมแพ้ศึกครั้งนี้” ตั้งแต่นางแต่งเข้ามาในตำหนัก จวิ้นอ๋องล้วนมีความมุ่งมั่นในตำแหน่งหน้าที่ของตน ความปรารถนาของเขานั้นอยากเป็นใหญ่ แต่ตำแหน่งของเขานั้นเป็นเพียงรององค์รัชทายาทหยวนไห่ เช่นเดียวกับศึกครั้งนี้ ที่นางถูกนำไปเป็นของบรรณาการก็เพื่อเป็นกลลวงให้อีกฝ่ายหลงกล แต่แผนผิดพลาดจนนางถูกจับตัวไปทรมานเจียนตาย สภาพจิตใจนางตอนนี้ดำดิ่งลงไปเหมือนอยากตายไปเสียพ้นๆ แต่เหมือนนางจะก่อกรรมเอาไว้มากถึงได้ยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ เหตุใดพระโพธิสัตว์ถึงไม่ยอมทำตามที่นางขอร้อง “พี่สะใภ้ ท่านมีสิ่งใดจะพูดหรือไม่” นางอ้าปากจะพูดขอบคุณ แต่เสียงกลับไม่ได้ออกมาอย่างที่คิด นางพยายามขยับมือยกขึ้นแตะคอ ก็พบว่ามีแต่เสียงลม ดวงตาเบิกกว้างเมื่อรู้ว่าตอนนี้ “พี่สะใภ้ เหตุใดเสียงท่านถึงไม่มี” เหตุใดไม่มี ทำให้นางนึกถึงภาพสุดท้ายที่เลือนหายไป ดูเหมือนองค์รัชทายาทฟงหวินจะกรอกบางอย่างใส่ปากนางจนทำให้นาง “หรือว่าท่านพูดไม่ได้” เฉินเว่ยเป้ยเล่อยังคงพูดออกมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็รีบเรียกหมอเข้ามาตรวจอาการ สำหรับเหอหลินเหมยแล้ว จะมีสิ่งใดเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีก นางถูกทรมาน ถูกย่ำยีจนไร้ความเป็นมนุษย์ ถูกทหารทั้งกองทัพตักตวงความสุขไม่ลืมวันลืมคืน ร่างทั้งร่างของนางไร้ความรู้สึก แค่ไม่ตายก็ถือว่าหนักแล้ว ยังมาพบว่าตัวเองพูดไม่ได้อีก ชาติที่แล้วนางก่อกรรมอันใดไว้ ถึงได้ถูกทรมานเช่นนี้ ในใจได้แต่โทษสวรรค์ที่มอบชีวิตอันแสนเจ็บปวดเช่นนี้ให้นาง “พี่สะใภ้ ยังไงท่านก็ต้องหาย ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไรแน่นอน” ท่านอ๋อง ท่านจะรู้อะไรไหม ข้าในตอนนี้หากมีมีดในมือก็จะปักใส่กลางหัวใจโดยไม่ลังเลเลยสักนิด ‘นางอยากตาย’ แต่ดูเหมือนสวรรค์ไม่เข้าข้าง ยังคงให้นางมีชีวิตต่อ หมอหลวงรักษานางจนดีขึ้นสามารถลุกนั่งได้ แขนขยับยกขึ้นได้ แต่ขาสองข้างและเสียงกลับไม่ดีขึ้นเลย หนึ่งเดือนแล้วที่นางต้องรักษาตัว และรักษาจิตใจ ปากจะร้องเจ็บปวดทรมานก็ทำไม่ได้ ได้แต่แอบร้องไห้ยามค่ำคืน มีเพียงแค่เจ้ามู่มู่ที่ร้องปลอบนางไม่หยุด “อย่าร้อง อย่าร้อง” เสียงนกแสนรู้ขับขานในมุมมืด แต่นางกลับรู้สึกอยากร้องให้ดังกว่าเดิม พระสวามีนางหายไปตั้งแต่นางลืมตา เขาหายไปไหน หรือว่ารังเกียจตัวข้าจนไม่กล้าแม้แต่จะมาพบเจอ “พระชายา ท่านยังไม่นอนหรือเจ้าคะ” หลานอิง สาวใช้ของนางที่อยู่ด้านนอกคงได้ยินเสียงร้องนางจึงรีบเข้ามา ก่อนจะรินน้ำชามาให้นางดื่ม แล้วจุดเทียนสว่างขึ้นอีกด้วย หยิบผ้าห่มที่ยับย่นอยู่กลางตัวขึ้นมาอีก ก่อนจะก้มดูใต้เตียงว่าความร้อนยังอุ่นหรือไม่ “ให้หม่อมฉันเพิ่มไฟอีกหน่อยไหมเพคะ” หลินเหมยส่ายหน้า หัวใจนางเย็นชาจนไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นอีกแล้ว ‘ท่านอ๋องมาหาข้าหรือไม่’ นางอยากเอ่ยคำนั้น แต่สาวใช้นางกลับไม่เข้าใจความคิด “พระชายานอนเถอะเพคะ วันพรุ่งนี้พวกเราต้องออกนอกเมืองแล้ว” คำว่าออกนอกเมืองทำให้นางขมวดคิ้ว หลานอิงก็ยิ่งลนลานมากกว่าเดิม ผู้เป็นนายจึงดึงแขนเอาไว้ แล้วกดนิ้วลงแรงๆ พร้อมขมวดคิ้วเค้นความจริง “คะ คือ วันพรุ่งนี้ท่านอ๋องจะแต่งพระชายารองเข้าตำหนักเพคะ” อะไรนะ ตะ แต่ง เข้าตำหนัก สมองนางดับไปชั่วคราว ได้แต่ถามย้ำว่าตัวเองไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม นางถูกส่งไปเป็นของบรรณาการมีชีวิตรอดกลับมาไม่ถึงเดือนเขาก็แต่งพระชายารองเข้ามา เหตุใดไม่รอให้นางตายก่อนเล่า จะได้แต่งเข้ามาในตำแหน่งนางเลย สีหน้านางเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าภาพฝันอันเลวร้ายพวกนั้น เจ็บที่ว่าพระสวามีนางไม่เคยมาดูดำดูดีกับนางเลยตั้งแต่ลืมตาขึ้นมา ‘มู่หยาง ท่านใจร้ายกับข้ามาก’ เสียงนางร่ำร้องเรียกชื่อสามี แต่ปากก็ออกได้เพียงลม เสียงหวีดร้องนั้นมาพร้อมกับน้ำตาแห่งความเจ็บปวดเจียนตาย สาวใช้ทำอะไรไม่ได้นอกจากกอดปลอบผู้เป็นนาย “หม่อมฉันจะอยู่ข้างพระองค์เพคะ จะไม่ยอมให้ใครรังแกพระชายาได้” สีหน้าหลานอิงนั้นบอกว่าสงสารผู้เป็นนายหญิงที่สุด ถูกกระทำเจียนตาย จวิ้นอ๋องผู้นั้นยังมีหน้าแต่งชายารองเข้าตำหนักอีก!!! รุ่งเช้าถัดมา นางที่ไม่ได้หลับได้ยินเสียงหัวเราะ และเสียงประทัดดังทั่วเรือน นางเฝ้ารอแล้วรอเล่าอยากให้พระสวามีมาอธิบายเรื่องทั้งหมด บอกว่ายังคงรักนางไม่เปลี่ยน หากสุดท้ายแล้วก็มีแต่ความว่างเปล่า เสียงฝีเท้าดังขึ้นทำให้นางรีบหันมอง ในความคิดนั้นคิดว่าจะเป็นท่านจวิ้นอ๋อง แต่เปล่าเลย ภาพที่นางเห็นเป็นสตรีงดงามใส่ชุดสีแดง ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มจางๆ อยู่ เมื่อมาถึงก็คารวะทักทายนาง “พี่หญิง ที่จริงแล้วข้าคิดว่าควรมาพบท่านก่อนหน้านี้ แต่เพราะเห็นว่าท่านไม่สบายตั้งแต่กลับมาจากชายแดน” สีหน้าพระชายารองทำเหมือนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะพูดสิ่งใดอีก “สภาพท่านตอนนี้ดูน่าสงสารนัก ถึงว่าท่านจวิ้นอ๋องไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบ แต่ข้าคิดว่าอย่างไรก็ต้องพบท่านเพื่อฝากเนื้อฝากตัวเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเสียมารยาทเอาได้ ไป๋ชิงทำสีหน้าเหมือนปวดใจที่เห็นสภาพนาง หากแต่แววตานั้นกลับสมเพชอย่างเห็นได้ชัด หลินเหมยในตอนนี้กำลังกำมือแน่นด้วยความรู้สึกสังเวชใจที่ตัวเองอยู่ในสภาพเช่นนี้ น้ำตาเอ่อล้นใกล้จะร่วงหล่น หากแต่คนมองกลับรู้สึกยังไม่พอใจ “หลายวันมานี้พวกเราเร่งรีบจัดงาน ตัวข้าเองก็ตั้งตัวไม่ติดเช่นกัน ใครจะคิดว่าท่านอ๋องเพียงพบหน้าน้องเพียงหนึ่งครั้งก็เข้าพบฮ่องเต้เพื่อขอข้าแต่งงานแล้ว พี่หญิงคิดว่าแปลกไหมเจ้าคะ” แปลกอันใดเล่า แปลกที่เขาลืมความรักนางอย่างง่ายดาย เมื่อได้ประโยชน์จากนางจนสาสมใจก็ทิ้งขว้างไม่ไยดี น้ำตาตกในก็วันนี้ นางได้แต่มองไป๋ชิงกล่าวต่อ ทำสีหน้าเหมือนทุกข์ใจที่เห็นสภาพนาง แต่เมื่อก้าวเข้ามายังเก้าอี้ที่นางนั่งอยู่ ใบหน้านั้นก็โน้มเข้าหานาง สาวใช้หลานอิงคิดจะเข้ามาขวาง แต่สาวใช้ของไป๋ชิงสองคนก็มาขวางเอาไว้ไม่ให้ขยับ ใบหน้างามนั้นขยับมาถึงใบหูแล้วกล่าวต่อ “หากข้าเป็นพี่หญิง คงไม่กล้าเสนอเป็นพระชายาเอกท่านจวิ้นอ๋องให้เขาขายขี้หน้าแน่นอน ข้าคงชิงผูกคอตาย ไม่อยู่ให้ผู้คนรังเกียจเช่นนี้หรอก” น้ำเสียงนั้นเย็นเฉียบร้ายกาจจนทำให้ตัวนางสะท้าน มองหญิงสาวโน้มตัวกลับแล้วหันหลังจากไปทันที “คนนิสัยไม่ดี” นกแสนรู้ของนางตะโกนตามหลัง ก่อนจะบินมาเกาะแขนของนาง หลินเหมยยกมือขึ้นลูบหัวมู่มู่ น้ำตานางหยดลงบนแก้ม สายตานางมองดอกเหมยฮวาที่ร่วงหล่นบนพื้นดินครั้งแล้วครั้งเล่า กลีบดอกตกสู่พื้นจนมองไม่เห็นความงามของมันอีก เช่นเดียวกับตัวนาง หญิงมีราคีเช่นนางจะมีไว้ประดับเรือนทำไมกัน เมื่อคิดว่าอยู่ไปก็รังแต่จะทำให้เขาเดือดร้อน เหอหลินเหมยจึงยอมจากไปแต่โดยดี เสียงรถม้าขับเคลื่อนไปทางประตูหลัง เสียงโห่ร้องดีใจก็ดังมาจากในเรือน เป็นวันที่นางเจ็บปวดแสนสาหัสอยากตายให้พ้นเสียวันนี้ แต่ตายในเรือนของจวิ้นอ๋องก็รังแต่จะทำให้เขาเดือดร้อน ดูสิ นางจะตายก็ยังกลัวเขาเดือดร้อนอีก หลินเหมยแค่นหัวเราะให้ตัวเอง จะตายเป็นผีก็ยังรักเขาไม่เปลี่ยน ตัวข้าโง่เขลานัก เหตุใดจึงได้โง่เพียงนี้ เสียงม้าเร่งออกจากเมืองหลวงเพื่อมุ่งหน้าไปยังสกุลเหอที่ชายแดน บิดานางเป็นเพียงแค่นายกองธงกองธงแดงเท่านั้น หรือจะสู้สกุลจางของชายารองที่เป็นถึงอำมาตย์ปิตุลาผู้ทรงอำนาจเล่า ตอนที่นางคิดว่าหากออกนอกเมืองไปแล้วจะหาโอกาสกระโดดหน้าผานั้น ก็มีเสียงม้าวิ่งมาใกล้ ก่อนจะมีเสียงของเป้ยเล่อดังขึ้น “ข้าขอพบพี่สะใภ้ก่อน” หลินเหมยเปิดผ้าม่านก็พบชายหนุ่ม สีหน้าอีกฝ่ายเหมือนเสียใจที่เรื่องทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ “ข้าจะขอติดตามส่งพี่สะใภ้ถึงชายแดนอย่างปลอดภัย” นางควรดีใจไหม หรือว่าไม่ เพราะโอกาสที่จะกระโดดหน้าผานั้นริบหรี่เหลือเกิน แต่เพราะความหวังดีของเฉินเว่ยเป้ยเล่อจึงทำให้นางไม่กล้าคิดสั้นอีก พวกเขาเดินทางได้เพียงครึ่งทางก็ต้องแวะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ตอนที่นางถูกอุ้มลงจากรถม้านั้นก็พบว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นโรงเตี๊ยมเดียวกับที่ครั้งก่อนนางเดินทางไปเป็นตัวประกัน คำพูดหนึ่งของพระสวามีนางก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ ‘ไม่ว่าจะทุกข์จะสุข ข้าจะจับมือเจ้ามิปล่อย’ ไม่ยอมปล่อยเช่นนั้นรึ แค่เพียงลมพัดผ่านหัวใจก็ผันเปลี่ยนไปแล้ว จะเปลี่ยนอันใดได้กับความรู้สึกคนเล่า นางก็แค่สตรีไร้อำนาจ แถมไร้ประโยชน์ “พี่สะใภ้อย่าได้โกรธพี่มู่หยางเลย ถึงอย่างไรเส้นทางนี้ก็ต้องคำนึงถึงอำนาจก่อน” เฉินเว่ยปลอบใจพี่สะใภ้ ส่วนนางนั้นได้แต่เหม่อลอย คิดแต่เพียงว่าเหตุใดคนที่ควรอยู่ข้างนางถึงไม่เป็นเขา แต่กลับเป็นคนอื่น “คืนนี้พวกเราต้องพักที่นี่ก่อน” เสียงเฉินเว่ยทำให้นางได้สติ ชายหนุ่มเข็นนางเข้าไปในเรือนพักชั้นเดียวด้านหลังของโรงเตี๊ยม นางมองห้องที่อยู่ห้องแรก ก่อนที่เฉินเว่ยจะชี้ไปยังห้องใกล้กัน “ข้าอยู่ตรงนี้ พี่สะใภ้มีอันใดก็เรียกข้าได้” เฉินเว่ยมีสีหน้าตกใจเมื่อนึกได้ว่านางยังพูดไม่ได้ กำลังจะกล่าวขอโทษ หลินเหมยก็ส่ายหน้าว่าไม่เป็นไร คงเป็นมู่มู่ที่เกาะแขนนางพูดขึ้นมา “คนโกหก คนโกหก” คำนั้นของมันทำให้นางประหลาดใจ หรือว่ามู่มู่กำลังพูดถึงจวิ้นอ๋องผู้เป็นพระสวามีของนาง เฉินเว่ยมีสีหน้าไม่พอใจ เจ้ามู่มู่ก็หาได้กลัวไม่ ก็ยังตะโกนอีก “ระวังภัย ระวังภัย อันตราย อันตราย อยู่ไม่ได้” หลินเหมยรู้สึกว่าเจ้ามู่มู่จะพูดไม่รู้เรื่อง หรือเพราะว่าพวกนางเดินทางมานาน จึงทำให้มันพูดเลอะเทอะไปกันใหญ่ จึงสั่งให้หลานอิงพานางเข้าไปพักในห้อง เมื่อประตูปิดลงนางก็หันไปมองเจ้านกที่ดูกระวนกระวาย หรือว่าจะมีอันตรายจริงๆ แต่สภาพนางเช่นนี้ ยังจะมีใครต้องการอันใดจากนางอีก เหอหลินเหมยจมอยู่ในความคิดอยู่นาน ก่อนที่หลานอิงจะประคองนางขึ้นจากรถเข็นแล้วนอนบนเตียง “ดึกแล้ว พระชายารีบนอนเถอะเพคะ หม่อมฉันจะนอนเฝ้าหน้าห้องเอง” หลินเหมยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะมองแสงเทียนดวงเดียวดับลง ยามกลางคืนนั้นเหมือนมีมีดมาทิ่มแทงใจ ภาพของทหารพวกนั้นที่เข้ามาทำร้ายนางยังคงเป็นฝันร้าย หลินเหมยกัดผ้ากันเสียงที่เบาบางเพื่อกดความรู้สึกเจ็บปวด จนกระทั่งมีเสียงประตูเปิดออก หลินหยางลุกขึ้นมองไปยังประตูที่มีเงาสะท้อนอยู่เบื้องหน้า ‘ท่านอ๋อง’ หรือว่าจวิ้นอ๋องมาหานางแล้ว นางพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงแค่มองเงาที่สะท้อนกับดวงจันทร์นั้นกระทบใบหน้าเพียงครึ่ง “เป่ยหวางมาช่วยปลดปล่อยเจ้า หวางเฟยยอดรัก เจ้าจงหลับให้สบายเถอะ” น้ำเสียงนั้นเป็นเสียงเขา ก่อนที่นางจะเห็นเต็มสองตาว่าในมือเขานั้นมีดาบคู่กาย ไม่ทันที่นางจะมองเห็นชัดก็เห็นเขาถอดดาบออกจากฝัก จากนั้นก็กล่าวต่อ “เพื่ออนาคตของข้า เป่ยหวางจำเป็นต้องทำ ถือว่านี่เป็นคำขอร้องของเป่ยหวาง หวางเฟยจงตายเสียเถอะ” ดวงตาหลินเหมยเบิกกว้างมองดาบที่ปักลงมาตรงหัวใจนาง เลือดทะลักออกมาจากปาก สายตานางเต็มไปด้วยความสงสัย หรือเพราะอำนาจนั้นสำคัญกว่าสามีภรรยา แม้ผูกผมร่วมสาบาน ก็ไม่อาจเทียบได้ ท่านพี่ เหตุใดท่านได้ถึงเลือดเย็นเช่นนี้... หิมะร่วงโรยสู่ดินแล้วเลือนหาย เช่นหยดเลือดสีแดงลงพื้นมลายไป จบสิ้นแล้วความรักข้าและท่านในชาตินี้ หากชาติหน้ามี ข้าขอไม่รักท่านทุกชาติไป
“คุณหนู คุณหนูเจ้าขา คุณหนูอย่าเป็นอะไรนะเจ้าคะ” เสียงเรียกนั้นคุ้นหูนัก เหตุใดเสียงถึงเหมือนหลานอิงเหลือเกิน ดวงตานางขยับขึ้นลง แม้มีแสงแดดกระทบเข้ามา ก็ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองอยู่ในนรกหรือสวรรค์กันแน่ คนบาปเช่นนางคงเหมาะกับนรกมากกว่า หลินเหมยหัวเราะกับตัวเอง ในใจนางตอนนี้แสนเจ็บปวด ตอนแรกคิดว่าจะฆ่าตัวตายคงเสียใจมากแน่ แต่เปล่าเลย ความเสียใจนั้นมาจากที่นางถูกพระสวามีฆ่าต่างหาก “มู่หยางจวิ้นอ๋อง” บุรุษผู้นี้ไม่ว่าจะตายกี่สิบชาตินางก็จะไม่มีวันลืม ความเสียใจทุกอย่างประดังเข้ามา แต่เสียงเรียกข้างหูนางก็ยังไม่เปลี่ยน “คุณหนูหนิงฮวาเจ้าคะ อย่าทำให้บ่าวใจเสียเลย” หนิงฮวา เหตุใดถึงเป็นน้องสาวต่างมารดาของนาง ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ หลินเหมยจึงพยายามลืมตาเพื่อมองให้ชัดยิ่งขึ้น ก่อนจะพบว่าห้องนอนนั้นคุ้นตาเหลือเกิน เหมือนอยู่บ้านเดิมสกุลเหอไม่มีผิด เพียงแต่สภาพนั้นดูเก่าโทรมกว่าที่นางออกเรือน เมื่อสายตามองเห็นชัดก็มองเห็นหลานอิง แต่ทำไมใบหน้านางถึงดูมีริ้วรอยกว่าแต่ก่อน เหมือนอายุมากขึ้น “คุณหนูหนิงฮวาฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ บ่าวใจเสียหมดเลย หากคุณหนูเป็นอะไรไปบ่าวจะต้องเสียใจมากแน่ที่ปกป้องคุณหนูไม่ได้ เช่นนั้นหากตายไปพบกับพระชายาก็ต้องถูกตำหนิแน่นอนที่ดูแลคุณหนูไม่ได้” หลานอิงยังพูดไม่หยุด มือก็ยกขึ้นลูบไปมา ทำให้หลินเหมยรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นร่างกายเล็กน้อย และยังรู้สึกถึงสัมผัสตรงขาดี เมื่อลองขยับก็พบว่าขายกขึ้นได้ “ขะ ข้า” นางเปล่งเสียงออกมาก็ยิ่งตกใจกว่า เมื่อพบว่าเสียงนั้นแหลมเล็กราวกับสตรีวัยปักปิ่น เมื่อไม่เชื่อว่าตัวเองพบเจออันใดนางก็พยายามลุกขึ้นจากเตียง แล้วตรงไปยังกระจกทองเหลือง มองเงาสะท้อนในกระจกก็ยิ่งตกใจยิ่งกว่า ทันใดนั้นเสียงเจ้านกมู่มู่ก็ดังขึ้น “ฟื้นแล้ว กลับมาแล้ว กลับมาแล้ว” นางหันมองเจ้านกแสนรู้เมื่อก่อนนางคิดว่าเจ้านกแค่พูดเรื่อยเปื่อยไร้สาระ แต่ใครจะคิดว่าคำของมันล้วนจริงทุกคำ รวมถึงครั้งนี้ด้วย นางหันมองกระจกอีกครั้งก็พบว่าใบหน้านางในตอนนี้คือ “หนิงฮวา” น้องสาวของนางที่เกิดจากอนุเผย น้องสาวที่นางรักเหมือนน้องสาวแท้ๆ “เกิดเรื่องอันใดกับข้ารึ” นางหันไปถามหลานอิง คนที่ถูกถามก็ทำสีหน้าสงสัยกลับ “คุณหนูผูกคอตายเจ้าค่ะ” หลานอิงชี้ไปยังเศษผ้าที่เหลืออยู่บนคาน นางมองตามก็สงสัย มีเรื่องอันใดที่ทำให้หนิงฮวาเสียใจอย่างนั้นหรือ “ทำไมข้าต้องฆ่าตัวตาย อีกอย่าง ตอนนี้ปีใด” ยิ่งถามหลานอิงก็ยิ่งตกใจ “เหตุใดคุณหนูถึงถามเช่นนั้นเจ้าคะ” “ข้าถามก็ตอบ เหตุใดต้องย้อนถาม!!” คำพูดนี้คุ้นหูนัก หลานอิงได้ยินก็รีบตอบกลับ “รัชสมัยเจิน ปีที่ 20” ปีที่ 20 ตอนที่นางตายตอนนั้นนางอยู่ในรัชสมัยเจินปีที่ 15 ผ่านมาห้าปีเชียวหรือ ถึงว่าหนิงฮวาตัวสูงขึ้น ถ้านับจากอายุ ตอนนี้นางก็อายุครบสิบห้าปีพอดี “ทำไมข้าถึงฆ่าตัวตาย” พอได้ยินแบบนี้หลานอิงก็ยิ่งน้ำตาตกในมากกว่าเดิม “คุณหนูเสียสติไปแล้วหรือเจ้าคะ หรือว่าเลอะเลือนชั่วขณะ นั่นเพราะว่าคุณหนูต้องแต่งกับองค์รัชทายาทอย่างไรเล่า” องค์รัชทายาท? หมายถึง “องค์รัชทายาทหยวนไห่” ในตอนที่นางจากมาอีกฝ่ายอายุก็ใกล้สี่สิบปีแล้ว เหตุใดถึงมาขอบุตรีอายุเพียงสิบห้าไปเป็นสนมด้วยเล่า หากหลานอิงกลับส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “องค์รัชทายาทหยวนไห่ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อสามปีก่อนแล้วเจ้าค่ะ” ถูกปลดแล้ว? “แล้วใครกันที่ได้เป็นองค์รัชทายาท อย่าบอกนะว่า” “มู่หยางจวิ้นอ๋อง หรือในตอนนี้ก็คือ องค์รัชทายาทมู่หยางจิ้น” อะไรนะ!! ทั้งที่นางสาปแช่งเขาให้ตกนรกไปพร้อมนาง สาบานว่าไม่ว่าชาติภพใดก็อย่าได้พบเจอเขา ไม่ยอมดื่มน้ำแกงยายเมิ่งก็เพื่อให้จดจำความเจ็บปวดในชาติที่ผ่านมา แต่สวรรค์กลับไม่เมตตานาง ส่งนางกลับมาแต่งกับเขาอีก!! นี่มันเรื่องบ้าอะไร “สวรรค์ลิขิต เนื้อคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน” ไม่แคล้วบ้าอะไร หลินเหมยรีบหันไปมองเจ้านกแก้วที่ขยับบินไปทางอื่นเพราะกลัวนางบีบคอเสียก่อน พอแบบนี้แล้วเร็วนัก ฝากไว้ก่อนข้าจะมาเอาคืน ‘หนิงฮวาคงไม่อยากแต่งกับพี่เขยตัวเอง’ ไม่อยากมีสามีคนเดียวกันจึงได้คิดจบชีวิตตัวเอง แล้วนางเล่า ในตอนนี้สะอิดสะเอียนเต็มทน ทำยังไงถึงจะหลีกหนีชะตาบ้าบอนี้ได้ “ข้ามีเวลาเท่าไร” นางหันไปถามหลานอิง อีกฝ่ายก็รีบตอบตามความจริง “หนึ่งเดือนเจ้าค่ะ อีกหนึ่งเดือนเกี้ยวเจ้าสาวจากองค์รัชทายาทก็จะมารับถึงสกุลเหอ” มีเวลาเตรียมตัวแค่หนึ่งเดือนเอง แต่เอาเถอะ หนึ่งเดือนนี้ก็คงพอทำให้องค์รัชทายาทยกเลิกการแต่งงานกับนางแน่นอน ก่อนอื่นนางก็ต้องหาคนช่วยก่อน “ท่านพ่ออยู่ที่ใด” คำนั้นทำให้หลานอิงยิ่งตกใจกว่า “นายท่านและฮูหยินเสียไปเมื่อสามปีก่อนเจ้าค่ะ บัดนี้จวนเรามีเพียงแค่ฮูหยินรองเท่านั้น” อะไรนะ ท่านพ่อท่านแม่นางตายแล้ว หลินเหมยได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับทรุดลงพื้นร่ำไห้เสียใจ ห้าปีมานี้สกุลเหอนางต้องพบเจอสิ่งใดกันแน่ เหตุใดถึงได้ตกต่ำเช่นนี้ “หลานอิง เล่าให้ข้าฟังทั้งหมดว่าห้าปีนี้เกิดอันใดขึ้นกับสกุลเหอ” นางในตอนนี้เสียใจ แต่ก็พยายามฝืนทนพาตัวเองไปยังห้องป้ายวิญญาณบรรพบุรุษ เมื่อเปิดเข้าไปด้านในก็พบป้ายวิญญาณของบิดามารดานางตั้งอยู่ด้านหน้าสุด “ลูกอกตัญญูนัก” ไม่ได้อยู่ตอนท่านจากไป สองมือยกขึ้นปักธูปแล้วรำพันเสียใจออกมาไม่หยุด ร่างบอบบางร่ำไห้ไหล่โยกอยู่เกือบสองชั่วยาม ก่อนที่นางจะปาดน้ำตาแล้วหันไปถามหลานอิงอีกรอบ “ห้าปีมานี้เกิดอันใด เจ้าเล่ามาให้หมดอย่าได้ตกหล่นสักประโยคเดียว!!” นางจะลากพวกมันที่ทำให้สกุลเหอของนางต้องเป็นเช่นนี้มาชดใช้กรรม!! ห้าปีก่อนตอนที่นางถูกฆ่าตาย หลานอิงกลับมายังสกุลเหอก็พบว่าบิดานางถูกปลดจากตำแหน่งนายกองธงแดง ทรัพย์สินถูกยึดไม่เหลือ บิดาล้มป่วยจนตาย มารดานางทำใจไม่ได้ก็สิ้นใจตามไป คงเหลือเพียงอนุเผยที่พยายามประคองสกุลเหอ และเลี้ยงหนิงฮวาจนเติบโตมาถึงตอนนี้ จนเมื่อหนึ่งเดือนก่อนมีสาสน์จากองค์รัชทายาทให้รับบุตรสาวคนเดียวของสกุลเหอไปเป็นสนมของตำหนัก ความกังวลนั้นทำให้อนุเผยได้แต่ร้อนใจ ไม่เพียงเท่านั้น หนิงฮวาเองก็ไม่อยากใช้สามีร่วมกับพี่สาวตน จึงคิดฆ่าตัวตาย และนั่นทำให้นางฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างของหนิงฮวา สี่ชีวิตที่ต้องตายไปก็เพราะบุรุษผู้นั้น ผู้ซึ่งนางเคยรักปักใจ ภักดีจนยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลืองานเขา แต่กลับพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงคำลวง เหตุใดชะตาถึงได้นางต้องพบเจอเขาอีก นางจะไม่ยอมผูกปิ่นแต้มชาดหน้าผากกับเขาเป็นชาติที่สองแน่ แต่จะทำยังไงให้หลุดพ้นเรื่องนี้ คงต้องหาตัวช่วยแล้ว “คุณหนูคิดอันใดหรือเจ้าคะ” นางหันมองสาวใช้ตน อยากบอกว่าตัวนางเป็นใคร แต่คิดว่าจะทำให้อีกฝ่ายได้รับอันตราย จึงเก็บทุกอย่างเป็นความลับ คงมีแต่เจ้านกแสนรู้ “เกอซาน เกอซาน” นางลืมคนนี้ไปได้ยังไง เขาเปรียบเหมือนพี่ชายของนาง เป็นมือขวาของท่านพ่อ ห้าปีมานี้เขาอยู่ที่ใดกัน “ผู้ช่วยเกอซานตอนนี้อยู่ที่ใด” หลานอิงได้ยินก็ยิ่งไม่เข้าใจ จึงแก้คำใหม่ “คุณหนูต้องเรียกนายกองธงกองธงแดงเกอซานเจ้าค่ะ หลังจากนายท่านตาย นายกองธงเกอซานก็ได้รับการแต่งตั้งแทนนายท่าน” ควรเป็นเช่นนั้น เพราะว่าอีกฝ่ายมีความสามารถมาก หากไม่เพราะปีนั้นที่นางพบเจอกับจวิ้นอ๋อง นางก็อาจจะแต่งกับอีกฝ่ายไปแล้วก็ได้ เพียงแต่ห้าปีมานี้ “เขาแต่งฮูหยินเข้าจวนหรือยัง” คิ้วหลานอิงขมวดเข้าหากันแล้วส่ายหน้า “ห้าปีมานี้แม้จะมีตำแหน่งใหญ่โต แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยคิดแต่งภรรยา ข้าคิดว่าท่านเกอซานอาจจะยังคงระลึกถึงพระชายาเป็นแน่” ความรักในวัยเยาว์นั้นล้วนงดงาม หากไม่เพราะว่าบิดานางเห็นว่านางแต่งกับจวิ้นอ๋องย่อมมีอนาคตดีกว่านายกองธรรมดา ชีวิตนางคงไม่พบจุดจบเช่นนี้ ว่าแต่นางจะทำยังไงดี? “หลานอิง เจ้าพอจะมีชุดบุรุษไหม” ได้ยินเช่นนั้นหลานอิงก็ยิ่งตกใจ ไม่รู้ว่าคุณหนูคิดสิ่งใด ก่อนนางจะหาชุดบุรุษมาให้ได้สำเร็จเพราะไม่อาจปฏิเสธได้ ทำให้หลินเหมยรู้ว่าอีกฝ่ายแต่งกับบ่าวรับใช้ในจวนเมื่อสามปีก่อน ชีวิตราบเรียบของหลานอิงยิ่งทำให้นางไม่กล้าให้อีกฝ่ายเข้ามาเสี่ยงกับบัญชีแค้นครั้งนี้ นางต้องหาสาวใช้คนใหม่ แต่ก่อนหาสาวใช้คนใหม่ นางต้องหาคนช่วยก่อน เมื่อได้เสื้อผ้าบุรุษอย่างที่ตั้งใจนางก็เดินออกจากจวน “เจ้าไม่ต้องตามมา” “คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ” “ข้าไม่ทำร้ายตัวเองอีกแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง ฝากดูน้าเผย” หลินเหมยหยุดคำ ก่อนเปลี่ยนคำใหม่เมื่อนึกได้ว่าตัวเองอยู่ในร่างไหน “ข้าหมายถึงท่านแม่ด้วย ข้าไปไม่นาน จะรีบไปรีบกลับ” ไม่รอช้า นางก็รีบหลบทหารขององค์รัชทายาทที่เฝ้าอยู่หน้าจวน แอบไปยังทางลับของจวนด้านหลังเพื่อหลบหลีกคนพวกนั้น จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังจวนนายกองธงที่อยู่ฝั่งตะวันออกของเมืองต้าถง เมื่อไปถึงก็พบว่าด้านหน้าจวนนั้นมีทหารยืนเวรยามอยู่อย่างแน่นหนา นางจะมาในฐานะหนิงฮวาไม่ได้ ไม่เช่นนั้นหากองค์รัชทายาทมู่หยางรู้เข้า เกอซานจะเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิม เฝ้ามองอยู่หน้าจวนได้ครู่หนึ่งก็เห็นเกอซานสวมชุดลำลองเดินออกจากจวนพอดี ก่อนที่จะขี่ม้าไป หลินเหมยขมวดคิ้ว ยามนี้ใกล้พลบค่ำเขาไปที่ใดกัน ก่อนจะนึกถึงที่หนึ่งจึงเร่งเดินเท้าไปทางนั้น แต่เพราะคนหนึ่งขี่ม้า อีกคนเดิน กว่านางจะไปถึงก็พลบค่ำพอดี แสงตะวันตกลับขอบฟ้า ความมืดมาเยือนก็ยิ่งทำให้นางหวาดกลัว แม้ตายแล้วเกิดใหม่อีกครั้ง แต่นางก็เป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง หาได้มีความสามารถในด้านอื่นไม่ พอคิดถึงฝันร้าย นางก็เร่งขยับฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังแม่น้ำนอกเมือง จนกระทั่งมองเห็นกองไฟจึงถอนหายใจโล่งที่เขายังอยู่ ไม่ได้กลับอย่างที่คิด นางมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าหลุมศพ จากนั้นก็ก่อกองไฟแล้วย่างปลาพลางพูดคุยไปด้วย “เหมยเอ๋อร์ หลายวันมานี้ข้ายุ่งกับการฝึกรบเลยไม่ได้มาหาเจ้า ตอนนี้องค์รัชทายาทฟงหวินขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้แคว้นเจี่ยแล้ว คิดว่าหลังจากนี้เขาอาจจะยกทัพมาจัดการแคว้นโจวแน่นอน” การศึกเว้นไปหลายปีตั้งแต่นางตาย บัดนี้กองไฟเริ่มคุกรุ่นเช่นเดียวกับในใจเขาที่รอวันแก้แค้นให้นาง “แต่เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะตัดหัวมันมาเซ่นวิญญาณให้เจ้าแน่นอน” คำกล่าวนั้นเขาควรกล่าวถึงมู่หยาง เหตุใดถึงได้มีเพียงแค่คนชั่วช้าผู้นั้นคนเดียว “คนตายไปแล้วจะได้ยินที่ท่านพูดได้เช่นไร” นางไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีก หลินเหมยออกจากที่ซ่อน ก่อนจะปรากฏตัวต่อหน้าเกอซานชายหนุ่มรีบจับดาบเมื่อเห็นเป็นบุรุษร่างเล็ก แต่เมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้กองไฟก็เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น “ฮวาเอ๋อร์ เจ้ามาได้เช่นไร” สองพี่น้องสกุลเหอย่อมคุ้นเคยกับเขาดี เกอซานมองด้วยความเป็นห่วง แต่หลินเหมยไม่อยากปิดบังความจริง เพราะมีงานหลายอย่างที่จะให้เขาช่วยเหลือในภายภาคหน้า “ท่านต้องเรียกข้าว่า เหมยเอ๋อร์” คำว่าเหมยเอ๋อร์ทำให้เกอซานตกใจ “เจ้าเลอะเลือนหรืออย่างไรถึงได้พูดคำนั้นออกมา ฮวาเอ๋อร์” “เหมยเอ๋อร์ ข้าคือเหมยเอ๋อร์ที่อยู่ในร่างน้องฮวาเอ๋อร์ ข้าที่ตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อนกลับมาในร่างหนิงฮวา คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่านตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว” เกอซานไม่เคยได้ยินเรื่องไร้สาระพวกนี้ “เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร” เขาที่คิดว่าอีกฝ่ายเลอะเลือนก็พยายามจะพานางกลับเข้าเมือง แต่หลินเหมยกลับเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้น “ตอนที่ข้าปักปิ่นปีนั้น ท่านเป็นคนนำปิ่นปักผมดอกเหมยฮวาทำจากหยกขาวมาให้ข้า แต่ยังไม่ทันที่ข้าจะได้รับมันก็มีพระราชโองการพระราชทานมงคลสมรสระหว่างข้ากับจวิ้นอ๋อง วันนั้นในสวนหลังจวนใต้ต้นดอกเหมยฮวานั้นมีเพียงแค่ท่านกับข้าเท่านั้น” เกอซานได้ยินก็สั่นสะท้าน เงยหน้าสบตากับแววตาคู่นั้น ดวงตาแข็งกร้าวบอกว่านางคือหลินเหมยตัวจริง ไม่ใช่เลอะเลือนกล่าววาจาเสียสติ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าเมื่อนางเอ่ยว่า “มิอาจผูกวาสนาในชาตินี้ ถ้าเช่นนั้นพี่ขอผูกวาสนาในชาติหน้า” ดวงตาที่เอ่อด้วยน้ำตามองไปยังถุงหอมที่ติดอยู่ที่เอวเขา จากนั้นก็พูดขึ้น “ท่านยังเก็บมันอีกรึ ข้านึกว่าท่านทิ้งมันไปแล้วเสียอีก” เกอซานก้มลงมองถุงหอมแล้วก็ยิ้มอย่างดีใจ “เป็นเจ้าจริงๆ เหมยเอ๋อร์” ก่อนที่จะเข้ามากอดนางไว้แน่นแล้วเอ่ยต่อ “ครั้งก่อนข้าไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมเป็นเช่นนั้น ชีวิตข้าจะเป็นของเจ้าผู้เดียว” สายลมพัดผ่านเข้ามากระทบใบหน้า จากนั้นหลินเหมยก็ตื่นจากความคิด!!