จิตวิญญาณข้าถูกผนึก
บทที่ 1 เกิดใหม่

ณ ทวีปฟ้ากว้าง แผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล สายลมโหมกระหน่ำอย่างแรง ความมืดยามราตรีปกคลุมไปทั่วท้องพิภพ ที่ริมหน้าผาของหุบเขาผานหลง จู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมา ทำให้สิงสาราสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ และป่าเขาต่างก็ตกใจหนีเตลิดบินว่อนไปทั่ว “อร๊าย——!” หญิงสาวรูปร่างผอมบางคนหนึ่งกำลังนอนฟุ๊บอยู่บนพื้น ท้องน้อยของนางถูกแทงด้วยดาบคม มันแทงทะลุเข้าไปลึกกว่าสามนิ้ว ทำให้นางไม่สามารถทำอันใดได้ “เสิ่นยู่เหยา......” สีหน้าของหญิงสาวคนนั้นซีดเผือด เนื่องจากเสียเลือดมากนางวิงเวียนจนแทบจะมองไม่เห็นคนตรงหน้า “ทำไม..... ต้อง…… ฆ่าข้าด้วย..…” เสิ่นยู่เหยายกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มที่เย็นชาออกมา แล้วก็เหยียบหัวของอวิ๋นหลานพร้อมกับพูดว่า “นังสารเลว ฟุบแล้วสินะ!” “มีสองวิญญาณแล้วไง? มันก็โดนข้าเหยียบอยู่ใต้เท้าเหมือนหมาตัวหนึ่งไม่ใช่หรือไร?” “ไอ้พวกบำเพ็ญวิชาไม่ได้อย่างเจ้ามันไร้ค่าสิ้นดี เจ้ายังจะคิดอยากได้รับความรักจากพี่เหยียนอีกรึ? ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเอาซะเลย!” อวิ๋นหลานกัดริมฝีปากแน่น มีเลือดไหลออกมาจากริมฝีปาก และฟันของนาง ความเจ็บปวดได้แพร่กระจายไปยังทุกส่วนของร่างกายของนางเรียบร้อยแล้ว! นางเชื่อใจในตัวเสิ่นยู่เหยามาก อีกทั้งยังมองว่าเสิ่นยู่เหยาเป็นเพื่อนรักคนหนึ่งของนางด้วย ทว่า ‘เพื่อนรัก’ ของนาง ในเวลานี้กลับกำลังข่มเหงนางอยู่ อีกทั้งยังใช้ดาบทำลายจิตวิญญาณของนางด้วย! ตอนนี้นางรู้สึกเสียใจมาก นิ้วมือบนพื้นของอวิ๋นหลานแตะรอยเลือดสีแดงรอยนึง บาดตาบาดใจยิ่งนัก เสิ่นยู่เหยาโน้มตัวลงมา ใช้มือข้างหนึ่งรวบผมที่กระเซอะกระเซิงของอวิ๋นหลานไว้ นางจ้องมองไปที่เลือดบนใบหน้าของอวิ๋นหลาน แล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มที่โหดเหี้ยมว่า “ถึงเวลาไปลงนรกแล้ว อวิ๋นหลาน” “การถูกพี่เยี่ยนที่เป็นดั่งโอรสคนโปรดของสวรรค์ถอนหมั้น นับเป็นเกียรติในชีวิตนี้ของเจ้าแล้ว เจ้าไปอยู่ในนรกแล้วก็อย่าลืมอวยพรให้ข้ากับพี่เยี่ยนด้วยล่ะ!” สติสัมปชัญญะของอวิ๋นหลานเริ่มพร่ามัว นางไม่มีแรงแม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น “เจ้า.....” “เพี๊ยะ!” ก่อนที่นางจะทันได้พูดจนจบ อวิ๋นหลานก็ถูกเสิ่นยู่เหยาเตะลงหน้าผาไปอย่างโหดเหี้ยมเสียแล้ว เมื่อเห็นกับตาตัวเองแล้วว่าอวิ๋นหลานตกลงไปในเหวลึก เสิ่นยู่เหยาที่ยืนอยู่ตรงริมหน้าผาก็หัวเราะขึ้นมาเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง หลังจากกำจัดอวิ๋นหลานที่เป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงใจออกไปได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นยอดอัจฉริยะ หรือพี่เยี่ยน ต่างก็ตกอยู่ในกำมือของนางแล้ว! ช่างมีความสุขเหลือเกิน ทำไมถึงได้มีความสุขเช่นนี้เนี่ย! …… ร่างของหญิงสาวตกลงไปที่ก้นหน้าผาอย่างแรง ไร้ซึ่งวี่แววใด ๆ ฟึ่บ—— แสงสีแดงทองเปล่งประกายออกมาจากหน้าอกของนาง ห่อหุ้มร่างกายของนางเอาไว้ ภายใต้แสงที่ส่องประกาย สามารถมองเห็นได้ว่าบริเวณท้องน้อยที่ถูกแทงของหญิงสาว และบาดแผลต่าง ๆ หายไปเป็นปริทิ้ง “แค่ก ๆ!” แสงหายไป อวิ๋นหลานที่เดิมทีตายไปแล้วในตอนแรกจู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นมา! นี่มัน…… ที่ไหนกัน? อวิ๋นหลานลุกขึ้นนั่ง และมองไปรอบ ๆ ขณะนี้ ความทรงจำจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้เป็นของเธอผุดขึ้นมาในสมองของเธอราวกับกระแสน้ำไหล ปรากฎว่า เธอได้มาเกิดใหม่แล้ว! เธอคืออวิ๋นหลานนักฆ่าหมายเลขหนึ่งในศตวรรษที่ยี่สิบห้า เธอเสียชีวิตเนื่องจากเพื่อนร่วมทีมลอบทำร้ายเธอระหว่างปฏิบัติภารกิจ เดิมทีเธอคิดว่าเธอคงต้องตายเป็นแน่ แต่แล้วโดยไม่คาดคิดวิญญาณของเธอกลับได้กลับมาเกิดใหม่ในร่างหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกันในอีกโลกหนึ่ง ในขณะที่อวิ๋นหลานลุกขึ้นยืน เธอก็ทำการรับรู้ความทรงจำในหัวไปด้วย ทันทีที่เงยหน้าขึ้น เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ข้างสระน้ำพุร้อนที่ซ่อนอยู่ในหมอกสีขาว ท่ามกลางเมฆหมอกที่ลอยวนเวียน อวิ๋นหลานค่อย ๆ สูดอากาศโดยรอบเข้าไปเบา ๆ นี่มัน..... กลิ่นสมุนไพรงั้นเหรอ? ก่อนที่เธอจะทันได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียด จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองถูกขังด้วยกระแสลมที่พัดโหมกระหน่ำ ภาพตรงหน้าเบลอไปหมด ตัวของอวิ๋นหลานเหมือนกับถูกอะไรบางอย่างดูดและพุ่งออกไปในอากาศ เพียงชั่ววินาทีก็ตกลงไปในบ่อน้ำพุ คอของเธอถูกมือข้างหนึ่งบีบเอาไว้อย่างแรง! “ใครส่งเจ้ามา?” เสียงของอีกฝ่ายเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก แรงบีบที่คอของเธอค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น อวิ๋นหลานถูกบีบคอแรงมากจนแทบจะหายใจไม่ออก เธอตระหนักได้ถึงเจตนาฆ่า ทำให้เธอตกใจมาก แล้วก็พยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อที่จะดิ้นให้หลุดจากมือของฝ่ายตรงข้าม หมอกที่อยู่ตรงหน้าเขาค่อย ๆ จางหายไป แล้วก็สิ่งที่ปรากฏเข้ามาในม่านตาของอวิ๋นหลานก็คือผู้ชายคนหนึ่ง ผมสีดำที่เปียกไปครึ่งหนึ่งพาดอยู่ตรงไหล่ ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ที่คอมีลูกประคำกลม ๆ ลูกประคำกลม ๆ นั้นค่อย ๆ ส่องแสงสีแดงสดออกมา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาดูสง่างาม และมีความลึกลับ ดวงตาที่ดูสุขุมลึกและน่าหวาดกลัวคู่นั้นของเขาจ้องมองมาที่นางแบบไม่กระพริบตา รังสีที่ปล่อยออกมารอบ ๆ ตัวเขาดูอันตรายมาก หลังจากกลับมาได้สติ หญิงสาวก็ยกขาขึ้น เตะไปที่หน้าท้องของชายคนนั้นอย่างแรง! เย่อู๋หมิงหรี่ตาที่แสนเย็นชาลงเล็กน้อย แล้วก็เอียงตัวหลบขาที่เตะมาของนาง อวิ๋นหลานได้ใช้ประโยชน์จากช่องว่างของจังหวะนั้นในการปัดมือของเขาที่บีบคอนางอยู่ออก แล้วก็รีบขึ้นฝั่งไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่กำลังหลบหนี อวิ๋นหลานก็ยังไม่ลืมที่จะหยิบใบไม้หลายใบจากริมฝั่งมา แล้วก็ใช้ปลายนิ้วลูบให้เรียบ จากนั้นก็โยนไปทางเย่อู๋หมิงที่อยู่ในบ่อน้ำพุ ใบไม้ที่อ่อนโยนพอไปอยู่ในมือของสาวน้อยแล้วก็กลายเป็นอาวุธลับที่แหลมคมไปโดยปริยาย ปลายใบไม้นั้นมีอานุภาพที่รุนแรงเหนือสิ่งอื่นใด มันแทงเข้าไปที่หน้าอกของเย่อู๋หมิงอย่างจัง! มีคำกล่าวที่ว่า ให้ฉวยโอกาสลงมือตอนที่อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ กล้าบีบคอข้างั้นรึ? ข้าจะแทงเจ้าให้ตายไปเลย!

บทที่ 2 ชายลึกลับ

“อ่อนหัด!” เย่อู๋หมิงตะโกนขึ้นมาอย่างเย็นชา ใบไม้สีเขียวที่แทงเข้ามาเหล่านั้นโดนพลังสีม่วงอันแรงกล้าที่ปล่อยออกมาจากตัวของเขาสลายไป! หมอกที่อยู่รอบ ๆ จางหายไป เวลานี้หญิงสาวได้หนีไปจนไร้ร่องรอยแล้ว ชายคนนั้นหรี่ตาลง เขายกมือขึ้นมาลูบคอของตัวเอง ลูกประคำเรืองแสงที่เขาใช้รักษาบาดแผลถูกหญิงสาวคนเมื่อกี้นี้กระชากไป! ลูกประคำเรืองแสง เป็นตัวยาที่เขาใช้ความพยายามอย่างมากในการค้นหามันมา ซึ่งในแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้มันหาได้ยากมาก แม้ว่าต่อไปจะมีโอกาสหาเจออีกลูก แต่เกรงว่าบาดแผลที่ตัวของเขา อาจจะถูกวิญญาณปีศาจทำร้ายอย่างไม่สามารถเยี่ยวยาได้..... ที่ฝ่ามือของเขาเหมือนยังสัมผัสได้ถึงผิวเนียนละเอียดของหญิงสาวคนนั้นอยู่ ไหนจะแววตาที่ดูเฉลียวฉลาด และมีไหวพริบคู่นั้นอีก แน่นอนว่าไม่รอดพ้นสายตาของเย่อู๋หมิงไปได้ เยี่ยม หญิงสาวผู้กล้าหาญหนึ่งในหมู่ชาวเทอร์แรน! “ฝ่าบาท! กระหม่อมมาช้าไป ต้องขอประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” ลมแรง ๆ พัดผ่านมา คนสองคนปรากฏตัวขึ้นที่ริมบ่อน้ำพุ พวกเขากำลังนั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง ท่าทีดูเคารพนอบน้อม เย่อู๋หมิงลุกขึ้นมาจากบ่อน้ำพุ สะบัดมือออกไป ผ้าแพรสีดำสวมลงที่ร่างกายของเขา ไอน้ำบนผมสีดำระเหยไปในชั่วพริบตา เขายืนเอามือไพล่หลัง มองไปไกล ๆ แล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “การดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการลงโทษ ดวงตาแห่งพายุ หรือดินแดนแห่งธารน้ำแข็ง เลือกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองอย่างเหยาเฟิง และอั้นหลินก็ถึงกับเหงื่อออกที่หลังจนเย็นยะเยือกไปหมด ดวงตาแห่งพายุ และดินแดนแห่งธารน้ำแข็ง เป็นนรกสองขุมใหญ่ ๆ ในดินแดนแห่งยมโลก ซึ่งหากเผลอก้าวเข้าไปในนั้น โอกาสที่จะรอดมีเพียงน้อยนิด! “กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งที่ต้องกราบทูลฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หลังจากที่ฝ่าบาททรงฟังแล้ว...... ได้โปรดอภัยโทษให้กับกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เหยาเฟิงก้มศีรษะลง เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย “ว่ามา” เหยาเฟิงรีบพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไปสืบมาได้แล้วว่า ในหุบเขาผานหลงแห่งนี้มีสัตว์ในตำนานกำลังจะมาจุติ ซึ่งยาลูกกลอนปีศาจของสัตว์ในตำนานสามารถบรรเทาอาการบาดเจ็บของฝ่าบาทได้พ่ะย่ะค่ะ” ลูกตาสีเข้มของเย่อู๋หมิงดูขึงขังขึ้นเล็กน้อย “สัตว์ในตำนานมาจุติงั้นหรือ?” “ใช่พ่ะย่ะค่ะ สัตว์ในตำนานจะจุติ รังสีของมันรุนแรงมาก ทำเอาสั่นสะเทือนไปทั่วโลกเลยทีเดียว ตอนนี้ชาวเทอร์แรนจำนวนไม่น้อยเดินทางไปหุบเขาผานหลง เพื่อช่วงชิงสัตว์ในตำนาน กระหม่อมสามารถไปถึงก่อนพวกเทอร์แรน แล้วเอายาลูกกลอนปีศาจของสัตว์ในตำนานมาได้พ่ะย่ะค่ะ!” ทันใดนั้นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็แวบขึ้นมาในหัวสมองของเย่อู๋หมิง ไม่รู้ว่า หญิงสาวเทอร์แรนคนนี้จะไปดึงดูดสัตว์ร้ายในตำนานหรือไม่? หากหญิงสาวคนนั้นไปที่หุบเขาผานหลง เช่นนั้นเขาก็จะเอายาลูกกลอนปีศาจของสัตว์ในตำนานมาก่อน จากนั้นค่อยบดขยี้กระดูกของนางจนแหลกเป็นผุยผง ถือซะว่าเป็นการชำระแค้นที่นางเอาลูกประคำเรืองแสงของเขาไป! หลังจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มรูปงามก็กระตุกมุมปาก แล้วแสงสีม่วงอันน่าสะพรึงกลัวก็แวบขึ้นมาจากดวงตาที่ดำมืดของเขา “สัตว์ในตำนานตัวนี้ ข้าจะไปค้นหาเอง” “ฝ่าบาท !” เหยาเฟิง และอั้นหลินตกใจเล็กน้อย “แต่ ฝ่าบาท บาดแผลของพระองค์.....” “แผลของข้าสามารถระงับเอาไว้ได้ชั่วคราว ไม่เป็นอะไรหรอก” เย่อู๋หมิงพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าสองคน แยกกันไปค้นหาที่อยู่ของหานยวนต่อเถิด” “ไม่ลงโทษให้ถึงตาย แต่ละเว้นการลงโทษไม่ได้ หลังจากเรื่องนี้จบลงแล้ว พวกเจ้าก็ยังต้องรับการลงโทษอยู่ดี” เมื่อเหยาเฟิงและอั้นหลินได้ยินเช่นนี้ เขาก็รู้สึกโล่งอกขึ้นเล็กน้อย แค่ฝ่าบาทไม่ตำหนิพวกเขาอีกก็พอ! …… ขณะนี้อวิ๋นหลานไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกผู้มีอำนาจคนหนึ่งคอยจับตาดูอยู่ นางวิ่งอยู่ในป่าทึบที่มองไม่เห็นท้องฟ้าและดวงอาทิตย์อยู่นาน สุดท้ายเมื่อนางแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่รอบ ๆ นางถึงได้หยุดพักชั่วคราว แล้วก็ทำการจัดการกับความทรงจำที่วุ่นวายในสมองของตัวเองก่อน จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทำให้นางได้รู้ว่า โลกที่แตกต่างคนละภพนี้มีชื่อเรียกว่าทวีปฟ้ากว้าง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นดินแดนแห่งฟ้าสีคราม และดินแดนแห่งยมโลก สถานที่ที่นางอยู่ในตอนนี้ คือหุบเขาผานหลงซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนแห่งฟ้าสีคราม ในดินแดนแห่งฟ้าสีครามมีหลายประเทศ และมีกองกำลังเป็นของตัวเอง ซึ่งเจ้าของร่างเดิมคือหญิงสาวคนหนึ่งในจวนเทพเจ้าแห่งสงครามของแขวงหลีอัน ผู้คนในโลกนี้จะเคารพคนที่แข็งแกร่ง แล้วถือเอาการผู้บำเพ็ญวิชาเป็นหลักการในการดำรงชีวิต ซึ่งพลังจิตสามารถส่งออกมาจากรากของจิตวิญญาณบริเวณท้องน้อย พลังจิตและรากของจิตวิญญาณจะอยู่รวมกัน ผู้ฝึกฝนส่วนใหญ่จะมีรากจิตวิญญาณเพียงรากเดียว ซึ่งในชีวิตนี้จะสามารถฝึกพลังจิตวิญญาณได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สิ่งที่เจ้าของร่างเดิมมี กลับเป็นรากจิตวิญญาณคู่ที่หาได้ยากในโลกนี้ เจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังของผู้คน นางได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นปรมาจารย์จิตวิญญาณระดับสองเมื่ออายุสิบสองปี แล้วก็ได้ขึ้นเป็นปรมาจารย์จิตวิญญาณระดับสามเมื่ออายุสิบสามปี เท่ากับว่าปีละหนึ่งระดับ นับว่าเป็นความเร็วที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างมาก หลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นปรมาจารย์จิตวิญญาณระดับสาม จู่ ๆ เจ้าของร่างเดิมก็ไม่สามารถรวมพลังจิตขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน ทำให้จากที่เป็นคนอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้จนผู้คนรอบข้างอิจฉา กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ที่ผู้คนต่างก็พากันดูหมิ่น แม้แต่การแต่งงานที่เจ้าของร่างเดิมได้ตัดสินใจเอาไว้ตั้งนานแล้ว นางก็ต้องถูกอันหรูเยี่ยนที่เป็นว่าที่คู่หมั้นของนางถอนหมั้นไปเพราะสาเหตุนี้ ส่วนเสิ่นยู่เหยา นางคือลูกสาวผู้ลากมากดีของตระกูลเสิ่นแห่งแขวงหลีอัน นางเป็นสหายคนสนิทที่คุยกับเจ้าของร่างเดิมได้ทุกเรื่อง มีอยู่คืนหนึ่ง เจ้าของร่างเดิมได้รับเชิญจากเสิ่นยู่เหยาให้ไปที่หุบเขาผานหลง เพื่อไปหาสมุนไพรวิเศษที่สามารถใช้ในการรวมพลังจิต แต่ก่อนที่จะทันได้หาสมุนไพรพบ เจ้าของร่างเดิมก็ดันมาถูกสหายคนสนิททำร้ายอย่างไร้มนุษยธรรมซะก่อน รากจิตวิญญาณถูกขุดไป อีกทั้งยังถูกเตะลงหน้าผา เพราะเหตุนี้ เจ้าของร่างเดิมจึงตายไปด้วยความโกรธแค้น จากนั้นนางก็เข้ามาสิงในร่างของเจ้าของร่างเดิม และได้กลับเกิดใหม่อีกครั้ง——

บทที่ 3 หลอมรวม

อวิ๋นหลานกลั่นกรองความทรงจำทั้งหมดในสมองอย่างเงียบ ๆ หลังจากนั้นพักใหญ่ นางก็ทุบหน้าอกไปมาและพึมพำกับตัวเองว่า “ในเมื่อพระเจ้าไม่ยอมให้ข้าสิ้นลม ถ้าอย่างนั้นข้าจะนำความไม่พอใจ และความแค้นเคืองทั้งหมดของเจ้าไปแก้แค้นให้กับเจ้าเอง” ท่ามกลางบรรยากาศดูเหมือนจะมีสสารบางอย่างลอยละล่องอยู่ หลังจากอวิ๋นหลานพูดจบ มันก็ค่อย ๆ สลายหายไป หลังจากสิ้นเสียง “กริ๊ง” อะไรบางอย่างก็ร่วงลงกระทบกับพื้น พออวิ๋นหลานก้มลงมอง นางก็เห็นสร้อยลูกปัดเส้นหนึ่ง ซึ่งลูกปัดที่อยู่บนนั้นถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันด้วยเส้นเชือกอันบางเฉียบราวกับเส้นผม ทั้งเรียบลื่นเสมือนแก้วและเปล่งประกายในยามค่ำคืนเป็นแสงระยิบระยับ “นี่คือ……” อวิ๋นหลานรู้สึกสงสัยขึ้นมาในทันใด แล้วใบหน้าของบุรุษรูปงามคนนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว แม้ว่าจะได้เห็นเพียงชั่วครู่ แต่กลับเป็นใบหน้าที่ตราตรึงใจอย่างมาก ส่งผลให้นางจดจำมันได้อย่างลึกซึ้ง ตอนที่แกะมือของบุรุษคนนั้นออกไป นางคงไม่ได้เผลอไปดึงสร้อยลูกประคำมาด้วยหรอกใช่มั้ย? “ช่างมันแล้วกัน หากเอากลับไปคืนตอนนี้ บางทีพวกนั้นอาจจะฆ่าข้าทิ้งก็ได้” สร้อยลูกประคำเส้นนี้ถือเป็นค่าชดเชยในการบีบคอนางที่บุรุษคนนั้นต้องจ่ายก็แล้วกัน อวิ๋นหลานลูบไล้ลำคอที่ถูกบีบเค้นไปมา ก่อนจะหัวเราะเยาะและดึงเชือกจนขาดทันที ในวินาทีที่เชือกขาดออกจากกัน ลูกประคำก็เปล่งแสงเจิดจ้าชวนแสบตาออกมา ส่งผลให้อวิ๋นหลานปล่อยมือตามสัญชาตญาณด้วยความตกใจ ลูกประคำลอยละล่องอยู่กลางอากาศ อวิ๋นหลานยังไม่ทันจะตั้งตัว ลูกประคำก็หลอมรวมเข้ากับร่างกายของนางอย่างรวดเร็ว! ความรู้สึกร้อนรุ่มซึ่งแฝงด้วยความแสบร้อนแต่ไม่เป็นอันตรายพุ่งขึ้นมาจากท้องน้อย มันอบอุ่นมาก ราวกับมีพลังวิเศษบางอย่างกำลังหลั่งไหลไปทั่วทั้งร่างกาย หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง อวิ๋นหลานเอื้อมมือไปคลำบริเวณท้องน้อย เหตุใดลูกประคำถึงรวมร่างเข้ากับนางกันเล่า! “บูม——!” ทันใดนั้นพลังจิตก็ปะทุขึ้นจากระยะไกลอย่างรุนแรง ส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือนไปหมด อวิ๋นหลานเงยหน้าขึ้นมองในระยะไกลอย่างฉับพลัน ตรงนั้นมีคนกำลังต่อสู้กันอยู่รึ หรือว่าจะเป็นบุรุษลึกลับที่เจอกันตรงบ่อน้ำพุเมื่อครู่นี้? บัดนี้ลูกประคำได้ถูกนางดูดเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว บางทีบุรุษผู้นั้นอาจจะกำลังตามหานางอยู่ก็ได้กระมัง ตอนนี้นางยังไม่อาจรวบรวมพลังจิตได้ อีกทั้งในหุบเขานี้ยังเต็มไปด้วยภัยอันตราย การเข้าไปใกล้โดยไม่ระวังมีแต่จะนำไปสู่ความตาย นางต้องรีบออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด ขณะที่อวิ๋นหลานกำลังจะหันหลังเดินจากไป ทันใดนั้น พลังล่องหนอันประหลาดก็ได้ตรึงนางเอาไว้อย่างแน่นหนา อวิ๋นหลานหรี่ตาลง หลังจากขยับไปได้ไม่กี่ก้าว ดูเหมือนพลังนั่นจะหยั่งรู้ได้ว่านางกำลังจะไป ส่งผลให้พลังอัญเชิญทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากพิจารณาอยู่พักใหญ่ สุดท้ายแล้วอวิ๋นหลานก็ล้มเลิกความคิดที่จะออกไป แล้วก็เดินไปตามทิศทางของขุมพลังแทน …… หลังจากที่เดินข้ามป่าผืนหนึ่งมาแล้ว อวิ๋นหลานก็รู้สึกได้อย่างแจ่มชัดว่าพลังระลอกนั้นเริ่มเข้าใกล้ตนมากขึ้นทุกทีแล้ว เสียงฝีเท้าสวบสาบดังมาจากที่ไกล ๆ อวิ๋นหลานรีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ และซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางใบไม้อันหนาทึบทันที มันมาจากผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่ง ผู้ที่เดินนำหน้าคือชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดผ้าแพรอันหรูหรา ส่วนฝั่งขวามือของเขาคือหญิงสาวคนหนึ่งในชุดผ้าแพรสีเหลืองอ่อน หลังจากที่เห็นสองคนดังกล่าวแล้ว ดวงตาของอวิ๋นหลานก็ฉายแววเย็นชาออกมาทันที อันหรูเยี่ยนคือลูกชายคนเดียวของอันซีชวนซึ่งเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่คอยปกป้องแขวงหลีอัน ครั้งหนึ่งเขาเคยหมั้นหมายกับเจ้าของร่างเดิมมาก่อน ส่วนคนที่อยู่ข้าง ๆ เขาคือเสิ่นยู่เหยา ‘เพื่อนสนิท’ ที่ใช้ดาบทำลายรากวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมนั่นเอง! “พี่เยี่ยน ข่าวที่ว่าสัตว์ในตำนานกำลังจะมาจุติ เป็นความจริงใช่หรือไม่เจ้าคะ?” เสิ่นยู่เหยาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา สายตาของนางวิบวับอย่างน่าสงสาร “คงไม่ใช่ข่าวลือที่ผู้ฝึกตนผู้ไม่ได้เรื่องคนอื่น ๆ ปั้นขึ้นมาเองมั่ว ๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?” อันหรูเยี่ยนส่ายหัวไปมาเบา ๆ แล้วก็พูดว่า “พลังงานเกิดการปั่นป่วนอย่างรุนแรง ข่าวนี้ไม่น่าจะผิดพลาดหรอก สัตว์ในตำนานกำลังจะจุติแล้ว เจ้ากำลังกลัวอยู่ใช่หรือไม่?” เสิ่นยู่เหยาแสร้งทำเป็นเข้มแข็งด้วยการยื่นมือไปควงแขนอันหรูเยี่ยนเอาไว้ แล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยว่า “ไม่ได้กลัวเจ้าค่ะ ข้าจะช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่เจ้าค่ะ พี่เยี่ยน” ดวงตาของอันหรูเยี่ยนฉายแววอ่อนโยนออกมา เขาขยี้หัวนางเพื่อเป็นการปลอบโยน และพูดว่า “เจ้าแค่คอยปกป้องตัวเองให้ปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว คราวนี้พวกเรานำกำลังคนมาเยอะ สัตว์ในตำนานตัวนั้นอาจไม่ใช่คู่ปรับของพวกเราก็เป็นได้” “น่าเสียดายเหลือเกินที่หลานหลานไม่ได้มาด้วย...... ข้าได้ยินมาว่าหุบเขาผานหลงแห่งนี้มีสมุนไพรวิเศษที่ช่วยรวบรวมพลังจิตขึ้นใหม่ได้ หากหลานหลานได้มันมา นางต้องกลับมาครองตำแหน่งผู้ปราดเปรื่องอีกครั้งได้แน่เจ้าค่ะ” เสิ่นยู่เหยาก้มหน้าก้มตาลง เรียกได้ว่าดูเศร้าใจมาก หลังจากได้ยินดังนั้น อันหรูเยี่ยนก็พูดด้วยสีหน้ารังเกียจว่า “เหตุใดจึงพูดถึงนางขึ้นมาอีกเล่า ตัวเสนียด! เรื่องที่อวิ๋นหลานฝึกฝนไม่ได้เป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งแขวงหลีอัน ไม่มีวันที่จะฟื้นฟูพลังจิตกลับมาได้อีกแล้ว แล้วก็ไม่มีวันได้กลับมาเป็นผู้ปราดเปรื่องอีกแล้วเช่นกัน!” เสิ่นยู่เหยากระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ราวกับว่าประสบความสำเร็จแล้ว อวิ๋นหลาน เจ้าที่อยู่ในนรกพอจะได้ยินบ้างหรือไม่ พี่เยี่ยนคิดว่าเจ้าเป็นตัวเสนียดล่ะ! ตัวเสนียดอย่างเจ้า สู้ตาย ๆ ไปเสียยังดีกว่า...... คนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านใต้ต้นไม้ไปอย่างเกรียงไกร ไร้ซึ่งความระมัดระวังใด ๆ ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าบนต้นไม้ยังมีอีกคนหนึ่งอยู่ด้วย หลังจากได้ยินการสนทนาระหว่างอันหรูเยี่ยนและเสิ่นยู่เหยา อวิ๋นหลานก็อดหัวเราะเยาะไม่ได้ แท้จริงแล้วในหุบเขาผานหลงแห่งนี้กำลังจะมีสัตว์ในตำนานมาจุตินี่เอง เสียงการต่อสู้ที่ได้ยินในก่อนหน้านี้ รวมถึงอันหรูเยี่ยนและคนกลุ่มนี้ จนแม้แต่บุรุษลึกลับผู้นั้น อาจจะมาเพื่อสัตว์ในตำนานตัวนี้ก็เป็นได้ ในส่วนของพลังที่ตรึงนางเอาไว้นั้น เรียกได้ว่าทรงปัญญาอย่างมาก มีความเป็นไปได้สูงมากว่าสัตว์ในตำนานตัวนี้จะกำลังส่งพลังอัญเชิญถึงนางอยู่ ขณะที่ความคิดดังกล่าวผุดขึ้นมาในหัว อวิ๋นหลานก็เฝ้าดูพวกของอันหรูเยี่ยน และเสิ่นยู่เหยาเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ พลางกระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มเล็กน้อยออกมา เสิ่นยู่เหยา! อันหรูเยี่ยน! หญิงร้ายชายชั่วเช่นพวกเจ้าสองคนยังจะปรารถนาสัตว์ในตำนานอีกรึ ทำร้ายข้าถึงเพียงนี้ ข้าไม่มีวันยอมให้พวกเจ้าได้ไปครองหรอก!

อ่านต่อ