‘ไป๋เหม่ยหลาน ศิษย์ทรยศ!’ น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของเหล่าศิษยานุศิษย์ดังกึกก้อง แสงจัดจ้าของโซ่แห่งหยางรั้งตรึงข้อมือโชกชุ่มโลหิตของร่างผอมบางในอาภรณ์สง่า ถักทอด้วยลายปักท้องนทีสีคราม ใต้ผ้ารัดเอวห้อยหยกดาราเปล่งประกาย สัญลักษณ์เซียนสตรีผู้บำเพ็ญตน นางมิได้ขัดขืนการจับกุมเพื่อสำเร็จโทษ ‘ไป๋เหม่ยหลาน’ ขยับยิ้ม หวนคิดถึงความทรงจำเมื่อครั้งนางยังคงอยู่สำนักเซียวเหยา ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์สั่งสอนนางว่า ‘เมื่อกระทำความดี ย่อมได้รับความเคารพนับถือ’ ทว่าหากประพฤติชั่ว เหล่าเซียนมิอาจละวางความรู้สึกชิงชัง พวกเขาต่อต้านความชั่วร้ายและจะรุมประณามนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการผิดประเวณี ถึงแม้ว่าสหายผู้ยึดมั่นในความดีของไป๋เหม่ยหลาน ออกความเห็นว่าสมควรขับไล่นางไปสถานที่อันห่างไกล เพื่อเห็นแก่ความดีของนาง ในเมื่อนางเคยช่วยเหลือภพภูมิสวรรค์ นางรักษาความสงบสุขให้ผู้บำเพ็ญเพียรอยู่เสมอ ผู้นำสำนักเซียวเหยาไม่เพียงไม่เห็นด้วยเท่านั้น ความผิดอันใหญ่หลวงของนางมิได้รับการละเว้นโทษทัณฑ์ นางถูกทรมานในหุบเหว ให้มารร้ายกัดกินดวงวิญญาณ ตราบจนกว่าร่างทิพย์จะสูญสิ้น ยามเซินในฤดูวสันต์ใบไม้หลากสีผลิบาน แตกต่างจากเมืองเทพซึ่งนางเคยขยับปลายเท้าวาดวิชากระบี่เคียงข้างท่านอาจารย์ ท่ามกลางพรรณพฤกษาหลากสีสะท้อนแสงระยิบระยับ วิจิตรตระการตา ต้นไม้ทิพย์ไม่มีวันสิ้นสลายหากไม่ถูกทำลาย พวกมันล้วนเป็นวัตถุมีชีวิตอันถาวรนานบนเทวโลก ใบหน้างดงามอ่อนหวานเศร้าหมอง เฝ้ามองการเจริญเติบโตของผลส้มงอกเงยเต็มสวนผ่านหน้าต่างไม้เปิดอ้ากว้าง ร่างผอมบางในชุดฮั่นฝู งดงามถีบทะยานขึ้นสู่ยอดไม้สูงใหญ่ สะบัดมือเก็บผลส้มลงตะกร้าในอ้อมแขน “ไยเจ้าออกตัวแทนพวกเขาอีกแล้ว ลูกสาวข้า...” บิดาเงยหน้าขึ้นถาม ขณะปลายเท้าของบุตรสาวเหยียบย่างลงบนพสุธาด้วยท่วงท่าสง่างาม “ระวังเถิด พวกชาวนาชาวไร่จะเคยตัว” ไป๋เหม่ยหลานยกมือประสานกันอย่างนอบน้อม “ขออภัยท่านพ่อ ข้าเป็นผู้มีเมตตาธรรมสม่ำเสมอ เกรงว่าข้าจะไม่ทำให้พวกเขาแค่เคยตัว ป่านนี้ชาวนาชาวไร่คงยกย่องข้าเป็นเทพธิดา” “อืม... ลูกสาวข้างดงามปานเทพธิดา จิตใจเปี่ยมด้วยคุณธรรม วิทยายุทธล้ำเลิศไม่เป็นรองใคร สำหรับข้าฉางผิง ลูกสาวเป็นหนึ่งในใต้หล้า” “ท่านพ่อเยินยอข้ามากไป จะอย่างไรก็ดี ข้าขอน้อมรับไว้” เสียงหวานเอ่ยสุภาพ รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏขึ้น กระทั่งในดวงตาเรียวรี ผู้คนรอบกายไป๋เหม่ยหลานมองว่าใบหน้าขาวผ่องงามหมดจดของนางแลดูเศร้าหมอง บางครั้งนางก็หาได้แสดงอารมณ์ใด ๆ นางเป็นผู้สุขุมเยือกเย็น เฉลียวฉลาดมีความรู้ราวบัณฑิต ผิดจากบุตรสาวผู้สูงศักดิ์คนอื่น คืนวานนี้เกิดเรื่องราวที่ยังไม่ได้สืบสวนเรื่องราวให้แน่ชัด หากคาดเดาว่าเป็นการทะเลาะวิวาทอันเนื่องมาจากชายพเนจรขี้เมามารบกวนสวนส้ม ไป๋เหม่ยหลานออกตัวรับผิดแทนชาวสวนว่าพวกเขาไม่เกี่ยวข้อง ราวกับสองตาเห็นด้วยตน นางไม่ยอมให้ใครถูกเจ้าของที่นาลงโทษแม้สักคนหนึ่ง “แม่เฒ่าอาวุโสกล่าวกับข้าว่าคำเชยชมของบิดามารดาเปรียบดังสารประกาศิต พวกท่านเอ่ยอย่างไร บุตรมักเป็นเช่นนั้น” “จริงอย่างเจ้าว่า ข้าถึงได้ชื่นชมบุตรสาวคนเก่งทุกวัน เจ้าจะได้เป็นไปตามคำของบิดา” “ขอบคุณท่านพ่อ” บิดาลูบศีรษะน้อยด้วยแววตาเอ็นดู มิได้เอ่ยว่าบุตรสาวเรื่องการรับผิดชอบแทนผู้อื่น ธรรมดานางเป็นผู้ชอบทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ชอบออกตัวรับผิดแทนผู้น้อยกว่า แถมพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องให้บิดาหันมาสนใจความพูดของนางได้ ‘ฉางผิงโหว’ เคยเอ็ดว่าไป๋เหม่ยหลานไยชอบพูดจาเหลวไหล กระทั่งวันหนึ่งจึงตระหนักได้ว่าบุตรสาวตนอาจเป็นเซียนผู้หวนคืนสู่วัฏสงสาร เมื่อนางมักเล่าเรื่องประหลาด ๆ เกี่ยวกับเทวโลก คติธรรม ไม่มีผู้ใดเคยได้ยิน นางเข้าใจในคำสอนในลัทธิขงจื่อ สามารถอธิบายให้ผู้ใหญ่ฟังได้ว่าคืออะไร ทว่าสตรีไม่มีโอกาสได้เล่าเรียนปรัชญา แม้กระทั่งวันที่นางสูญเสียมารดาไป เด็กหญิงวัยห้าขวบจะมีความรู้เรื่องโรคร้ายได้อย่างไร ในวัยเด็กของไป๋เหม่ยหลาน มีสติปัญญาฉลาดเฉลียวเกินเด็ก นางสุขุมเยือกเย็น กิริยาสง่างามดังผู้บำเพ็ญตน นางไม่มีนิสัยซุกซนเหมือนเด็กทั่วไป “ข้ามีเรื่องพูดคุยกับเจ้ามากมายทีเดียว ข้าจะเข้าเมืองหลวงไปทำธุระเสียก่อน ค่อยกลับมาพูดคุยกับเจ้าทีหลัง” “เดินทางปลอดภัยท่านพ่อ มีเรื่องใดให้ข้าช่วยเหลือ ขอให้บอกข้าจะตามไปคุ้มกันท่านพ่อ” “ข้าไปไม่ไกล อีกเดี๋ยวก็กลับ เจ้าควรใช้เวลาพักผ่อนของเจ้า ลูกสาว” เสียงหัวเราะเริงร่าของบิดาในวัยสี่สิบลับหายไป พร้อมคำว่าไม่เป็นไร ๆ ลูกสาวไม่ต้องตามมา -------------------------------- บิดาจากไร่ส้มไปสักเค่อหนึ่งกับทหารองครักษ์สามนาย ไป๋เหม่ยหลานยังคงนั่งอยู่บนยอดไม้ต้นที่สูงที่สุด เอนแผ่นหลังพิงพฤกษาพรรณสูงตระหง่าน หลังขจัดความฟุ้งซ่านจากนิมิตในวันวานด้วยการนั่งกินผลส้ม ชาวนาชาวไร่ไม่ได้รับความเป็นอยู่ที่ดีเช่นนาง บุตรสาวท่านโหวผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้น ‘โหว ’ ชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่นา พวกเขารับจ้างทำนา นำเงินไปจุนเจือครอบครัว ด้วยความเป็นชนชั้นล่างของสังคมที่ยากจนข้นแค้น ถึงแม้ว่าจะมีฮ่องเต้รวบรวมดินแดนแว่นแคว้นให้กลายเป็นหนึ่งแผ่นดิน ชนชั้นแรงงานกลับมีความเป็นอยู่ย่ำแย่กว่าขุนนางและเหล่าชนชั้นสูงหลายเท่า แม้ในยามที่บ้านเมืองแบ่งแยกอีกครั้งหนึ่ง ก็ยังไม่ต่างไปจากเดิม นางได้ยินว่าชาวบ้านที่อดอยากยากจนต่างพากันหนีลงใต้ หลังจากที่ฮ่องเต้ทำการอวยยศให้แม่ทัพผู้ร่วมกันก่อตั้งราชวงศ์ ให้ครองแคว้นรอบนอกเรียกท่าน ‘อ๋อง ’ โชคดีของไป๋เหม่ยหลานได้เกิดเป็นสตรีสูงศักดิ์ ถึงนางจำต้องอยู่เงียบ ๆ ในเรือนบิดา ไม่ทำตัวโดดเด่น นางเก็บตัวพอสมควรไม่เข้าสังคมกับบุตรสาวขุนนางทั้งหลาย นางแทบไม่เดินทางไปที่ไหนไกลจากไร่ส้ม อย่างมากนางก็ไปซื้อของในตลาดบ้าง เพราะถึงนางไม่คบหาใครมากนักนางชื่นชอบหลงใหลในความงาม นางสวมผ้าแพรต่วน ซึ่งสวยงามเป็นอย่างมาก หญิงสาวผู้ดีมีเงินต่างสวมใส่มัน นางดูแลคนงานของบิดา ไม่เช่นนั้นก็อยู่แต่ในเรือนบิดา “ไป๋เหม่ยหลาน ๆ ข้ามีของมาฝากเจ้า!” เสียงตะโกนปลุกร่างบางในชุดฮั่นฝูถักด้วยลวดลายนภาสีคราม ไป๋เหม่ยหลานสะดุ้ง มองตามปีกสีขาวสะอาดโผลงมา ยื่นมือออกไปรับหยกเปล่งแสงจากจะงอยปากนกนางนวล “ขอบใจเจ้าสำหรับของฝาก อี้เจ๋อ ถึงข้าจะไม่ต้องการมันอีกก็ตาม”
ปักษาส่งเสียงหัวเราะร่าเริง “โธ่ ๆ ไป๋เหม่ยหลาน รับของเจ้าคืนไปเถิด เผื่อเจ้าจะนึกถึงความงดงามของเทวโลก” “ยามนี้ข้าเป็นเพียงมนุษย์เดินดิน บุตรสาวท่านโหว เจ้าของไร่ส้มไร่นา ปลูกข้าว ทำเกษตร” “ท่านพ่อของเจ้าเป็นต่างหาก” “ข้าก็เป็นผู้ดูแลที่ดินทั้งหมดนี้” “เพราะบารมีจากข้าต่างหากเล่า ถ้าหากว่าข้าไม่ให้ความช่วยเหลือเจ้า คงได้ไปเกิดเป็นโสเภณีในสนามรบตามโทษแห่งกามารมณ์ของเจ้า” ปักษาพูดจาเจื้อยแจ้วเกาะอยู่บนเรียวแขนซึ่งปกปิดด้วยผ้าแพรนุ่มลื่น แถมชาญฉลาดเลือกที่จะไม่วางกรงเล็บแหลมคมบนไหล่ของนางให้นางรู้สึกเจ็บ อี้เจ๋อทวงบุญคุณนางวันที่เขาไปสลับเปลี่ยนดวงวิญญาณแหลกสลายถึงหุบเหวมาร ให้เหล่าผู้อาวุโสสำนักเซียวเหยาเข้าใจผิดว่าเป็นนางเพื่อที่จะนำพานางไปรับโทษทัณฑ์ในภพชาติต่อไป แท้จริงแล้วนางถูกนำพาดวงวิญญาณไปโยนลงไปในบ่อแห่งการจุติอีกแห่งหนึ่ง วาสนานำพานางจึงได้มาเป็นบุตรสาวของบิดาผู้รักใคร่นางปานฉะนี้ ฉางผิงโหวเลี้ยงดูฟูมฟักนางเป็นอย่างดี ด้วยความเป็นมิตรสหายมาเนิ่นนานนับหลายหมื่นปี ปักษาตนนี้มาพบไป๋เหม่ยหลานเมื่อไร มักมีเรื่องราวข่าวสารในเทวโลกมาแจ้งแก่นาง “พวกเขารู้เรื่องเจ้าแล้ว” “อ้อ... งั้นหรือ? คงรู้สึกผิดบ้างกระมัง” “หยาดน้ำตาของท่านอาจารย์ท่วมสวรรค์ เพราะเจ้า...” “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” “ข้ามิใช่สัตว์โลก ท่านอาจารย์มิใช่สัตว์โลก เอ๊ะ... เจ้าหมายถึงใครรึ?” มุกตลกขบขันบนใบหน้าป้ำเป๋อของนกน้อยช่างน่ารัก นกนางนวลเอียงคอส่งเสียงโวยวาย ทำไป๋เหม่ยหลานหัวเราะ เคาะหัวอี้เจ๋อเบา ๆ อย่างเอ็นดู “เดิมทีเจ้าเป็นเทพปักษามิใช่หรือ ข้าจะไปหมายถึงเจ้าได้ยังไงกัน เจ้าใช่นกหน้าตาโง่เง่าอย่างนกทั่วไปที่ไหน เจ้าสำเร็จเป็นเซียน” นางพูดจบ นางก้มลงมองหยกเปล่งแสงในมือ ด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง นางไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญตนบนเทวโลกอีกต่อไป นางถูกทรมานจนตายอย่างน่าอนาถในฐานะศิษย์ทรยศ ต่างจากอี้เจ๋อ ขณะปีกสีขาวของนกนางนวลทำให้หวนคิดถึงอดีต “ท่านอาจารย์ยินเฟิงรักษาพิษเหมันต์จนหายดีแล้ว ท่านแตกหักกับสำนักเซียวเหยา ไปเข้าฝ่ายมารสักระยะ... พวกอสรพิษ...” “เจ้าพูดจาเหลวไหล ท่านเกลียดชังปีศาจยังกับอะไรดี” “ข่าวลือจากแดนจิ้งจอกว่ามีเซียนระดับปรมาจารย์เดินทางไปฝึกวิชามาร เขากลืนลูกแก้วปีศาจอสรพิษเข้าไปจนร่างเซียนสลาย กลายเป็นมารครึ่งหนึ่ง” “...จึงได้เรียกว่าข่าวลือ” “ท่านเรียกเจ้าภรรยา เรียกเจ้าไป่ไป๋ของท่าน...” “ยิ่งฟังดูไม่เข้าท่า มีสัมพันธ์กันเพียงครั้งเดียว ข้าก็เมา ท่านก็เมาพิษปีศาจ จะเป็นสามีภรรยาไปได้อย่างไร?” ไป๋เหม่ยหลานมาจุติบนโลกมนุษย์แม้เพียงสิบแปดปี เทียบเท่าระยะเวลาร่วมเก้าพันปีในเทวโลก นางหรือจะรู้ร้อนรู้หนาว นางลืมเลือนเรื่องราวระหว่างนางและท่านอาจารย์ไปเสียหมด ถึงระลึกขึ้นมาได้โดยบังเอิญและในความฝันมากมายของนาง ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่านางจะลืมมันให้ได้อีกครั้ง “การรับโทษทัณฑ์เพราะผิดประเวณีบนเทวโลก นับว่าถูกต้องสมควร ผู้บำเพ็ญตนล้วนมิใช่มนุษย์ เมื่อมีสัมพันธ์ลึกซึ้งแล้วจึงต้องแต่งงาน” “ไป๋เหม่ยหลาน อันที่จริงเจ้าจะโกรธแค้นพวกเขาบ้างก็ได้ ในเมื่อเจ้าไม่ได้กระทำผิด” “ไยต้องโกรธเคืองกัน ข้าตัดสินใจไปแล้ว สิ่งที่ข้าต้องทำ เพียงเดินไปข้างหน้า” ใบหน้าสดสวยแลดูผ่อนคลาย นางปิดตาลงนอน นางคงไม่ใส่ใจไยดีผู้ใดหรอกนอกเสียจากชาวนาชาวไร่ “เรื่องก็ผ่านมาเนิ่นนาน ข้าไม่อยากจดจำ” แล้วนางก็ห้อยหยกไว้เหนือผ้ารัดเอวไว้กับชุดฮั่นฝูสีคราม สะบัดมือร่ายเวทให้มันกลายเป็นหยกธรรมดา -------------------------------- ‘เป็นรางวัลความขยันมุมานะของเจ้า ศิษย์ไป๋...’ ‘เก่งมาก เจ้าไป่ไป๋’ ทั้งน้ำเสียงทุ้มละมุนหู แววตาเปี่ยมไปด้วยเมตตาของท่านอาจารย์ยังคงอยู่ในห้วงคะนึงของไป๋เหม่ยหลาน นางเฝ้าโหยหาอาลัยนับตั้งแต่จำความได้ตอนอายุสักห้าขวบ ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามาราวสายน้ำที่มิอาจหวนคืน นางจดจำทุกสิ่งได้ทีละเล็กละน้อยจนเติบใหญ่ นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอจ้องมองหยกสลักลายบุปผา เปล่งประกายแสงระยิบระยับ ปรากฏชื่อ 白 อันหมายถึงสีขาว ความบริสุทธิ์ 慧 หมายถึงฉลาดปราดเปรื่อง นางเคยได้รับสมญานามจากการฝึกฝนเวทวิชาหลายแขนง ท่านอาจารย์เชยชมนางว่าฉลาดหัวไว เก่งฉกาจกว่าศิษย์คนไหน ถึงบางวันนางอาจทำตัวเปล่าประโยชน์ หากนางเหน็ดเหนื่อยกับการฝึกฝนปานร่างจะแตกเป็นเสี่ยง นางมักนอนนิ่ง ๆ บนฟูกนอนในห้องพัก อาจารย์ยินเฟิงมาปลุกเรียกไปไป๋ ลุกขึ้นมาฝึกวิชาของเจ้าซะ อย่าเป็นเซียนที่เกียจคร้านไม่สู้งาน ไม่อดทนบากบั่นต่ออุปสรรค ความเกียจคร้าน ‘ท่านอาจารย์... ขอให้ข้าพักสักหน่อย’ ‘ไม่ เจ้าลุกขึ้นมา’ ‘ข้าเหนื่อยนะ เกิดข้าดับสลายไปเพราะลมปราณแตกซ่าน ธาตุไฟเข้าแทรก ท่านจะอยู่กับใคร’ ‘ไป๋เหม่ยหลาน!’ แล้วนางก็ถูกโยนออกจากฟูกนอน เมื่อสำนักเซียวเหยาไม่ต้อนรับเซียนผู้เกียจคร้าน ไหนจะร่างทิพย์ในเมืองเทพล้วนอิ่มสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องหลับนอนก็มีชีวิตอยู่ได้ การกินอาหารหรือหลับใหลในบางครั้งเป็นเพราะร่างทิพย์อ่อนพลังลงเท่านั้น ซึ่งนางแทบไม่ได้ทำเรื่องเหน็ดเหนื่อย ท่านอาจารย์ยินเฟิงให้นางฝึกฝนเฉพาะวิชาที่เหมาะสมกับพลังกายของนาง ดวงตาสีนิลสนิทเหม่อมองกระจกบานสูงใหญ่ ภายใต้รูปลักษณ์อันงดงาม นางมิใช่เซียนอีกต่อไป นางไม่มีร่างทิพย์ รังแต่จะโรยราไปตามวัย ห้องนอนกว้างขวางในเรือนไม้ซึ่งนางอาศัยกับบิดาตามลำพัง ยามนี้ไม่มีใคร สาวใช้ออกไปเสียหมด หลังจากที่เข้ามาช่วยเหลือนางเกล้าผมดำขลับยาวพ้นสะโพก หวีผมให้นาง ประดับใบหน้าขาวผ่องและปิ่นหยกงดงาม หยิบชุดฮั่นฝูสีสันสดใสราวสีของดอกบ๊วย นางห้อยหยกไว้ใต้ผ้าคาดอก ปัดมือเบา ๆ ให้มันกลายเป็นหยกสลักลายดอกโบตั๋นธรรมดา เศษหินจากดวงดาราทำให้ตราเทพนี้พิเศษกว่าเซียนอื่นในสำนักเซียวเหยา ไป๋เหม่ยหลานได้รับความเอ็นดูจากอาจารย์ยินเฟิง ผู้สอนวิชาเวทให้นางกว่าหมื่นปี อยู่มาวันหนึ่งนางก็ได้รับตราเทพจากท่านผู้ยิ่งใหญ่ อาจารย์ยินเฟิงถือโอกาสทำให้มันเป็นเครื่องรางวิเศษ เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นตราหยกของนาง ‘ไป่ไป๋...’ นางได้ยินเสียงท่านอาจารย์อีกแล้ว...
เปลือกตาร้อนผ่าวปิดลง ส่ายหน้าไปมาแรง ๆ หากยังไม่ห่างหายจากสัมผัสอ่อนหวานราวปุยเมฆของบุรุษเทพ สายตาแสนเอ็นดูราวกับว่านางเป็นหญิงสาวที่น่ารักใคร่ นางหรือจะลืมเลือน กระทั่งค่ำคืนพลาดพลั้งติดกับเวทมาร น้ำเสียงแหบพร่าและแววตาหลงใหลใต้แสงดาราก็ไม่ได้ต่างไป ทว่านางไม่เคยเสียใจที่ยอมรับความผิดเพื่อรักษาเกียรติของท่านอาจารย์ ปกป้องศักดิ์ศรีท่านโดยไม่สนว่าใครจะมองนางด้วยสายตารังเกียจชิงชัง แม้นท่านอาจารย์ประกาศกร้าวต่อทั่วเทวโลกว่าไป๋เหม่ยหลานมิใช่ศิษย์สำนักเซียวเหยา มิใช่ศิษย์ของหลิวยินเฟิงอีกต่อไป นางเป็นหญิงสกปรกคิดทรยศต่ออาจารย์ นางใช้พิษกามารมณ์ของปีศาจอสรพิษหยดใส่ชาเพื่อมอมเมาอาจารย์ยินเฟิงให้สานสัมพันธ์สวาทกับนาง “เจ้าจะไปหรือยัง? ข้ารอนานแล้วนะ เจ้าสางผมจนจะหมดหัวของเจ้าแล้ว” ไป๋เหม่ยหลานไม่ได้สางผมแต่ยืนมองกระจกด้วยแววตาเหม่อลอยจนอี้เจ๋อบินเข้ามาทางหน้าต่าง “วันนี้ข้าเป็นหญิงโสด หน้าตาสะสวย บิดาร่ำรวย มีอำนาจและเงินทอง ข้าจะซื้อของทั้งตลาด ย่อมไม่ใช่ปัญหา เงินบิดาเปรียบเหมือนเงินข้า” ไป๋เหม่ยหลานแสร้งทำเป็นไม่สนใจอี้เจ๋อ นางเดินนำหน้าไป ถุงกำมะหยี่สีแดงในกระเป๋าผ้าห้อยอยู่บนเรียวแขน สวมชุดเปิดอกนวลเนียนตามยุคสมัย เกล้าผมด้วยปิ่นสีทอง ดูอย่างไรก็เป็นเศรษฐินี อี้เจ๋อเตรียมหีบเวทใบเล็กมาใส่ของในตลาดด้วย แม้เป็นเซียนก็ยังชื่นชมงานฝีมือของมวลมนุษย์ “ถ้าหากว่าข้าไม่ช่วยเจ้า คงได้ไปเกิดเป็นนางบำเรอในสนามรบตามโทษแห่งกามารมณ์ของเจ้า” “เจ้าทวงบุญคุณข้ารอบที่ล้านได้ อี้เจ๋อ...” “เผื่อว่าข้าจะได้อะไรตอบแทน” “เอาสิ เจ้าอยากได้อะไร?” “ของเล็กน้อย ไม่มาก แล้วก็สุรา...” “ข้าผู้มีจิตใจดีจะมอบของขวัญให้เจ้าเท่าที่เจ้าต้องการ เจ้าอยากได้อะไรให้ส่งสัญญาณบอกข้า” “ดีล่ะ ข้าจะนำของเหล่านี้ไปฝากสหาย เพื่อมิตรภาพอันแน่นแฟ้นเนิ่นนาน” ปีกสีขาวโผบินมาเกาะเมื่อนางผายมือออกต้อนรับอี้เจ๋อ เล็บแหลมคมบนอุ้งมือนกนางนวลทำให้เสื้อผ้าของนางเป็นรอยเล็กน้อย นางมิได้เอ่ยว่าอี้เจ๋อ ขณะสองเท้าก้าวเดินผ่านระเบียงกว้าง นางพูดจากับนกนางนวลซึ่งไม่มีใครได้ยินเสียงของเทพ เพียงได้ยินเสียงนางพร่ำพูดลำพัง “หากมีของฝากไปให้ท่านอาจารย์ด้วย... คงจะดี” “น่าเสียดาย ไม่มีใครพบท่านอีกเลย มีแต่ข่าวลืออย่างเจ้าว่า ข้าไม่กล้าไปเที่ยวเล่นในนรกภูมิตามลำพังด้วย ที่นั่นสถานการณ์ไม่สงบสุขแม้สักวัน” “ช่างเถอะ...” “ใช่... ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกผิดที่ต้องโกหก เจ้าคิดถึงท่านอาจารย์อยู่เสมอ ช่างเถิด” อี้เจ๋อปลอบใจนางทั้งในร่างนกนางนวล เขาเลือกที่จะไม่ปรากฏตัวเป็นบุรุษเทพให้เป็นที่สงสัย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองใบหน้างามเศร้าหมองลง ด้วยใจเวทนานางนัก หากเมื่อใดนางเกิดคิดถึงอาจารย์ยินเฟิงขึ้นมา -------------------------------- บ่าวรับใช้ผู้ดูแลบุตรสาวท่านโหวรู้ดีกว่านางมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ เช่นตัวที่มาเกาะแกะบ่อยที่สุดเป็นนกนางนวลที่มีขนสีขาวสะอาดเป็นเงามัน พุงเล็กกลมของมันแลดูน่ากอด เห็นจะชื่ออี้เจ๋อ นกนางนวลนี้เริ่มชินชากับการลูบจับหัวของมนุษย์ ดีกว่าพวกเด็กตัวเล็ก ๆ ชอบนำหินขว้างปาหรือเข้ามากลั่นแกล้ง ด้วยนิสัยของเด็ก อี้เจ๋อปล่อยให้ทุกคนเข้าใจว่าตนเป็นนกนางแอ่นที่น่ารัก ได้รับการฝึกฝนจากไป๋เหม่ยหลานจนเชื่อง เมื่อใดนางยื่นอาหารให้เขาใช้จะงอยปากจิกกิน แถมแสร้งกินอย่างเอร็ดอร่อย คราวนี้อี้เจ๋อไม่อยู่บนโลกมนุษย์นาน การเดินทางข้ามภพภูมินั้นกินเวลามาก เขารวบรวมของกระจุกกระจิกเท่าที่จะนำไปได้ ไม่ให้เป็นการรบกวนไป๋เหม่ยหลานมากนัก “อี้เจ๋อล่ะ เขาไปแล้วหรือ? ลูกสาว” บิดาเรียกหาบุตรสาวทว่าชะโงกคอมองหานกนางนวล ไป๋เหม่ยหลานส่งของให้บ่าวรับใช้นำไปเก็บในห้องพัก ปิดประตูห้องรับรองมิดชิดเพื่อพูดคุยกับบิดาตามลำพัง “ไปแล้วเจ้าค่ะ เขาว่าเดินทางไกล ใช้เวลาพอสมควร” “ข้าก็อยากติดสินบนเทพบ้าง เผื่อจะได้รับคำอวยพร มีเหล่าเทพปกปักรักษาคุ้มกันภัย” มีเพียงบิดาผู้รู้เรื่องราวจากบุตรสาวซึ่งเคยพูดมันเมื่อนานมาแล้ว ในทีแรกเขาไม่เก็บมาใส่ใจ กระทั่งนางอายุสิบขวบได้ เหล่าขุนนางและผู้สูงศักดิ์เริ่มหันมาบูชาเทพ ตัวเขาได้พบเทพปักษาอี้เจ๋อกลับคืนร่างบุรุษรูปงาม ปกป้องบุตรสาวของเขาจากรถเกวียนให้ตกใจครั้งหนึ่งก่อนจากไปสักพักใหญ่ ๆ บุตรสาวเล่าให้ฟังว่าสี่สิบปีเทวโลกอาจผ่านพ้นไปเพียงหนึ่งเดือนในโลกมนุษย์ ฉางผิงโหวตั้งใจฟัง ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ บ่าวรับใช้นำชาเข้ามาวางไว้ให้และออกไป ไม่มีใครคิดอยากรู้ความลับของเจ้านาย “ข้าว่าจะคุยกับเจ้าเรื่องชายหนุ่มผู้จะมาสู่ขอเจ้า” “เจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านเลี้ยงดูข้ามาเป็นอย่างดี ข้ามิให้ท่านเดือดร้อนเป็นอันขาด” นางตอบรับบิดาด้วยใจยินดี รู้หน้าที่ตนในฐานะบุตรผู้มีคุณธรรม เป็นหญิงก็ต้องมีสามีแต่งงานเมื่ออายุสิบห้าปีแล้วด้วยซ้ำ ถึงกระนั้นก็ตาม ด้วยความงามของนางมีผู้มาทาบทามให้ไปคัดเลือกนางสนม เป็นเพราะบารมีของบิดา นางจึงได้ทำตัวเปล่าประโยชน์ไปวัน ๆ “... ข้าไม่อาจมีข้อโต้แย้งเรื่องออกเรือน หากท่านพ่อเห็นสมควร ข้าเชื่อใจท่าน ย่อมเลือกชายที่ดีที่สุดให้ลูกสาว แต่ข้าขอเสียมารยาทถามหน่อยเถิด เหตุใดเจ้าบ่าวข้าถึงได้รีบร้อนมาสู่ขอ ข้าเคยพบหน้าเขามาก่อนหรือไม่เจ้าคะ?” “ท่านอ๋องกลัวจะพลาดฤกษ์งามยามดี สมควรจัดการตบแต่งให้เร็วที่สุด ท่านโหราในราชสำนักทำนายว่าเป็นปีมังกรทอง ฤกษ์งามยามดี แต่งงานมีบุตรได้ในปีนี้ ก็ยิ่งดี” ถึงอยู่แต่ในเรือน ไป๋เหม่ยหลานได้ยินเรื่องการตบแต่งของผู้ดีในระยะนี้ บ่าวรับใช้กระซิบนินทากันว่าบุตรสาวบ้านไหนจะตบแต่งกับใคร ถึงนางไม่รู้จักใคร ก็อาศัยลอบฟังเอา นางรู้ตนว่าอายุครบสิบแปดปี ล่วงเลยเวลาแต่งงานมามาก นางควรแต่งงานตั้งแต่อายุสิบห้าปี นางลุกขึ้นไปรินชาใส่ลงในถ้วยให้บิดาอย่างกุลสตรี ด้วยกิริยาเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่แสดงท่าทีไม่พอใจแม้แต่น้อย