“หย่าเถอะ” ชายหนุ่มพูดพลางผลักสัญญาการหย่าร้างมาตรงหน้าเธออย่างไม่แยแส “ร้อยห้าสิบล้านนี้คงพอให้คุณใช้ไปทั้งชีวิต” “วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานสามปีนะ” เสิ่นซือหนิงชะงักไปเล็กน้อย เล็บจิกแน่นจนฝ่ามือเป็นรอยเลือด “ทานข้าวมื้อนี้ให้เสร็จก่อนไม่ได้หรือไง?” บนตัวเธอติดกลิ่นมันและควันจากการทำอาหาร ผมถูกผูกรวบไปด้านหลังด้วยกิ๊บสีดำแบบเรียบง่าย ทิ้งปอยผมลงบนหน้าผากเล็กน้อย ทำให้เธอดูเรียบร้อยและแข็งทื่อ วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงาน เสิ่นซือหนิงจึงตั้งใจทำอาหารไว้ให้เขาเสียเต็มโต๊ะ แต่สิ่งที่ได้กลับมากลายเป็นเอกสารหย่าหนึ่งฉบับ เมิ่งซือเฉินหัวเราะเยาะ “ต่อให้กินข้าวมื้อนี้จบ ผมก็ไม่มีวันรักคุณ อีกอย่าง ชิงชิงกลับมาแล้ว เธอเป็นคนหัวรั้นเกินกว่าจะทนความอึดอัดใจได้” เมื่อพูดถึงหรั่นชิงชิง แววตาเขาก็พลันอ่อนโยนลงครู่หนึ่ง แววตานั้นเป็นแววตาที่ไม่ว่าเสิ่นซือหนิงจะรับใช้พ่อแม่เขาด้วยความอดทนแค่ไหน หรือเชื่อฟังเขาในทุกเรื่องขนาดไหนก็ไม่เคยได้รับเลย หรั่นชิงชิงคือหญิงสาวที่เป็นรักแรกในดวงใจของเขา แต่สามปีก่อนเธอเลือกจะละทิ้งเขาและไปต่างประเทศ ทว่าตอนนี้ แค่เธอโบกมือเพียงครั้งเดียว เขาก็ยอมสละทุกอย่างเพื่อเธอแล้ว เสิ่นซือหนิงกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ก่อนจะเอ่ยถาม “คุณปู่รู้เรื่องนี้หรือยัง?” “เฮอะ ๆ คุณอย่าเอาคุณปู่มาขู่ผมหน่อยเลย ท่านยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่ควรให้ท่านเครียด ส่วนพ่อกับแม่ของผมอนุญาตแล้ว ชิงชิงก็เพิ่งไปเจอพวกเขามา” เสิ่นซือหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อน จากนั้นก็รู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แทรกซึมเข้าไปในหัวใจ เดิมทีเธอเป็นนักปรุงน้ำหอมอัจฉริยะระดับนานาชาติ และยังเป็นแฮกเกอร์ฝีมือฉกาจที่ใคร ๆ ต่างรู้จัก แม้แต่ประธานาธิบดีประเทศเอ็มยังต้องตามหาตัวเพื่อขออาวุธฝีมือเธอ ตลอดสามปีมานี้ เธอได้ทำการปกปิดตัวตนทั้งหมด รับบทเป็นแม่บ้านผู้อ่อนโยนที่มีความประพฤติแสนดี คอยดูแลพ่อแม่สามีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้กระทั่งเพื่อช่วยตระกูลเมิ่งตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวกับคู่ค้า เธอยังเพิ่งได้บัตรเชิญจาก “กลุ่มสิบทิศ” มาเพื่อพวกเขา ซึ่งเป็นทราบกันดีว่ากลุ่มสิบทิศเป็นองค์กรสายลับลับสุดยอด บัตรเชิญที่ว่านั่นใคร ๆ ต่างก็ใฝ่หาเพราะได้มายากยิ่ง แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกลับดูเหมือนเรื่องตลกไปเสียแล้ว “คุณหมายความว่าหรั่นชิงชิงอยู่ที่บ้านเก่างั้นเหรอ?” “แน่นอนสิ” เมิ่งซือเฉินเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เขายกยิ้มอย่างอ่อนโยน “พวกเขาเพิ่งกินข้าวกันเสร็จเลย พ่อกับแม่ก็คุยกับชิงชิงถูกคอเสมอ ชื่นชมว่าเธอเป็นคนรู้ใจและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น” “แสดงว่าพวกคุณรู้กันหมดแล้วว่าเธอจะมา แต่มีแค่ฉันคนเดียวที่ถูกปิดบังสินะ” เสิ่นซือหนิงพอได้ยินดังนี้ก็ยิ้มเยาะราวกับเวทนาตัวเอง ดวงตาพลันเริ่มเปียกชื้นโดยไม่รู้ตัว รู้ใจและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น น่าขันจริง ๆ แต่ก่อนพ่อแม่สามีก็เคยชมเธอแบบนี้เหมือนกัน เมิ่งซือเฉินทำหน้าขรึมพลางเอ่ยเตือนเธอ “มันเป็นเพราะพ่อบ้านที่บ้านเก่าลืมบอกก็เท่านั้น อย่าก่อเรื่องขึ้นมา แล้วก็อย่าหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล” เขามองผู้หญิงตรงหน้าที่ดูจืดชืดไร้สีสัน หากพูดตามตรง เสิ่นซือหนิงมีผิวขาวเนียนละเอียด ใบหน้าก็สวยสะดุดตา โดยเฉพาะยามเธอมองเขาอย่างอ่อนโยนด้วยแววตาใสซื่อและสงบ แต่การใช้ชีวิตกับคนอย่างเธอนั้นมันจืดชืดจนเกินไป ทุกวันเธอทำแต่รีดเสื้อผ้าให้เรียบกริบ จัดเตรียมอาหารอย่างพิถีพิถัน จนแทบไม่ต้องเดากิจวัตรประจำวันในชีวิตเธอเลยสักนิด เพราะมันแสนจะเรียบง่าย ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ เธอก็นับว่าเป็นภรรยา เป็นแม่คน และแม่บ้านที่สมบูรณ์แบบ แต่ทว่า มันช่างน่าเบื่อเหลือเกิน “แล้วก็นะ ไม่ว่าจะเซ็นหรือไม่เซ็น คืนนี้คุณก็ต้องย้ายออกไปจากที่นี่” เมิ่งซือเฉินเองก็รู้ว่ามันฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก เขาจึงหยุดพูดครู่หนึ่งแล้วค่อยกล่าวต่อ “แต่คุณสามารถย้ายไปพักที่วาฬฟ้าเบย์ได้นะ ผมจะยกบ้านนั้นให้เป็นของคุณ” เขาเคยสืบประวัติเสิ่นซือหนิงมาก่อนแล้ว รู้ว่าเธอเป็นหญิงสาวจากชนบทที่เรียนไม่จบและไม่มีประสบการณ์ในสังคมเมือง ถ้าไม่ได้ช่วยชีวิตคุณปู่ไว้ เธอก็คงไม่มีทางได้แต่งเข้าตระกูลเมิ่งแน่นอน บ้านหลังนั้นจึงเป็นค่าตอบแทนที่มากเกินพอสำหรับสาวบ้านนอกแสนยากจนอย่างเธอแล้ว แต่ฝ่ายหญิงสาวกลับไม่ได้แสดงอาการยินดีแม้แต่น้อย เธอเพียงแค่ยิ้มเย็นแล้วจ้องมองเขานิ่ง ๆ “เธอจะเข้ามาอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้เลยงั้นเหรอ?” เสิ่นซือหนิงไม่สนใจวาฬฟ้าเบย์ หรือเงินค่าชดเชยการหย่าร้างจำนวนร้อยห้าสิบล้านนั่นแม้แต่น้อย เพราะเธอสามารถหาเงินจำนวนนี้ได้ง่าย ๆ ในโลกแฮกเกอร์ สิ่งที่เธอใส่ใจ คือการทุ่มเทตลอดสามปีที่ผ่านมา แล้วผลลัพธ์กลับเป็นการถูกขับไล่ออกจากบ้าน เมิ่งซือเฉินตอบ “ห้องบนชั้นสองนั้นเดิมทีก็เป็นห้องที่ชิงชิงเคยอยู่มาก่อน ตอนนี้เธอเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศและยังไม่มีที่พัก ผมเลยให้เธอกลับมาอยู่ที่นี่ ถ้าคุณยังอยู่ต่อ ชิงชิงจะต้องรู้สึกอึดอัดแน่” เมื่อเห็นว่าเสิ่นซือหนิงยังนิ่งเงียบ เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายคงเห็นว่าค่าชดเชยไม่มากพอ เมิ่งซือเฉินจึงเริ่มไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ “ความโลภมันไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ สินะ คิดจะเรียกร้องอะไรให้มันพอดี ๆ หน่อย” เมิ่งซือเฉินมองนาฬิกาข้อมือ ดูเหมือนกำลังคำนวณเวลา “ถ้าเธอไม่ตั้งใจจะเซ็นสักที แล้วยังจะดึงดันต่อไป ผมไม่ลังเลที่จะให้ทนาย……” แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบก็ถูกขัดเสียก่อน “ไม่จำเป็น” เสิ่นซือหนิงรู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เธอหวนนึกถึงวัยเยาว์ เมื่อครั้งที่เธอตาบอดและต้องเผชิญอันตราย มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งแบกเธอหนีจากนรกขุมนั้นนานถึงสามวันสามคืนจนเกือบต้องสังเวยชีวิตในมือของคนร้าย เขาบอกว่าเขาชื่อเมิ่งซือเฉิน วันนี้เป็นวันครบรอบสามปีเช่นกัน แต่เขากลับสั่งให้เธอไสหัวไป ที่แท้วันเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงคนให้กลายเป็นอีกคนไปได้ขนาดนี้เชียว “ฉันจะไป” เสิ่นซือหนิงสลัดความทรงจำนั้นทิ้งไป แล้วหยิบปากกาขึ้นเซ็นชื่อลงบนเอกสาร “จากวันนี้ไป เราสิ้นสุดกันแล้ว” เมิ่งซือเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอก “แบบนั้นก็ดีแล้ว” แต่เพิ่งจะพูดจบ เขาก็เห็นพ่อบ้านหญิง หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ ยืนอยู่บนบันไดชั้นสอง พยายามลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงมาอย่างยากเย็น “คุณชายคะ ทางบ้านเก่าโทรมาบอกว่าให้คุณหนูเสิ่นรีบย้ายออก ฉันก็เลยช่วยเก็บของให้เธอล่วงหน้าแล้ว…… ว้าย!” จู่ ๆ เธอก็สะดุดข้อเท้าแพลงจนต้องกรีดร้องเสียงดัง ทว่าการแสดงของเธอช่างดูเสแสร้งเหลือเกิน กระเป๋าของเสิ่นซือหนิงแตกกระจายเกลื่อนออกเป็นชิ้น ๆ
“ขอโทษค่ะ คุณหนูเสิ่น ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ !” หลี่เนี่ยนเอ๋อร์รีบเดินลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว “หรือจะเอาของใส่ถุงไปก่อนดีไหมคะ?” จริง ๆ แล้ว หญิงสาวไม่ค่อยชอบเสิ่นซือหนิงนัก ในสายตาของเธอ เสิ่นซือหนิงเป็นแค่สาวบ้านนอก แต่กลับตีตัวสูงเหมือนนกที่บินไปเกาะกิ่งสูงกลายเป็นนกฟีนิกซ์ เมิ่งซือเฉินขมวดคิ้วตำหนิ “ไม่ได้เรื่อง ทำงานซุ่มซ่ามไม่มีระเบียบ!” ในกระเป๋าเดินทางมีข้าวของไม่มากนัก มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด และไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียว แสดงให้เห็นว่าเงินที่ให้เสิ่นซือหนิงไปในช่วงหลายปีนี้ เธอแทบไม่ได้ใช้เลย พอจะเรียกได้ว่าเธอเป็นแม่บ้านที่ประหยัดพอตัว แต่น่าเสียดาย ที่เขาไม่รู้สึกชอบเธอเลยแม้แต่น้อย “ของของชิงชิงต้องถูกจัดให้เรียบร้อยก่อน เอาของเธอใส่ถุงไปก่อนก็แล้วกัน” เมิ่งซือเฉินมองกระเป๋าเดินทางเก่าที่แตกกระจายด้วยสายตารังเกียจ “ส่วนกระเป๋าใบใหม่ พรุ่งนี้จะให้พ่อบ้านไปซื้อมาให้คุณ” เสิ่นซือหนิงแสยะยิ้มเล็กน้อย “กระเป๋าใบนี้ฉันขโมยมาจากพวกโจรในวันที่ต้องหนีตาย ถ้าไม่มีกระเป๋าใบนี้ คุณกับฉันคงจมน้ำตายไปนานแล้ว” เธอรักษามันอย่างดีมาตลอดหลายปี แต่ตอนนี้มันกลับแตกกระจาย เฉกเช่นเดียวกับชีวิตแต่งงานของเธอ เมิ่งซือเฉินหัวเราะเยาะ “คำพูดพวกนี้เอาไว้หลอกคุณปู่ได้ แต่อย่าคิดว่าจะมาหลอกผมได้นะ” แม้ว่าเขาจะขาดความทรงจำช่วงวัยเด็กที่ถูกลักพาตัวไป จำอะไรไม่ได้เลย แต่ในใจเขากลับรู้สึกว่าคนคนนั้นไม่น่าจะเป็นเสิ่นซือหนิง “ทำไมยังไม่รีบเก็บของของเธอให้เรียบร้อยอีก!” หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ที่ถูกชี้นิ้วสั่ง “ค่ะ” ขณะที่เธอกำลังเก็บข้าวของขึ้นมานั้น ก็จงใจเหยียบให้เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วย “คุณหนูเสิ่นคะ คุณหญิงท่านมักจะสอนเราว่า คนเราก็เหมือนเสื้อผ้านี่แหละ” หลี่เนี่ยนเอ๋อร์มีคุณนายใหญ่คอยหนุนหลัง คำพูดจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจ “ถ้าจิตใจมันสกปรก ต่อให้พยายามซักยังไงก็ทิ้งรอยเอาไว้อยู่ดี!” ที่ผ่านมาหลายปี เสิ่นซือหนิงปฏิบัติต่อเธออย่างดี เพราะหลี่เนี่ยนเอ๋อร์เป็นญาติห่าง ๆ ของคุณนายใหญ่ ซึ่งก็คืนคุณย่าของเมิ่งซือเฉิน กระทั่งครั้งหนึ่ง เมื่อเธอทำงานพลาดจนทำให้ตระกูลเมิ่งไปมีเรื่องกับฮั่วจิ่งชวน บุตรชายคนโตของตระกูลฮั่ว เสิ่นซือหนิงก็เป็นคนไปเจรจาต่อรองกับคุณชายฮั่วที่ขาพิการด้วยน้ำหอม เพื่อให้ตระกูลเมิ่งได้ที่ดินทำธุรกิจสำคัญมาได้สำเร็จ แต่ตอนนี้ หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ที่เคยสำนึกบุญคุณ กลับกลายเป็นคนที่ดูแคลนเธอเสียแล้ว ทั้งหมดเพราะท่าทีของคุณนายใหญ่เปลี่ยนไป “ถ้าเสื้อผ้ามันสกปรกมากจนซักล้างยังไงก็ไม่ออกจริง ๆ ” เสิ่นซือหนิงกล่าวขึ้นพลางมองไปทางเมิ่งซือเฉิน “เพราะงั้นฉันเลยไม่เก็บไว้หรอก” ยังไงเสื้อผ้าแบบเรียบหรูเหล่านั้น ไม่ใช่สไตล์ที่เธอชอบอยู่แล้ว “แต่บางคนทำผิดแล้ว ก็สมควรถูกลงโทษ” ดวงตาสีดำสนิทของเธอที่เงยขึ้นมาจ้องเขม็งนั้นแสนลึกล้ำและเย็นเยียบ จนเมิ่งซือเฉินเองก็รู้สึกแปลกใจเป็นครั้งแรก เพราะเสิ่นซือหนิงที่เขารู้จักนั้นเป็นคนอ่อนโยนและว่านอนสอนง่ายอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เธอกลับทำให้เขารู้สึกเย็นชาและห่างเหิน แม้แต่หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ก็ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่แปลกไป เธอจึงรีบพูดแก้ตัวด้วยน้ำเสียงตีซื่อ “ฉันเป็นคนของตระกูลเมิ่งนะคะ ทีนี้คุณหนูเสิ่นกำลังจะหย่าแล้ว……” เพี้ยะ! คำพูดของหลี่เนี่ยนเอ๋อร์ยังไม่ทันจบ แก้มซ้ายของเธอก็ถูกตบเข้าเต็มแรง เธอถึงกับมองเสิ่นซือหนิงด้วยความตกตะลึง “แกกล้าดียังไงมาตบฉัน? !” “ตามอารมณ์นี่แหละ” “ถ้าคุณนายใหญ่รู้เข้า……” เพี้ยะ! อีกฝ่ามือหนึ่งตามมาติด ๆ คราวนี้แก้มทั้งสองข้างของหญิงสาวก็โดนตบจนแดงและบวมสมดุลกันแล้ว หลี่เนี่ยนเอ๋อร์โดนแรงตบทำเอาเท้าข้างหนึ่งทรุดลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง แถมคราวนี้ข้อเท้าเธอพลิกจริง ๆ แล้ว ใบหน้าก็ปวดร้อนจนเจ็บร้าว! เธอเริ่มโวยวายทันทีด้วยน้ำตาที่ไหลพราก “คุณชาย เธอร้ายกาจเกินไปแล้ว!” แต่ก่อนที่เสียงคร่ำครวญจะได้ดังต่อไป เสิ่นซือหนิงก็ยื่นมือมาบีบคอเธอแล้วคว้าสร้อยคอที่ห้อยคอติดตัวเธอไว้แน่นออกมา “ตบสองทีนี้เป็นค่าชดเชยให้กระเป๋าเดินทางกับเสื้อผ้าฉัน” เสิ่นซือหนิงใช้มือเธอค่อย ๆ เพิ่มแรงบีบที่ลำคออีกฝ่ายจนขึ้นสีแดงช้ำ น้ำตาไหลพราก “ส่วนตอนนี้ ฉันจะเอาของที่ไม่ใช่ของคุณคืนมา” สร้อยคอเส้นนั้นเป็นหยกมรกตที่ฝังด้วยเพชร แม้จะไม่ได้มีมูลค่ามากมาย แต่ด้านหลังของมันสลักตัวอักษร“หนิง”เอาไว้ ซึ่งชัดเจนว่ามันไม่ใช่ของหลี่เนี่ยนเอ๋อร์ “แก…… แกตั้งใจทำร้ายฉัน!” หลี่เนี่ยนเอ๋อร์พยายามปัดป้องมือที่บีบคอเธอพลางหอบหายใจอย่างรุนแรง กระทั่งฉี่ราดอย่างไม่รู้ตัว ณ ขณะนั้น เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตนไม่เคยรู้จักเสิ่นซือหนิงมาก่อนเลย ในตอนที่ลำคอถูกบีบรักและกำลังจะขาดอากาศ เธอรู้สึกได้เลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าพร้อมที่จะเอาชีวิตเธอได้ทุกเมื่อ! แต่เสิ่นซือหนิงเพียงแค่ทำลายสร้อยคอนั้นแล้วหันหลังจากไปอย่างไม่ไยดี หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ร้องขอความเห็นใจ “คุณชาย คุณอย่าเชื่อเธอเลยนะคะ มันเป็นการเข้าใจผิด……” “ไสหัวไป!” เมิ่งซือเฉินเตะเธอจนกระเด็น เขารู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นทันทีเมื่อได้กลิ่นปัสสาวะฉุนกึกขึ้นมาเต็มจมูก “ตระกูลเมิ่งของเราไม่ต้องการคนมือเท้าโสโครก!” ขณะเดียวกันนั้น เสิ่นซือหนิงก็เดินออกจากบ้านแล้วกดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทของเธอ 【ฉันหย่าแล้ว ตอนนี้รถกับบ้านของฉันอยู่ที่ประเทศเอ็ม ขอไปนอนบ้านเธอชั่วคราวได้ไหม 】 คำพูดเรียบ ๆ แค่นี้ ทำให้ปลายสายอย่างฉินซือหลันถึงกับอึ้ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความตื่นเต้น 【พระเจ้าช่วย เธอหย่ากับไอ้บ้านั่นได้ซะที! นอนอะไรกัน! งานนี้มันต้องฉลองด้วยปาร์ตี้โสดเท่านั้นไม่ใช่หรือไง?! 】 ถึงแม้เสิ่นซือหนิงจะถือโทรศัพท์ห่างออกจากหูแล้ว เธอก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะสะใจของฉินซือหลันชัดเจน 【ถ้ากลุ่มสิบทิศรู้ว่าผู้ก่อตั้งกลับมา ระบบคงได้ล่มกันหมดแน่ ๆ ! 】
ในคฤหาสน์ หลี่เนี่ยนเอ๋อร์โขกศีรษะกับพื้นจนแทบแตก “คุณชายคะ คืนนี้คุณชายวางแผนที่จะจัดเซอร์ไพรส์ให้คุณหนูหรั่นบนเรือสำราญ รอยัล ปริ๊นเซสไม่ใช่เหรอคะ? ฉันจะใช้โอกาสนี้เพื่อแก้ตัวและช่วยเตรียมงานค่ะ!” เธอเคยรับใช้หรั่นชิงชิงมาก่อน จึงรู้ถึงรสนิยมของหญิงสาวเป็นอย่างดี เมิ่งซือเฉินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เพราะหรั่นชิงชิงกลับประเทศก่อนกำหนด เวลามันเร่งด่วนมาก ดังนั้นการจัดเตรียมสถานที่จึงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ “งั้นฉันจะให้โอกาสสุดท้ายกับเธอ” เขาเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือ งานเลี้ยงบนเรือสำราญจะเริ่มในอีกสามชั่วโมง “ถ้าทำพัง เธอก็เตรียมตัวออกจากบ้านตระกูลเมิ่งพร้อมรับหมายศาลไปได้เลย!” นี่เป็นทั้งคำขู่และการให้โอกาส หลี่เนี่ยนเอ๋อร์ถอยออกไปหลังจากสาบานด้วยชีวิตว่าจะทำทุกอย่างให้สำเร็จ เมิ่งซือเฉินหันกลับมา และทันใดนั้นเขาก็เห็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร ความรู้สึกขุ่นเคืองพลันผุดขึ้นในใจ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงภาพของเสิ่นซือหนิงที่เพิ่งตบหน้าคนเมื่อครู่ แม้จะลงมืออย่างใจเย็น แต่ก็ดูจะออกแรงและใส่ความโหดเหี้ยมไปไม่น้อย ทว่าความคิดนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะเสิ่นซือหนิงเป็นแค่แม่บ้านที่แสนเชื่องและไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เมื่อหย่าจากเขาไปแล้วก็คงอยู่ต่อไม่ได้อีก! ด้านนอกคฤหาสน์ หญิงสาวผมดำลงมาจากรถลัมโบร์กีนี “หนิงหนิงที่รัก!” ฉินซือหลันพุ่งเข้ามากอดเสิ่นซือหนิงแน่น “อย่าว่าแต่มานอนค้างที่บ้านฉันแค่คืนเดียวเลย เธอจะอยู่ตลอดไปเลยก็ได้นะ!” เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของหย่งเย่กรุ๊ป พ่อแม่ของเธอทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ย่อมไม่ขาดแคลนบ้านที่จะให้เธออยู่ “สรุปว่าคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ฉินซือหลันซบลงกับซอกคอของเธออย่างใกล้ชิด “ตัวเธอยังมีกลิ่นน้ำมันอยู่เลย อย่าบอกนะว่าเธอยังทำอาหารให้ไอ้หน้าโง่นั่นอีก?” อ้อมกอดนี้ทั้งแน่นและอบอุ่นจนทำให้เสิ่นซือหนิงรู้สึกจุกในอก “ขึ้นรถแล้วค่อยพูดกัน” บนที่นั่งข้างคนขับ เสิ่นซือหนิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ให้ฟัง เธอเล่าอย่างสงบราบเรียบ แต่ฉินซือหลันกลับอดทนฟังด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นไว้ไม่ไหว “ถุย เมิ่งซือเฉินเคยถูกแม่สาวน้อยรักแรกนั้นทิ้งในวันแต่งงานแล้วทนได้ยังไม่พอ ตอนนี้ยังจะกล้ามีหน้ามาขอหย่ากับเธอเพื่อแต่งงานกับเธอคนนั้นอีกเหรอ? งั้นก็ให้ผีเน่ากับโลงผุอยู่คู่กันไปเถอะ!” “พ่อแม่เขาก็ช่างน่ารังเกียจ เธอคอยรับใช้พวกเขาเป็นอย่างดี สุดท้ายพวกเขากลับไม่รู้จักสำนึกบุญคุณความดีเลยสักนิด! สมกับเป็นพวกเศรษฐีใหม่จริง ๆ !” ฉินซือหลันพูดพลางด่าอย่างเดือดดาล “ในเมื่อเขาจำเรื่องในอดีตไม่ได้ สามปีที่เธอทุ่มเทมาก็เพียงพอแล้ว ถือว่าทำดีที่สุดเพื่อตอบแทนเขาแล้ว ต่อไปนี้ก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นแบบที่เขาชอบอีกต่อไปแล้วสินะ?” เสิ่นซือหนิงนั่งพิงที่นั่งข้างคนขับ “ใช่ เราไม่ติดค้างอะไรกันอีกแล้ว” เธอมองออกไปยังทิวทัศน์นอดหน้าต่างที่รถวิ่งผ่านด้วยสายตาว่างเปล่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา เสิ่นซือหนิงยอมถอดรองเท้าส้นสูง มัดผมเรียบร้อย และสวมเสื้อผ้าเรียบ ๆ แบบที่ตัวเองไม่ชอบเพื่อเอาใจเมิ่งซือเฉิน เพียงเพื่อพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนหรั่นชิงชิง แต่โชคไม่เข้าข้าง เพราะถึงจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเทียบได้กับคนที่เขารักอย่างแท้จริงได้เลย “หนิงหนิง เขาและครอบครัวของเขาต่างหากที่ไม่คู่ควรกับเธอ” ฉินซือหลันฟังเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้าของเธอแล้วก็รู้สึกสงสารจนตาแดงก่ำ “การหย่าคงต้องใช้เวลา เธออยู่ที่บ้านฉันไปก่อนนะ ยังไงเราสองคนก็เหมือนพี่น้อง แท้ ๆ กันอยู่แล้ว” เสิ่นซือหนิงยกยิ้มบาง “ตกลง” เธอเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่มีญาติพี่น้องแม้แต่คนเดียว แต่ฉินซือหลันกลับดูแลเธอเสมือนเป็นคนในครอบครัวที่สำคัญที่สุด ขณะที่พูดคุยกันไป ทั้งสองก็มาถึงสตูดิโอแต่งหน้าส่วนตัวแล้ว หลังจากที่ทั้งสองคนลงจากรถ ฉินซือหลันก็โบกมือเรียก “แมรี่! ได้เวลาทำงานแล้ว!” เสิ่นซือหนิงขยี้หว่างคิ้ว “คืนนี้ฉันเหนื่อยมากแล้ว ไม่อยากแต่งตัวจัดหรอก” “แต่ตอนนี้ไอ้ผู้ชายเฮงซวยกับนังผู้หญิงไร้ยางอายนั่นมารวมตัวกันแล้วนะ เธอยังคิดจะเอาแต่แต่งตัวเชย ๆ น่าเบื่อไปเพื่อเขาอีกงั้นเหรอ?” “…… ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” “แบบนี้สิถึงจะถูก!” ฉินซือหลันยิ้มตาหยี “หลับตาแล้วปล่อยตัวปล่อยใจไปเถอะนะ นี่คือทีมช่างแต่งหน้าชื่อดังจากต่างประเทศ คืนนี้จะเปลี่ยนเธอให้กลับมาสวยสง่างามอีกครั้งแน่นอน!” เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง แทบทุกคนในสตูดิโอพากันจับจ้องมาที่หญิงสาวในกระจก เสิ่นซือหนิงเองมีใบหน้างดงามคมชัดอยู่แล้ว แต่ปกติเธอมักอยู่ในครัว ทำอาหารและทำงานบ้านจนแทบไม่เคยได้แต่งตัวเองดี ๆ ตอนนี้พอได้เติมแต่งเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย เธอก็เผยความงดงามโดดเด่นเสียแล้ว ดวงตายาวรีที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แสนเย้ายวนโดยไม่ฉูดฉาด แต่งแต้มด้วยอายแชโดว์ดูมีชีวิตชีวา หยดน้ำตาดำเล็ก ๆ ที่แต้มตรงหางตาเผยความดื้อรั้นจากส่วนลึกได้อย่างเด่นชัด ฉินซือหลันถึงกับอดไม่ได้ที่จะอุทาน “นางฟ้าลงจากสวรรค์แล้ว! นี่แหละเสิ่นซือหนิงคนที่ฉันเคยรู้จัก!” เธอหันไปโบกมือเรียกให้คนช่วยหยิบชุดมาให้ทันที “หนิงหนิงที่รัก เลือกชุดเดรสราคาแพงสุดได้ตามสบายเลย คราวนี้ฉันเต็มใจทุ่มสุดตัวเพื่อฉลองการกลับมาเป็นโสดของเธอโดยเฉพาะ นี่เลย ปาร์ตี้บนเรือสำราญสุดหรูพร้อมด้วยนายแบบหนุ่มหล่อแปดคน รับรองว่าฟิน!” เสิ่นซือหนิงโบกมือปฏิเสธ “ช่วงนี้ไม่สนใจผู้ชายหรอก” ฉินซือหลันถึงกับค่อนขอด “ไม่สนใจ? แต่ตั้งสามปีเชียวนะ เธอไม่มีความต้องการเรื่องอย่างว่าบ้างเลยเหรอ?” “……” แน่นอนว่าเธอมี ตลอดสามปีที่แต่งงานกัน เมิ่งซือเฉินให้คำสัตย์ว่าเขาต้องการรักษาความบริสุทธิ์ไว้เพื่อหรั่นชิงชิง จะไม่แตะต้องผู้หญิงอื่นเด็ดขาด ซึ่งนั่นทำให้เสิ่นซือหนิงยังเป็นหญิงพรหมจารีมาจนถึงทุกวันนี้ เธอไม่ใช่แม่ชี ย่อมมีความต้องการตามปกติอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับใครได้ ฉินซือหลันเห็นว่าเสิ่นซือหนิงยังนิ่งเงียบไม่พูดอะไร คิดว่าเธอยังตัดใจไม่ได้ จึงตัดสินใจใช้ไม้ตายเดี๋ยวนั้น “ปาร์ตี้ครั้งนี้มีนักปรุงน้ำหอมระดับนานาชาติมาร่วมงานด้วยนะ เจ้าของแบรนด์น้ำหอมเกลิน เพอร์ฟิวม์เองก็จะมาด้วย! เธอไม่อยากเห็นตัวจริงของเขาหน่อยเหรอ?” เกลิน เพอร์ฟิวม์ เป็นบริษัทน้ำหอมชั้นนำของประเทศ เมื่อหลายปีก่อน เสิ่นซือหนิงเคยมีโอกาสเข้าแข่งขันประกวดน้ำหอมระดับนานาชาติกับซีอีโอของเกลิน เพอร์ฟิวม์ น้ำหอมที่ชายหนุ่มปรุงมีเอกลักษณ์และกลิ่นอายที่ทำให้เสิ่นซือหนิงรู้สึกคุ้นเคย เป็นกลิ่นที่คล้ายกับน้ำหอมที่แม่แท้ ๆ ของเธอเคยปรับ แต่น่าเสียดาย ทั้งเธอและเขาต่างก็เป็นคนระมัดระวัง ไม่เคยเผยตัวต่อหน้ากันเลย แม้กระทั่งเมื่อชื่อเสียงของแบรนด์เกลิน เพอร์ฟิวม์เป็นที่เลื่องลือ เขาก็ยังคงเงียบขรึมไม่แสดงตัว “ลองไปดูหน่อยก็ได้” เสิ่นซือหนิงพยักหน้าเล็กน้อย สิ่งที่ดึงดูดให้เธอสนใจ ไม่เพียงเพราะเคยพยายามแฮกข้อมูลของเกลิน เพอร์ฟิวม์แต่ก็ล้มเหลว แต่ยังเป็นเพราะเสิ่นซือหนิงรู้สึกว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับแม่แท้ ๆ ของเธอด้วย