สุนัขหน้าโหดโคตรรักเมีย
บทที่ 1

ปัง!! ปัง!! ปัง!! “ระวัง!!” “พาคุณหนูหนีไป!!” บอดี้การ์ดตัวใหญ่วิ่งด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่ขายาวจะทำได้แล้วคว้าตัวผู้หญิงตัวเล็กแค่หน้าอกอุ้มวิ่งหนีออกไปทันที เสียงปืนดังไล่หลังตามมาติดๆจนกระทั่งมาถึงรถที่จอดรออยู่แล้ว เพียงไม่กี่นาทีรถคันหรูขับออกไปด้วยความเร็วมากและรถอีกคันตามมาติดๆอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน รถทั้งสองคันเหมือนกำลังขับแข่งกันบนท้องถนนแต่ความจริงไม่ใช่เลย นี่คือการตามล่าเพื่อเอาชีวิตผู้หญิงในรถที่เป็นลูกสาวคนเดียวของมาเฟียหน้าใหม่ ครั้งนี้ให้เจ็บตัวไม่ได้หรอก เขามาดูแลเธอเองไม่ว่าใครก็ห้ามฆ่า “เอาปืนมา!” “อย่าครับคุณหนู” “ฉันยิงแม่นน่า!” “รถกันกระสุนทั้งคันแล้วคุณหนูจะเปิดหน้าต่างรับกระสุนทำไม!?” “นี่กล้าขึ้นเสียงใส่ฉันเหรอไอ้บ้า!!” “ขึ้นคร่อมยังทำมาแล้วนับประสาอะไรกับขึ้นเสียง!?” “กรี๊ด!! ไอ้บ้า!!” “โอ๊ย!! หุบปากได้แล้ว เสียงแหลมๆมันทำให้เสียสมาธิ!!” “ฉันเป็นเจ้านายนะ!!” “แต่พี่เป็นผัว!!” “ไอ้ผัวเฮงซวย!!” ด้านนอกรถมีคนหาทางจะยิงเข้ามาให้ได้ ส่วนด้านในก็เหมือนว่ามีสงครามขนาดย่อมเช่นกัน รถคันหรูที่มีรอยโดนยิงแทบทั้งคันขับด้วยความเร็วสูงหาทางสลัดรถที่ตามติดเหมือนเจ้ากรรมนายเวรให้หลุดพ้นไป ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วโมงที่ถูกไล่ล่าในที่สุดก็สามารถหลุดออกมาได้อย่างสะบักสะบอมมากพอสมควร เอี๊ยด!! “จอดทำไม!?” “แล้วจะอยู่ให้มันตามทันรึไง!?” “พูดดีๆไม่เป็นรึไงห่ะ ความจริงเอาปืนมาให้ฉันยิงมันก็จบแล้ว” “อวดเก่งจริงๆ ทีตอนพี่วิ่งไปอุ้มทำไมไม่ยิงล่ะ มาปากเก่งทำไมตอนนี้!?” “อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉันนะ ตอนนี้พี่เป็นแค่บอดี้การ์ดลืมตัวไปแล้วรึไง!?” “ในรถคันนี้มีแค่เราสองคน ตอนนี้พี่เป็นผัวไม่ใช่ลูกน้องใครทั้งนั้น!” “พวกนั้นเป็นใคร!?” “ยังไม่รู้” “ไม่ได้เรื่อง!” “ว่าพี่แล้วตัวเองรู้เหรอ?” “ก็…” “ก็ไม่รู้เหมือนกันนี่!” “ฉันน่าจะอยู่ฆ่ามันให้ตายๆไปซะ!” “มันจะฆ่าเธอก่อนดิ!” “หุบปาก!!” “ไปกันได้แล้ว ที่นี่เป็นเซฟเฮ้าส์แล้วอีกเดี๋ยวคนอื่นจะตามมา” “เดินช้าๆไม่ได้รึไงเนี่ย ฉันเดินตามไม่ทันนะ!” “ช่วยไม่ได้ก็เกิดมาขาสั้นเอง” “ปากหมาที่สุด!!” บลูมเดินถือปืนเข้าไปในบ้านที่มีรั่วล้อมสูงพร้อมกับกวาดสายตามองด้วยความระมัดระวังมากพอสมควร เขาเดินนำเธอขึ้นไปที่ห้องพักเพราะตอนนี้คุณหนูคนสวยมอมแมมเหมือนตัวอะไรสักอย่างไปคลุกฝุ่นมา ในระหว่างที่รอเธออาบน้ำก็กดโทรศัพท์อ่านข้อความที่ลูกน้องรายงานมา ทุกคนกำลังจะมาที่นี่แล้วประชุมกันอีกทีเพราะคืนนี้คุณหนูต้องออกงานในฐานะทายาทคนเดียวของนักธุรกิจนำเข้าอัญมณี เขาพึ่งมารับหน้าที่นี้วันแรกแทนทีมบอดี้การ์ดเก่าของเธอที่บาดเจ็บหนักจากการปะทะครั้งก่อนและตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ เงยหน้ามาอีกทีเพราะได้กลิ่นหอม ฟีนด์ใส่แค่ผ้าเช็ดตัวยืนเท้าเอวจ้องมองกันอยู่ หน้าที่หลักคือผัวในความลับ...มั้ง! หน้าที่รองคือบอดี้การ์ดประจำตัวแม่คุณทูนหัวที่กำลังเท้าเอวใส่แล้ววีนฉ่ำแบบไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย นู้นก็จะเอา นี่ก็จะเอา คิดบวกไม่เคยมีแต่พร้อมบวกไม่เคยขาด เดือดร้อนผัวก็วิ่งสี่คูณร้อยลากขึ้นรถตลอด เด็กดื้อต้องโดนอะไรกูไม่รู้ แต่เท่าที่รู้คือต้องหาอะไรปิดปากเมียแล้ว!! "โธ่เว้ย!! ออกไปแล้วไม่ต้องมาให้เห็นหน้า!" "กล้าไล่ผัวเหรอ!?" "แล้วคิดว่าฉันไล่หมารึไงเล่า ออกไป!!” “ไม่ออก!” “ฉันจะแต่งตัว” “พี่เห็นมาทั้งตัวแล้วจะอายอะไรอีก!?” “พี่บลูม!!” “นั่งลงเดี๋ยวเช็ดผมให้” ฟีนด์นั่งลงบนเตียงด้วยความไม่ชอบใจเท่าไรแต่ทางเลือกเธอมีน้อย พี่บลูมถูกส่งตัวมาเพื่อดูแลเธอชั่วคราวในช่วงที่บอดี้การ์ดส่วนตัวรักษาตัวให้ดีก่อนจะกลับมาทำหน้าที่เดิม มือใหญ่หยิบผ้ามาเช็ดผมที่เปียกให้ไม่แรงมากแต่ก็เล่นเอาหัวแทบโยกกันเลยทีเดียว จากนั้นมือหยาบที่เคยจับแต่อาวุธฆ่าคนก็หยิบไดร์เป่าผมมาทำต่อด้วยความไม่ถนัดสักเท่าไร แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายเถื่อนแบบนี้จะทำอะไรอ่อนโยนไม่เป็น สิ่งที่เขาทำมันคือความใส่ใจ แต่ว่าเธอทำเอาน่าจะดีกว่าหลายเท่า “เสร็จแล้ว” “ขอบใจ” “พี่จะลงไปเช็ครอบๆบ้านก่อนนะ แล้วเดี๋ยวลูกน้องจะเอาชุดที่ใส่คืนนี้กับเครื่องสำอางมาให้ เราต้องไปให้ทันงานก่อนสองทุ่มไม่งั้นจะมีข่าวเสียหายเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน” “รู้แล้วน่าไม่ต้องย้ำหรอก!” “อ่อ! อย่าให้เห็นว่าสนใจใครล่ะ?” “มีสิทธิ์อะไรมาหวง?” “เอากันตอนนี้ยังได้นะฟีนด์!” “ออกไปเลยไป๊ไอ้บ้ากาม!!” บลูมเดินออกมาจากห้องนอนพร้อมกับถือปืนเพื่อตรวจเช็คบ้านหลังนี้ให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครมาฆ่ายัยเด็กปากดีได้ หลังจากเดินสำรวจชั้นบนครบหมดทุกห้องแล้วก็เดินสำรวจชั้นล่างและตามด้วยสำรวจรอบบ้าน แววตาดุดันจ้องมองด้วยความระมัดระวัง สัญชาตญาณป้องกันตัวที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กทำงานอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ก็ปาไปบ่ายโมงกว่าๆแล้ว ทีมของพวกเขาไปรับเธอมาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อจะพามาเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัย ก่อนจะถูกดักโจมตีในตอนแวะกินอาหารเพราะคุณหนูหิว จากนั้นก็ปะทะกันลากยาวหลายชั่วโมง เซฟเฮ้าส์หลังนี้ปลอดภัย คืนนี้เราน่าจะมาค้างที่นี่แทนโรงแรม เขาเดินกลับเข้าไปในบ้านจากนั้นก็เปิดตู้ลับที่ใช้เก็บซ่อนอาวุธ คืนนี้ในตอนกลับพวกเราต้องถูกเล่นงานอย่างแน่นอนและไม่รู้ว่าจะจบลงตอนไหนด้วย เรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับตำแหน่งประธานบริษัทของพ่อเธอที่พึ่งจะรับช่วงต่อมาได้ไม่นาน หลังจากนั้นมีการเปิดโปงเรื่องยักยอกทรัพย์ของหลายคนที่ถือหุ้นส่วนและทำงานอยู่ หลายคนหนีออกนอกประเทศทันและบางคนถูกสั่งเก็บทันที มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่ติดคุก แต่นั่นมันไม่จบเพราะมีการล้างแค้นทันทีและต้องการทวงคืนทุกอย่างที่เสียไป คุณหนูฟีนด์คือเป้าหมายในครั้งนี้ ฆ่าเพื่อล้างแค้น “นี่ทำอะไรอะ?” “ชักว่าว” “อี๋! น่าเกลียดที่สุด” “ก็เห็นอยู่ว่าเช็คปืนแล้วจะถามทำไม?” “เผื่อมีอะไรให้ช่วยไง” “ช่วยอย่าเป็นปัญหาก็พอ” “ปากเหรอห่ะ! ฉันไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็เกลียดพี่” “แล้วไง?” ฟีนด์นั่งลงที่เก้าอี้แล้วหยิบโทรศัพท์มาเปิดดูแก้เบื่อระหว่างรอคนอื่นมา คืนนี้เธอต้องไปออกงานกับพ่อเพราะจะมีการพูดคุยเรื่องงานกับเจ้าของเหมืองขนาดใหญ่ที่นั่งเครื่องบินข้ามประเทศมาถึงที่นี่ เธออายุยี่สิบสี่แล้วยังต้องเรียนรู้อีกเยอะกว่าจะเก่งมาก ไหนจะต้องเรียนศิลปะการต่อสู้ให้หนักขึ้นกว่าเดิมเพราะหนทางข้างหน้าไม่ใช่เรื่องงานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว อาวุธก็ใช้เป็นแค่ปืนสั้นธรรมดาและยิงไม่แม่นเท่าไรนัก แต่เธอพยายามมากจริงๆเพื่อจะขึ้นเป็นที่หนึ่งและจะไม่ยอมให้ใครมาฆ่าตัดตอนง่ายๆด้วย

บทที่ 2

พี่บลูมถูกเรียกตัวมาจากเมืองนอกกะทันหัน หน้าที่เขาคือดูแลความปลอดภัย “ยืนขึ้นหน่อยสิคุณหนู” “อะไรอีก” “ลองดูว่าถ้าซ่อนปืนแล้วจะเดินปรกติไหวไหม” “ฉันทำเองก็ได้” “อย่าดื้อน่า” “หาเรื่องลวมลามก็พูดมาเถอะฉันไม่ถือสาหรอก” บลูมส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าคุณหนูตัวเล็กที่ปากจ้อได้ตลอดเวลา เรียวขาของเธอนุ่มมากและมีรอยช้ำจากการโดนทำร้ายเมื่อไม่กี่วันก่อน ปืนขนาดเล็กใส่ปลอกติดไว้ที่เรียวขาเล็กจากนั้นก็ให้ลองเดินอย่างเป็นธรรมชาติ เขาหยิบปืนมาเปลี่ยนใหม่ให้พอดีมากขึ้นกว่าเดิม จากนั้นก็ให้เดินดูอีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้เธอทำต่างจากครั้งแรกจนน่าขำไม่ไหวจริงๆนะ เดินเหมือนนางแบบที่หมุนฟูลเทิร์น “เป็นไง?” “อืม” “ตอบแค่นี้เหรอ!?” “จะให้ตอบว่าอะไรล่ะ?” “ก็…ฉันเหมาะกับปืนนี้ไง” “เหมาะก็ได้ พี่ใส่กระสุนไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ปืนกระบอกนี้ใช้ตอนจำเป็นนะ” “เป็นพ่อเหรอถึงสั่งดีจัง!” “ก็พ่อเธอไหมล่ะที่สั่งพี่มาแบบนี้” “พ่อนะพ่อไม่รู้ว่าใช้อะไรเลือกพี่มาดูแลฉัน ความจริงบอดี้การ์ดทีมอื่นก็มีคนพร้อมเหมือนกัน พี่ต่อรักษาตัวไม่นานเดี๋ยวก็หายแล้ว ฉันว่านะพ่อต้องเลือกพี่ตอนเมาแน่เลยถึงไม่ใช้สมองแบบนี้” “เชื่อพี่เถอะว่าพ่อฉลาดกว่าลูกแน่” “พี่ว่าฉันโง่เหรอ!?” “แล้วมีคำไหนที่ชมไหมล่ะ?” บลูมหันมาสนใจปืนต่อเพราะต้องเตรียมความพร้อมทุกอย่างหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น จากนั้นก็หยิบมีดเล็กมาซ่อนไว้ในรองเท้า เขาหยิบโทรศัพท์มาโทรเช็คเซฟเฮ้าส์ที่อยู่ในระแวกใกล้เคียงเผื่อว่ามีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นอีก ดูก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบลงง่ายๆจนกว่าจะตายกันไปข้างหรอก อีกฝั่งหนึ่งสูญสิ้นทุกอย่างจากความไม่ซื่อของตัวเองเลยแค้นมาก ส่วนพ่อของคุณหนูต้องทำหน้าที่ตรวจสอบทันทีที่เป็นประธานบริษัทเพราะจำนวนเงินที่หายไปมีมูลค่าเกือบสองร้อยล้าน นั่นคือความเสียหายที่ต้องหาที่มาที่ไปและจบปัญหาให้ได้โดยเร็ว ฟีนด์คือคนหาหลักฐานแทบทุกอย่างมา เธอคือหนึ่งในเหตุของความแค้น ผ่านไปไม่นานเสียงรถดังเข้ามาจอดภายในบ้าน บลูมคว้าตัวคุณหนูฟีนด์เข้าไปซ่อนตัวในห้องครัวขณะที่แอบมองว่ามันเป็นใคร ปืนในมือพร้อมจะลั่นไกทุกเมื่อเพื่อฆ่าทุกคนที่จะทำร้ายเธอ ผ่านไปห้านาทีถึงได้เดินออกมาจากที่ซ่อนเพราะคนที่มาคือลูกน้องไม่ใช่คนอื่น เกรย์กับแฮมคือบอดี้การ์ดคนใหม่เช่นกัน เขาคือหัวหน้าพวกมัน “หิวรึยังครับผมแวะซื้อของมาให้ด้วย” แฮมถามด้วยน้ำเสียงสดใส แล้วแอบมองหัวหน้าของตัวเองคนใหม่ของตัวเองด้วยความรู้สึกแปลกๆ เขากับเกรย์ถูกส่งตัวมาด่วนเพื่อดูแลคุณหนูฟีนด์โดยเฉพาะและพี่บลูมคือคนที่มาเป็นหัวหน้าพวกเขาทั้งที่เราไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน ไม่รู้สิว่าควรจะพูดยังไงในความรู้สึกคล้ายว่าเคยเห็นหัวหน้ามาก่อนทั้งที่ไม่ใช่เลยสักนิด ตามรายงานที่ได้รับก่อนจะมาถึงที่นี่คือพี่บลูมทำงานอยู่เมืองนอกมานานมาก พี่บลูมไม่เคยไปฐานที่พวกเขาอยู่เลยสักครั้ง “สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?” บลูมถาม “ตึงเครียดทุกฝ่ายเลยบลูม แล้วก็เรายังหาที่ซ่อนตัวของมันไม่เจอด้วย แต่คิดว่าอีกไม่นานจะต้องเจอแน่นอน อีกข้อที่พึ่งจะรู้คือมันน่าจะร่วมมือกับคนอื่นเพื่อยักยอกเงินและคนนั้นนั่นแหละช่วยมันหนีไปต่างประเทศได้ทันก่อนเราจะเข้าไปจับ คนที่ช่วยมันไม่ใช่คนธรรมดา” เกรย์รายงานตามที่สายข่าวส่งข้อมูลมา แล้วอีกข้อที่ได้รู้คือเซฟเฮ้าส์หลังนี้อยู่นอกแผน เขามองน้องชายที่กำลังเตรียมอาหารกลางวันกินในตอนบ่าย มองคุณหนูฟีนด์ที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษภัยอะไรเลย แล้วมองหัวหน้าที่ไม่เคยร่วมงานด้วยเลยสักครั้งด้วยความสงสัย ออร่าอันตรายขนาดนี้คงทำงานโหดมาเยอะ ประวัติแทบทั้งหมดคือความลับ “จับเป็นมันได้ไหม?” “ไม่ครับ มันถูกเก็บทันที” “เหี้ยเอ้ย!!” “คืนนี้เราจะค้างที่นี่กัน ส่วนวันพรุ่งนี้รอให้คนตรวจสอบบ้านของคุณหนูก่อนว่าปลอดภัยแล้วรึยังถึงค่อยกลับกัน” “ครับ ว่าแต่ทำไมเราถึงมาที่นี่แทนที่จะเป็นโรงแรมล่ะ แล้ว…อาวุธพวกนั้น?” “นี่คือเซฟเฮ้าส์ลับที่มีแค่ไม่กี่คนรู้ ถ้ามันจะมีอาวุธซ่อนก็ไม่แปลกเลยนี่ ไปพักผ่อนเอาแรงเถอะ คืนนี้ไม่น่าจะได้พักง่ายๆหรอก” “สองคนนั้นน่ะอย่าพึ่งคุยเรื่องงาน มากินข้าวก่อน” แฮมเรียกเสียงสดใสแล้วยิ้มกว้างให้กับอาหารกลางวันที่จะกินแล้วก็นอนพักเอาแรง เขาเทน้ำอัดลมดื่ม ส่วนคนอื่นดื่มน้ำเปล่ากันและคุณหนูฟีนด์เลือกจะดื่มน้ำผลไม้ ในตู้เย็นมีเบียร์แช่เอาไว้อยู่เผื่อว่าต้องการเพราะเราจะอยู่ที่นี่จนกว่าที่บ้านจะปลอดภัยมากกว่าที่ผ่านมา บ้านของคุณหนูฟีนด์ถูกวางระเบิดแต่เก็บกู้ทัน คอนโดก็ถูกวางกับดักฆ่าแต่โชคดีที่ไหวตัวทัน ตอนนี้ไม่มีที่ไหนปลอดภัย แฮมแอบมองหัวหน้าที่หน้าตึงตลอดเวลาด้วยความสงสัยหลายอย่างแต่ยังไม่ถึงเวลาถามออกไปเพราะยังไม่สนิทกันมากพอ เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะมาเป็นหัวหน้าทีมเมื่อวานนี้ แต่อีกฝ่ายน่าจะรู้อยู่แล้วว่าจะได้ใครมาช่วยงานบ้าง คนที่เป็นหัวหน้านี่น่ากลัวทุกคนเลยเนอะ พี่บลูมจะเก่งขนาดไหนนะ ใบหน้าดุดันต่อให้ยิ้มยังไงก็ไม่เป็นมิตร เขาคิดว่าดูเจ้าเล่ห์น่ากลัวว่าเดิมด้วยซ้ำ หรือต่อให้ทำแววตาอ่อนโยนยังทำให้น่ากลัวได้อยู่ดี รอยแผลเป็นที่ริมฝีปากไม่ได้ชัดมากแต่ที่หางคิ้วลากยาวไปถึงกลางหน้าผากนั้นชัดเจน มือใหญ่มีเส้นเลือดปูดนูนขึ้นเด่นชัดและมีรอยแผลเป็นนูนขึ้นด้วย มีรอยสักรูปงูเต็มทั้งแขนขวา สีผิวไม่ได้ขาวแต่ก็ไม่ได้คล้ำ จะว่าเป็นสีแทนก็ไม่น่าใช่สักเท่าไร ดูทรงแล้วน่าจะออกแดดบ่อยมากพอสมควรแถมยังออกกำลังกายหนักถึงปั้มกล้ามได้ใหญ่บึกบึนขนาดนี้ หัวหน้าคนนี้คือใครกันแน่นะ ดูจากฝีมือแล้วไม่ธรรมดาเลยสักนิด “ฉันจะไปนอนพักนะ” “เชิญครับคุณหนู ส่วนพวกแกสองคนอยู่คุยเรื่องงานก่อน” “พี่บลูมตามขึ้นมาด้วยล่ะ ฉันมีเรื่องจะคุย” “สำคัญไหม?” “บอกให้มาก็มาเถอะน่าจะถามอะไรนักหนา ฉันไม่ฆ่าพี่ตายตอนนี้หรอก!” “เดี๋ยวตามขึ้นไป”

บทที่ 3

ฟีนด์ยิ้มกว้างก่อนจะเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ขึ้นมาดื่มแล้วเดินขึ้นไปที่ห้องนอนทันที เธอมีเรื่องจะถามเขาเยอะมากแต่ว่ามันไม่มีเวลาเลยนี่สิ อยู่ดีๆเขาก็โผล่ไปรับที่โรงพยาบาลเล่นเอาหัวใจแทบวายอยู่ตรงนั้นเพราะเราไม่ได้เจอกันมาหลายเดือนแล้ว แถมติดต่อเขาไม่ได้เลยอีกเป็นเดือน เธอไม่เคยบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขารู้แต่ว่าสุดท้ายเขาก็รู้อยู่ดี ทีแรกตั้งใจจะถามในตอนกินข้าว แต่ว่าเรายังไม่ทันได้คุยกันให้เข้าใจก็ถูกตามทำร้ายตลอดทั้งวัน ก็อกๆๆ “เข้ามาแล้วล็อกประตูด้วย” “มีอะไร?” “ใครเป็นคนตามพี่มากันแน่?” เธอลุกขึ้นยืนบนเตียงเพราะว่าจะได้ตัวสูงกว่าเขาสักที เธออยากมีความรู้สึกได้มองต่ำแบบนี้บ้างแต่ว่าส่วนสูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบห้าเซ็นติเมตรไม่ค่อยเอื้ออำนวยสักเท่าไร สถานะของเราสองคนนับเป็นความลับมาตลอดเพื่อความปลอดภัย จนกระทั่งตอนนี้ที่เธออายุยี่สิบสี่ปีและเขาอายุยี่สิบเจ็ดปี เราคบกันมาได้สี่ปีแล้วยังไม่มีใครรู้เพราะยังไม่ถึงเวลาเปิดเผย “ซ่อนกิ๊กไว้เหรอผัวจะมาหาถึงห้ามดีจัง!” “กิ๊กบ้านพี่ดิ!” “ก็ดีที่ไม่มี พี่ยังไม่อยากฆ่าใครเพิ่มตอนนี้” เธอวางมือลงที่บ่าใหญ่พร้อมกับมองหน้าคนดุดันที่ไม่รู้ว่าไปเอารอยแผลที่คิ้วมาเพิ่มตอนไหนอีก รอยสีปากเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน แถมให้ลบรอยแผลเป็นออกก็ไม่ยอมอีก รู้ไหมว่าแบบนี้ทำให้เขาดูเป็นคนดุดันมากกว่าเดิมและหาความเป็นมิตรไม่ได้เลยสักเสี้ยวเดียว เราสบตากันเพียงไม่กี่วินาทีเธอก็ถอดเสื้อของตัวเองโยนทิ้งทันที คนทำหน้าดุดันยิ้มกว้างแล้วถอดเสื้อตามเช่นกัน “กินนมไหม?” “จะดูดให้หนำใจเลย” เรามันคนคุ้นเคยกันดีเรื่องแบบนี้ไม่ต้องอะไรมากก็รู้ว่าจะทำแบบไหนให้ถึงอกถึงใจและมีความสุขจนแทบสำลัก ช่วงสองปีแรกเราอยู่ด้วยกันแต่เก็บทุกอย่างเป็นความลับ พอเธอกลับมาช่วยงานที่ครอบครัวก็มักจะแวะไปหาเขาทุกครั้งที่ไปเมืองนอก หรือบางครั้งแค่คิดถึงก็ไปหาแล้ว แต่เธอห้ามเขามาหาที่นี่เพราะหวั่นใจว่าจะเกิดอันตรายขึ้นเอาได้ แม้ว่าความจริงแล้วตัวสร้างอันตรายมันคือเขานั่นแหละไม่ใช่คนอื่นหรอก ผัวทั้งคนใครจะไม่เป็นห่วงเล่า คบกันมาตั้งสี่ปีจะไม่รักก็คงไม่ใช่หรอก เวลาล่วงเลยมาถึงตอนค่ำที่งานเลี้ยงตามนัดเพื่อจะพูดคุยธุรกิจสำคัญ ฟีนด์นั่งฟังพ่อแนะนำให้รู้จักกับนักธุรกิจหลายคนและพูดคุยเรื่องทั่วไปเพื่อความสัมพันธ์อันดีในอนาคต จากนั้นพ่อก็จับมือเธอเดินไปนั่งกับเจ้าของเหมืองเพราะว่าเราจะเจรจากันเกี่ยวกับงานอย่างไม่เป็นทางการให้เขาเก็บเอาไปพิจารณา แล้วหลังจากนั้นจะนัดเจอกันอีกครั้งหลังจากเขากลับมาจากพักผ่อนแล้ว เรื่องงานไม่ได้น่าเครียดอย่างที่คิด ตอนนี้เครียดเรื่องผัวมากกว่า เธอแอบมองพี่บลูมที่กำลังพูดคุยกับผู้หญิงสองคนอย่างเป็นมิตร เขาทำเหมือนว่าไม่มีเมียงั้นแหละ แล้วยัยผู้หญิงสองคนนั้นดันทำท่าทางเหมือนอยากจะลากเขาขึ้นห้องให้ได้เลย นี่ขนาดอยู่ในงานเลี้ยงยังทำท่าทางระริกระรี้เหมือนลืมสถานะว่าตัวเองก็ลูกคุณหนูคนหนึ่งที่ควรจะเก็บอาการบ้าง ความคันช่องคลอดเวลาเห็นผู้ชายหล่อเร้าใจมันก็ไม่แปลก แต่นี่จะเอาแบบไม่เลือกสักหน่อยเหรอ นั่นผู้ชายของเธอนะ อยากไปกระชากยัยสองคนนั้นออกจริงๆ “มึงว่าคุณหนูจ้องพี่บลูมปะ?” แฮมกระซิบถามพี่ชายเบาๆด้วยความสงสัยมาก “ตอนบ่ายทะเลาะอะไรกันรึเปล่าวะ?” เกรย์ถามกลับด้วยความสงสัยเช่นกัน “คุณหนูเล่นเรียกไปคุยส่วนตัวในห้องเป็นชั่วโมงแบบนั้นใครจะรู้วะ!” “กูว่านะต้องโดนด่าชัวร์เลย คุณหนูท่าทางเหวี้ยงเก่งขนาดนี้ แถมพี่บลูมก็หน้าโหดฉิบหาย” “คิดแล้วสงสารพี่บลูมเลยวะ” ฟีนด์พยายามรักษาสีหน้าให้มากที่สุดทั้งที่ในใจร้อนเป็นไฟแล้ว ผู้ชายในงานเลี้ยงนี้มีตั้งเยอะแยะทำไมถึงไม่สนใจกันนะ ทำไมต้องสนใจคนที่ทำหน้าดุดันตลอดเวลาแบบนั้นด้วย ผู้หญิงสองคนนั้นทำท่าเหมือนอยากจะได้บอดี้การ์ดของเธอไปจริงๆนะนั่นถึงได้วนเวียนใกล้ตัวตลอดเวลาแบบนี้ สองคนนั้นตั้งใจรุมกินผัวเธอให้ได้เลยใช่ไหม ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดมากแต่ต้องเก็บอาการ “เป็นอะไรรึเปล่าฟีนด์ถึงทำหน้าแบบนี้” “รองเท้ากัดค่ะพ่อ ขยับแล้วมันเจ็บมาก” “มีคู่สำรองไหม?” “อยู่ที่รถค่ะ งั้นฟีนด์ขอตัวไปเปลี่ยนก่อนนะคะ แล้วจะรีบกลับมา” “ระวังตัวด้วยล่ะ” ฟีนด์ยิ้มกว้างให้กับพ่อที่เป็นห่วงความปลอดภัย แล้วรีบเดินไปจับแขนคนตัวใหญ่กระชากออกจากงานทันที พอพ้นสายตาคนเธอปล่อยมือออกแล้วกอดอกเดินไปที่รถด้วยความหงุดหงิดมาก เขาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดได้ดีเยี่ยมตั้งแต่วันแรกแถมไม่มีพิรุธอะไรแสดงออกมาให้ใครเห็นถึงความสัมพันธ์ของเราสองคนว่าแนบชิดกันมากขนาดไหน พอเปิดประตูรถเข้าไปนั่งแล้วปิดประตูรถเธอดึงเขามาจูบทันทีเผื่อว่าจะทำให้ใจเย็นมากขึ้น พอผละมาอีกทีเขาก็อุ้มนั่งตักแล้ว เธอไม่อยากจะงี่เง่าแบบนี้เลย “เป็นอะไรอีก?” “สองคนนั้นมันชอบพี่นี่!” “หึงผัว?” “ไม่!” “ลากพี่มาจูบขนาดนี้ถ้าไม่หึงก็น่าจะหิวไส้กรอกแน่เลย” “กินตอนบ่ายจนอิ่มแล้ว” “แน่ใจเหรอ?” “ก็…กินอีกก็ได้ แต่เร็วๆหน่อยนะ” “ยัยเด็กหื่น!” กว่าเราจะกลับเข้างานเลี้ยงกันอีกครั้งก็เล่นเอาแทบหมดแรงจนขยับตัวไม่ไหว บลูมช่วยจัดแจงเสื้อผ้าให้เมียใหม่อีกครั้งเพื่อความเรียบร้อยและขัดใจนิดหน่อยตรงที่มันโชว์หน้าอกมากเกินไป จากนั้นหยิบรองเท้าหนังมาใส่ให้แทนส้นสูงเผื่อว่าเกิดอะไรขึ้นจะได้วิ่งหนีทัน ส่วนเมียกำลังทาลิปสติกใหม่และจัดผมให้เข้าทรง ก่อนจะหยิบน้ำหอมขวดเล็กมาฉีดอีกครั้งทั้งที่ตัวก็ยังหอมอยู่ เขาหยิบปืนของเธอมาเช็คให้แน่ใจก่อนจะเก็บเข้าไว้ที่เดิม อีกครึ่งชั่วโมงเราจะกลับกันแล้ว มีคนตามมาฆ่าเมียแน่ “อย่าให้ฉันเห็นอีกนะว่ามีคนมาจีบพี่อีกอะ!” “ไหนว่าไม่หวงไง แล้วทำไมขู่ดีจัง” “อยากโดนอีกรึไง!?” “ทั้งคืนก็ไหว” “หุบปากไปเลย!” เธอตัวเล็กเท่ามดแต่มาชี้นิ้วขู่เขาที่ตัวเท่ายักษ์นี่นะ นับถือว่ากล้าและความปากแจ๋วจริงๆเลย ยัยคุณหนูฟีนด์ขี้หึงยังไงก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แถมเราเจอกันอีกครั้งในรอบหลายเดือนเธอดูหิวมากนะ ตอนบ่ายจับเขากินจนหมดแรงจะขย่มต่อถึงยอมลงให้เขาคุมเกมไปจนเสร็จ ตกดึกเข้าหน่อยก็ลากออกจากงานเลี้ยงมาขย่มจนรถโยก ดีหน่อยที่เขายังห้ามตัวเองไหวไม่งั้นได้มีรอยแดงตามตัวเธอแน่นอน พ่อตาไม่รู้ว่าเขาคือใครกันแน่ แต่พ่อเขารู้จักกับพ่อตาเพราะเป็นหุ้นส่วน เรื่องการมาคุ้มครองเมียก็ไม่ใช่ความบังเอิญหรือพึ่งจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่ว่าที่มาช้าเพราะก่อนหน้านี้เขาติดงานสำคัญมากอยู่ แล้วตอนนั้นถูกล้อมจนต้องวางแผนหลายตลบเพื่อหลบหนีออกมาจากเขตของศัตรูได้อย่างหวุดหวิด พอเดินทางมาถึงที่บ้านลูกน้องก็รายงานเรื่องปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นทันที ยังไม่ทันได้คิดวิเคราะห์ก็รู้ข่าวเรื่องฟีนด์ถูกลอบทำร้ายจนรถคว่ำกำลังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล เขาให้พ่อจัดการเรื่องปลอมตัวเป็นบอดี้การ์ดมาดูแลและเลือกลูกน้องฝีมือดีในประเทศใกล้เคียงเพื่อดึงตัวมาช่วยงานใหญ่ในครั้งนี้ ทุกอย่างมันคือความลับ เมียยังไม่รู้ ลูกน้องก็ยังไม่รู้เช่นกัน ดังนั้นสถานะของเขาในตอนนี้คือบอดี้การ์ดของหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทที่ส่งมาคุ้มครองลูกสาวของประธานคนใหม่ อีกหน้าที่คือช่วยสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคนที่ให้ความช่วยเหลือพวกมันหลบหนียิ่งต้องหาให้เจอก่อนทุกอย่างจะแย่กว่านี้ หลายคนเริ่มถูกฆ่าปิดปากและโยนความผิดมาให้พ่อตารับเต็มๆ เงินแค่สองร้อยล้านหายไปจากบริษัท มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น

อ่านต่อ