ฤดูใบไม้ผลิปีที่สิบห้าแห่งรัชศกเทียนเปา ดอกท้อบานสะพรั่งในสวนตระกูลจู เสียงร้องไห้ของทารกน้อยดังแว่วมาจากห้องด้านใน ทำให้บรรยากาศยิ่งเต็มไปด้วยความสดชื่นและมีชีวิตชีวา จางเหวย เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปี ก้าวเข้าสู่เรือนหลักของตระกูลจูในมือถือกล่องไม้แกะสลักงดงาม เขาสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ท่าทางสง่างามสมกับเป็นบุตรชายของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ใบหน้าคมคายของเขาเผยให้เห็นถึงความฉลาดและความมุ่งมั่น ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองไปรอบๆ อย่างช่างสังเกต "น้องเหวย เจ้ามาแล้วหรือ" เสียงทุ้มของจูเหวินกวงดังขึ้น เขายิ้มกว้างต้อนรับอย่างอบอุ่น "มาๆ เข้ามาดูหลานสาวของเจ้าสิ" จางเหวยคำนับอย่างนอบน้อม "ท่านพี่ ข้ามาแสดงความยินดีกับท่านและพี่สะใภ้ด้วยใจจริง ขอให้หลานน้อยเติบโตอย่างแข็งแรง งดงามดั่งดอกท้อที่ผลิบาน" จูเหวินกวงหัวเราะร่า ตบไหล่จางเหวยเบาๆ "ขอบใจเจ้ามากน้องเหวย " ทั้งสองเดินเคียงกันเข้าไปในห้อง จางเหวยนึกย้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างครอบครัวของเขาและจูเหวินกวง เดิมทีตระกูลของจูเหวินกวงมีอาชีพค้าขาย แต่จูเหวินกวงกลับสมัครเข้ากองทัพและต้องตาแม่ทัพจางบิดาของเขาเข้า แม่ทัพจางจึงคิดปลุกปั้นจูเหวินกวงรับเป็นบุตรบุญธรรม กระทั่งบัดนี้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพทักษิณ “ท่านพ่อฝากความคำมาถึงท่านด้วย ยินดีกับท่านที่ได้บุตรสาวและขอให้นางปลอดภัย" จูเหวินกวงพยักหน้าสีหน้าจริงจังขึ้น "ขอบคุณพ่อบุญธรรม ข้าเองก็ละอายใจยิ่งในขณะที่ท่านพ่อลำบากอยู่ชายแดน ข้ากลับต้องอยู่ที่นี่” “อย่าคิดมากไป ภรรยาคลอดบุตรสามีไม่อาจละทิ้งได้ ท่านพ่อเข้าใจขอรับ” “อืม...ข้าจะรีบจัดการธุระที่นี่ให้เรียบร้อย แล้วจะตามไปสมทบโดยเร็วที่สุด" เมื่อเข้าไปในห้อง ภรรยาของจูเหวินกวงมิได้อยู่ที่นี่เพราะนางเพิ่งคลอดบุตร ท่านหมอจึงให้นางบำรุงกำลังที่เรือนหลัง บัดนี้จึงเป็นแม่นมที่กำลังอุ้มทารกน้อยอยู่เมื่อจูเหวินกวงเข้ามาแม่นมจึงวางทารกน้อยที่เพิ่งกินนมอิ่มและลืมตาเล่นลงบนเปลอุ่น จางเหวยก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อย ใบหน้ากลมป้อมและผิวขาวนวลดั่งหยกขัด หน้าตาน่ารักน่าชังยังตัวกลมป้อมเหมือนก้อนแป้งน้อยก้อนหนึ่งที่วางอยู่ในเปล ดวงตากลมโตจ้องมองเขาอย่างสงสัยใคร่รู้ "น่ารักจริงๆ ขอรับ" จางเหวยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ท่านตั้งชื่อให้หลานน้อยหรือยังขอรับ" จูเหวินกวงส่ายหน้า "ยังเลย ข้ากำลังคิดอยู่เจ้ามีข้อเสนอไหมน้องเหวย เจ้าเป็นคนเชี่ยวชาญทั้งการเขียนพู่กัน โครงกลอนในเมืองหลวงนี้เรื่องบุ๋นและบู้นับว่าเจ้าเก่งที่สุด ข้าไว้ใจเจ้า" จางเหวยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว "หากท่านไม่รังเกียจ ให้นางมีนามว่า 'จูเมย' ดีหรือไม่ด้วยหวังว่านางจะงดงามดั่งดอกเมยที่เบ่งบานมีความสุขตลอดชีวิต" "จูเมย..." จูเหวินกวงทวนคำ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ "ชื่อที่ไพเราะนัก ชื่อนี้มีความหมายแห่งความงามและความอดทน นับเป็นชื่อที่มีความหมายที่ดียิ่ง" จางเหวยยิ้มก่อนจะเอ่ยเสริม "และหากท่านอนุญาต ข้าอยากเรียกชื่อรองของนางว่า 'เมยเมย'ด้วย" "แน่นอน เจ้าเป็นท่านอาของนางนี่นามรอง เมยเมย นี้ดียิ่ง" จูเหวินกวงตอบอย่างยินดี จางเหวยจึงหยิบกล่องไม้ออกมา เปิดออกเผยให้เห็นปิ่นหยกขาวรูปดอกท้อที่อยู่ในนั้น "นี่คือของขวัญที่ข้าเตรียมมาให้เมยเมย หวังว่าจะเป็นเครื่องรางนำโชคให้นางตลอดไป" จูเหวินกวงรับหยกมาด้วยความซาบซึ้ง "น้องเหวย เจ้าช่างมีน้ำใจปิ่นหยกขาวนี่ข้ารู้ดีว่าไทเฮาพระราชทานให้เจ้ามิใช่หรือ หยกขาวนี่ว่ากันว่าหากผู้ใดได้ครอบครองแล้วจะมีชีวิตยืนยาว ของล้ำค่านี้มิใช่ว่าจะสามารถหาได้ง่ายได้ เจ้ายังมอบให้หลานสาวคนนี้ของเจ้าไยไม่เก็บไว้ให้เจ้าสาวในอนาคตเล่า” จางเหวยเอ่ยเบา ๆ “พวกเราคือนักรบอย่าเอ่ยถึงเรื่องเจ้าสาวเลยแม้แต่ชีวิตของข้าก็ไม่รู้ว่าจะรอดกลับมาได้หรือไม่ ดังนั้นมอบให้เมยเมยนั่นเหมาะสมที่สุดแล้ว” จูเหวินกวงพยักหน้า เรื่องหน้าที่ทหารนี้ผู้ใดจะรู้เท่าพวกเขากันเล่า “เช่นนั้นข้าจะให้พี่สะใภ้ของเจ้าเก็บรักษาไว้ให้เมยเมยจนกว่านางจะโตพอที่จะปักมันได้ ถือว่าเป็นของขวัญล่วงหน้าวันปักปิ่นของนางก็แล้วกัน" ขณะนั้นเอง เสียงกลองดังมาแต่ไกล สัญญาณเรียกทหารเข้าประจำการ จางเหวยถอนหายใจเบาๆ "ข้าคงต้องลาไปก่อน พรุ่งนี้ข้าต้องออกเดินทางไปชายแดนแล้ว" “น้องรองข้าจะรีบตามเจ้าไป” จางเหวยยิ้ม “ท่านไม่จำเป็นต้องเร่งร้อน ยังมีเวลาให้ท่านอยู่กับครอบครัวตอนนี้ชายแดนสงบสุข ระหว่างนี้ข้ากับท่านพ่อจะไม่ยอมให้พวกต้าเหวินรุกรานเป็นอันขาด”
สิบห้าปีผ่านไปดั่งสายน้ำที่ไหลผ่าน ทิ้งร่องรอยแห่งความเปลี่ยนแปลงไว้บนผืนแผ่นดิน ณ เมืองหยางโจว เมืองการค้าริมแม่น้ำแยงซีเกียง บรรยากาศอึมครึมดุจท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆหนาอากาศหนาวเย็นจับแทบจะสังหารคน ในเรือนหลังเล็กแห่งหนึ่งในคฤหาสน์สกุลจู จูเมย นั่งขดตัวอยู่มุมห้อง ในอ้อมแขนของนางคือจูเมิ่งเมิ่งน้องสาววัยสามขวบที่กำลังหลับสนิท จูเมยลูบผมนุ่มของน้องสาวอย่างทะนุถนอมพร้อมกับถอนหายใจยาว ใบหน้าเล็กซูบผอมมิได้เปล่งปลั่งดั่งดรุณีวัยแรกแย้มเฉกเช่นคุณหนูผู้อื่น เสื้อผ้าของจูเมยเก่าและขาดวิ่น แขนเสื้อสั้นเกินไปจนเผยให้เห็นข้อมือบางที่มีรอยช้ำเพราะถูกทำร้าย ผมยาวสีดำสนิทของนางถูกมัดรวบอย่างลวกๆ ใบหน้าซีดเซียวเผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าและขาดการดูแล รูปร่างผอมบางแทบจะต้องลม เพราะสองปีมานี้แทบจะไม่ได้กินอะไรดี ๆ อย่างที่ควรจะเป็น "พี่สาว ข้าหนาว..." จูเมิ่งเมิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนขยับตัวพร้อมกับส่งเสียงเล็กๆ ออกมา จากนั้นเด็กน้อยจึงลืมตาขึ้นมองพี่สาวด้วยดวงตากลมโต จูเมยยิ้มอ่อนโยน กอดน้องแน่นขึ้น "ไม่เป็นไรนะเมิ่งเมิ่ง พี่จะกอดเมิ่งเมิ่งไว้แบบนี้ เดี๋ยวก็อุ่นแล้ว" "คุณหนู ข้านำน้ำอุ่นมาให้เจ้าค่ะ" เสียงแผ่วเบาดังขึ้น เป็นเสียงของซิ่วหลิน สาวใช้วัยยี่สิบปีผู้ซื่อสัตย์ที่ติดตามจูเมยมาตั้งแต่ตอนที่ชีวิตนางยังเป็นคุณหนูที่จวนสกุลเมยแห่งเมืองหลวง จูเมยเงยหน้าขึ้นมอง รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้า "ขอบคุณพี่ซิ่วหลิน" ซิ่วหลินวางถ้วยน้ำอุ่นลงข้างๆ จูเมย แล้วนั่งลงข้างๆสองพี่น้อง "คุณหนู วันนี้อากาศเย็นลงอีกแล้ว เรือนของพวกเราถ่านหมดมาหลายวันแล้ว ข้าจะลองไปขอจากเรือนครัวนะเจ้าคะ" จูเมยส่ายหน้าไปมา "ไม่ต้องหรอก พี่เพิ่งโดนดุไปเมื่อวานนี้ ข้าไม่อยากให้พี่ต้องลำบากอีก ถึงจะไปขออย่างไรพวกเขาก็ไม่ให้อย่าทำเรื่องลำบากเปล่า ๆ เลย" ซิ่วหลินกำมือแน่น น้ำตาคลอ "แต่คุณหนู... ข้าทนไม่ไหวแล้วที่เห็นท่านและคุณหนูน้อยต้องทนหนาวแบบนี้ อย่างไรพวกเราขอพบฮูหยินผู้เฒ่าดีหรือไม่เจ้าคะ หากฮูหยินผู้เฒ่าทราบเรื่องนี้ย่อมต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณหนูแน่" จูเมยยิ้มบางๆ "ท่านย่าล้มป่วยท่านหมอห้ามผู้ใดเข้าพบ ป้าสะใภ้ใหญ่ดูแลจวนอย่างเข้มงวด คงไม่ยินยอมให้ข้าพบท่านย่าได้ง่ายๆ" "พี่สาว ท่านย่าเป็นอะไรหรือเจ้าคะ" จูเมิ่งเมิ่งถามด้วยความสงสัย เสียงใสๆ ของเด็กน้อยทำให้บรรยากาศในห้องดูสดใสขึ้นมาทันที จูเมยลูบศีรษะกลมของเจ้าก้อนแป้งน้อยเบา ๆ "ท่านย่าไม่สบายน่ะเมิ่งเมิ่ง แต่ไม่ต้องกังวลนะ ท่านย่าแข็งแรงต้องหายดีแน่นอน" ซิ่วหลินมองสองพี่น้องแล้วเอ่ยว่า "ก่อนหน้าที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะล้มป่วย ฮูหยินผู้เฒ่ายังรักท่านสงสารท่านยิ่งกว่าผู้ใด คาดไม่ถึงว่าหนึ่งปีมานี้ที่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ดูแล คนพวกนั้นจะกดข่มท่าน ใจดำกับท่านเพียงนี้ หากว่าท่านพ่อท่านแม่ของท่านยังอยู่ล่ะก็...คุณหนูของบ่าวคงไม่ลำบากเช่นนี้" จูเมยถอนหายใจยาว จับมือของซิ่วหลินพร้อมกับแสร้งยิ้มกว้าง "ข้าชินแล้วละ อีกอย่าง..." นางหยิบผ้าห่มบางๆ ขึ้นมาคลุมไหล่ของตนและน้องสาว "ผ้าห่มผืนนี้ก็ช่วยได้มากแล้ว" "ท่านพี่ ผ้านี่บางมากนะเจ้าคะ เมิ่งเมิ่งห่มแล้วก็ยังหนาว" จูเมิ่งเมิ่งพูดพลางลูบผ้าห่มด้วยมือน้อยๆ ของนาง เด็กน้อยเห็นสิ่งใดก็เอ่ยคำพูดนั้น “เช่นนั้นพี่จะกอดเมิ่งเมิ่งของพี่ให้แน่นขึ้น เช่นนี้อุ่นหรือไม่” จูเมยน้ำตาคลอมองเจ้าก้อนแป้งน้อยที่หลังจากเกิดได้เพียงหนึ่งปีมารดาก็ตายจาก บิดาที่เพิ่งกลับไปชายแดนอีกครั้งก็ตายในสนามรบ มิหนำซ้ำยังถูกกล่าวหาว่าเข้าร่วมกับกบฏจึงทำให้ถูกริบทรัพย์ทั้งหมด จำเป็นต้องมาอาศัยอยู่ที่บ้านท่านย่าเช่นนี้ นางลำบากได้แต่น้องสาวของนางผู้นี้มีอายุเพียงแค่สามขวบกว่าเท่านั้นจะทนลำบากได้อย่างไร ซิ่วหลินมองผ้าห่มผืนนั้นด้วยความเศร้าใจ มันเป็นเพียงผ้าบางๆ ที่แทบจะไม่สามารถกันความหนาวได้ แต่นี่คือสิ่งเดียวที่จูเมยมี "คุณหนู..." ซิ่วหลินกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงตะโกนดังมาจากนอกเรือนหลังเล็ก "จูเมยอยู่ที่ใด ฮูหยินใหญ่เรียกหาเจ้า เร็วเข้า รีบไปก่อนที่จะโดนตี" เสียงแหลมของป้าสะใภ้รองของจูเมยดังลั่นเรือน ถึงแม้ว่าป้าสะใภ้รองจะมีเสียงดังน่ากลัว แต่นางก็เป็นคนเดียวที่เห็นใจจูเมยหลานสาวไร้ที่พึ่งคนนี้ จูเมยสะดุ้ง รีบลุกขึ้นยืน "ข้าต้องไปแล้ว พี่ซิ่วหลินช่วยดูแลเมิ่งเมิ่งด้วยนะ" "ท่านพี่จะไปไหนหรือเจ้าคะ" มือเล็กป้อมจับชายเสื้อของจูเมยไว้แน่น "พี่ต้องไปหาป้าสะใภ้ใหญ่ก่อนนะเมิ่งเมิ่ง เดี๋ยวพี่จะรีบกลับมา เมิ่งเมิ่งอยู่กับพี่ซิ่วหลินนะ เป็นเด็กดี ฟังคำพี่ซิ่วหลินด้วย" เจ้าก้อนแป้งน้อยเชื่อฟังจึงพยักหน้า "เมิ่งเมิ่งจะเป็นเด็กดีเจ้าค่ะ ท่านพี่รีบกลับมานะเจ้าคะ" จูเมยลุกขึ้นลูบผมของน้องสาวเบา ๆ จากนั้นจึงส่งให้ซิ่วหลินแล้วเดินออกจากเรือนไป ด้านนอกป้าสะใภ้รองกำลังรอนางอยู่ก่อนแล้ว ป้าสะใภ้รองผู้นี้มีสามีเป็นบุตรชายคนรองของสกุลจู อันเกิดจากอนุห้าของท่านปู่ซึ่งเป็นอนุอายุน้อยที่สุดเดิมมีฐานะเป็นสาวใช้ เพราะท่านลุงรองมีมารดาเป็นสาวใช้เช่นนั้นตำแหน่งในบ้านสกุลจูของเขาจึงต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ท่านป้าสะใภ้รองก็เป็นบุตรสาวของสาวใช้เช่นกันพวกเขาแต่งงานกันจึงนับว่าเหมาะสมยิ่งนัก “ป้าสะใภ้รอง” ป้าสะใภ้รองมองร่างมอมแมมของจูเมย เด็กสาวที่หน้าตางดงามโดดเด่นในวันวาน บัดนี้กลับมีร่างกายผอมและผิวพรรณที่เคยขาวผ่องก็กลับเหลืองซีดเช่นนี้ช่างน่าสงสารยิ่งนัก นางเอ่ยเบา ๆ “ข้านำเครื่องเขียนมาให้เจ้าจะได้สอนเมิ่งเมิ่งเขียนหนังสือ อย่างไรก็ใช้ให้ระมัดระวังเพราะหากสะใภ้ใหญ่จับได้เรื่องใหญ่แน่” จูเมยยอบกายอีกครั้ง “ขอบคุณป้าสะใภ้รองเจ้าค่ะ” นางนำเครื่องเขียนเข้าไปเก็บในเรือน พร้อมเสียงของป้าสะใภ้รองที่เอ่ยเร่ง จากนั้นพวกนางทั้งสองเร่งฝีเท้าไปที่เรือนใหญ่ขณะพูดคุยกันไปด้วย “ท่านรู้หรือไม่ว่าป้าสะใภ้ใหญ่เรียกหาข้าทำไมหรือเจ้าคะ” ป้าสะใภ้รองส่ายหน้า “ไม่รู้สิ เมื่อเช้าเจ้าเทกระโถนให้พี่หญิงใหญ่ของเจ้าดีหรือไม่เล่า หรือว่าไปทำอะไรให้คุณหนูใหญ่โกรธอีก” จูเมยส่ายหน้าคิดไม่ออก นางมาอยู่ที่นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสาวใช้ของพี่สาวคนโตซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ เรื่องเทกระโถนขับถ่ายเป็นนางที่ทำในทุกเช้า “ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดนะเจ้าคะ” “ถ้าเช่นนั้นเรื่องอะไรกันเล่า จึงได้เรียกหาเช่นนี้ปกติไม่อยากจะพบเจ้าเท่าใด” เมื่อมาถึงกลางเรือนป้าสะใภ้ใหญ่ก็นั่งรอนางอยู่แล้ว ด้านข้างมีสาวใช้คนหนึ่งยืนคอยรับใช้ท่าทางยโส จูเมยยอบกายทำความเคารพ “ป้าสะใภ้ใหญ่ หลานมาแล้วเจ้าค่ะ” ป้าสะใภ้ใหญ่มองจูเมยด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยขึ้น "เมยเมย สองสามวันนี้ให้เจ้าอยู่แต่ในเรือนเล็กของเจ้า ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่" จูเมยรู้สึกประหลาดใจแต่ก็ไม่กล้าถาม เพียงแต่พยักหน้ารับ "เจ้าค่ะ ป้าสะใภ้ใหญ่" ป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้า แล้วหันไปพยักเหน้าให้สาวใช้ข้างกาย สาวใช้คนนั้นเดินเข้าไปในห้องด้านใน แล้วกลับออกมาพร้อมกับห่อผ้าห่อหนึ่ง สาวใช้คนนั้นมอบให้จูเมยและนางก็รับมาอย่างงงงวย "นี่คือเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับเจ้า เจ้ารับมันไว้เถิดแล้วสวมมันไว้ให้ดูดีหน่อย ผู้คนจะได้ไม่นินทาหาว่าข้าดูแลเจ้าไม่ดี" จูเมยตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่นางได้รับเสื้อผ้าใหม่แต่ดูก็รู้ว่าเป็นของใช้แล้วของผู้อื่น แต่ถึงกระนั้นนางก็ยินดีรับ “มีเสื้อคลุมเด็กด้วยหรือเจ้าคะ” จูเมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น บัดนี้ไม่ห่วงตนเองมีเพียงน้องสาวเท่านั้นที่นางห่วงใยที่สุด กระทั่งอาหารดี ๆ ที่ป้าสะใภ้รองแอบมอบให้นางจูเมยก็มอบให้น้องสาวกินก่อนทั้งหมด นางจับเสื้อคลุมดูด้วยความตื่นเต้นแม้เนื้อผ้าจะหยาบกร้านแต่ว่าก็ยังเป็นตัวที่หนาพอสมควร ป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้า “ใช่ น้องสาวของเจ้าโตเร็วชุดเดิมคงเล็กไปแล้ว ปีนี้อย่างไรก็ต้องมีชุดใหม่บ้าง ผู้คนจะได้ไม่หาว่าข้าใจดำกับเด็กตัวเล็ก ๆ” ถึงจะเป็นเพียงแค่เศษเงินแต่ก็ยังนับว่ามีน้ำใจ จูเมยจึงไม่อาจละเลยนางก้มหัวให้ป้าสะใภ้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง ก่อนหน้านี้นางมีเสื้อผ้าอยู่ไม่น้อย ทว่าหลังจากท่านย่าป่วยป้าสะใภ้ใหญ่ก็เริ่มใจดำกับนาง ทั้งจำกัดอาหารและของใช้นางจึงต้องหาทางเอาตัวรอดเพื่อเลี้ยงดูไม่ให้น้องสาวและสาวใช้ของตนเองอดอยาก อยู่ที่นี่มีอากาศหนาวตลอดปี ช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมานางได้รับปันถ่านน้อยยิ่งนักจึงไม่พอใช้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาเงินมาซื้อถ่านที่พอมีคุณภาพด้วยตนเอง เพราะเงินทองเครื่องประดับถูกทางการริบไปหมดนางจึงมีเพียงเสื้อผ้าที่พอมีราคาและปิ่นหยกขาวติดกายที่ท่านพ่อท่านแม่เคยกำชับว่าเป็นของสำคัญที่ท่านอามอบเอาไว้ให้ นางไม่ยินยอมขายปิ่นหยกขาวยังเก็บเอาไว้อย่างดีจึงได้แต่ขายเสื้อผ้าของตนเองเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย บัดนี้นางจึงเหลือเพียงเสื้อผ้ากันหนาวไม่กี่ชุด ที่หยางโจวอากาศหนาวกว่าเมืองหลวงมากนัก ดังนั้นเสื้อผ้าของนางที่มีแต่ดั้งเดิมจึงขายไม่ค่อยได้ราคาเท่าใด วันนี้ได้รับเสื้อผ้าใหม่ที่ทำให้รู้สึกอุ่นมาแล้วจึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง "ขอบพระคุณป้าสะใภ้ใหญ่มากเจ้าค่ะ หลานซาบซึ้งใจยิ่งนัก" ป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้า ความจริงนางไม่ได้มีเมตตาอันใดกับหลานสาวทั้งสองทว่าก่อนหน้านี้นางได้รับข่าวว่าจะมีญาติจากทางเมืองหลวงมาขอเยี่ยมเด็กทั้งสอง เพื่อไม่ให้ขายหน้าสกุลจูจนเกินไป สามีของนางจึงได้ขอร้องให้นางมอบเสื้อผ้าให้เด็กทั้งสองไม่ให้ผู้ใดครหาได้ ดังนั้นป้าสะใภ้ใหญ่จึงจำใจต้องมอบของเหล่านี้ให้อย่างเสียไม่ได้ เมื่อส่งของและกำชับเรียบร้อยแล้วจึงไล่จูเมยให้กลับไป "เอาละ กลับไปเรือนของเจ้าได้แล้ว และจำไว้ห้ามออกมาจนกว่าข้าจะอนุญาต" จูเมยถือโอกาสที่เห็นป้าสะใภ้ใหญ่อารมณ์ดีจึงรีบเอ่ยเรื่องที่ตนเองกำลังขาดแคลน “ป้าสะใภ้ใหญ่เจ้าคะ หลานยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” ป้าสะใภ้ใหญ่ชะงัก “ว่ามาเถิด” “เรื่องถ่านเจ้าค่ะ หลานจะขอถ่านเพิ่มได้หรือไม่ ถ่านที่ได้มาก่อนหน้าคุณภาพไม่ดีจึงได้เผาไหม้เร็วและมีควันมาก ไม่สามารถใช้ได้จนครบสิบห้าวัน ตอนนี้ที่เรือนหนาวเย็นยิ่งกว่าเรือนหิมะอีกเจ้าค่ะ ตัวหลานเองยังพอทนไหวแต่เมิ่งเมิ่งยังเด็กนักหลานกลัวว่าน้องจะล้มป่วยเพราะไอเย็นเจ้าค่ะ” ป้าสะใภ้ใหญ่ใคร่ครวญ อย่างไรก็ไม่รู้ว่าญาติของจูเมยเป็นผู้ใดกันแน่ นางจึงไม่อาจประมาทให้เกิดเรื่องครหาได้ ดังนั้นจึงพยักหน้าอนุญาตอย่างจำใจ “เช่นนั้นข้าจะให้คนส่งถ่านไปที่เรือนของเจ้า” จากนั้นก็หันไปบอกสาวใช้ของตนเอง “เตรียมถ่านไปให้คุณหนูรองที่เรือน อย่าให้ขาดตกบกพร่องอีกตรวจสอบคุณภาพถ่านให้ดี” “เจ้าค่ะ” จูเมยคำนวณไม่พลาดที่นางเอ่ยปากในตอนนี้ นางกล่าวขอบคุณป้าสะใภ้ใหญ่ก่อนจะคำนับอีกครั้งแล้วเดินออกจากเรือนใหญ่ทันใด ป้าสะใภ้รองเดินตามมาส่งกระซิบเบา ๆ "เมยเมย ป้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้าต้องระวังตัวให้มาก วันนี้สะใภ้ใหญ่ดูแปลก ๆ มีเมตตากับเจ้าจนข้าขนลุกไปหมดแล้ว" จูเมยพยักหน้า "ขอบคุณป้าสะใภ้รองที่เป็นห่วงนะเจ้าคะ"
เมื่อกลับถึงเรือนเล็กของตน จูเมยรีบเปิดห่อผ้า นอกจากชุดใหม่ของจูเมิ่งเมิ่งแล้วข้างในมีชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนและเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม ทั้งสองชิ้นดูใหม่กว่าที่นางคาดคิดเอาไว้ทั้งยังหนาและนุ่มรวมทั้งยังมีเสื้อคลุมกันหนาวอีกตัวหนึ่ง "คุณหนู นี่มัน..." ซิ่วหลินที่รออยู่ในห้องอุทานด้วยความประหลาดใจที่เห็นเสื้อผ้าเหล่านี้ “คนใจดำนั่นสิ่งใดเข้าฝันจึงได้มอบเสื้อผ้าให้คุณหนูเจ้าคะ” ซิ่วหลินกล่าวพลางลูบผ้านุ่มๆ ด้วยความตื่นเต้นเอ่ยน้ำเสียงยินดี จูเมยยิ้มความกรุณาเพียงน้อยนิดนี้นางย่อมซาบซึ้ง เพราะนางกับน้องสาวเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางต้องโทษคนหนึ่ง หากนางไม่ใช่สตรีป่านนี้คงถูกประหารชีวิตไปแล้ว "ป้าสะใภ้ใหญ่มอบให้ข้าจริง ๆ ยังให้ถ่านมาเพิ่มด้วย ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องทนหนาวแล้วนะซิ่วหลิน หรือว่าป้าสะใภ้ใหญ่จะเมตตาข้าแล้วจริง ๆ" ถึงจูเมยจะมองโลกในแง่ดีเช่นนั้น แต่ซิ่วหลินก็ไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด จูเมิ่งเมิ่งที่นั่งอยู่บนเตียงกระโดดลงมาวิ่งเข้าหาพี่สาว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความสนใจ มีเล็กป้อมขาวอวบราวหัวไชเท้าลูบไปตามเนื้อผ้าพร้อมกับเสียงเล็กน่ารักที่เอ่ยขึ้น "ท่านพี่เจ้าคะ ชุดนี้สวยจังเลยเจ้าค่ะ" จูเมยยิ้มกว้าง ยื่นเสื้อคลุมให้นาง "นี่คือชุดใหม่ของเมิ่งเมิ่ง เมิ่งเมิ่งชอบหรือไม่" เจ้าก้อนแป้งพยักหน้าขึ้นลง จากนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ น่าเอ็นดู "ชอบเจ้าค่ะ อุ่นจัง” จูเมยลูบศีรษะน้องสาวแผ่วเบา รู้สึกสงสารน้องสาวยิ่งนักตอนที่บิดามารดาของนางยังอยู่นางไม่เคยมองเสื้อผ้าไร้ค่าพวกนี้ด้วยซ้ำ ทว่าบัดนี้กลับมีความหมายมาก จากนั้นจูเมิ่งเมิ่งก็หันมาสนใจเสื้อผ้าของพี่สาว “ท่านพี่ชุดที่ท่านได้มาใหม่สวยมากๆ เลย ชุดนี้ก็สวย นี่ก็สวยเจ้าค่ะ” จูเมิ่งเมิ่งร้องอย่างตื่นเต้น มือน้อย ๆ ลูบไล้ผ้านุ่มอย่างทะนุถนอม "แล้วเมิ่งเมิ่งจะได้ใส่ชุดสวย ๆ แบบนี้บ้างหรือไม่เจ้าคะ" จูเมยรู้สึกเจ็บปวดในใจที่เห็นน้องสาวตื่นเต้นกับเสื้อผ้าเหล่านี้ แม้หัวใจจะรู้สึกฝาดขมแต่ก็พยายามยิ้มให้น้องสาว "แน่นอนสิจ๊ะ เมิ่งเมิ่งของเราต้องได้ใส่ชุดที่งดงาม เมื่อโตขึ้นพี่สาวสัญญาว่าจะหาชุดสวย ๆ มาให้เมิ่งเมิ่งใส่จนเลือกไม่ไหวเลยทีเดียว" จูเมิ่งเมิ่งเกิดมาได้เพียงขวบเดียวก็เกิดเรื่องที่บ้าน ตั้งแต่คลอดจูเมิ่งเมิ่งมารดาของนางก็ร่างกายอ่อนแอล้มป่วยมาตลอด เมื่อได้ข่าวเรื่องสะเทือนใจไม่นานก็จากไป หลังจากนั้นท่านย่าทราบข่าวก็ส่งคนมารับนางและจูเมิ่งเมิ่งมาอยู่ที่หยางโจวอาศัยอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขกระทั่งท่านย่าล้มป่วยลง และนับตั้งแต่นั้นชีวิตของนางก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น นางถูกส่งให้มาทำงานเป็นเด็กรับใช้ให้พี่สาวที่เอาแต่ใจ และยังถูกทุบตีอยู่หลายครั้ง ทว่านางก็ต้องอดทนเพราะยังมีจูเมิ่งเมิ่งที่นางต้องดูแล เด็กตัวน้อยมองพี่สาวด้วยดวงตาเป็นประกายจากนั้นจึงเอ่ยว่า "เมิ่งเมิ่งจะได้ใส่ชุดสวย ๆ จริงๆ นะเจ้าคะ เมิ่งเมิ่งดีใจที่สุดเลย เมิ่งเมิ่งอยากสวยเหมือนท่านพี่" เด็กน้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจแล้วถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "แล้วเราจะได้กินขนมหวานด้วยไหมเจ้าคะ เมิ่งเมิ่งอยากกินถังหยวน" จูเมยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก นึกถึงวันที่พวกนางเคยได้ลิ้มรสถังหยวนครั้งสุดท้ายเมื่อเทศกาลหยวนเซียวปีก่อน "พี่จะพยายามหามาให้นะจ๊ะ แต่ตอนนี้เรายังไม่มี... เทศกาลหยวนเซียวยังอีกนาน" ซิ่วหลินเห็นท่าทีของจูเมยที่คล้ายจะร้องไห้แล้ว จึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กน้อย "คุณหนูเมิ่งเมิ่งของบ่าว มานั่งตรงนี้นะเจ้าคะอย่าลงจากเตียงเลยอากาศหนาวยิ่งนัก บ่าวจะสวมชุดใหม่ให้คุณหนูเมิ่งนะเจ้าคะ" จากนั้นก็หันไปบอกกับจูเมย “คุณหนูด้วย รีบเปลี่ยนชุดเถิดเจ้าค่ะ” “เข้าใจแล้ว ป้าสะใภ้ใหญ่ก็บอกข้าว่าให้รีบเปลี่ยนชุดใหม่ ท่าทางนี้ของนางแปลกประหลาดนัก ไม่รู้ว่ามีเรื่องอันใด” ซิ่วหลินเองมีสีหน้าครุ่นคิด “นั่นสิเจ้าคะ ได้รับชุดใหม่เช่นนี้บ่าวกลับไม่สบายใจนัก สตรีนางนั้นใจดำอำมหิตไม่รู้ว่าไยคิดมาทำดีกับคุณหนู แต่ว่าช่างเถิดเจ้าค่ะ ได้ของดีกว่าไม่ได้ต่อไปคุณหนูทั้งสองจะได้ไม่ต้องทนหนาวอีกแล้ว” ซิ่วหลินรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เจ้าก้อนแป้งน้อย ในขณะที่จูเมยเปลี่ยนเสื้อผ้าของตนเอง ครู่ต่อมาสองพี่น้องก็อยู่ในชุดใหม่สะอาดเอี่ยม ทั้งคู่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและนุ่มนวลของเนื้อผ้า ทำให้นางรู้สึกมีความสุขที่สุดในรอบปีเลยก็ว่าได้ จูเมิ่งเมิ่งมองพี่สาวดวงตาเป็นประกาย ปากเล็ก ๆ เอ่ยชม "ท่านพี่งดงามมากเลยเจ้าค่ะ เมิ่งเมิ่งอยากสวยแบบพี่สาวจัง" จูเมยยิ้มอย่างอ่อนโยนเดินมานั่งเคียงข้างน้องสาวที่อยู่บนเตียงแล้วดึงร่างเล็กป้อมให้มานั่งตักของตนเอง “น้องสาวของพี่ก็งามที่สุดเช่นกันจ้ะ ทั้งยังเป็นเด็กดีน่ารักที่สุดในโลกเลย” ดวงหน้าเล็กกลมเผยรอยยิ้มจนเห็นเหงือก จากนั้นก็ซบใบหน้าเข้ากับอกแข็ง ๆ ที่เต็มไปด้วยกระดูกของจูเมยแต่ถึงกระนั้นเด็กน้อยก็รู้สึกว่าอ้อมอกของพี่สาวช่างอบอุ่นนัก “ข้าเป็นเด็กดีใช่หรือไม่เจ้าค่ะ” “อืม...เด็กดีที่สุดเลยจ้ะ” ขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังอบอุ่น เสียงเคาะประตูอย่างแรงก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงตวาดของจูหลี "นังตัวดีเปิดเดี๋ยวนี้นะ!"